LOGINณ หุบเขาอันห่างไกลแห่งนี้ เวลาในแต่ละวันราวกับถูกหมุนไปข้างหน้าช้าลง ชีวิตอันราบเรียบที่ไม่ต้องเร่งรีบเพื่อแข่งขันเอาชีวิตรอด ทำให้หม่าเจี่ยซินได้มีเวลาพินิจพิจารณาช่วงชีวิตที่ผ่านมาของตนเองและเจ้าของร่างเดิมอย่างถี่ถ้วน จนกระทั่งผ่านไปหลายวัน ร่างกายที่บอบช้ำของนางก็ค่อยๆ ดีขึ้นเรื่อยๆ
ทุกเช้าหลังเหอชางลุกจากที่นอน หม่าเจี่ยซินก็มักจะลืมตาตื่นตามเขา แต่นางยังคงนอนบิดขี้เกียจอยู่บนเตียงต่ออีกพักหนึ่ง จากนั้นถึงได้ลุกขึ้นมาเก็บเตียงนอนแล้วออกจากห้องไปล้างหน้าล้างตา
เหอชางยังคงปฏิเสธอย่างหนักแน่นที่จะให้หม่าเจี่ยซินช่วยงานครัว ด้วยเหตุนี้นางจึงทำได้เพียงไปนั่งเฝ้าเขาทุกเช้า แล้วนั่งกินอาหารร่วมกันเท่านั้น ห้องครัวจึงกลายเป็นสถานที่ที่เขาและนางใช้เวลาอยู่ด้วยกันมากที่สุดไปโดยไม่ได้ตั้งใจ
“หลายวันมานี้ข้าไม่เห็นท่านปู่เลย เขาไปไหนรึ”
นอกจากวันแรกที่มาถึง หม่าเจี่ยซินก็พบว่าหลายวันมานี้ชายชราได้หายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย คนตระกูลเหอก็ไม่มีใครพูดถึง เธอจึงเอ่ยถามเหอชางขึ้นมาด้วยความสงสัย
“ท่านปู่ไปอยู่ที่วัด ห่างจากที่นี่ไปประมาณหกสิบลี้มีวัดแห่งหนึ่ง ท่านปู่มักจะไปอาศัยอยู่ที่นั่นเป็นส่วนใหญ่ สิบกว่าวันถึงจะกลับมาบ้านสักหน”
“วัด?”
สถานที่ห่างไกลเช่นนี้มีวัดด้วยรึ?
“ถึงหกสิบลี้จะเป็นระยะทางไม่ไกล แต่เส้นทางที่ไปล้วนเป็นป่าเขาจึงเต็มไปด้วยอันตราย คนที่ไม่คุ้นทางย่อมหลงทางได้ง่ายๆ”
“...”
เขาคงไม่ได้กลัวว่านางจะแอบหนีไปใช่หรือไม่ ถึงพูดเช่นนี้เพื่อดักทางนางเสียก่อน
หม่าเจี่ยซินมองเหอชางตาปริบๆ จนเขาเงยหน้าขึ้นมาสบตากับนางด้วยความสงสัย แล้วเมื่อเห็นแววตาคู่นั้นเขาก็ว่านางเอาแต่จับจ้องเขาด้วยเหตุใด แล้วเหอชางก็เห็นหม่าเจี่ยซินยิ้มกว้างออกมาราวกับกำลังล้อเลียนความคิดไม่เข้าท่าของเขาอย่างรู้ทัน
“ข้าไม่หนีไปหรอกน่า ถ้าข้าจะไปท่านต้องเป็นคนส่งข้ากลับไปเท่านั้น”
คำพูดของนางทำให้เหอชางรู้สึกวางใจ เขาจึงยกยิ้มจางๆ แล้วก้มหน้าทำงานต่อ
นั่งคิดไปเรื่อยเปื่อยอีกเล็กน้อย หม่าเจี่ยซินก็ลุกขึ้นไปหาเหอชางที่กำลังเตรียมวัตถุดิบทำอาหาร แล้วนางก็หยิบตะกร้าเห็ดมาก่อนจะบอกเขาว่า
“ข้าช่วยท่านล้าง”
บอกเขาแล้ว นางก็นำตะกร้าเห็ดออกไปล้างทำความสะอาดด้านนอก ไม่รอให้เหอชางได้ปฏิเสธใดๆ อีก
ช่วยเหอชางล้างเห็ดเสร็จ หม่าเจี่ยซินก็หยิบเขียงและมีดมาสับเห็ดและหั่นผักอย่างคล่องแคล่ว ก่อนจะลงมือทำไส้ซาลาเปาและปรุงรสชาติอย่างชำนาญ เที่ยงนี้เหอชางจะนึ่งซาลาเปาไส้ผักกับไส้หมู เหอชางจึงกำลังเตรียมแผ่นแป้ง ระหว่างนั้นเขาก็คอยแอบมองหม่าเจี่ยซินคลุกเล้าส่วนผสมของไส้ซาลาเปาไปด้วย
“ท่านจะทำน้ำแกงกินคู่กับซาลาเปาหรือไม่”
“น้ำแกง?”
“ใช่ หรือว่าจะกินเพียงซาลาเปา”
หม่าเจี่ยซินมองเหอชางตาปริบๆ แม้ซาลาเปาจะนับเป็นอาหารคาว แต่ชาติก่อนนางยังไม่เคยกินเพียงซาลาเปาเป็นอาหารอย่างเดียวมาก่อน ดังนั้นเมื่อเห็นว่าเขาจะนึ่งซาลาเปาเป็นมื้อเที่ยงอย่างเดียว นางจึงคิดว่าควรจะมีน้ำแกงอีกสักอย่างจะได้ไม่ฝืดคอเกินไป
“เจ้าอยากดื่มแกงอะไร”
“ข้าเห็นมีไข่อยู่หลายฟอง ทำน้ำแกงไข่ใส่ผักป่าดีหรือไม่”
“ได้ เจ้าทำ”
เห็นนางพูดอย่างคล่องแคล่ว ฝีมือการทำอาหารก็ดูไม่ได้แย่ เหอชางจึงมอบหมายเรื่องนี้ให้หม่าเจี่ยซินจัดการ ส่วนเขาเมื่อเตรียมแป้งเสร็จ ก็เริ่มห่อซาลาเปาและเตรียมนึ่ง
หม่าเจี่ยซินหันไปเตรียมวัตถุดิบทำน้ำแกง เมื่อเหอชางได้ตอบตกลงให้นางทำอาหารเพิ่มอีกหนึ่งอย่าง นางจึงหยิบไข่ออกมาสองฟองกับผักป่าอีกหนึ่งกำมือ แล้วตอกไข่ใส่ถ้วยตีให้เข้ากัน จากนั้นก็นำผักป่าออกไปล้างแล้วนำกลับมาหั่นเป็นเส้นเล็กๆ เตรียมเอาไว้
เตรียมวัตถดิบพร้อมแล้ว นางก็ตั้งหม้อใส่น้ำ เติมเกลือกับใส่น้ำมันหมูลงไปเล็กน้อย จากนั้นก็รอให้น้ำเดือดแล้วใส่ผักป่าลงไป สุดท้ายถึงได้เทไข่วนไปรอบๆ หม้อช้าๆ แล้วหยิบช้อนมาคนเบาๆ
รอให้หม้อน้ำแกงไข่เดือดสักพักนางถึงได้ยกหม้อลงจากเตาไฟ น้ำแกงที่มีรสหวานและหอมกลิ่นจากผักป่าและไข่ก็เป็นอันเสร็จเรียบร้อย
หลังจากนั้นไม่นานเมื่อซาลาเปาในหม้อนึ่งได้ที่ เหอชางก็หยิบมันออกมาใส่จานแล้วยกออกไปพร้อมกับชามน้ำแกงไข่ ส่วนหม่าเจี่ยซินก็ยกชามกับตะเกียบตามหลังเขาออกไป
นี่เป็นอาหารมื้อแรกที่หม่าเจี่ยซินตัดสินใจนั่งกินกับคนอื่นๆ ในตระกูลเหอ ซึ่งเหอคังกับเหอเจาผู้เป็นบิดาที่ออกไปล่าสัตว์มิได้กลับมาทานมื้อเที่ยงในบ้าน บนโต๊ะอาหารจึงมีเพียงสามพี่น้องแซ่เหอกับหม่าเจี่ยซินนั่งกินด้วยกันเท่านั้น
บางทีอาจเป็นเพราะยังไม่คุ้นเคยกัน ทุกคนจึงนั่งกินกันเงียบๆ ไม่มีใครพูดอะไร เหอหยวนกับเหอตงตั้งใจกินโดยไม่แม้แต่เงยหน้าขึ้นมามองหม่าเจี่ยซินด้วยซ้ำ มีเพียงเหอชางที่หันมามองนางด้วยแววตาอ่อนโยนอยู่บ่อยครั้ง
หลังทานมื้อเที่ยง สามพี่น้องตระกูลเหอก็กลับไปลงในนากันต่อ หม่าเจี่ยซินจึงรับหน้าที่ยกอาหารและยาให้ไปหลิวซื่อในห้อง รอจนหลิวซื่อกินเสร็จนางก็ยังคงนั่งคุยกับหลิวซื่ออีกพักหนึ่ง จนหลิวซื่อหลับไปแล้วหม่าเจี่ยซินถึงได้กลับออกมา
ตกเย็นหลังกินอาหารมื้อเย็นเสร็จ หม่าเจี่ยซินก็ออกไปเดินเล่นที่ทุ่งนาเพื่อย่อยอาหาร เวลานี้ร่างกายของนางดีขึ้นมากแล้ว นางจึงไม่อยากนั่งอืดหลังจากกินอาหารเหมือนหลายวันที่ผ่านมาอีก
เดินเล่นไปได้สักพัก หม่าเจี่ยซินก็พบว่าผักกาดเขียวบนคันนาที่มีอยู่เต็มไปหมดเริ่มแก่แล้ว ไก่หลายตัวกำลังจิกกินอย่างเอร็ดอร่อย นางจึงรู้สึกเสียดายขึ้นมาอย่างอดไม่ได้ เพราะผักพวกนี้หากนำไปทำเป็นผักดองจะอร่อยมาก มันจึงไม่ควรกลายเป็นอาหารของไก่ไปทั้งหมด
“ก่อนจะป่วย ท่านแม่เป็นคนปลูกพวกผักพวกนี้เอาไว้ ทุกปีหลังมันโตเต็มที่แล้วท่านแม่จะเก็บไปทำเป็นผักดอง แต่ปีนี้ท่านแม่ไม่สบาย พวกมันเลยถูกทิ้งเอาไว้เช่นนี้”
เหอหยวนเงยหน้าขึ้นมาจากนาแล้วอธิบาย ก่อนหน้านี้เพราะมีต้นข้าวบังเขาเอาไว้ หม่าเจี่ยซินจึงไม่ทันมองเห็นอีกฝ่าย
“เป็นเช่นนั้นรึ”
นางพยักหน้าแกนๆ แล้วยิ้มให้กับเขาเล็กน้อย ในใจเต็มไปด้วยความประหม่าเมื่อต้องมาสนทนากับคนที่ยังไม่เคยพูดคุยด้วยมาก่อน ที่ผ่านมาแม้จะเห็นหน้ากันอยู่ทุกวัน แต่หม่าเจี่ยซินกับเหอหยวนกลับยังคงเคยพูดคุยกัน นี่จึงเป็นครั้งแรกที่เขาพูดกับนาง
“อืม หากเจ้าอยากกินก็เก็บไปสิ หมูป่าที่ท่านพ่อล่ากลับมาเมื่อวานก่อนยังกินไม่หมดมิใช่รึ นำไปตุ๋นกับเนื้อหมูป่าอร่อยไม่น้อยเลย”
“ได้ เช่นนั้นข้าจะเก็บกลับไปแล้วกัน”
นางพยักหน้ายิ้มให้เขา แล้วลงมือเก็บผักกาดเขียวขึ้นมาหลายต้น หลังเก็บได้มากพอที่คิดว่าน่าจะพอทำอาหารมื้อเช้าของวันพรุ่งนี้แล้ว หม่าเจี่ยซินก็เหลือบไปเห็นปลาตัวเท่าฝ่ามือในร่องน้ำสายเล็ก ทันใดนั้นนางนึกอยากกินปลาราดพริกขึ้นมา
แม้ว่าอาหารทั้งสามอย่างต้องใช้เวลาในการทำอยู่พักใหญ่ แต่เป็นเพราะเหออันเพิ่งกลับมาถึง พวกเขาจึงไม่มีใครร้อนใจกลับลงไปทำงานในนา ทุกคนจึงรออาหารมื้อเที่ยงอย่างไม่เร่งรีบด้วยเหตุนี้กว่าที่ทุกคนจะได้นั่งกินข้าวด้วยกัน เวลาก็เลยเที่ยงไปแล้วพักหนึ่ง“ปลาราดพริกจานนี้อร่อยกว่าที่ข้าเคยกินที่หอชมจันทร์ในเมืองหลวงเสียอีก”กินปลาราดพริกไปคำหนึ่ง เหออันก็เอ่ยชมขึ้นมา เหอหยวนกับเหอตงจึงพากันคีบปลาราดพริกมาชิมคนละคำแล้วหันไปมองเหอชาง“ซินซินเป็นคนทำ”คำพูดของเหอชางทำให้สายตาทั้งสี่คู่ย้ายมาที่ตัวหม่าเจี่ยซิน นางจึงเหลือบมองพวกเขาตาปริบๆ“พวกท่านชอบก็ดีแล้ว”รสมือทำอาหารของตนเองดีมากแค่ไหน หมาเจี่ยซินย่อมรู้ดีอยู่แก่ใจ มิเช่นนั้นชาติก่อนน่าจะสามารถเปิดร้านอาหารเพื่อสุข
“พี่รองท่านกลับมาแล้วรึ”เสียงตะโกนของเหอตงดังกังวานไปทั่วทั้งหุบเขา เล่นเอานกบางตัวถึงกับตกใจจนกระพือปีกบินหนี หม่าเจี่ยซินก็ถูกเขาทำให้ตกใจด้วยเช่นกัน ความคิดของนางจึงหยุดชะงักแล้วใบหน้าหมดจดที่เริ่มมีเนื้อหนังขึ้นมาเล็กน้อยก็เงยขึ้นไปมองทางโน้นเพียงแต่นางอยู่ต่ำเกินไป สายตาจึงถูกต้นข้าวในนาบังเอาไว้ ด้วยเหตุนี้จึงต้องลุกขึ้นยืนถึงจะมองเห็นคนที่เหอตงทักทายพี่รอง?เป็นเหออันสินะบุรุษที่ออกเงินซื้อตัวนางผู้นั้นบนทางสายเล็กที่ทอดยาวมาจากปากถ้ำอีกฝั่ง บุรุษในอาภรณ์สีน้ำเงินจางๆ ผู้หนึ่งเดินจูงม้าตัวใหญ่ที่บรรทุกสำภาระกองหนึ่งกลับมาด้วย ร่างของเขาสูงสะโอดสะอง ใบหน้าที่ยังเห็นไม่แจ่มชัดสะท้อนรัศมีความโดดเด่นออกมาไม่ต่างจากพี่น้องคนอื่นๆ ของเขาจ้องมองเหออันอยู่เพียงไม่นาน หม่าเจี
“เป็นภรรยาของข้าเถอะ ข้าสัญญาว่าชาติจะไม่มีทางทำผิดต่อเจ้า จะดีกับเจ้าให้มากๆ ได้หรือไม่”“...”เหตุผลเสี้ยวสุดท้ายของนางพลันขาดลงด้วยคำพูดประโยคนี้ หม่าเจี่ยซินที่ถูกอารมณ์ครอบครองพื้นที่ทั้งหมดจึงยื่นหน้าไปจุมพิตคนตรงหน้าครั้งหนึ่งอย่างขาดสติ จากนั้นนางก็ไม่รู้แล้วว่าตนเองถูกเหอชางจุมพิตอยู่นานมากแค่ไหน เพราะโลกของนางถูกสัมผัสของเขาทำให้ขาวโพลนและหยุดชะงักไปอย่างเนิ่นนานตอบรับจุมพิตอันร้อนผ่าวของเหอชางอยู่พักใหญ่ หม่าเจี่ยซินที่ถูกเขาดูดลิ้นตวัดรัดเกี่ยวพัวพันไปมาก็เริ่มหายใจไม่ทัน นางจึงตบไหล่เขาไปหลายครั้งเพื่อขอร้องให้ปล่อยตนก่อนยามที่เหอชางถอนริมฝีปากออก นางจึงหอบหายใจแรงด้วยความเหนื่อยล้า ริมฝีปากอวบอิ่มบวมเจ่อและแดงก่ำราวกับสีของผิงกั่วเหอชางคลึงริมฝีปากของนางยิ้มๆ ใบหน้าเต็มไปด้วยความพึงพอใจ สายตาอ่อนโยนที่เต็มไปด้วยอารมณ์หวานซึ้งของเขาจับจ้องนางนิ่ง ก่อ
หม่าเจี่ยซินอาบน้ำสวมเสื้อผ้าเสร็จ เหอชางก็เข้ามายกน้ำที่นางใช้แล้วออกไปเททิ้ง จากนั้นเขาถึงได้กลับเข้าห้องมาอีกครั้งตอนที่เขาเข้ามานางกำลังนั่งเช็ดผมยาวที่เปียกของตนเองอยู่บนเตียง เมื่อเห็นเขาถือหนังสือมาด้วยจึงถามขึ้นมาว่า“ท่านจะอ่านหนังสือรึ”สองคืนมานี้เหอชางมักจะอ่านหนังสือจนดึกดื่นถึงได้เข้านอน นางจึงเอ่ยถามเขาว่าจะทำเช่นเดิมอีกหรือไม่“อืม อ่านไม่กี่หน้าก็นอนแล้ว ไม่นานหรอก”ตั้งแต่อายุสิบสองเหอชางก็มักจะอ่านหนังสือจนดึกดื่นถึงได้เข้านอนจนเป็นนิสัย มีเพียงหลายคืนมานี้ที่ไม่ได้ทำเช่นนั้น สองคืนมานี้เขาจึงอยากจะอ่านหนังเสียหน่อยแล้วค่อยเข้านอน มิเช่นนั้นเขามักจะรู้สึกว่าขาดอะไรไปนี่มิใช่เพราะกังวลเรื่องสอบถงเซิงในอีกครึ่งปีหลังจากนี้ แต่มันคือความเคยชินของเหอชาง เขาจึงต้องการเปิดหนังสือสักสามหน้าแล้วค่อ
“เหอ เหอหยวน”ไม่เสียเวลาคิดนาน หม่าเจี๋ยซินก็เอ่ยเรียกชื่อของบุรุษตัวโตที่ยังคงทำนาอย่างขยันขันแข็งแม้เวลานี้ใกล้จะค่ำแล้ว“เรียกข้ารึ”เหอหยวนเงยหน้ากลับขึ้นมาถามนางคล้ายไม่แน่ใจ“ใช่”“มีอะไร”“ท่าน.. ช่วยจับปลาในน้ำให้ข้าสักตัวได้หรือไม่”หม่าเจี่ยซินไม่แน่ใจนักว่าเหอหยวนจะทำตามคำขอของนางหรือเปล่า แต่เพราะหลิวซื่อเคยบอกกับนางว่าบุตรชายของนางล้วนมิใช่คนเลวร้าย หม่าเจี่ยซินจึงลองขอเขาดู“ปลา... เจ้าอยากกินปลารึ”“อื้ม”“น้ำที่นี่ค่อนข้างตื้น ปลาพวกนี้ล้วนเหม็นโคลน รสชาติไม่ได้อร่อยเหมือนกับปลาที่ขายในเมือง เจ้ายังต้องการอยู่อีกหรือไม่”
ณ หุบเขาอันห่างไกลแห่งนี้ เวลาในแต่ละวันราวกับถูกหมุนไปข้างหน้าช้าลง ชีวิตอันราบเรียบที่ไม่ต้องเร่งรีบเพื่อแข่งขันเอาชีวิตรอด ทำให้หม่าเจี่ยซินได้มีเวลาพินิจพิจารณาช่วงชีวิตที่ผ่านมาของตนเองและเจ้าของร่างเดิมอย่างถี่ถ้วน จนกระทั่งผ่านไปหลายวัน ร่างกายที่บอบช้ำของนางก็ค่อยๆ ดีขึ้นเรื่อยๆทุกเช้าหลังเหอชางลุกจากที่นอน หม่าเจี่ยซินก็มักจะลืมตาตื่นตามเขา แต่นางยังคงนอนบิดขี้เกียจอยู่บนเตียงต่ออีกพักหนึ่ง จากนั้นถึงได้ลุกขึ้นมาเก็บเตียงนอนแล้วออกจากห้องไปล้างหน้าล้างตาเหอชางยังคงปฏิเสธอย่างหนักแน่นที่จะให้หม่าเจี่ยซินช่วยงานครัว ด้วยเหตุนี้นางจึงทำได้เพียงไปนั่งเฝ้าเขาทุกเช้า แล้วนั่งกินอาหารร่วมกันเท่านั้น ห้องครัวจึงกลายเป็นสถานที่ที่เขาและนางใช้เวลาอยู่ด้วยกันมากที่สุดไปโดยไม่ได้ตั้งใจ“หลายวันมานี้ข้าไม่เห็นท่านปู่เลย เขาไปไหนรึ”นอกจากวันแรกที่มาถึง หม่าเจี่ยซินก็พบว่าหลาย







