LOGINก่อนจะมาแต่งงานกับบุตรชายทั้งสามของตระกูลเหอ หลิวซื่อเคยเป็นบุตรสาวของขุนนางใหญ่ท่านหนึ่ง แต่ด้วยครอบครัวถูกใส่ร้ายป้ายสี บิดาต้องโทษถูกประหาร บุรุษในครอบครัวถูกเนรเทศไปไกลสามพันลี้ หญิงสาวในครอบครัวถูกขายให้กับหอนางโลม หลิวซื่อที่แอบหลบหนีออกมาได้บังเอิญไปพบกับเหอคังเข้า
หลังเหอคังยื่นมือเข้าช่วยหลิวซื่อ เขาก็พานางกลับมายังบ้านของตระกูลเหอ ตอนแรกหลิวซื่อซาบซึ้งใจเป็นอย่างมากและตั้งใจจะตอบแทนเหอคังด้วยร่างกาย เพราะนอกจากร่างกายแล้วนางก็ไม่มีทรัพย์สมบัติอย่างอื่นติดกาย
แต่เมื่อได้รู้ว่าหากคิดอยากจะเป็นคนของเขาจำต้องยอมรับน้องชายทั้งสองของเขาด้วย หลิวซื่อที่ไม่เคยได้พบเห็นเรื่องเช่นนี้มาก่อนเกิดความหวาดกลัวจนถึงขั้นหลบหนี
แต่สุดท้ายนางก็หนีไปไม่รอด เพราะชีวิตของนางไม่เหลืออะไรอีกแล้ว หากกลับออกไปด้านนอกย่อมต้องใช้ชีวิตอยู่อย่างหวาดระแวงด้วยความกลัวว่าจะถูกคนจากหอนางโลมจับตัวกลับไปในสักวันหนึ่ง
อีกทั้งหลิวซื่อยังไม่มีความสามารถที่จะหนีออกไปจากป่าแห่งนี้ได้ด้วยตัวคนเดียวอีกด้วย แล้วเหอคังสามพี่น้องก็ไม่มีใครต้องการส่งนางกลับไป
หลังจากที่พวกเขาปล่อยให้นางลองหลบหนีดูหลายครั้ง แต่หลิวซื่อก็ยังหาทางออกจากป่าไม่ได้ สุดท้ายหลิวซื่อจึงจำต้องยอมแพ้
แม้ตระกูลเหอจะมีกฎบังคับให้บุตรชายในแต่ละรุ่นต้องมีภรรยาคนเดียวกัน แต่พวกเขากลับไม่ได้ป่าเถื่อนถึงขั้นบังคับขืนใจฝ่ายหญิง แต่กลับปล่อยให้หลิวซื่อได้เรียนรู้และทำความรู้จักกับน้องชายของเหอคังอยู่นานเกือบสองปี
กระทั่งหลิวซื่อทำใจยอมรับในตัวเหอเจาและเหอซีแล้ว เหอคังสามพี่น้องถึงได้แต่งหลิวซื่อเข้าตระกูล
บุรุษตระกูลเหอล้วนมีรูปโฉมหล่อเหลาและโดดเด่น แม้พวกเขาจะใช้ชีวิตอยู่ในป่าเขาแต่นั่นกลับไม่ได้ทำให้พวกเขาดูป่าเถื่อน การยอมรับบุรุษทั้งสามที่ปฏิบัติต่อนางเป็นอย่างดีไปพร้อมๆ กัน จึงไม่ได้ยากเย็นอย่างที่คิด
เมื่อเปิดใจยอมรับเรื่องการแต่งงานกับสามีทั้งสามได้ หลิวซื่อก็ถูกความรักของพวกเขาทำให้ยอมรับเรื่องความผิดแปลกนี้ได้อย่างหมดใจ นับจากนั้นนางจึงไม่ได้รู้สึกว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ผิดปกติอีกต่อไป
“ข้าไม่ได้บอกให้เจ้ายอมรับบุตรชายทั้งสี่ของข้าภายในคราวเดียว เรื่องความสัมพันธ์ของคนย่อมต้องค่อยๆ สร้างกันไปถึงจะชัดเจน ดังนั้นเจ้าค่อยๆ คิดดูเถอะ ให้เวลาตัวเองได้ทำความรู้จักกับพวกเขาเสียหน่อย หลังจากนั้นหากเจ้ายังทำใจยอมรับพวกเขาทั้งสี่คนไม่ได้ ข้าจะให้อาชางพาออกไป
แล้วถึงแม้ตระกูลเหอจะใช้ชีวิตหลบเร้นจากโลกภายนอก แต่ด้านนอกพวกเรามีทรัพย์สินอยู่เช่นกัน ดังนั้นเจ้าไม่ต้องห่วง หากสุดท้ายเจ้ายังต้องการจากไปจริงๆ ตอนนั้นข้าจะให้เหออันมอบร้านค้าให้เจ้าสักแห่ง หาครอบครัวที่ดีให้เจ้าตบแต่ง เช่นนี้ดีหรือไม่”
“...”
หม่าเจี๋ยซินฟังหลิวซื่อพูดอยู่เป็นนาน เมื่อรู้สึกตัวอีกทีนางก็พบว่าตนเองถูกหลิวซื่อกล่อมจนสงบลงแล้ว อีกทั้งหลิวซื่อยังยืนยันว่าตระกูลเหอจะไม่บังคับนางให้แต่งงานกับบุตรชายของตน แล้วยังเอ่ยปากว่าจะมอบร้านค้ากับหาครอบครัวสามีให้นางได้ตบแต่งออกไปอีกด้วย
ด้วยเหตุนี้ ตอนที่นางฟังหลิวซื่อจนจบ หม่าเจี่ยซินที่มีความคิดว้าวุ่นและเคว้งคว้างมาตลอดทั้งคืนพลันรู้สึกเหมือนพบทางออก
ยอมรับไม่ได้ก็ไม่จำเป็นต้องแต่งเช่นนั้นรึ?
อีกทั้งยังจะมอบทรัพย์สินและหาหนทางเส้นใหม่ให้กับนางด้วย?
หม่าเจี่ยซินแทบไม่อยากจะเชื่อ ว่าเรื่องดีๆ เช่นนี้ยังมีอยู่ หลายวันมานี้ดูเหมือนว่านางจะถูกความโชคร้ายทำให้ตกใจมากเกินไปแล้ว ยามนี้จึงแทบไม่กล้าเชื่อสิ่งที่ได้ยินจากหลิวซื่อ
“เหอชาง เด็กคนนั้นข้ามองออกว่าเขาชอบเจ้ามาก เหอหยวน เหออัน เหอตง พวกเขาก็เป็นคนที่ใช้ได้เหมือนกัน ซินซินเจ้าค่อยๆ ดูพวกเขาก่อนเถอะ อย่าได้รีบร้อนเลย”
หลิวซื่อพูดอย่างไม่รีบร้อน นางประสานมือไว้บนผ้าห่มกลางท้องก่อนจะพูดต่อไปว่า
“อันที่จริงไม่ว่าจะเป็นการแต่งงานที่มีสามีคนเดียวกับภรรยาหลายคนหรือภรรยาคนเดียวกับสามีหลายคน ก็ล้วนเป็นกฎเกณฑ์ที่ถูกสร้างขึ้นมาด้วยคนกลุ่มหนึ่งทั้งสิ้น เรื่องพวกนี้แท้จริงแล้วจึงมิใช่เรื่องที่ถูกกำหนดเอาไว้ตายตัว ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ แต่มันคือเรื่องของความเคยชินที่เกิดจากทัศคติที่ถูกสร้างขึ้นมา มันจึงขึ้นอยู่กับว่าในแต่ละยุคสมัยเรื่องนี้ถูกกำหนดเอาไว้อย่างไรก็เท่านั้น”
“แล้วมันก็บังเอิญที่ยุคสมัยนี้ผู้คนมีธรรมเนียมหนึ่งสามีสามารถแต่งภรรยาได้หลายคน ซึ่งตรงกันข้ามกับตระกูลเหอของข้า เมื่อเจ้าได้รับรู้เรื่องนี้ที่ไม่เคยพบเห็นมาก่อนจึงเกิดรู้สึกขึ้นมาว่านี่มิใช่เรื่องที่ถูกต้อง แต่แท้จริงแล้วการแต่งงานที่ถูกต้องนั้นควรจะเป็นอย่างไรเล่า”
“...”
หม่าเจี่ยซินไม่มีความคำตอบให้กับหลิวซื่อ เพราะนางกำลังตกตะลึงที่สตรีในยุคโบราณเช่นนี้มีความคิดก้าวหน้ามากกว่าตนเองเสียอีก หลักความคิดและเหตุผลของหลิวซื่อทำลายกรอบความคิดที่ได้รับอิทธิพลมาจากชาติก่อนของหม่าเจียซินไปชั่วขณะหนึ่ง
“เรื่องที่ข้าพูดไปแม้เจ้าจะไม่เห็นด้วย แต่ช่วยเก็บไปคิดเสียหน่อยเถอะ คิดเสียว่าเห็นแก่ความรู้สึกของบุตรชายคนเล็กของข้าก็ได้ แล้วหลังจากนั้นหากเจ้ายังคงไม่สามารถเปิดใจยอมรับเรื่องนี้ได้จริงๆ ข้าก็จะเคารพการตัดสินใจของเจ้า”
หลิวซื่อบีบมือของนางเบาๆ ก่อนจะปล่อยมือ
“ข้ารู้แล้วเจ้าค่ะ”
เมื่ออีกฝ่ายชักแม่น้ำทั้งสายมากล่อมนางถึงเพียงนี้แล้ว หม่าเจี่ยซินไม่อาจทำเฉยหรือปฏิเสธคำขอของหลิวซื่อไปตรงๆ ดังนั้นจึงพยักหน้าตอบตกลง
“เรื่องที่ข้าพูด ข้าย่อมไม่กลับคำ เจ้าอย่าได้กังวล เอาล่ะ เทน้ำให้ข้าจิบเสียหน่อย พูดเยอะถึงเพียงนี้ข้าคอแห้งแล้วจริงๆ”
หลิวซื่อไอออกมาสองสามครั้ง หม่าเจี่ยซินจึงรีบรินน้ำใส่จอกใบเล็กแล้วยื่นไปให้หลิวซื่อจิบทีละนิด ในใจก็รู้สึกผิดที่เอาแต่นั่งเงียบฟังหลิวซื่อพูดจนลืมไปว่าอีกฝ่ายกำลังป่วย ไม่ควรพูดอะไรมากมายนัก
จิบน้ำเสร็จแล้ว หลิวซื่อก็ขยับเอนลงนอน หม่าเจี่ยซินจึงช่วยประคองร่างผอมบางให้นอนลงแล้วดึงผ้าห่มมาห่มให้หลิวซื่อ ผ่านไปเพียงไม่กี่สิบอึดใจหลังจากนั้นหลิวซื่อก็เริ่มหายใจเข้าออกอย่างสม่ำเสมอ
เมื่อแน่ใจว่าหลิวซื่อหลับแล้วหม่าเจี่ยซินก็เดินออกจากห้อง แต่นางไม่ได้เดินกลับห้องตนเองไป แต่กลับเดินไปนั่งหน้าบ้านแล้วมองดูเหอชาง เหอหยวน เหอตงทำงานอยู่ในนาเงียบๆ สมองก็คิดไปถึงเรื่องราวของหลิวซื่อที่เพิ่งได้ฟังมาอย่างไม่รู้ตัว
ทำได้จริงๆ นะรึ นางจะสามารถเปิดใจยอมรับเรื่องนี้ได้จริงๆ น่ะหรือ
ใกล้เที่ยงเหอชางก็ขึ้นมาจากนาก่อน เพื่อกลับมาทำอาหาร หม่าเจี่ยซินที่ไม่อยากกลับไปอูดอู้อยู่ในห้องจึงตามเขาเข้าไปในห้องครัว
“ให้ข้าช่วยท่านได้หรือไม่”
ชาติที่แล้วหม่าเจี่ยซินเป็นคนที่ชอบทำงานไม่ชอบหยุดนิ่ง ร้านอาหารเพื่อสุขภาพของนาง ล้วนถูกสร้างขึ้นมาด้วยสองมือที่ไม่หยุดนิ่ง นางจึงเคยชินกับการทำงานหนักเป็นปกติ หลายวันมานี้เพราะร่างกายเจ็บป่วยนางจึงไม่สามารถทำอะไรได้ หม่าเจี่ยซินจึงรู้สึกเหมือนขาดอะไรไป
“เจ้าไปนั่งเถอะ ข้าทำเองได้”
“...”
นางอยากจะดึงดันช่วยเขา แต่เมื่อเห็นว่าเหอชางนวดแป้งเตรียมทำบะหมี่ได้คล่องแคล่วมากแค่ไหน หม่าเจี่ยซินก็จำต้องเลิกวุ่นวาย
เอาเถอะ ร่างกายของนางยังไม่หายดี ตอนนี้อย่าเพิ่งดึงดันเลยจะดีกว่า
หลังการพูดคุยกับหลิวซื่อหัวใจของนางเริ่มสงบลงแล้ว หม่าเจี่ยซินจึงใช้ชีวิตพักรักษาตัวอยู่ในตระกูลเหอเงียบๆ ค่อยๆ คิดเรื่องที่ต้องคิดไปช้าๆ ทุกๆ วันนอกจากนางจะพยายามพาตัวเองออกพบปะกับคนในครอบครัวของเหอชางบ้างแล้ว หม่าเจี่ยซินก็ใช้เวลาหมดไปกับการใช้ความคิดเงียบๆ
แม้ว่าอาหารทั้งสามอย่างต้องใช้เวลาในการทำอยู่พักใหญ่ แต่เป็นเพราะเหออันเพิ่งกลับมาถึง พวกเขาจึงไม่มีใครร้อนใจกลับลงไปทำงานในนา ทุกคนจึงรออาหารมื้อเที่ยงอย่างไม่เร่งรีบด้วยเหตุนี้กว่าที่ทุกคนจะได้นั่งกินข้าวด้วยกัน เวลาก็เลยเที่ยงไปแล้วพักหนึ่ง“ปลาราดพริกจานนี้อร่อยกว่าที่ข้าเคยกินที่หอชมจันทร์ในเมืองหลวงเสียอีก”กินปลาราดพริกไปคำหนึ่ง เหออันก็เอ่ยชมขึ้นมา เหอหยวนกับเหอตงจึงพากันคีบปลาราดพริกมาชิมคนละคำแล้วหันไปมองเหอชาง“ซินซินเป็นคนทำ”คำพูดของเหอชางทำให้สายตาทั้งสี่คู่ย้ายมาที่ตัวหม่าเจี่ยซิน นางจึงเหลือบมองพวกเขาตาปริบๆ“พวกท่านชอบก็ดีแล้ว”รสมือทำอาหารของตนเองดีมากแค่ไหน หมาเจี่ยซินย่อมรู้ดีอยู่แก่ใจ มิเช่นนั้นชาติก่อนน่าจะสามารถเปิดร้านอาหารเพื่อสุข
“พี่รองท่านกลับมาแล้วรึ”เสียงตะโกนของเหอตงดังกังวานไปทั่วทั้งหุบเขา เล่นเอานกบางตัวถึงกับตกใจจนกระพือปีกบินหนี หม่าเจี่ยซินก็ถูกเขาทำให้ตกใจด้วยเช่นกัน ความคิดของนางจึงหยุดชะงักแล้วใบหน้าหมดจดที่เริ่มมีเนื้อหนังขึ้นมาเล็กน้อยก็เงยขึ้นไปมองทางโน้นเพียงแต่นางอยู่ต่ำเกินไป สายตาจึงถูกต้นข้าวในนาบังเอาไว้ ด้วยเหตุนี้จึงต้องลุกขึ้นยืนถึงจะมองเห็นคนที่เหอตงทักทายพี่รอง?เป็นเหออันสินะบุรุษที่ออกเงินซื้อตัวนางผู้นั้นบนทางสายเล็กที่ทอดยาวมาจากปากถ้ำอีกฝั่ง บุรุษในอาภรณ์สีน้ำเงินจางๆ ผู้หนึ่งเดินจูงม้าตัวใหญ่ที่บรรทุกสำภาระกองหนึ่งกลับมาด้วย ร่างของเขาสูงสะโอดสะอง ใบหน้าที่ยังเห็นไม่แจ่มชัดสะท้อนรัศมีความโดดเด่นออกมาไม่ต่างจากพี่น้องคนอื่นๆ ของเขาจ้องมองเหออันอยู่เพียงไม่นาน หม่าเจี
“เป็นภรรยาของข้าเถอะ ข้าสัญญาว่าชาติจะไม่มีทางทำผิดต่อเจ้า จะดีกับเจ้าให้มากๆ ได้หรือไม่”“...”เหตุผลเสี้ยวสุดท้ายของนางพลันขาดลงด้วยคำพูดประโยคนี้ หม่าเจี่ยซินที่ถูกอารมณ์ครอบครองพื้นที่ทั้งหมดจึงยื่นหน้าไปจุมพิตคนตรงหน้าครั้งหนึ่งอย่างขาดสติ จากนั้นนางก็ไม่รู้แล้วว่าตนเองถูกเหอชางจุมพิตอยู่นานมากแค่ไหน เพราะโลกของนางถูกสัมผัสของเขาทำให้ขาวโพลนและหยุดชะงักไปอย่างเนิ่นนานตอบรับจุมพิตอันร้อนผ่าวของเหอชางอยู่พักใหญ่ หม่าเจี่ยซินที่ถูกเขาดูดลิ้นตวัดรัดเกี่ยวพัวพันไปมาก็เริ่มหายใจไม่ทัน นางจึงตบไหล่เขาไปหลายครั้งเพื่อขอร้องให้ปล่อยตนก่อนยามที่เหอชางถอนริมฝีปากออก นางจึงหอบหายใจแรงด้วยความเหนื่อยล้า ริมฝีปากอวบอิ่มบวมเจ่อและแดงก่ำราวกับสีของผิงกั่วเหอชางคลึงริมฝีปากของนางยิ้มๆ ใบหน้าเต็มไปด้วยความพึงพอใจ สายตาอ่อนโยนที่เต็มไปด้วยอารมณ์หวานซึ้งของเขาจับจ้องนางนิ่ง ก่อ
หม่าเจี่ยซินอาบน้ำสวมเสื้อผ้าเสร็จ เหอชางก็เข้ามายกน้ำที่นางใช้แล้วออกไปเททิ้ง จากนั้นเขาถึงได้กลับเข้าห้องมาอีกครั้งตอนที่เขาเข้ามานางกำลังนั่งเช็ดผมยาวที่เปียกของตนเองอยู่บนเตียง เมื่อเห็นเขาถือหนังสือมาด้วยจึงถามขึ้นมาว่า“ท่านจะอ่านหนังสือรึ”สองคืนมานี้เหอชางมักจะอ่านหนังสือจนดึกดื่นถึงได้เข้านอน นางจึงเอ่ยถามเขาว่าจะทำเช่นเดิมอีกหรือไม่“อืม อ่านไม่กี่หน้าก็นอนแล้ว ไม่นานหรอก”ตั้งแต่อายุสิบสองเหอชางก็มักจะอ่านหนังสือจนดึกดื่นถึงได้เข้านอนจนเป็นนิสัย มีเพียงหลายคืนมานี้ที่ไม่ได้ทำเช่นนั้น สองคืนมานี้เขาจึงอยากจะอ่านหนังเสียหน่อยแล้วค่อยเข้านอน มิเช่นนั้นเขามักจะรู้สึกว่าขาดอะไรไปนี่มิใช่เพราะกังวลเรื่องสอบถงเซิงในอีกครึ่งปีหลังจากนี้ แต่มันคือความเคยชินของเหอชาง เขาจึงต้องการเปิดหนังสือสักสามหน้าแล้วค่อ
“เหอ เหอหยวน”ไม่เสียเวลาคิดนาน หม่าเจี๋ยซินก็เอ่ยเรียกชื่อของบุรุษตัวโตที่ยังคงทำนาอย่างขยันขันแข็งแม้เวลานี้ใกล้จะค่ำแล้ว“เรียกข้ารึ”เหอหยวนเงยหน้ากลับขึ้นมาถามนางคล้ายไม่แน่ใจ“ใช่”“มีอะไร”“ท่าน.. ช่วยจับปลาในน้ำให้ข้าสักตัวได้หรือไม่”หม่าเจี่ยซินไม่แน่ใจนักว่าเหอหยวนจะทำตามคำขอของนางหรือเปล่า แต่เพราะหลิวซื่อเคยบอกกับนางว่าบุตรชายของนางล้วนมิใช่คนเลวร้าย หม่าเจี่ยซินจึงลองขอเขาดู“ปลา... เจ้าอยากกินปลารึ”“อื้ม”“น้ำที่นี่ค่อนข้างตื้น ปลาพวกนี้ล้วนเหม็นโคลน รสชาติไม่ได้อร่อยเหมือนกับปลาที่ขายในเมือง เจ้ายังต้องการอยู่อีกหรือไม่”
ณ หุบเขาอันห่างไกลแห่งนี้ เวลาในแต่ละวันราวกับถูกหมุนไปข้างหน้าช้าลง ชีวิตอันราบเรียบที่ไม่ต้องเร่งรีบเพื่อแข่งขันเอาชีวิตรอด ทำให้หม่าเจี่ยซินได้มีเวลาพินิจพิจารณาช่วงชีวิตที่ผ่านมาของตนเองและเจ้าของร่างเดิมอย่างถี่ถ้วน จนกระทั่งผ่านไปหลายวัน ร่างกายที่บอบช้ำของนางก็ค่อยๆ ดีขึ้นเรื่อยๆทุกเช้าหลังเหอชางลุกจากที่นอน หม่าเจี่ยซินก็มักจะลืมตาตื่นตามเขา แต่นางยังคงนอนบิดขี้เกียจอยู่บนเตียงต่ออีกพักหนึ่ง จากนั้นถึงได้ลุกขึ้นมาเก็บเตียงนอนแล้วออกจากห้องไปล้างหน้าล้างตาเหอชางยังคงปฏิเสธอย่างหนักแน่นที่จะให้หม่าเจี่ยซินช่วยงานครัว ด้วยเหตุนี้นางจึงทำได้เพียงไปนั่งเฝ้าเขาทุกเช้า แล้วนั่งกินอาหารร่วมกันเท่านั้น ห้องครัวจึงกลายเป็นสถานที่ที่เขาและนางใช้เวลาอยู่ด้วยกันมากที่สุดไปโดยไม่ได้ตั้งใจ“หลายวันมานี้ข้าไม่เห็นท่านปู่เลย เขาไปไหนรึ”นอกจากวันแรกที่มาถึง หม่าเจี่ยซินก็พบว่าหลาย







