LOGIN“เป็นภรรยาของข้าเถอะ ข้าสัญญาว่าชาติจะไม่มีทางทำผิดต่อเจ้า จะดีกับเจ้าให้มากๆ ได้หรือไม่”
“...”
เหตุผลเสี้ยวสุดท้ายของนางพลันขาดลงด้วยคำพูดประโยคนี้ หม่าเจี่ยซินที่ถูกอารมณ์ครอบครองพื้นที่ทั้งหมดจึงยื่นหน้าไปจุมพิตคนตรงหน้าครั้งหนึ่งอย่างขาดสติ จากนั้นนางก็ไม่รู้แล้วว่าตนเองถูกเหอชางจุมพิตอยู่นานมากแค่ไหน เพราะโลกของนางถูกสัมผัสของเขาทำให้ขาวโพลนและหยุดชะงักไปอย่างเนิ่นนาน
ตอบรับจุมพิตอันร้อนผ่าวของเหอชางอยู่พักใหญ่ หม่าเจี่ยซินที่ถูกเขาดูดลิ้นตวัดรัดเกี่ยวพัวพันไปมาก็เริ่มหายใจไม่ทัน นางจึงตบไหล่เขาไปหลายครั้งเพื่อขอร้องให้ปล่อยตนก่อน
ยามที่เหอชางถอนริมฝีปากออก นางจึงหอบหายใจแรงด้วยความเหนื่อยล้า ริมฝีปากอวบอิ่มบวมเจ่อและแดงก่ำราวกับสีของผิงกั่ว
เหอชางคลึงริมฝีปากของนางยิ้มๆ ใบหน้าเต็มไปด้วยความพึงพอใจ สายตาอ่อนโยนที่เต็มไปด้วยอารมณ์หวานซึ้งของเขาจับจ้องนางนิ่ง ก่อนจะขยับมาหอมแก้มนวลเบาๆ อีกหลายครั้งอย่างหลงใหล
“ข้าหิวน้ำ”
พักหายใจได้พักหนึ่ง หม่าเจี่ยซินก็รู้สึกกระหายน้ำขึ้นมาเป็นอย่างยิ่ง นางที่ไม่เคยมีประสบการณ์การถูกจุมพิตอย่างดูดดื่มและลึกซึ้งเช่นนี้มาก่อน จึงไม่เข้าใจว่าเหตุใดตนถึงได้หอแห้งมากมายถึงเพียงนี้
“ได้ ข้าไปเอามาให้เจ้า”
เหอชางหัวเราะเบาๆ แล้วจุมพิตริมฝีปากที่บวมเจ่อของนางเบาๆ อีกครั้ง ก่อนจะผละออกไปรินน้ำชาใส่จอกแล้วนำมายื่นให้
รอจนนางดื่มน้ำไปหมดสองจอก เขาก็ยื่นหน้ามาถามด้วยความขบขำในแววตาว่าพอหรือยัง หม่าเจี่ยซินจึงพยักหน้าเบาๆ ตอบว่าพอแล้ว จากนั้นนางก็ถูกเขาผลักหงายลงบนเตียงโดยมีเขาตามลงมาติดๆ แล้วเหอชางก็จุมพิตหม่าเจี่ย
ซินต่ออีกครั้ง โดยไม่ใส่ใจการประท้วงเล็กๆ ของนางแม้แต่น้อยเพราะตอนนี้เขากระหายรสหวานติดลิ้นในปากของนางเหลือเกิน ยิ่งชิมมากเท่าไหร่เหอชางก็ยิ่งรู้สึกกระหายและไม่เพียงพอ
บนเตียงนอน สองร่างที่ตกอยู่ในภวังค์ความลุ่มหลงกำลังจุมพิตกันไปมาอย่างไม่มีวี่แววว่าจะเต็มอิ่ม แต่ถึงกระนั้นพวกเขากลับไม่ได้ข้ามขั้นไปทำอะไรกันมากกว่านั้น แม้ว่าร่างกายที่เสียดสีกันจะร้อนผ่าวขึ้นมามากแค่ไหนก็ตาม แต่พวกเขาก็ยังคงอดทนและทำเพียงขยับเสียดสีถูไถร่างกายที่แนบสนิทกันไปมาจนอาภรณ์ยับยู้ยี่เท่านั้น
ดึกดื่นเทียนในห้องดับมอดไปช้าๆ เสียงหอบหายใจของหม่าเจี่ยซินกับเหอชางก็ยังคงดังขึ้นมาเป็นพักๆ เขากับนางยังคงขบกัดริมฝีปากที่แดงช้ำกันเบาๆ จนร่างกายสั่นสะท้านครั้งแล้วครั้งเล่าราวกับเป็นเรื่องสนุก
ทั้งๆ ที่มันคือการทรมานร่างกายของกันและกันจนแทบอดทนไม่ไหว แต่สุดท้ายนางกับเขาก็ยังคงไม่อาจถอยห่างออกจากกันได้เสียที
“ริมฝีปากของเจ้าบวมหมดแล้ว”
ภายใต้ความมืดในยามค่ำคืนที่ไร้แสงเทียนเขาคลึงริมฝีปากของนางไปมา แล้วหัวเราะเบาๆ ออกมาอย่าขบขำ
“ของท่านก็ไม่ต่างกัน ดูสิเลือดออกแล้วใช่หรือไม่”
นางก็สัมผัสสำรวจริมฝีปากที่ร้อนผ่าวของเขาไปมาเช่นกัน
“ตรงนั้นเจ้ากัด ฟันช่างแหลมคมนัก”
“ก็ข้า.. ใครใช้ให้ท่านกัดข้าก่อนเล่า”
หม่าเจี่ยซินตอบด้วยความขัดเขิน เหอชางจึงหัวเราะออกมาเบาๆ แล้วเอ่ยกระเซ้าเย้าแย่นางว่า
“เช่นนั้นข้าจะกัดเจ้าอีก”
ดวงตาของหม่าเจี่ยซินพลันร้อนผ่าวมากยิ่งขึ้นกว่าเดิม นางจึงทุบอกของเหอชางไปทีหนึ่ง แล้วกอดก่ายเขาเอาไว้แน่นด้วยความรู้สึกหวานล้ำในอกที่แทบจะล้นทะลักออกมา
“...”
“การถูกเจ้าชอบดีถึงเพียงนี้ ช่างวิเศษจริงๆ”
เขาจุมพิตใบหน้าของนางไปมาอีกสองสามครั้ง จากนั้นก็ดึงผ้าห่มมาห่มให้ตนเองและนางแล้วตระกองกอดกันหลับไปด้วยความเหนื่อยล้า
แม้จะนอนดึกมากแค่ไหนแต่เหอชางก็ยังคงลืมตาตื่นขึ้นมาตอนเช้าในเวลาเดิมเสมอและเมื่อเขาขยับตัวหม่าเจี่ยซินก็ลืมตาขึ้นมา ทั้งสองจึงกอดเกี่ยวกระหวัดกันอยู่ในผ้าห่มไปอีกพักหนึ่ง จากนั้นถึงได้ทำใจพากันลุกออกจากเตียงนอน
ความรู้สึกในยามได้สัมผัสกับความหอมหวานของน้ำผึ้งนั้นช่างชวนให้ผู้เพิ่งได้ลิ้มรสรู้สึกกระหายอยากจนอยากจะทำใจปล่อยมือ
เช้านี้เหอชางหุงข้าว เพราะหม่าเจี่ยซินจะทำอาหารจานปลา แต่นางไม่ได้ทำปลาราดพริกอย่างตั้งใจเอาไว้ เพราะคิดว่าทุกคนคงไม่อยากกินอาหารรสจัดกันตั้งแต่เช้า นางจึงเปลี่ยนมาทำน้ำแกงปลาสามรสกระตุ้นความอยากอาหารแทน
โดยตอนแรกหม่าเจี่ยซินนำปลาที่จัดการถอดเกล็ดและล้างท้องที่ผ่าจนสะอาดแล้วมาทอดด้วยน้ำมันจนเหลืองกรอบ จากนั้นนางก็ต้มน้ำแล้วใส่เครื่องเทศลงไป รอจนน้ำเดือดแล้วก็เปิดฝาใส่ปลาที่ทอด แล้วตุ๋นต่ออีกพักหนึ่งจนน้ำแกงกลายเป็นสีขาวขุ่น
สุดท้ายถึงปรุงรสชาติให้เค็มนิดๆ เปรี้ยวหน่อยๆ และเผ็ดเล็กน้อย ก่อนจะยกหม้อลงจากเตา
หม่าเจี๋ยซินผัดเห็ดรวมกับผักป่าอีกจาน แล้วอาหารมื้อเช้าที่มีน้ำแกงหนึ่งถ้วย ผัดผักหนึ่งจานกินกับข้าวขาวร้อนๆ ก็ถูกยกนำไปวางในห้องด้านข้าง
เมื่อค้นพบรสชาติอาหารที่แตกต่างแต่อร่อยจนแทบลืมลิ้น คนสกุลเหอก็ไม่มีใครสนใจความผิดปกติของเหอชางและหม่าเจี่ยซินแล้ว เหอคังกับเหอเจาพากันกินข้าวไปคนละถ้วยแล้วซดน้ำซุปกันไปคนละสองชาม ส่วนเหอหยวนกับเหอตงกินข้าวได้มากกว่าผู้เป็นบิดาหนึ่งชาม
หลังอาหารมื้อเช้าจบลง ในหม้อน้ำแกงปลาก็เหลือเพียงเศษก้างปลาและเศษเครื่องเทศที่ไม่อาจกินได้เท่านั้น
ส่วนอาหารจานผัดก็หมดเกลี้ยงไปด้วยเช่นกัน เช้านี้ถ้วยชามที่จะต้องล้างจึงค่อนข้างสะอาดหลังเห็นบิดาและพี่ชายกินอาหารฝีมือหม่าเจี่ยซินจนเกลี้ยง เหอชางที่กินไม่ทันพวกเขาก็รู้สึกว่าตนเองคิดถูกที่ก่อนหน้านี้ตัดสินใจตักน้ำแกงแยกเอาไว้ให้หลิวซื่อ มิเช่นนั้นเช้านี้เขาคงต้องลงมือทำอาหารอีกรอบ
“ล้างชามเสร็จแล้วข้าจะไปลงนากับพี่ใหญ่และพี่รอง เจ้าช่วยไปดูท่านแม่กินมื้อเช้าหน่อย ยาข้าต้มเอาไว้ในครัวเรียบร้อยแล้ว ตักใส่ชามแล้วยกไปได้เลย”
“อื้อ ข้ารู้แล้ว”
นางพยักหน้าแล้วรับจานใบสุดท้ายที่เขาล้างเสร็จแล้วมาคว่ำลงบนถาดใบใหญ่ จากนั้นก็ยกถาดไปวางบนโต๊ะตัวใหญ่หน้าบ้านเพื่อตากแดด
เหอชางล้างมือแล้วถึงได้ลุกเดินตามมา เขาเดินเข้ามาใกล้นางแล้วยื่นหน้ามาขโมยจุมพิตแก้มนวลทีหนึ่งอย่างอดทนต่อไปไม่ไหว ดวงตาบนใบหน้าหล่อเหลาที่มองนางพราวระยับ ส่องประกายความสุขวิบวับออกมา
หม่าเจี่ยซินที่ถูกขโมยหอมแก้มอย่างไม่ทันตั้งตัวจึงหันไปมองเขาด้วยความตกใจ ก่อนจะหันซ้ายหันขวาด้วยความร้อนรน ใบหน้างามพลันซับสีเข้มจนน่าเอ็นดูและขบขำ
“ข้าไปก่อน ตอนเที่ยงจะกลับมาช่วยเจ้าทำอาหาร”
พูดทิ้งท้ายด้วยความอ่อนโยนแล้ว เหอชางก็เดินออกจากบ้านไป ส่วนหม่าเจี่ยซินยังคงยืนนิ่งต่อไปอีกพักหนึ่ง ถึงสามารถดึงสติตนเองกลับมาได้
หลิวซื่อหลับไปแล้ว หม่าเจี่ยซินก็หยิบเสื้อผ้าของตนเองที่ใส่แล้วเพื่อนำไปซัก แต่ในระหว่างทางที่เดินไปยังลำธาร นางก็คิดขึ้นมาได้ว่าหลายวันมานี้เหอชางเป็นคนซักผ้าให้นางมาตลอด นางจึงควรจะตอบแทนเขาบ้าง ด้วยเหตุนี้หม่าเจี่ยซินจึงเดินย้อนกลับไปหยิบเสื้อผ้าของเหอชางอีกครั้ง
ลำธารสายเล็กอยู่ห่างจากตัวบ้านไปไม่ไหล มันตัดผ่านทุ่งนาไหลลงสู่ที่ต่ำ สองฟากฝั่งมีก้อนหินอยู่ประปราย หม่าเจี่ยซินหอบเสื้อผ้าเดินไปข้างลำธารแล้วเลือกหินก้อนหนึ่งที่ค่อนข้างแบนและเรียบ
ยุคสมัยนี้ไม่มีเครื่องซักผ้าและผงซักฟอก นางจึงทำได้เพียงหยิบไม้ฟืนมาด้วยท่อนหนึ่ง หลังล้างจนสะอาดแล้วก็ใช้ไม้ทุบผ้าเปียกที่ถูกจ้าวเจี่ยวแล้วไปมาจนทั่ว จากนั้นก็ล้างผ้าในน้ำจนสะอาดแล้วบิดผ้าเอาน้ำออกใส่ลงไปในถังไม้
ระหว่างที่กำลังซักผ้าหม่าเจี่ยซินมองเห็นปลาหลายตัวแหวกว่ายไปมาในน้ำ ยั่วสายตาและความอยากกินปลาราดพริกของนางขึ้นมาอีกครั้ง หลังซักผ้าเสร็จแล้วนางจึงนั่งมองปลาหลายตัวในน้ำนิ่งๆ เพื่อคิดหาวิธีจับพวกมันกลับบ้านไปด้วย
ลงนาถอนวัชพืชมาได้หลายวัน วันนี้เหอหยวน เหอตงและเหอชางทำงานในนาใกล้จะเสร็จแล้ว ตอนนี้พวกเขาจึงกำลังทำงานอยู่ในบริเวณที่อยู่ห่างออกจากบ้านไปมากที่สุด
“พี่รองท่านกลับมาแล้วรึ”
“พี่รองท่านกลับมาแล้วรึ”เสียงตะโกนของเหอตงดังกังวานไปทั่วทั้งหุบเขา เล่นเอานกบางตัวถึงกับตกใจจนกระพือปีกบินหนี หม่าเจี่ยซินก็ถูกเขาทำให้ตกใจด้วยเช่นกัน ความคิดของนางจึงหยุดชะงักแล้วใบหน้าหมดจดที่เริ่มมีเนื้อหนังขึ้นมาเล็กน้อยก็เงยขึ้นไปมองทางโน้นเพียงแต่นางอยู่ต่ำเกินไป สายตาจึงถูกต้นข้าวในนาบังเอาไว้ ด้วยเหตุนี้จึงต้องลุกขึ้นยืนถึงจะมองเห็นคนที่เหอตงทักทายพี่รอง?เป็นเหออันสินะบุรุษที่ออกเงินซื้อตัวนางผู้นั้นบนทางสายเล็กที่ทอดยาวมาจากปากถ้ำอีกฝั่ง บุรุษในอาภรณ์สีน้ำเงินจางๆ ผู้หนึ่งเดินจูงม้าตัวใหญ่ที่บรรทุกสำภาระกองหนึ่งกลับมาด้วย ร่างของเขาสูงสะโอดสะอง ใบหน้าที่ยังเห็นไม่แจ่มชัดสะท้อนรัศมีความโดดเด่นออกมาไม่ต่างจากพี่น้องคนอื่นๆ ของเขาจ้องมองเหออันอยู่เพียงไม่นาน หม่าเจี
“เป็นภรรยาของข้าเถอะ ข้าสัญญาว่าชาติจะไม่มีทางทำผิดต่อเจ้า จะดีกับเจ้าให้มากๆ ได้หรือไม่”“...”เหตุผลเสี้ยวสุดท้ายของนางพลันขาดลงด้วยคำพูดประโยคนี้ หม่าเจี่ยซินที่ถูกอารมณ์ครอบครองพื้นที่ทั้งหมดจึงยื่นหน้าไปจุมพิตคนตรงหน้าครั้งหนึ่งอย่างขาดสติ จากนั้นนางก็ไม่รู้แล้วว่าตนเองถูกเหอชางจุมพิตอยู่นานมากแค่ไหน เพราะโลกของนางถูกสัมผัสของเขาทำให้ขาวโพลนและหยุดชะงักไปอย่างเนิ่นนานตอบรับจุมพิตอันร้อนผ่าวของเหอชางอยู่พักใหญ่ หม่าเจี่ยซินที่ถูกเขาดูดลิ้นตวัดรัดเกี่ยวพัวพันไปมาก็เริ่มหายใจไม่ทัน นางจึงตบไหล่เขาไปหลายครั้งเพื่อขอร้องให้ปล่อยตนก่อนยามที่เหอชางถอนริมฝีปากออก นางจึงหอบหายใจแรงด้วยความเหนื่อยล้า ริมฝีปากอวบอิ่มบวมเจ่อและแดงก่ำราวกับสีของผิงกั่วเหอชางคลึงริมฝีปากของนางยิ้มๆ ใบหน้าเต็มไปด้วยความพึงพอใจ สายตาอ่อนโยนที่เต็มไปด้วยอารมณ์หวานซึ้งของเขาจับจ้องนางนิ่ง ก่อ
หม่าเจี่ยซินอาบน้ำสวมเสื้อผ้าเสร็จ เหอชางก็เข้ามายกน้ำที่นางใช้แล้วออกไปเททิ้ง จากนั้นเขาถึงได้กลับเข้าห้องมาอีกครั้งตอนที่เขาเข้ามานางกำลังนั่งเช็ดผมยาวที่เปียกของตนเองอยู่บนเตียง เมื่อเห็นเขาถือหนังสือมาด้วยจึงถามขึ้นมาว่า“ท่านจะอ่านหนังสือรึ”สองคืนมานี้เหอชางมักจะอ่านหนังสือจนดึกดื่นถึงได้เข้านอน นางจึงเอ่ยถามเขาว่าจะทำเช่นเดิมอีกหรือไม่“อืม อ่านไม่กี่หน้าก็นอนแล้ว ไม่นานหรอก”ตั้งแต่อายุสิบสองเหอชางก็มักจะอ่านหนังสือจนดึกดื่นถึงได้เข้านอนจนเป็นนิสัย มีเพียงหลายคืนมานี้ที่ไม่ได้ทำเช่นนั้น สองคืนมานี้เขาจึงอยากจะอ่านหนังเสียหน่อยแล้วค่อยเข้านอน มิเช่นนั้นเขามักจะรู้สึกว่าขาดอะไรไปนี่มิใช่เพราะกังวลเรื่องสอบถงเซิงในอีกครึ่งปีหลังจากนี้ แต่มันคือความเคยชินของเหอชาง เขาจึงต้องการเปิดหนังสือสักสามหน้าแล้วค่อ
“เหอ เหอหยวน”ไม่เสียเวลาคิดนาน หม่าเจี๋ยซินก็เอ่ยเรียกชื่อของบุรุษตัวโตที่ยังคงทำนาอย่างขยันขันแข็งแม้เวลานี้ใกล้จะค่ำแล้ว“เรียกข้ารึ”เหอหยวนเงยหน้ากลับขึ้นมาถามนางคล้ายไม่แน่ใจ“ใช่”“มีอะไร”“ท่าน.. ช่วยจับปลาในน้ำให้ข้าสักตัวได้หรือไม่”หม่าเจี่ยซินไม่แน่ใจนักว่าเหอหยวนจะทำตามคำขอของนางหรือเปล่า แต่เพราะหลิวซื่อเคยบอกกับนางว่าบุตรชายของนางล้วนมิใช่คนเลวร้าย หม่าเจี่ยซินจึงลองขอเขาดู“ปลา... เจ้าอยากกินปลารึ”“อื้ม”“น้ำที่นี่ค่อนข้างตื้น ปลาพวกนี้ล้วนเหม็นโคลน รสชาติไม่ได้อร่อยเหมือนกับปลาที่ขายในเมือง เจ้ายังต้องการอยู่อีกหรือไม่”
ณ หุบเขาอันห่างไกลแห่งนี้ เวลาในแต่ละวันราวกับถูกหมุนไปข้างหน้าช้าลง ชีวิตอันราบเรียบที่ไม่ต้องเร่งรีบเพื่อแข่งขันเอาชีวิตรอด ทำให้หม่าเจี่ยซินได้มีเวลาพินิจพิจารณาช่วงชีวิตที่ผ่านมาของตนเองและเจ้าของร่างเดิมอย่างถี่ถ้วน จนกระทั่งผ่านไปหลายวัน ร่างกายที่บอบช้ำของนางก็ค่อยๆ ดีขึ้นเรื่อยๆทุกเช้าหลังเหอชางลุกจากที่นอน หม่าเจี่ยซินก็มักจะลืมตาตื่นตามเขา แต่นางยังคงนอนบิดขี้เกียจอยู่บนเตียงต่ออีกพักหนึ่ง จากนั้นถึงได้ลุกขึ้นมาเก็บเตียงนอนแล้วออกจากห้องไปล้างหน้าล้างตาเหอชางยังคงปฏิเสธอย่างหนักแน่นที่จะให้หม่าเจี่ยซินช่วยงานครัว ด้วยเหตุนี้นางจึงทำได้เพียงไปนั่งเฝ้าเขาทุกเช้า แล้วนั่งกินอาหารร่วมกันเท่านั้น ห้องครัวจึงกลายเป็นสถานที่ที่เขาและนางใช้เวลาอยู่ด้วยกันมากที่สุดไปโดยไม่ได้ตั้งใจ“หลายวันมานี้ข้าไม่เห็นท่านปู่เลย เขาไปไหนรึ”นอกจากวันแรกที่มาถึง หม่าเจี่ยซินก็พบว่าหลาย
ก่อนจะมาแต่งงานกับบุตรชายทั้งสามของตระกูลเหอ หลิวซื่อเคยเป็นบุตรสาวของขุนนางใหญ่ท่านหนึ่ง แต่ด้วยครอบครัวถูกใส่ร้ายป้ายสี บิดาต้องโทษถูกประหาร บุรุษในครอบครัวถูกเนรเทศไปไกลสามพันลี้ หญิงสาวในครอบครัวถูกขายให้กับหอนางโลม หลิวซื่อที่แอบหลบหนีออกมาได้บังเอิญไปพบกับเหอคังเข้าหลังเหอคังยื่นมือเข้าช่วยหลิวซื่อ เขาก็พานางกลับมายังบ้านของตระกูลเหอ ตอนแรกหลิวซื่อซาบซึ้งใจเป็นอย่างมากและตั้งใจจะตอบแทนเหอคังด้วยร่างกาย เพราะนอกจากร่างกายแล้วนางก็ไม่มีทรัพย์สมบัติอย่างอื่นติดกายแต่เมื่อได้รู้ว่าหากคิดอยากจะเป็นคนของเขาจำต้องยอมรับน้องชายทั้งสองของเขาด้วย หลิวซื่อที่ไม่เคยได้พบเห็นเรื่องเช่นนี้มาก่อนเกิดความหวาดกลัวจนถึงขั้นหลบหนีแต่สุดท้ายนางก็หนีไปไม่รอด เพราะชีวิตของนางไม่เหลืออะไรอีกแล้ว หากกลับออกไปด้านนอกย่อมต้องใช้ชีวิตอยู่อย่างหวาดระแวงด้วยความกลัวว่าจะถูกคนจากหอนางโลมจับตัวกลับไปในสักวันหนึ่ง







