LOGIN“พี่รองท่านกลับมาแล้วรึ”
เสียงตะโกนของเหอตงดังกังวานไปทั่วทั้งหุบเขา เล่นเอานกบางตัวถึงกับตกใจจนกระพือปีกบินหนี หม่าเจี่ยซินก็ถูกเขาทำให้ตกใจด้วยเช่นกัน ความคิดของนางจึงหยุดชะงักแล้วใบหน้าหมดจดที่เริ่มมีเนื้อหนังขึ้นมาเล็กน้อยก็เงยขึ้นไปมองทางโน้น
เพียงแต่นางอยู่ต่ำเกินไป สายตาจึงถูกต้นข้าวในนาบังเอาไว้ ด้วยเหตุนี้จึงต้องลุกขึ้นยืนถึงจะมองเห็นคนที่เหอตงทักทาย
พี่รอง?
เป็นเหออันสินะ
บุรุษที่ออกเงินซื้อตัวนางผู้นั้น
บนทางสายเล็กที่ทอดยาวมาจากปากถ้ำอีกฝั่ง บุรุษในอาภรณ์สีน้ำเงินจางๆ ผู้หนึ่งเดินจูงม้าตัวใหญ่ที่บรรทุกสำภาระกองหนึ่งกลับมาด้วย ร่างของเขาสูงสะโอดสะอง ใบหน้าที่ยังเห็นไม่แจ่มชัดสะท้อนรัศมีความโดดเด่นออกมาไม่ต่างจากพี่น้องคนอื่นๆ ของเขา
จ้องมองเหออันอยู่เพียงไม่นาน หม่าเจี่ยซินก็เบนสายตาไปมองหาเหอชาง แล้วนางพลันอดยิ้มออกมาไม่ได้เมื่อเห็นเขาเดินตามพี่ชายทั้งสองขึ้นจากนาไปต้อนรับพี่ชายคนรอง จากนั้นพวกเขาก็ทักทายและพูดคุยกันด้วยเสียงหัวเราะ
เห็นเช่นนี้หม่าเจี่ยซินก็รู้สึกว่าพี่น้องสกุลเหอช่างสนิทสนมกันยิ่งนัก ในใจนางปรากฏความรู้สึกอิจฉาอย่างหนึ่งที่บอกไม่ถูก แล้วในนั้นยังมีความรู้สึกตื่นเต้นและตื้นตันแปลกๆ แทรกอยู่อีกด้วย
มองพวกเขาอยู่ครู่หนึ่ง หม่าเจี่ยซินก็กลับลงมานั่งบนก้อนหินอีกครั้ง แล้วนางก็ตัดสินใจถอดรองเท้า มัดขากางเกงของตนเองขึ้น ก่อนจะเดินลงไปในน้ำที่สูงประมาณหัวเข่า
เสื้อผ้าที่หม่าเจี่ยซินสวมใส่หลายวันมานี้ล้วนเป็นชุดบุรุษเมื่อหลายปีก่อนของเหอชางกับคนอื่นๆ ที่หลิวซื่อเก็บเอาไว้ สภาพมันจึงค่อนข้างซีดแต่ขนาดไม่ได้ใหญ่มากเกินไป ยามที่นางพับแขนเสื้อถกขากางเกงขึ้นมา มันจึงไม่ได้ดูเทอะทะ แต่กลับคล่องตัวเป็นอย่างมาก
เมื่อวานแม้จะเห็นเหอหยวนใช้กิ่งไม้จับปลาแล้วหนหนึ่ง แต่หม่าเจี่ยซินกลับไม่มีความสามารถเช่นนั้น ยามนี้นางจึงทำได้เพียงพยายามไล่ฝูงปลาไปยังน้ำตื้นเพื่อจับพวกมัน
หลายปีมานี้เพราะไม่มีใครจับพวกมันมาก่อน ฝูงปลาในน้ำเหล่านี้จึงค่อนข้างว่ายช้า ราวกับไม่รับรู้ถึงอันตรายที่กำลังคืบคลานเข้ามา
หม่าเจี่ยซินจึงสามารถจับปลาตัวใหญ่ขึ้นมาได้ตัวหนึ่ง เพียงแต่ผิวของปลาช่างลื่นยิ่งนักประกอบกับมันดิ้นแรงด้วยความตกใจ นางจึงจำต้องจับเอาไว้แน่น
พับ พับ พับ
“อ๊ากก”
เมื่อปลาดิ้นสะบัดตัวไปมา หม่าเจี่ยซินก็ร้องออกมาด้วยความตกใจ ใบหน้าของนางที่หรี่ตาลงเล็กพลันมีหยดน้ำกระเด็นมาเกาะ เสื้อก็เปียกไปด้วยหลายจุด แต่หม่าเจี่ยซินกลับยังคงไม่ยอมปล่อยมือจากเจ้าปลาในมือ
“พรืด”
“ฮึฮึ”
ในตอนที่กำลังวุ่นวายกับปลาในมืออยู่นั้น หม่าเจี่ยซินก็ได้ยินเสียงหัวเราะมากกว่าหนึ่งเสียงดังขึ้นมา นางจึงเปิดตากว้างหันไปมองพวกเขาด้วยความตกใจ แล้วนางก็นึกขึ้นมาได้ว่าก่อนหน้านี้เหออันเพิ่งกลับมาและแน่นอนว่าพวกเขาจะต้องเดินผ่านสะพานด้านบนเพื่อกลับบ้าน
เพียงแต่เหตุใดพวกเขาถึงได้ไม่พูดคุยกันให้นานกว่านี้ จะรีบเดินมาเพื่ออะไรกัน?
ดวงหน้าที่ตกตะลึงขบคิดด้วยความอับอาย แต่มือของนางกลับยังคงไม่ยอมปล่อยปลาในมือ เห็นเช่นนั้นเหอชางที่กำลังยิ้มด้วยความเอ็นดูก็เดินลงไปหาร่างบาง
ลงมาถึงเขาก็รับเอาปลาในมือของนางมาแล้วโยนขึ้นไปให้เหอตงรับเอาไว้อย่างแม่นยำ
“ไม่คิดว่าเจ้าถึงกับสามารถจับปลาเองได้แล้ว”
เหอหยวนเอ่ยด้วยความขบขำ ใบหน้าที่มักจะให้ความรู้สึกเยือกเย็นยามนี้ดูอ่อนลงหลายส่วน เหอตงกลับหัวเราะขำออกมาตรงๆ คนที่ก่อนหน้านี้หัวเราะออกมาเสียงดังก็คือเขา
ส่วนเหออัน พี่รองของบ้านสกุลเหอคนที่ออกเงินซื้อตัวนางนั้น กำลังจ้องมองหม่าเจี่ยซินด้วยแววตาประหลาดใจ ใบหน้าหล่อเหลาของเขาดูอ่อนโยนและน่าเข้าใกล้ชิดมากที่สุดในบรรดาพี่น้องทั้งสี่คน
“เป็นเจ้าสินะ”
เหออันเอ่ยทักทายหม่าเจี่ยซินด้วยรอยยิ้ม แล้วมองดูน้องสี่ของเขาดึงมือคนงามพาเดินขึ้นจากน้ำด้วยความสนใจ ในใจก็คิดไปเองว่าดูเหมือนในบรรดาพี่น้องของเขา น้องสี่จะเป็นคนที่มีความคืบหน้ามากที่สุด
ขึ้นมาจากลำธารหม่าเจี่ยซินก็รีบดึงแขนเสื้อกับขากางเกงของตนเองลงลวกๆ ก่อนจะขึ้นมายืนตัวตรงด้วยความรู้สึกขัดเขิน ท่ามกลางสายตาสี่คู่ของบุรุษสกุลเห่อ
“มาซักผ้ารึ”
เหลือบไปเห็นถังไม้ที่มีผ้าซักหมดแล้ววางอยู่ในนั้น เหอชางก็เอ่ยถามนางขึ้นมาด้วยรอยยิ้ม หม่าเจี่ยซินพยักหน้าให้เขาเบาๆ ก่อนจะหันไปยกถังไม้ขึ้นมาเพื่อเตรียมกลับบ้าน
“เอามาสิ”
เหอชางดึงถังไม้ไปจากมือของนาง แล้วเดินขึ้นกลับไปยังด้านบน หม่าเจี่ยซินจึงเดินตามเขาขึ้นไปจากริมน้ำ
“นี่คือพี่รองของข้า เหออันคือชื่อของเขา”
เดินขึ้นมาแล้ว เหอชางก็แนะนำพี่ชายคนรองของเขาให้นางได้รู้จักอย่างเป็นทางการ หม่าเจี่ยซินจึงยิ้มให้เหออันแล้วพยักหน้าเรียกเขาว่า พี่เหออันเบาๆ
หม่าเจี่ยซินย่อมมีความรู้สึกดีต่อเหออันมากกว่าตอนที่ได้พบเหอหยวนและเหอตงครั้งแรก เพราะในจิตสำนึกของนาง เหออันถือเป็นผู้ช่วยชีวิต หากตอนนั้นไม่ได้เขาออกเงินซื้อตัวนางจากป้าสะใภ้ หม่าเจี่ยซินก็ไม่แน่ใจเช่นกันว่าเจ้าของร่างเดิมจะยังมีโอกาสได้พบกับเหอชางอีกหรือไม่
“ข้าให้น้องสี่เป็นคนไปรับเจ้า เขาดูแลเจ้าดีหรือไม่”
“ดี เขาดูแลข้าดีมาก ขอบคุณพี่เหออันที่ช่วยชีวิต”
หม่าเจี่ยซินคำนับให้คนตรงหน้าด้วยความซาบซึ้งใจ แม้ว่าหม่าเจี่ยซินผู้เป็นเจ้าของร่างคนเดิมตัวจริงจะไม่ได้มีชีวิตอยู่แล้ว แต่นางก็ยังรู้สึกซาบซึ้งใจ
แม้ว่าในความทรงจำเดิมของเจ้าของร่าง ตอนนั้นนางจะไม่ได้ยินดีตบแต่งให้กับคนเถื่อนที่ป้าสะใภ้หามาให้ แต่เพราะชีวิตของนางในบ้านของท่านลุงหมิงก็ไม่ได้ดีอยู่แล้ว นางจึงไม่ได้ผิดหวังหรือคาดหวังอะไร
จะเป็นคนเถื่อนหรือชายหนุ่มจากครอบครัวอื่น หากเป็นคนที่ป้าสะใภ้หามาให้ หม่าเจี่ยซินย่อมไม่กล้าคาดหวังว่าจะเป็นคนดี ในใจนางจึงมีความจำยอมต่อชีวิตที่เลือกเองไม่ได้ไปอย่างไม่รู้ตัว ยามที่ถูกป้าสะใภ้ตีจนนางจนตาย เจ้าของร่างเดิมจึงแทบไม่ได้พยายามดิ้นรนที่จะเอาชีวิตรอด
หากรู้ว่าคนเถื่อนที่ป้าสะใภ้ของนางหามาให้แท้จริงแล้วเป็นชายหนุ่มกลุ่มหนึ่งที่ไม่ได้เลวร้าย หม่าเจี่ยซินพลันนึกอยากรู้ว่าเจ้าของร่างเดิมจะเสียใจหรือไม่ที่ไม่ได้ตั้งความหวังและไม่ดิ้นรนที่จะพยายามมีชีวิตต่อ
แต่ก็เพราะเป็นเช่นนั้น นางที่เป็นเจ้าของร่างคนปัจจุบันถึงได้มาพบเจอกับเหอชาง ได้มาอยู่ในอีกชาติภพหนึ่งอย่างไม่คาดฝัน
หม่าเจี่ยซินจึงรู้สึกขอบคุณเหออันยิ่งนัก ที่เขาช่วยให้นางไม่ต้องกลายมาเป็นหม่าเจี่ยซินที่ถูกทำร้ายอยู่ในครอบครัวของท่านลุงหมิงเช่นเจ้าของร่างเดิม
“ช่วยชีวิตอันใด ข้าเพียงจ่ายเงินเพื่อหาภรรยาให้พวกเราเท่านั้น เจ้าอย่าได้ถือเป็นบุญคุณเลย”
ได้ยินเหออันพูดว่า ‘ข้าเพียงจ่ายเงินเพื่อหาภรรยาให้พวกเราเท่านั้น’ หม่าเจี่ยซินก็พลันเม้มปากแน่นหนหนึ่ง ก่อนจะเงยหน้ากวาดสายตามองชายหนุ่มทั้งสี่ ในใจก็ที่บิดม้วนด้วยความรู้สึกอันแปลกประหลาดพลันหนักอึ้งขึ้นมา
เมื่อใบหน้าของนางแปรเปลี่ยนสีหน้าอารมณ์อย่างรวดเร็ว เหอหยวนกับเหอตงก็หันมามองหน้ากันเงียบๆ
เหอชางยื่นมือที่วางไปจับแขนเรียวแล้วบีบเบาๆ ส่วนเหออันนั้นเขามีแต่ความแปลกใจ“พี่รองท่านเพิ่งกลับมาเหนื่อยๆ พวกเรากลับบ้านกันก่อน เรื่องอื่นค่อยพูดคุยกันทีหลัง”
เหอชางกล่าวกับพี่ชายคนรองแล้วดึงหม่าเจี่ยซินให้ตามตนกลับบ้าน หม่าเจี่ยซินจึงหันไปมองเขาอย่างขอบคุณ แล้วเดินกลับบ้านไปกับเหอชาง นางเดินไปได้ไม่กี่ก้าวก็หันกลับไปมองเหออันอีกครั้งด้วยความรู้สึกผิด
ถึงยังไม่อาจทำใจยอมรับพวกเขาทั้งสี่พี่น้องได้ แต่หม่าเจี่ยซินก็รู้ตัวว่านางผิดต่อความตั้งใจของเหออันแล้วจริงๆ ทั้งๆ ที่เขาช่วยนางเพราะต้องการภรรยา แต่นางกลับไม่อาจยอมรับการแต่งงานกับพวกเขาทั้งสี่ได้
กลับมาถึงบ้าน หม่าเจี่ยซินก็นำเสื้อผ้าในถังไม้ตากข้างบ้าน เมื่อเหอชางเห็นว่าเสื้อผ้าที่นางซักมีเขาอยู่ด้วย ชายหนุ่มก็เผยรอยยิ้มออกมา จากตอนแรกที่ตั้งใจจะเข้าครัวไปเตรียมทำอาหารมื้อเที่ยง เขากลับเดินมาหานางแทน
“เจ้าซักผ้าของข้าด้วยรึ”
เหอชางมายืนซ้อนหลังใกล้กับนางมาก ตอนที่เขาพูดลมหายใจก็กระทบเข้ากับใบหูของนาง หม่าเจี่ยซินจึงร้อนวาบชาไปทั้งใบหูแล้วลามมาที่แก้มนวลทั้งสองข้าง
“ก็ ก็ใช่นะสิ ก่อนหน้านี้ท่านก็ทำให้ข้านี่ ข้าเลยอยากทำให้ท่านบ้าง ทำไมรึ ไม่ได้รึ”
เสียงของนางเริ่มลนลานเมื่อเห็นดวงตาของเขาเอาแต่จ้องมองนางด้วยแววตากรุ้มกริ่ม หม่าเจี่ยซินจึงเม้มปากเข้าหากันแล้วหันไปสะบัดผ้าเปียกในมือใส่เหอชางในทันใด
“ฮึ เจ้าทำอันใด”
เหอชางตกใจไม่น้อย ด้วยไม่คิดว่าจะถูกนางแกล้งเช่นนี้ เขาจึงไม่ทันป้องกัน เสื้อผ้าจึงมีลายน้ำหลายหยดปรากฏขึ้นมา อารมณ์วาบหวามในแววตาก็แทนที่ด้วยความตกตะลึง
“ฮ่าฮ่า ใครใช้ให้ท่านน่าแกล้งล่ะ”
นางหัวเราะขบขำเสียงใสเมื่อเห็นเหอชางหลุดออกจากภาพลักษณ์อันสุขุมของเขาไปจังหวะหนึ่ง แต่กลับไม่รู้ตัวเลยว่าเสียงหัวเราะใสๆ และสีหน้าเต็มไปด้วยความเบิกบานของตนทำให้เหอชางและคนอีกสามคนที่ได้ยินพากันมองนางด้วยสายตาเช่นไร
หัวเราะเขาด้วยความขบขันแล้วหม่าเจี่ยซินก็กลับไปตากผ้าอีกครั้ง
เหออันละสายตาจากหญิงสาวคนนั้น มามองพี่ใหญ่และน้องสามที่อยู่ในอารมณ์เดียวกัน แล้วบอกกับทั้งสองว่าตนเองจะเข้าไปหามารดาก่อน
อาหารมื้อเที่ยงวันนี้หม่าเจี่ยซินลงมือทำปลาราดพริกและยำผักป่า เหอชางจึงหุงข้าวแล้วตุ๋นซี่โครงหมูใส่ผักกาดเขียว
แม้ว่าอาหารทั้งสามอย่างต้องใช้เวลาในการทำอยู่พักใหญ่ แต่เป็นเพราะเหออันเพิ่งกลับมาถึง พวกเขาจึงไม่มีใครร้อนใจกลับลงไปทำงานในนา ทุกคนจึงรออาหารมื้อเที่ยงอย่างไม่เร่งรีบด้วยเหตุนี้กว่าที่ทุกคนจะได้นั่งกินข้าวด้วยกัน เวลาก็เลยเที่ยงไปแล้วพักหนึ่ง“ปลาราดพริกจานนี้อร่อยกว่าที่ข้าเคยกินที่หอชมจันทร์ในเมืองหลวงเสียอีก”กินปลาราดพริกไปคำหนึ่ง เหออันก็เอ่ยชมขึ้นมา เหอหยวนกับเหอตงจึงพากันคีบปลาราดพริกมาชิมคนละคำแล้วหันไปมองเหอชาง“ซินซินเป็นคนทำ”คำพูดของเหอชางทำให้สายตาทั้งสี่คู่ย้ายมาที่ตัวหม่าเจี่ยซิน นางจึงเหลือบมองพวกเขาตาปริบๆ“พวกท่านชอบก็ดีแล้ว”รสมือทำอาหารของตนเองดีมากแค่ไหน หมาเจี่ยซินย่อมรู้ดีอยู่แก่ใจ มิเช่นนั้นชาติก่อนน่าจะสามารถเปิดร้านอาหารเพื่อสุข
“พี่รองท่านกลับมาแล้วรึ”เสียงตะโกนของเหอตงดังกังวานไปทั่วทั้งหุบเขา เล่นเอานกบางตัวถึงกับตกใจจนกระพือปีกบินหนี หม่าเจี่ยซินก็ถูกเขาทำให้ตกใจด้วยเช่นกัน ความคิดของนางจึงหยุดชะงักแล้วใบหน้าหมดจดที่เริ่มมีเนื้อหนังขึ้นมาเล็กน้อยก็เงยขึ้นไปมองทางโน้นเพียงแต่นางอยู่ต่ำเกินไป สายตาจึงถูกต้นข้าวในนาบังเอาไว้ ด้วยเหตุนี้จึงต้องลุกขึ้นยืนถึงจะมองเห็นคนที่เหอตงทักทายพี่รอง?เป็นเหออันสินะบุรุษที่ออกเงินซื้อตัวนางผู้นั้นบนทางสายเล็กที่ทอดยาวมาจากปากถ้ำอีกฝั่ง บุรุษในอาภรณ์สีน้ำเงินจางๆ ผู้หนึ่งเดินจูงม้าตัวใหญ่ที่บรรทุกสำภาระกองหนึ่งกลับมาด้วย ร่างของเขาสูงสะโอดสะอง ใบหน้าที่ยังเห็นไม่แจ่มชัดสะท้อนรัศมีความโดดเด่นออกมาไม่ต่างจากพี่น้องคนอื่นๆ ของเขาจ้องมองเหออันอยู่เพียงไม่นาน หม่าเจี
“เป็นภรรยาของข้าเถอะ ข้าสัญญาว่าชาติจะไม่มีทางทำผิดต่อเจ้า จะดีกับเจ้าให้มากๆ ได้หรือไม่”“...”เหตุผลเสี้ยวสุดท้ายของนางพลันขาดลงด้วยคำพูดประโยคนี้ หม่าเจี่ยซินที่ถูกอารมณ์ครอบครองพื้นที่ทั้งหมดจึงยื่นหน้าไปจุมพิตคนตรงหน้าครั้งหนึ่งอย่างขาดสติ จากนั้นนางก็ไม่รู้แล้วว่าตนเองถูกเหอชางจุมพิตอยู่นานมากแค่ไหน เพราะโลกของนางถูกสัมผัสของเขาทำให้ขาวโพลนและหยุดชะงักไปอย่างเนิ่นนานตอบรับจุมพิตอันร้อนผ่าวของเหอชางอยู่พักใหญ่ หม่าเจี่ยซินที่ถูกเขาดูดลิ้นตวัดรัดเกี่ยวพัวพันไปมาก็เริ่มหายใจไม่ทัน นางจึงตบไหล่เขาไปหลายครั้งเพื่อขอร้องให้ปล่อยตนก่อนยามที่เหอชางถอนริมฝีปากออก นางจึงหอบหายใจแรงด้วยความเหนื่อยล้า ริมฝีปากอวบอิ่มบวมเจ่อและแดงก่ำราวกับสีของผิงกั่วเหอชางคลึงริมฝีปากของนางยิ้มๆ ใบหน้าเต็มไปด้วยความพึงพอใจ สายตาอ่อนโยนที่เต็มไปด้วยอารมณ์หวานซึ้งของเขาจับจ้องนางนิ่ง ก่อ
หม่าเจี่ยซินอาบน้ำสวมเสื้อผ้าเสร็จ เหอชางก็เข้ามายกน้ำที่นางใช้แล้วออกไปเททิ้ง จากนั้นเขาถึงได้กลับเข้าห้องมาอีกครั้งตอนที่เขาเข้ามานางกำลังนั่งเช็ดผมยาวที่เปียกของตนเองอยู่บนเตียง เมื่อเห็นเขาถือหนังสือมาด้วยจึงถามขึ้นมาว่า“ท่านจะอ่านหนังสือรึ”สองคืนมานี้เหอชางมักจะอ่านหนังสือจนดึกดื่นถึงได้เข้านอน นางจึงเอ่ยถามเขาว่าจะทำเช่นเดิมอีกหรือไม่“อืม อ่านไม่กี่หน้าก็นอนแล้ว ไม่นานหรอก”ตั้งแต่อายุสิบสองเหอชางก็มักจะอ่านหนังสือจนดึกดื่นถึงได้เข้านอนจนเป็นนิสัย มีเพียงหลายคืนมานี้ที่ไม่ได้ทำเช่นนั้น สองคืนมานี้เขาจึงอยากจะอ่านหนังเสียหน่อยแล้วค่อยเข้านอน มิเช่นนั้นเขามักจะรู้สึกว่าขาดอะไรไปนี่มิใช่เพราะกังวลเรื่องสอบถงเซิงในอีกครึ่งปีหลังจากนี้ แต่มันคือความเคยชินของเหอชาง เขาจึงต้องการเปิดหนังสือสักสามหน้าแล้วค่อ
“เหอ เหอหยวน”ไม่เสียเวลาคิดนาน หม่าเจี๋ยซินก็เอ่ยเรียกชื่อของบุรุษตัวโตที่ยังคงทำนาอย่างขยันขันแข็งแม้เวลานี้ใกล้จะค่ำแล้ว“เรียกข้ารึ”เหอหยวนเงยหน้ากลับขึ้นมาถามนางคล้ายไม่แน่ใจ“ใช่”“มีอะไร”“ท่าน.. ช่วยจับปลาในน้ำให้ข้าสักตัวได้หรือไม่”หม่าเจี่ยซินไม่แน่ใจนักว่าเหอหยวนจะทำตามคำขอของนางหรือเปล่า แต่เพราะหลิวซื่อเคยบอกกับนางว่าบุตรชายของนางล้วนมิใช่คนเลวร้าย หม่าเจี่ยซินจึงลองขอเขาดู“ปลา... เจ้าอยากกินปลารึ”“อื้ม”“น้ำที่นี่ค่อนข้างตื้น ปลาพวกนี้ล้วนเหม็นโคลน รสชาติไม่ได้อร่อยเหมือนกับปลาที่ขายในเมือง เจ้ายังต้องการอยู่อีกหรือไม่”
ณ หุบเขาอันห่างไกลแห่งนี้ เวลาในแต่ละวันราวกับถูกหมุนไปข้างหน้าช้าลง ชีวิตอันราบเรียบที่ไม่ต้องเร่งรีบเพื่อแข่งขันเอาชีวิตรอด ทำให้หม่าเจี่ยซินได้มีเวลาพินิจพิจารณาช่วงชีวิตที่ผ่านมาของตนเองและเจ้าของร่างเดิมอย่างถี่ถ้วน จนกระทั่งผ่านไปหลายวัน ร่างกายที่บอบช้ำของนางก็ค่อยๆ ดีขึ้นเรื่อยๆทุกเช้าหลังเหอชางลุกจากที่นอน หม่าเจี่ยซินก็มักจะลืมตาตื่นตามเขา แต่นางยังคงนอนบิดขี้เกียจอยู่บนเตียงต่ออีกพักหนึ่ง จากนั้นถึงได้ลุกขึ้นมาเก็บเตียงนอนแล้วออกจากห้องไปล้างหน้าล้างตาเหอชางยังคงปฏิเสธอย่างหนักแน่นที่จะให้หม่าเจี่ยซินช่วยงานครัว ด้วยเหตุนี้นางจึงทำได้เพียงไปนั่งเฝ้าเขาทุกเช้า แล้วนั่งกินอาหารร่วมกันเท่านั้น ห้องครัวจึงกลายเป็นสถานที่ที่เขาและนางใช้เวลาอยู่ด้วยกันมากที่สุดไปโดยไม่ได้ตั้งใจ“หลายวันมานี้ข้าไม่เห็นท่านปู่เลย เขาไปไหนรึ”นอกจากวันแรกที่มาถึง หม่าเจี่ยซินก็พบว่าหลาย







