Home / แฟนตาซี / วิถีสุริยะพิชิตเวหา / บทที่ 53 ภาพอักษรสื่อความหมาย

Share

บทที่ 53 ภาพอักษรสื่อความหมาย

จางอี้หมิงเงยหน้าขึ้นไปบนหลังคา พลันพบกับร่างของสตรีนางหนึ่ง สวมชุดฝึกยุทธ์สะบัดพลิ้ว สีขาวขลิบทองรับกับรูปร่างสง่างามของนาง ใบหน้าของนางงดงามหมดจดราวกับเทพธิดา แววตาคมปลาบเต็มไปด้วยความแน่วแน่และทระนง นางคือ หวงจื่อรั่ว แม้ว่าความงามของนางจะยังไม่อาจเทียบเคียงซงเอ๋อร์ แต่ก็นับว่าอยู่ในระดับสูงยากหาผู้เปรียบ

จางอี้หมิงมองนางนิ่งๆ ก่อนจะส่งสายตาให้เล็กน้อย ยกยิ้มบาง ๆ ที่มุมปากพลางกล่าว “ลงมาเถิด… พวกเรามาประลองกันสักสามสี่กระบวนท่าเป็นอย่างไร?”

หวงจื่อรั่วกระโดดลงจากหลังคาอย่างคล่องแคล่ว หอกยาวเล่มเดิมถูกนางกระชากขึ้นจากพื้น หญิงสาวหมุนควงมันเบาๆ ส่งเสียงหวีดหวิวกลางอากาศ ก่อนกล่าวด้วยน้ำเสียงมั่นใจ “ข้าก็คิดเช่นนั้น!”

จางอี้หมิงหมุนดาบในมือหนึ่งรอบ ก่อนเอ่ยถามเสียงเรียบ “เจ้าจะประลองอาวุธจริงหรืออาวุธไม้?”

หวงจื่อรั่วกำด้ามหอกแน่น ก่อนตอบอย่างหนักแน่น “ของจริง”

จางอี้หมิงยิ้มบางพลางกล่าว “คมหอกคมดาบล้วนมีคม เจ้าระมัดระวังให้ดีเถิด ข้ากลัวใบหน้างาม ๆ ของเจ้าจะเป็นรอยเสียก่อน”

หวงจื่อรั่วหลบตาลงต่ำเล็กน้อย ก่อนกล่าวด้วยน้ำเสียงขุ่นเคือง “ข้าเคยบอกท่านแล้วมิใช่หรือ ว่าอย่ากล่าวเช่นนี้”

จางอี้หมิงแสร้งถอนหายใจ “ข้าขออภัย”

'ช่างดื้อดึงยิ่งนัก คนอะไรไม่ชอบให้ผู้คนชื่นชมว่างดงาม... เมื่อใดกัน เจ้าจะยอมรับความจริงเสียทีว่าเจ้านั้นงดงามเพียงไร'

เขาละมือจากดาบ ก่อนเดินไปยังแท่นอาวุธด้านข้างลานฝึก คว้าหอกเหล็กด้ามยาวที่ถูกจัดวางไว้ขึ้นมา หมุนควงหนึ่งรอบทดสอบน้ำหนัก ก่อนหันกลับไปมองหวงจื่อรั่ว “ถ้าเช่นนั้น ข้าจะใช้วิชาหอก”

ทั้งสองต่างก้าวเข้ามาใกล้ ประสานมือคารวะกันตามมารยาท จากนั้นจางอี้หมิงเป็นฝ่ายขยับก่อน เขาพุ่งทะยานเข้าหานาง หอกในมือฟาดลงเป็นแนวเฉียง หวงจื่อรั่วเบี่ยงตัวหลบ พลางสะบัดหอกสวนกลับด้วยแรงมหาศาล ปลายหอกเฉียดผ่านศีรษะของจางอี้หมิงไปเพียงเส้นผมขาดสะบั้น

จางอี้หมิงใช้ท้ายหอกยันพื้น กระโดดตวัดตัวกลางอากาศ ก่อนแทงหอกไปข้างหน้า หวงจื่อรั่วใช้ปลายหอกของตนปัดออก ทั้งสองเคลื่อนไหวรวดเร็ว ราวกับเงาที่ไล่ต้อนกันไปมา เสียงโลหะกระทบกันดังก้องสะท้อนทั่วลานฝึก

ผ่านไปสามสี่กระบวนท่า หวงจื่อรั่วเริ่มเพลี่ยงพล้ำ ขณะนางก้าวถอยหลังกลับเผลอไปเหยียบหิน ปลายหอกของจางอี้หมิงแทงเข้าหานางเฉียดฉิว นางขยับตัวไม่ทัน ปลายหอกเกือบจะบาดเข้าผิวเนื้อ

ทันใดนั้น จางอี้หมิงฉวยข้อมือของนาง ดึงร่างนางเข้ามาแนบอก กอดรั้งไว้ให้พ้นจากวิถีหอก

หวงจื่อรั่วเบิกตากว้าง นางรู้สึกถึงความอบอุ่นจากร่างของเขา ความใกล้ชิดทำให้ใบหน้านางร้อนผ่าว นางรีบผลักตัวออก แล้วหลบตาอย่างขัดเขิน “ข้าน้อยมีธุระ…”

กล่าวจบ นางหมุนตัวจะเดินจากไป แต่เพียงก้าวไปได้ไม่กี่ก้าว ก็หยุดชะงัก ก่อนหันกลับมามองจางอี้หมิง “เย็นนี้ ข้าน้อยนัดแม่นางหลินหนิงมาทานอาหารกันที่เรือนบ่าวด้านหลัง หากคุณชายยินดี... ขอเชิญร่วมโต๊ะด้วย”

จางอี้หมิงเลิกคิ้วเล็กน้อย ก่อนตอบกลับไปด้วยน้ำเสียงสบาย ๆ “ไปที่ศาลาริมสวนเถิด ข้าจะให้คนจัดสถานที่ให้”

“จะเหมาะสมหรือ?”

“พวกเจ้าถือเป็นสหายข้า”

หวงจื่อรั่วพยักหน้ารับ ก่อนจะหมุนตัวเดินจากไปอย่างรวดเร็ว แต่จางอี้หมิงยังคงจับสังเกตได้ว่า แม้ท่วงท่าเดินของนางจะสง่างามเช่นเคย แต่ใบหูเล็ก ๆ นั้นกลับขึ้นสีแดงระเรื่อออกมาจนสังเกตได้

ยามสาย หลังจากรับประทานอาหารเช้าเสร็จ จางอี้หมิงควบม้าตรงไปยังร้านผ้าแพรต่วนของตระกูล และนั่งอยู่หน้าร้านเพื่อเปิดร้านขายอักษรภาพตามปกติ บรรยากาศเป็นไปอย่างคึกคัก ผู้คนมากมายต่างมุงดูการเขียนอักษรภาพของเขาด้วยความสนใจ

ระหว่างนั้น ชายสูงวัยรูปร่างผอมคนหนึ่งก้าวเข้ามาหา ใบหน้าของเขาดูเคร่งเครียดราวกับมีเรื่องกลัดกลุ้ม

“คุณชาย ท่านพอจะมีอักษรใดที่สามารถขับไล่ผีได้หรือไม่?”

จางอี้หมิงเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อยก่อนถาม “ท่านลุง ท่านประสบพบเจอสิ่งใดมา?”

ชายชราถอนหายใจเฮือกหนึ่ง “บ้านข้าอยู่เป็นปกติมาตลอด แต่ไม่กี่วันที่ผ่านมา ข้ามักได้ยินเสียงโหยหวนแปลกประหลาดดังมาจากรอบบ้าน น่ากลัวนัก ข้านอนไม่หลับเลย”

จางอี้หมิงพยักหน้า เข้าใจสถานการณ์ ก่อนจะหยิบกระดาษมาแผ่นหนึ่ง ค่อย ๆ ลากพู่กันเป็นอักษรยันต์ขับไล่ภูติผี ท่วงท่าของเขาสง่างาม อักษรที่เขียนลงไปแฝงไปด้วยพลังปราณเวทอักษร พลันเมื่อพู่กันยกขึ้นสุดท้าย กลิ่นอายพลังจาง ๆ แผ่ออกมาจากตัวอักษรบนกระดาษ

เขาส่งยันต์ให้อีกฝ่าย “นำไปติดที่หน้าบ้านก่อนตะวันตกดิน หากมีภูติผีจริง ยันต์นี้จะขับไล่มันได้ แต่หากมิใช่ภูติผี เช่นนั้นข้าก็จนปัญญาแล้ว”

ชายชราหยิบเงินออกมาจะมอบให้ แต่จางอี้หมิงโบกมือปฏิเสธ “หากได้ผลจริง ท่านค่อยกลับมามอบเงินให้ข้าเถิด”

ชายชรากล่าวขอบคุณก่อนเดินจากไป

หากข้าขับไล่ภูติผีได้ การค้าใหม่ของข้าก็คงจะบังเกิด

ภูติผีส่วนมากจะถูกส่งตัวไปยังแดนนรกานต์ จากนั้นจึงจะถูกดึงตัวไปแดนสวรรค์กับแดนปีศาจ พวกที่ไม่มีใครเอาตัวไปจะอยู่ในแดนนรกานต์จนตราบสิ้นอายุขัยของวิญญาณ โลกแห่งวิญญาณลึกซึ้งยิ่งนัก ขี้คร้านจะอธิบาย

ขณะเดียวกันนั้น รถม้าหรูหราคันหนึ่งแล่นผ่านถนนสายนี้ นี่คือพื้นที่ของเมืองหลวงชั้นใน ไม่แปลกอะไรหากมีรถม้าตระกูลสูงศักดิ์แล่นผ่าน เสียงของสตรีนางหนึ่งดังออกมาจากภายในรถม้า “เค่อเอ๋อร์ ตรงนั้นคือร้านอะไร? เหตุใดถึงมีผู้คนมากมาย?”

สาวใช้ที่นั่งข้างนอกรถม้าหันไปมอง ก่อนกลับมาตอบด้วยเสียงนอบน้อม “เรียนองค์หญิง ทางด้านนั้นคือร้านผ้าแพรต่วนเจ้าค่ะ แต่คนที่มามุงดูส่วนใหญ่มิได้เข้าไปในร้าน หากแต่มาเลือกซื้ออักษรภาพของคุณชายผู้หนึ่ง”

องค์หญิงท่านหนึ่งในรถม้ากล่าวขึ้นอย่างสนใจ “อักษรภาพอันใดกัน? เช่นนั้นเจ้าจงไปซื้อให้ข้าผืนหนึ่ง”

เค่อเอ๋อร์รับคำสั่ง ก่อนเดินไปที่แผงขายอักษรภาพของจางอี้หมิง เมื่อถึงลำดับของนาง จางอี้หมิงเงยหน้ามองก่อนเอ่ยถาม “โกวเนี้ยท่านนี้ต้องการอักษรภาพแบบใด?”

เค่อเอ๋อร์ยิ้มบาง “ข้าต้องการอักษรสำหรับนายของข้า”

“นายของแม่นางเป็นชายหรือหญิง อายุประมาณใด? มีนามหรือไม่?” จางอี้หมิงถาม

“เป็นสตรีสูงศักดิ์ท่านหนึ่ง นามว่า ลู่ซือ”

จางอี้หมิงพยักหน้า เขามองใบหน้าของเค่อเอ๋อร์ ซึ่งดูมีรูปลักษณ์พอประมาณ จึงพอจินตนาการได้ว่า เจ้านายของนางคงเป็นสตรีที่งดงามไม่น้อย

เขาค่อย ๆ ลงพู่กันบนกระดาษ ขีดเส้นแต่ละเส้นด้วยพลังและจังหวะมั่นคง อักษรภาพที่ได้ออกมาเป็นตัวอักษรเด่นสง่า แฝงด้วยความหมายลึกซึ้ง:

『ลมวสันต์พัดผ่าน ผิวน้ำสะท้อนเงาจันทร์ สตรีล้ำค่าดุจบุปผาบานในหุบเขา รุ่งเรืองและงดงามตราบชั่วกาล…แด่แม่นางลู่ซือ』

จางอี้หมิงมองอักษรภาพก่อนยิ้มบาง จากนั้นส่งให้เค่อเอ๋อร์ เค่อเอ๋อร์ยื่นเงินหนึ่งอีแปะให้เขา ก่อนรับอักษรภาพกลับไปยังรถม้า

องค์หญิงลู่ซือรับอักษรภาพมาเปิดดู ทันทีที่นางได้เห็น นางรู้สึกถึงความวิจิตรและความหมายลึกซึ้งของมัน เส้นหมึกที่คมชัดและเต็มไปด้วยพลัง ทำให้นางสัมผัสได้ถึงความสามารถของผู้เขียน อักษรนั้นราวกับถ่ายทอดคำอวยพรอันสูงส่งให้แก่นาง นางพึมพำกับตนเอง “อักษรภาพเช่นนี้... ข้าอยากรู้นักว่าใครเป็นผู้เขียน”

นางค่อย ๆ แง้มผ้าม่านรถม้าออกเล็กน้อย แล้วหันไปมองทางจางอี้หมิงจากระยะไกล ภาพที่นางเห็นคือชายหนุ่มรูปงามผู้หนึ่ง กำลังนั่งอยู่หน้าร้าน ดวงตาของเขาคมปลาบ มุ่งมั่นจดจ่อกับการเขียนอักษรอย่างสง่างาม ราวกับว่าอักษรภาพของเขาคือศิลปะที่มีชีวิต

ริมฝีปากของลู่ซือยกขึ้นเป็นรอยยิ้มบาง แต่นางมิได้กล่าวสิ่งใด ก่อนจะค่อย ๆ ปิดม่านรถลง ขณะที่รถม้าค่อย ๆ เคลื่อนออกไปจากถนนสายนี้

ยามเย็น แสงอาทิตย์อัสดงฉายแสงสีทองเรืองรองไปทั่วเมือง หวงจื่อรั่วควบม้าไปยังเขตเมืองหลวงชั้นนอก เพื่อรับแม่นางหลินหนิงมายังจวนสกุลจาง

เมื่อทั้งสองมาถึงหน้าจวนอันโอฬาร หลินหนิงเบิกตากว้าง กล่าวอย่างตื่นเต้น “บ้านของเจ้าใหญ่โตยิ่งนัก!”

หวงจื่อรั่วยังคงหน้านิ่งถามวิถี สายตามองตามหลินหนิง ก่อนกล่าวด้วยน้ำเสียงราบเรียบ “เป็นบ้านของท่านอ๋องกับคุณชายใหญ่ ข้าเป็นเพียงบ่าวในจวนเท่านั้น”

หลินหนิงพยักหน้า ก่อนถามขึ้นด้วยดวงตาเปล่งประกาย “ถ้าเช่นนั้น วันนี้ศิษย์พี่อี้หมิงอยู่หรือไม่? ข้าไม่ได้พบเขามานับเดือนแล้ว”

หวงจื่อรั่วพยักหน้า “เขารออยู่ที่ศาลาริมสวน”

ทั้งสองเดินผ่านสวนดอกไม้ที่ได้รับการดูแลอย่างดี จนมาถึงศาลาริมน้ำภายในสวนหย่อมของจวน ณ ที่นั้น ชายหนุ่มผู้หนึ่งยืนหันหลังรออยู่ เสียงลมพัดอ่อน ๆ ทำให้ชายเสื้อของเขาสะบัดพลิ้ว ก่อนที่เขาจะค่อย ๆ หันกลับมา เผยให้เห็นใบหน้าคมสันงดงามของจางอี้หมิง

เมื่อแม่นางหลินหนิงเห็นใบหน้าของเขา นางยิ้มกว้างอย่างลืมตัว ก่อนพุ่งตัวเข้าหาเขา มือเรียวจับเข้าที่ใบหน้าและข้อมือของเขาด้วยความดีใจ “ศิษย์พี่อี้หมิง เป็นท่านจริง ๆ ข้าไม่ได้พบหน้าท่านมาเป็นเดือน!”

จางอี้หมิงหัวเราะเบา ๆ พลางดึงข้อมืออันนุ่มนิ้มของนางออก “ย่อมเป็นข้าแน่นอน นั่งกันก่อนเถิด อาหารชั้นดีกำลังจะมา”

Continue to read this book for free
Scan code to download App

Latest chapter

  • วิถีสุริยะพิชิตเวหา   บทที่ 53 ภาพอักษรสื่อความหมาย

    จางอี้หมิงเงยหน้าขึ้นไปบนหลังคา พลันพบกับร่างของสตรีนางหนึ่ง สวมชุดฝึกยุทธ์สะบัดพลิ้ว สีขาวขลิบทองรับกับรูปร่างสง่างามของนาง ใบหน้าของนางงดงามหมดจดราวกับเทพธิดา แววตาคมปลาบเต็มไปด้วยความแน่วแน่และทระนง นางคือ หวงจื่อรั่ว แม้ว่าความงามของนางจะยังไม่อาจเทียบเคียงซงเอ๋อร์ แต่ก็นับว่าอยู่ในระดับสูงยากหาผู้เปรียบจางอี้หมิงมองนางนิ่งๆ ก่อนจะส่งสายตาให้เล็กน้อย ยกยิ้มบาง ๆ ที่มุมปากพลางกล่าว “ลงมาเถิด… พวกเรามาประลองกันสักสามสี่กระบวนท่าเป็นอย่างไร?”หวงจื่อรั่วกระโดดลงจากหลังคาอย่างคล่องแคล่ว หอกยาวเล่มเดิมถูกนางกระชากขึ้นจากพื้น หญิงสาวหมุนควงมันเบาๆ ส่งเสียงหวีดหวิวกลางอากาศ ก่อนกล่าวด้วยน้ำเสียงมั่นใจ “ข้าก็คิดเช่นนั้น!”จางอี้หมิงหมุนดาบในมือหนึ่งรอบ ก่อนเอ่ยถามเสียงเรียบ “เจ้าจะประลองอาวุธจริงหรืออาวุธไม้?”หวงจื่อรั่วกำด้ามหอกแน่น ก่อนตอบอย่างหนักแน่น “ของจริง”จางอี้หมิงยิ้มบางพลางกล่าว “คมหอกคมดาบล้วนมีคม เจ้าระมัดระวังให้ดีเถิด ข้ากลัวใบหน้างาม ๆ ของเจ้าจะเป็นรอยเสียก่อน”หวงจื่อรั่วหลบตาลงต่ำเล็กน้อย ก่อนกล่าวด้วยน้ำเสียงขุ่นเคือง “ข้าเ

  • วิถีสุริยะพิชิตเวหา   บทที่ 52 นิทาน

    “เมื่อหนึ่งปีครึ่งที่ผ่านมา...” เสียงของนักเล่านิทานเกริ่นเล่า“ครั้งนั้นปักษาอัคคีบุกเข้าโจมตีอาณาจักรต้าเฉิง มีศิษย์แห่งสำนักเทียนหยางผู้หนึ่ง นามว่า เสี่ยวต้าหมิง ออกกำจัดปักษาอัคคีผู้นั้น ทว่า เป็นที่น่าเสียดาย หลังจากกำจัดปักษาอัคคีได้ วีรบุรุษเสี่ยวต้าหมิงผู้นั้น ก็ได้จากโลกนี้ไปตลอดการ”มารดามันเถอะ! เจ้าเล่าเรื่องของข้าไม่พอ ยังตั้งชื่อข้าว่าเสี่ยวต้าหมิง คนอันใดมีทั้งใหญ่ทั้งเล็กในตัวเอง เท่านั้นไม่พอ ยังบังอาจสาปแช่งให้ข้าตายเมื่อนักเล่านิทานเล่าเรื่องจบ จางอี้หมิงก็เดินปรี่เข้าไปสอบถาม“ท่านเสี่ยวต้าหมิงช่างยิ่งใหญ่น่าเคารพยิ่ง” จางอี้หมิงกล่าววาจาชื่นชมตัวเอง “ข้าอยากทราบว่า เป็นผู้ใดเล่าเรื่องนี้ให้กับเจ้าฟัง”นักเล่านิทานยกมื่อคารวะทีหนึ่ง “เรียนคุณชายท่านนี้ ผู้ที่ถ่ายทอดเรื่องราวนี้ให้กับข้าน้อยฟัง คือ ท่านปราจารย์ซ่งอิน แห่งสำนักเทียนหยาง”“!!!”จางอี้หมิงยืนนิ่งครู่หนึ่ง ก่อนให้รางวัลตอบแทนนักเล่านิทานไปสามอีแปะ พลางคิดในใจ “เจ้าซ่งอินเป็นปรมาจารย์ตั้งแต่เมื่อไหร่ ข้าออกมาจากสำนักแค่เดือนเดียวก็คิดแต่งตั้งตัวเองแล้ว

  • วิถีสุริยะพิชิตเวหา   บทที่ 51 ชายผู้เขียนอักษร

    ณ เมืองหลวงของอาณาจักรต้าเฉิง เขตเมืองชั้นในของเมืองคึกคักไปด้วยผู้คน แม้จะไม่แออัดเท่าเขตเมืองชั้นนอก แต่ก็ถือว่ามีจำนวนมากพ่อค้าแม่ค้าต่างเปิดร้านกันอย่างขมีขมัน*(กะตือรือร้น) กลิ่นหอมของหมั่นโถวร้อนๆ ลอยมาจากแผงขายอาหาร เสียงตะโกนเรียกลูกค้าของพ่อค้าแม่ค้าแข่งกันดังก้องทั่วถนน ไม่ว่าจะร้านของกินหรือร้านเครื่องประดับ ต่างแข็งขันกันอย่างเข้มข้นจางหลันซือ บุตรสาวของท่านอ๋องจางส่วง นั่งอยู่ในรถม้าสีดำขลับ ประดับลวดลายดอกเหมยงามสง่า นางเป็นสตรีที่ได้รับการกล่าวขานว่างามเลิศ ทั้งยังมีนิสัยซุกซนข้างกายนางมีซงเอ๋อร์ สาวใช้ประจำตัวของพี่ชายของนาง จางอี้หมิง สตรีผู้มีใบหน้างดงามราวเทพธิดาในอาภรณ์สีชมพูอ่อนอันเรียบง่าย ที่ขับเน้นผิวขาวผุดผ่องของนางให้ดูอ่อนโยนดุจบุปผาแรกแย้มซงเอ๋อร์มิใช่เพียงสาวใช้ธรรมดา แต่นางเป็นว่าที่อนุภรรยาของจางอี้หมิง และเป็นสตรีที่ได้รับความรักใคร่จากคนในตระกูลจาง และถูกให้ความสำคัญในระดับสูงรถม้าของทั้งสองแล่นผ่านถนนสายหลักของเมือง สายตาของจางหลันซือก็สะดุดเข้ากับผู้คนที่ยืนต่อแถวยาวเหยียดไปจนสุดสายตา คล้ายกำลังรอคอยบางสิ่งบา

  • วิถีสุริยะพิชิตเวหา   ความเดิมภาคที่แล้ว

    จางอี้หมิงบุตรชายเพียงคนเดียวของท่านอ๋องจางส่วง ถูกจอมมารปีศาจทำร้ายจนบาดเจ็บสาหัส นอนหลับไปนับปี เมื่อตื่นขึ้น พบว่าพลังปราณสูญเสียสมดุลจนใช้งานไม่ได้ข้างกายของเขามีแม่นางซงเอ๋อร์ สาวใช้ประจำกายและว่าที่อนุภรรยาในอนาคตคอยเฝ้าดูแลไม่ห่างหนทางที่ง่ายที่สุดคือฝึกฝนใหม่แบบย้อนกลับเพื่อปรับสมดุลพลังปราณ หนทางที่ยากที่สุดคือหาสมุนไพรหายากสิบแปดชนิด และหนทางสุดท้ายคือ บำเพ็ญคู่กับสตรีพรหมจรรย์ เขาจึงจำเป็นต้องเลือกหนทางการฝึกฝนร่วมกับเหล่าศิษย์หน้าใหม่ ซึ่งถือว่าง่ายดายและปัญหาน้อยที่สุดเขาได้พบเจอกับแม่นางหลินหนิงผู้มีความน่ารักสดใสดวงตากลมโต ได้รู้จักแม่นางหวงจื่อรั่วผู้มีใบหน้าหมดจดงดงามราวเทพธิดาเพิ่มมากขึ้น แม้นางจะเป็นคนของจวนอ๋องแต่ทว่าความสนิทมีน้อยนัก จนกระทั่งได้มาฝึกร่วมกันอีกครั้งการฝึกฝนใหม่ในครั้งนี้ได้พบกับถัวเค่อชี ผู้มีใจริษยาต่อจางอี้หมิงมาตลอด พบกันคราวนี้ถัวเค่อชีต้องปฏิบัติหน้าที่เป็นอาจารย์ผู้ฝึกฝนจางอี้หมิง ซึ่งนี่เป็นโอกาสที่ดีที่เขาจะได้ "ข่ม" จางอี้หมิงบ้าง แต่แล้วเรื่องราวกลับไม่เป็นเช่นนั้นแต่ถึงอย่างไรก็แล้วแต่ จางอี้หมิ

  • วิถีสุริยะพิชิตเวหา   บทที่ 50 จากลา (จบภาค1)

    ที่ชั้นเก้าของหอเทียนหยาง ศิษย์สายตรงทั้งเจ็ดคนของสำนักกู่เจิ้งมารวมตัวกันพร้อมหน้าพร้อมตา บรรยากาศในห้องสงบเงียบ ทว่าครุกรุ่นไปด้วยแรงกดดันทุกคนล้วนเป็นศิษย์ระดับสูง ผู้ที่ผ่านการฝึกฝนมาอย่างเข้มงวด ทุกคนคุกเข่าคารวะอาจารย์เจ้าสำนักกู่เจิ้ง ซึ่งยืนอยู่เบื้องหน้าพร้อมกับสายตาที่ล้ำลึกเกินหยั่งถึงเจ้าสำนักโบกมือให้ทุกคนลุกขึ้น พลางกวาดสายตามองไปรอบห้อง เขามองพวกเขาอย่างเงียบงันอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะกล่าวเสียงเรียบแต่หนักแน่นว่า“ปีที่แล้ว ลัทธิมารแดนปีศาจเคลื่อนไหว ครั้งนี้ ลัทธิมารแดนสวรรค์เคลื่อนไหว เป็นข้าเองที่หละหลวมในการป้องกัน… หลังจากนี้ จะไม่มีครั้งที่สาม”แววตาของเจ้าสำนักฉายประกายแน่วแน่ เขาโบกมือให้ทุกคนลุกขึ้นนั่งลงบนเบาะของตนเอง จากนั้นเขาเองก็ทรุดตัวลงนั่งที่โต๊ะกลางห้อง หยิบใบชามาบดด้วยมืออย่างประณีต ก่อนจะเทน้ำร้อนลงในถ้วย เสียงไอร้อนพวยพุ่งขึ้นแตะจมูก กลิ่นหอมอ่อนๆ ของชาแผ่ซ่านไปทั่วห้อง เจ้าสำนักสูดกลิ่นหอมของชาเบาๆ ก่อนจะกล่าวต่อด้วยน้ำเสียงสงบ“เห็นที พวกเราคงต้องจริงจังกับเรื่องศิลาเฝิ่นเหิงกันบ้างแล้ว นี่อาจไม่ใช่เพียงแค่เรื่อ

  • วิถีสุริยะพิชิตเวหา   บทที่ 49 บำเพ็ญคู่ปรับสมดุลลมปราณ

    จางอี้หมิงนั่งนิ่งตาค้าง ทำอะไรไม่ถูก ได้แต่มองนัยน์ตาของศิษย์พี่คนงาม ที่ฉายแววความร้อนฉ่า ริมฝีปากสีแดงเรื่อยังคงหลงเหลือรสชาติของสุรา นางจ้องมองเขาด้วยสายตาที่ทำให้หัวใจเต้นแรงจนแทบหลุดออกจากอก“เจ้ารู้จักการบำเพ็ญคู่หรือไม่?” นางกระซิบถามด้วยเสียงแผ่วเบา ราวกับเสียงลมพัดผ่านในค่ำคืน จางอี้หมิงรู้สึกได้ถึงสัมผัสจากปลายนิ้วของนางที่ลากไล้เบาๆ บนแผ่นอกของเขา“ท่านเมาแล้ว” จางอี้หมิงพยายามตั้งสติ แต่เสียงของเขากลับสั่นไหว เจียงเยว่ยิ้มมุมปาก ก่อนจะยกมือเรียวขึ้นปิดริมฝีปากเขา“ข้าตั้งใจเมา” นางตอบเบาๆ สายตาของนางเต็มไปด้วยแรงดึงดูดที่ไม่อาจต้านทานใช่สิ หากไม่เมาท่านจะกล้าเช่นนี้หรือจางอี้หมิงมองดูนางอย่างหลงใหล มือของเจียงเยว่วางแนบลงบนแผ่นอกของเขา หัวใจของเขาเต้นรัวจนแทบไม่เป็นจังหวะ ก่อนที่เสียงกระซิบของนางจะดังขึ้นอีกครั้ง“หรือว่าเจ้าไม่ต้องการ?”เขาสูดหายใจเข้าลึก สบตากับนางก่อนจะตอบเสียงพร่า “ข้าเองก็คิดแบบเดียวกับท่าน”ข้าหมายตาท่านมาตลอด!จากนั้น จางอี้หมิงก็รวบตัวเจียงเยว่เข้ามาอุ้มขึ้น นางแนบตัวเข้าหาเขาโดยไม

More Chapters
Explore and read good novels for free
Free access to a vast number of good novels on GoodNovel app. Download the books you like and read anywhere & anytime.
Read books for free on the app
SCAN CODE TO READ ON APP
DMCA.com Protection Status