Beranda / แฟนตาซี / วิถีสุริยะพิชิตเวหา / บทที่ 51 ชายผู้เขียนอักษร

Share

บทที่ 51 ชายผู้เขียนอักษร

ณ เมืองหลวงของอาณาจักรต้าเฉิง เขตเมืองชั้นในของเมืองคึกคักไปด้วยผู้คน แม้จะไม่แออัดเท่าเขตเมืองชั้นนอก แต่ก็ถือว่ามีจำนวนมาก

พ่อค้าแม่ค้าต่างเปิดร้านกันอย่างขมีขมัน*(กะตือรือร้น) กลิ่นหอมของหมั่นโถวร้อนๆ ลอยมาจากแผงขายอาหาร เสียงตะโกนเรียกลูกค้าของพ่อค้าแม่ค้าแข่งกันดังก้องทั่วถนน ไม่ว่าจะร้านของกินหรือร้านเครื่องประดับ ต่างแข็งขันกันอย่างเข้มข้น

จางหลันซือ บุตรสาวของท่านอ๋องจางส่วง นั่งอยู่ในรถม้าสีดำขลับ ประดับลวดลายดอกเหมยงามสง่า นางเป็นสตรีที่ได้รับการกล่าวขานว่างามเลิศ ทั้งยังมีนิสัยซุกซน

ข้างกายนางมีซงเอ๋อร์ สาวใช้ประจำตัวของพี่ชายของนาง จางอี้หมิง สตรีผู้มีใบหน้างดงามราวเทพธิดาในอาภรณ์สีชมพูอ่อนอันเรียบง่าย ที่ขับเน้นผิวขาวผุดผ่องของนางให้ดูอ่อนโยนดุจบุปผาแรกแย้ม

ซงเอ๋อร์มิใช่เพียงสาวใช้ธรรมดา แต่นางเป็นว่าที่อนุภรรยาของจางอี้หมิง และเป็นสตรีที่ได้รับความรักใคร่จากคนในตระกูลจาง และถูกให้ความสำคัญในระดับสูง

รถม้าของทั้งสองแล่นผ่านถนนสายหลักของเมือง สายตาของจางหลันซือก็สะดุดเข้ากับผู้คนที่ยืนต่อแถวยาวเหยียดไปจนสุดสายตา คล้ายกำลังรอคอยบางสิ่งบางอย่างอยู่

“พี่สะใภ้ เกิดอะไรขึ้นกัน?” นางเอ่ยถามพลางหันไปมองซงเอ๋อร์

ซงเอ๋อร์ขยับม่านหน้าต่างขึ้น เปิดเผยให้เห็นบรรยากาศเบื้องนอก นางเหลือบมองไปยังต้นแถว ก่อนกล่าวด้วยน้ำเสียงสงสัย “เหมือนต้นทางจะอยู่ที่ร้านผ้าแพรต่วนของนายหญิงเจ้าค่ะ”

จางหลันซือขมวดคิ้ว “ร้านของท่านแม่หรือ?”

“ใช่เจ้าค่ะ สงสัยวันนี้คงมีเนื้อผ้าชั้นดีของใหม่ออกขาย”

“ผ้าชั้นดีของใหม่? ทำไมข้าจึงไม่รู้เรื่อง”

“ข้าน้อยไม่ทราบ”

จางหลันซือมิรอช้า นางเอ่ยสั่งคนขับรถม้า “ไปที่ร้านของท่านแม่โดยเร็ว!”

คนขับรถม้ารับคำสั่ง ก่อนกระตุ้นม้าให้เร่งฝีเท้า เสียงกีบม้ากระทบพื้นหินดังก้อง รถม้าสีดำขลับพุ่งตรงไปยังร้านผ้าแพรต่วนของสกุลจางอย่างรวดเร็ว

เมื่อรถม้าหยุดลงตรงหน้าร้านผ้าแพรของสกุลจาง ภาพที่ทั้งสองเห็นคือ จางอี้หมิง กำลังนั่งเขียนอักษรภาพขายอยู่หน้าร้านผ้าแพรต่วนของจวนสกุลจาง พู่กันในมือของเขาเคลื่อนไหวอย่างสง่างาม เส้นหมึกดำสนิทลากไปบนกระดาษเป็นตัวอักษรที่แข็งแรงแต่สง่างาม รอบตัวมีผู้คนมากมายมุงดูและรอซื้อผลงานของเขา

นับตั้งแต่วันที่จางอี้หมิงก้าวออกจากสำนักเทียนหยาง สิ่งที่เขาทำในตอนกลางวันคือการเขียนอักษรภาพขายที่หน้าร้านของมารดาเลี้ยง

ส่วนช่วงเย็นจะใช้เวลาฝึกฝนวิชาดาบและเดินลมปราณในลานบ้าน หลังจากสูญเสียสมดุลพลังปราณเมื่อหนึ่งปีครึ่งที่ผ่านมา บัดนี้เขาได้ทุกอย่างกลับคืนมาแล้ว แต่สิ่งที่แลกมาคือการก้าวออกจากสำนักเทียนหยาง สำนักฝึกตนอันดับหนึ่งแห่งอาณาจักรต้าเฉิง เพราะว่ามีแค่แห่งเดียว

แม้จะเสียสถานะศิษย์สำนักใหญ่ แต่การได้ศิษย์พี่เจียงเยว่คนงามมาช่วยปรับสมดุลพลังปราณให้ก็นับว่าคุ้มค่า น่าเสียดายยิ่งนัก ที่นับแต่วันนั้นยังไม่มีโอกาสได้สานต่อ

ส่วนในยามกลางคืน… ส่วนใหญ่มักใช้เวลานอนกอดแม่นางซงเอ๋อร์ แต่บางครั้งก็แอบหนีไปหาความสำราญที่สำนักสังคีตกับแม่นางฉีเหอเป็นบางครั้ง ซงเอ๋อร์ของข้ายังไม่ยินยอมให้ข้าล่วงล้ำอาณาเขต เอาเถอะ วันใดวันหนึ่งก็ต้องมาถึง ฉะนั้นก็ปล่อยทุกอย่างตามธรรมชาติเถอะ

ช่วงเวลาที่ก้าวออกจากสำนักเทียนหยางจึงเป็นช่วงเวลาพักผ่อนที่คุ้มค่ายิ่งนัก เพียงแต่ไม่รู้อีกนานแค่ไหนที่ภารกิจไถ่บาปซึ่งท่านอาจารย์เจ้าสำนักกล่าวถึงจะมาถึง

จางหลันซือก้าวลงจากรถม้า กวาดสายตามองพี่ชายของนางอย่างสงสัยก่อนเอ่ยขึ้น “พี่ใหญ่ ท่านทำอะไรอยู่ที่นี่?”

จางอี้หมิงเงยหน้าขึ้นเล็กน้อย “เจ้าไม่เห็นหรือ? ข้ากำลังทำมาหากิน แล้วเจ้าเล่า? พาซงเอ๋อร์ของข้าไปไหนมา?”

ซงเอ๋อร์ที่ยืนอยู่ข้างจางหลันซือหน้าแดงเล็กน้อยเมื่อได้ยินคำว่า “ของข้า” แต่ก็ยังคงนิ่งสงบ

“พวกข้าไปเรียนหนังสือเพิ่งกลับมา” จางหลันซือตอบ ก่อนจะมองพี่ชายด้วยสายตาสงสัย “ท่านไม่เบื่อหรือ ทำเช่นนี้ทุกวัน?”

จางอี้หมิงหัวเราะเบาๆ “หากข้าเบื่อ ก็แค่นำเงินไปต่อเงินที่สำนักบ่อนเบี้ย หรือไปแข่งเดินหมากกับพวกบัณฑิตจืดชืดที่สำนักเดินหมาก เพียงเท่านี้ก็แก้เบื่อได้”

จางหลันซือหัวเราะคิกคัก ก่อนแกล้งเอ่ยทีเล่นทีจริง “แล้ว… สำนักสังคีตเล่า ท่านได้ไปหรือไม่?”

จางอี้หมิงแสร้งทำหน้าขึงขัง ก่อนตอบเสียงหนักแน่น “สถานที่เช่นนั้นไม่ใช่สถานที่ของผู้ชายสกุลจาง!”

กล่าวจบ เขาลอบส่งยิ้มให้ซงเอ๋อร์ที่ยืนอยู่ข้างๆ คิดในใจว่า หากข้าไม่ตอบเช่นนี้ ซงเอ๋อร์คนงามของข้าคงจะมองข้าเป็นคนเจ้าชู้มักมากในกาม เหอๆ… ใช้คำว่า “ผู้ชายสกุลจาง” เช่นนี้ ท่านพ่อของข้าก็จะมีภาพลักษณ์ที่ดีไปด้วย หวังว่ามารดาเลี้ยงคงได้ยินคำพูดแสนจริงใจของข้า

จากนั้นจางอี้หมิงก็หันไปบอกน้องสาว “เจ้ากลับไปรอที่บ้าน เดี๋ยวพี่ใหญ่จะหาของกินดีๆ ไปให้”

จางหลันซือพยักหน้ารับ ก่อนจะหันไปทางซงเอ๋อร์ "พวกเราไปกันเถอะ" จากนั้นทั้งสองก็ขึ้นรถม้ากลับไปยังจวนสกุลจาง ทิ้งให้จางอี้หมิงก้มหน้าก้มตาเขียนอักษรขายต่อไป

ณ เมืองหลวงของอาณาจักรต้าเฉิง เขตเมืองชั้นในของเมืองคึกคักไปด้วยผู้คน แม้จะไม่แออัดเท่าเขตเมืองชั้นนอก แต่ก็ถือว่ามีจำนวนมาก

พ่อค้าแม่ค้าต่างเปิดร้านกันอย่างขมีขมัน*(กะตือรือร้น) กลิ่นหอมของหมั่นโถวร้อนๆ ลอยมาจากแผงขายอาหาร เสียงตะโกนเรียกลูกค้าของพ่อค้าแม่ค้าแข่งกันดังก้องทั่วถนน ไม่ว่าจะร้านของกินหรือร้านเครื่องประดับ ต่างแข็งขันกันอย่างเข้มข้น

จางหลันซือ บุตรสาวของท่านอ๋องจางส่วง นั่งอยู่ในรถม้าสีดำขลับ ประดับลวดลายดอกเหมยงามสง่า นางเป็นสตรีที่ได้รับการกล่าวขานว่างามเลิศ ทั้งยังมีนิสัยซุกซน

ข้างกายนางมีซงเอ๋อร์ สาวใช้ประจำตัวของพี่ชายของนาง จางอี้หมิง สตรีผู้มีใบหน้างดงามราวเทพธิดาในอาภรณ์สีชมพูอ่อนอันเรียบง่าย ที่ขับเน้นผิวขาวผุดผ่องของนางให้ดูอ่อนโยนดุจบุปผาแรกแย้ม

ซงเอ๋อร์มิใช่เพียงสาวใช้ธรรมดา แต่นางเป็นว่าที่อนุภรรยาของจางอี้หมิง และเป็นสตรีที่ได้รับความรักใคร่จากคนในตระกูลจาง และถูกให้ความสำคัญในระดับสูง

รถม้าของทั้งสองแล่นผ่านถนนสายหลักของเมือง สายตาของจางหลันซือก็สะดุดเข้ากับผู้คนที่ยืนต่อแถวยาวเหยียดไปจนสุดสายตา คล้ายกำลังรอคอยบางสิ่งบางอย่างอยู่

“พี่สะใภ้ เกิดอะไรขึ้นกัน?” นางเอ่ยถามพลางหันไปมองซงเอ๋อร์

ซงเอ๋อร์ขยับม่านหน้าต่างขึ้น เปิดเผยให้เห็นบรรยากาศเบื้องนอก นางเหลือบมองไปยังต้นแถว ก่อนกล่าวด้วยน้ำเสียงสงสัย “เหมือนต้นทางจะอยู่ที่ร้านผ้าแพรต่วนของนายหญิงเจ้าค่ะ”

จางหลันซือขมวดคิ้ว “ร้านของท่านแม่หรือ?”

“ใช่เจ้าค่ะ สงสัยวันนี้คงมีเนื้อผ้าชั้นดีของใหม่ออกขาย”

“ผ้าชั้นดีของใหม่? ทำไมข้าจึงไม่รู้เรื่อง”

“ข้าน้อยไม่ทราบ”

จางหลันซือมิรอช้า นางเอ่ยสั่งคนขับรถม้า “ไปที่ร้านของท่านแม่โดยเร็ว!”

คนขับรถม้ารับคำสั่ง ก่อนกระตุ้นม้าให้เร่งฝีเท้า เสียงกีบม้ากระทบพื้นหินดังก้อง รถม้าสีดำขลับพุ่งตรงไปยังร้านผ้าแพรต่วนของสกุลจางอย่างรวดเร็ว

เมื่อรถม้าหยุดลงตรงหน้าร้านผ้าแพรของสกุลจาง ภาพที่ทั้งสองเห็นคือ จางอี้หมิง กำลังนั่งเขียนอักษรภาพขายอยู่หน้าร้านผ้าแพรต่วนของจวนสกุลจาง พู่กันในมือของเขาเคลื่อนไหวอย่างสง่างาม เส้นหมึกดำสนิทลากไปบนกระดาษเป็นตัวอักษรที่แข็งแรงแต่สง่างาม รอบตัวมีผู้คนมากมายมุงดูและรอซื้อผลงานของเขา

นับตั้งแต่วันที่จางอี้หมิงก้าวออกจากสำนักเทียนหยาง สิ่งที่เขาทำในตอนกลางวันคือการเขียนอักษรภาพขายที่หน้าร้านของมารดาเลี้ยง

ส่วนช่วงเย็นจะใช้เวลาฝึกฝนวิชาดาบและเดินลมปราณในลานบ้าน หลังจากสูญเสียสมดุลพลังปราณเมื่อหนึ่งปีครึ่งที่ผ่านมา บัดนี้เขาได้ทุกอย่างกลับคืนมาแล้ว แต่สิ่งที่แลกมาคือการก้าวออกจากสำนักเทียนหยาง สำนักฝึกตนอันดับหนึ่งแห่งอาณาจักรต้าเฉิง เพราะว่ามีแค่แห่งเดียว

แม้จะเสียสถานะศิษย์สำนักใหญ่ แต่การได้ศิษย์พี่เจียงเยว่คนงามมาช่วยปรับสมดุลพลังปราณให้ก็นับว่าคุ้มค่า น่าเสียดายยิ่งนัก ที่นับแต่วันนั้นยังไม่มีโอกาสได้สานต่อ

ส่วนในยามกลางคืน… ส่วนใหญ่มักใช้เวลานอนกอดแม่นางซงเอ๋อร์ แต่บางครั้งก็แอบหนีไปหาความสำราญที่สำนักสังคีตกับแม่นางฉีเหอเป็นบางครั้ง ซงเอ๋อร์ของข้ายังไม่ยินยอมให้ข้าล่วงล้ำอาณาเขต เอาเถอะ วันใดวันหนึ่งก็ต้องมาถึง ฉะนั้นก็ปล่อยทุกอย่างตามธรรมชาติเถอะ

ช่วงเวลาที่ก้าวออกจากสำนักเทียนหยางจึงเป็นช่วงเวลาพักผ่อนที่คุ้มค่ายิ่งนัก เพียงแต่ไม่รู้อีกนานแค่ไหนที่ภารกิจไถ่บาปซึ่งท่านอาจารย์เจ้าสำนักกล่าวถึงจะมาถึง

จางหลันซือก้าวลงจากรถม้า กวาดสายตามองพี่ชายของนางอย่างสงสัยก่อนเอ่ยขึ้น “พี่ใหญ่ ท่านทำอะไรอยู่ที่นี่?”

จางอี้หมิงเงยหน้าขึ้นเล็กน้อย “เจ้าไม่เห็นหรือ? ข้ากำลังทำมาหากิน แล้วเจ้าเล่า? พาซงเอ๋อร์ของข้าไปไหนมา?”

ซงเอ๋อร์ที่ยืนอยู่ข้างจางหลันซือหน้าแดงเล็กน้อยเมื่อได้ยินคำว่า “ของข้า” แต่ก็ยังคงนิ่งสงบ

“พวกข้าไปเรียนหนังสือเพิ่งกลับมา” จางหลันซือตอบ ก่อนจะมองพี่ชายด้วยสายตาสงสัย “ท่านไม่เบื่อหรือ ทำเช่นนี้ทุกวัน?”

จางอี้หมิงหัวเราะเบาๆ “หากข้าเบื่อ ก็แค่นำเงินไปต่อเงินที่สำนักบ่อนเบี้ย หรือไปแข่งเดินหมากกับพวกบัณฑิตจืดชืดที่สำนักเดินหมาก เพียงเท่านี้ก็แก้เบื่อได้”

จางหลันซือหัวเราะคิกคัก ก่อนแกล้งเอ่ยทีเล่นทีจริง “แล้ว… สำนักสังคีตเล่า ท่านได้ไปหรือไม่?”

จางอี้หมิงแสร้งทำหน้าขึงขัง ก่อนตอบเสียงหนักแน่น “สถานที่เช่นนั้นไม่ใช่สถานที่ของผู้ชายสกุลจาง!”

กล่าวจบ เขาลอบส่งยิ้มให้ซงเอ๋อร์ที่ยืนอยู่ข้างๆ คิดในใจว่า หากข้าไม่ตอบเช่นนี้ ซงเอ๋อร์คนงามของข้าคงจะมองข้าเป็นคนเจ้าชู้มักมากในกาม เหอๆ… ใช้คำว่า “ผู้ชายสกุลจาง” เช่นนี้ ท่านพ่อของข้าก็จะมีภาพลักษณ์ที่ดีไปด้วย หวังว่ามารดาเลี้ยงคงได้ยินคำพูดแสนจริงใจของข้า

จากนั้นจางอี้หมิงก็หันไปบอกน้องสาว “เจ้ากลับไปรอที่บ้าน เดี๋ยวพี่ใหญ่จะหาของกินดีๆ ไปให้”

จางหลันซือพยักหน้ารับ ก่อนจะหันไปทางซงเอ๋อร์ "พวกเราไปกันเถอะ" จากนั้นทั้งสองก็ขึ้นรถม้ากลับไปยังจวนสกุลจาง ทิ้งให้จางอี้หมิงก้มหน้าก้มตาเขียนอักษรขายต่อไป

เมื่อครั้งที่จางอี้หมิงเป็นยอดฝีมือของสำนักเทียนหยางนั้น เขาได้ชื่อว่าเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการใช้วิชาเวทอักษรและวิชาดาบ ซึ่งนับว่าหาได้ยากยิ่ง สำหรับผู้ฝึกตนหนึ่งคนที่จะเชี่ยวชาญทั้งสายเวทและสายยุทธ์

ตัวอักษรที่เขาเขียนนั้นนับว่ามีความงดงาม มั่นคง และให้ความรู้สึกและพลังอันนุ่มลึก เมื่อครั้งที่แอบหนีออกจากสำนักไปเที่ยวสำนักสังคีต เคยได้เข้าประลองการเขียนอักษรเพื่อเข้าไปหลับนอนกับดาวเด่น ก็เป็นเขาที่ได้รับชัยชนะ และได้ประกอบกิจการเข้าจังหวะกับแม่นางฉีเหอ

น่าเสียดายที่ตอนนั้นแม่นางฉีเหอกับจางอี้หมิงไม่ได้มีจิตคิดลึกซึ้งต่อกัน แม้ว่าครานั้นแม่นางฉีเหอจะยังคงบริสุทธิ์ผุดผ่องอย่างไม่น่าเชื่อ แต่ก็ไม่สามารถช่วยจางอี้หมิงปรับสมดุลลมปราณได้สำเร็จ

เมื่อเวลาผ่านไป การค้าขายในวันนี้ก็เสร็จสิ้น เขาเดินทางกลับพร้อมกับท่านอ๋องจางส่วงผู้เป็นบิดา และมารดาเลี้ยงนามว่าหลี่เอ้อเหมียว

การค้าขายผ้าแพรต่วนนั้นผู้ที่ทำหน้าที่ดูแลหลักคือ หลี่เอ้อเหมียว แม้ว่าการที่สตรีออกทำการค้าจะเป็นสิ่งที่ผู้คนไม่ค่อยนิยมทำ แต่ด้วยความสามารถในการคิดบัญชีของนาง ยากนักที่จะหาคนเปรียบเทียบได้ ส่วนจางส่วงผู้เป็นบิดานั้น ก็ทำหน้าที่วาดภาพขายภายในร้าน และออกแบบลวดลายปักเย็บอันสวยงามต่างๆ

แม้จางส่วงจะเป็นอ๋อง แต่ก็ไม่มีหน้าที่อันใด มีแค่ตำแหน่งและเงินทองตามที่ราชวงศ์ปัจจุบันจะให้เกียรติและเลี้ยงดูเท่านั้น

“ท่านพ่อ ท่านแม่ ข้าขอตัวก่อน”

            หลี่เอ้อเหมียวมารดาเลี้ยงเปิดผ้าม่านออกเล็กน้อย มองดูบุตรชายกำพร้าแม่ผู้นี้ที่กำลังขี่ม้าอยู่ด้านข้าง “คุณชายใหญ่จะไปที่ใดเล่า”

“ข้าสัญญากับหลันซือท่านว่าจะซื้ออาหารชั้นดีไปให้”

“เหตุใดต้องสิ้นเปลือง! อาหารที่บ้านมีมากมาย”

เสียงอันทุ้มใหญ่ของบิดาดังขึ้นมาจากภายในรถม้า ขณะที่มารดาเลี้ยงพยักหน้าเห็นด้วยกับคุณชายใหญ่

“ท่านควรบอกบุตรสาวท่าน ให้ทานแต่พอดี” กล่าวจบ จางอี้หมิงควบม้าแยกออกไป

จางส่วงลูบเคราเล็กน้อยทำหน้าภูมิใจเมื่อได้แสดงอำนาจ

“เหตุใดท่านกล่าววาจาเช่นนี้ หมิงเอ๋อร์จากบ้านมานาน จะแปลกอะไรหากจะอยากสานสัมพันธ์กับคนในบ้าน”

จางส่วงสีหน้าถอดสี เมื่อภรรยาแสดงอำนาจเหนือกว่า

“จริงของเจ้า ปกติบุตรชายข้ากับบ้านเดือนละครั้ง ครานี้กลับมานานนับเดือนแล้ว”

จางอี้หมิงขี่ม้ามาตามตลาด มองเห็นหออาหารรสเลิศโอชา หนึ่งในภัตตาคารชั้นดีของเมืองชั้นใน เข้าไปสั่งเป็ดพะโล้หนึ่งชุดกลับบ้าน หูเจ้ากรรมพลันได้ยินเสียงบางอย่างจากนักเล่านิทาน…

Lanjutkan membaca buku ini secara gratis
Pindai kode untuk mengunduh Aplikasi

Bab terbaru

  • วิถีสุริยะพิชิตเวหา   บทที่ 53 ภาพอักษรสื่อความหมาย

    จางอี้หมิงเงยหน้าขึ้นไปบนหลังคา พลันพบกับร่างของสตรีนางหนึ่ง สวมชุดฝึกยุทธ์สะบัดพลิ้ว สีขาวขลิบทองรับกับรูปร่างสง่างามของนาง ใบหน้าของนางงดงามหมดจดราวกับเทพธิดา แววตาคมปลาบเต็มไปด้วยความแน่วแน่และทระนง นางคือ หวงจื่อรั่ว แม้ว่าความงามของนางจะยังไม่อาจเทียบเคียงซงเอ๋อร์ แต่ก็นับว่าอยู่ในระดับสูงยากหาผู้เปรียบจางอี้หมิงมองนางนิ่งๆ ก่อนจะส่งสายตาให้เล็กน้อย ยกยิ้มบาง ๆ ที่มุมปากพลางกล่าว “ลงมาเถิด… พวกเรามาประลองกันสักสามสี่กระบวนท่าเป็นอย่างไร?”หวงจื่อรั่วกระโดดลงจากหลังคาอย่างคล่องแคล่ว หอกยาวเล่มเดิมถูกนางกระชากขึ้นจากพื้น หญิงสาวหมุนควงมันเบาๆ ส่งเสียงหวีดหวิวกลางอากาศ ก่อนกล่าวด้วยน้ำเสียงมั่นใจ “ข้าก็คิดเช่นนั้น!”จางอี้หมิงหมุนดาบในมือหนึ่งรอบ ก่อนเอ่ยถามเสียงเรียบ “เจ้าจะประลองอาวุธจริงหรืออาวุธไม้?”หวงจื่อรั่วกำด้ามหอกแน่น ก่อนตอบอย่างหนักแน่น “ของจริง”จางอี้หมิงยิ้มบางพลางกล่าว “คมหอกคมดาบล้วนมีคม เจ้าระมัดระวังให้ดีเถิด ข้ากลัวใบหน้างาม ๆ ของเจ้าจะเป็นรอยเสียก่อน”หวงจื่อรั่วหลบตาลงต่ำเล็กน้อย ก่อนกล่าวด้วยน้ำเสียงขุ่นเคือง “ข้าเ

  • วิถีสุริยะพิชิตเวหา   บทที่ 52 นิทาน

    “เมื่อหนึ่งปีครึ่งที่ผ่านมา...” เสียงของนักเล่านิทานเกริ่นเล่า“ครั้งนั้นปักษาอัคคีบุกเข้าโจมตีอาณาจักรต้าเฉิง มีศิษย์แห่งสำนักเทียนหยางผู้หนึ่ง นามว่า เสี่ยวต้าหมิง ออกกำจัดปักษาอัคคีผู้นั้น ทว่า เป็นที่น่าเสียดาย หลังจากกำจัดปักษาอัคคีได้ วีรบุรุษเสี่ยวต้าหมิงผู้นั้น ก็ได้จากโลกนี้ไปตลอดการ”มารดามันเถอะ! เจ้าเล่าเรื่องของข้าไม่พอ ยังตั้งชื่อข้าว่าเสี่ยวต้าหมิง คนอันใดมีทั้งใหญ่ทั้งเล็กในตัวเอง เท่านั้นไม่พอ ยังบังอาจสาปแช่งให้ข้าตายเมื่อนักเล่านิทานเล่าเรื่องจบ จางอี้หมิงก็เดินปรี่เข้าไปสอบถาม“ท่านเสี่ยวต้าหมิงช่างยิ่งใหญ่น่าเคารพยิ่ง” จางอี้หมิงกล่าววาจาชื่นชมตัวเอง “ข้าอยากทราบว่า เป็นผู้ใดเล่าเรื่องนี้ให้กับเจ้าฟัง”นักเล่านิทานยกมื่อคารวะทีหนึ่ง “เรียนคุณชายท่านนี้ ผู้ที่ถ่ายทอดเรื่องราวนี้ให้กับข้าน้อยฟัง คือ ท่านปราจารย์ซ่งอิน แห่งสำนักเทียนหยาง”“!!!”จางอี้หมิงยืนนิ่งครู่หนึ่ง ก่อนให้รางวัลตอบแทนนักเล่านิทานไปสามอีแปะ พลางคิดในใจ “เจ้าซ่งอินเป็นปรมาจารย์ตั้งแต่เมื่อไหร่ ข้าออกมาจากสำนักแค่เดือนเดียวก็คิดแต่งตั้งตัวเองแล้ว

  • วิถีสุริยะพิชิตเวหา   บทที่ 51 ชายผู้เขียนอักษร

    ณ เมืองหลวงของอาณาจักรต้าเฉิง เขตเมืองชั้นในของเมืองคึกคักไปด้วยผู้คน แม้จะไม่แออัดเท่าเขตเมืองชั้นนอก แต่ก็ถือว่ามีจำนวนมากพ่อค้าแม่ค้าต่างเปิดร้านกันอย่างขมีขมัน*(กะตือรือร้น) กลิ่นหอมของหมั่นโถวร้อนๆ ลอยมาจากแผงขายอาหาร เสียงตะโกนเรียกลูกค้าของพ่อค้าแม่ค้าแข่งกันดังก้องทั่วถนน ไม่ว่าจะร้านของกินหรือร้านเครื่องประดับ ต่างแข็งขันกันอย่างเข้มข้นจางหลันซือ บุตรสาวของท่านอ๋องจางส่วง นั่งอยู่ในรถม้าสีดำขลับ ประดับลวดลายดอกเหมยงามสง่า นางเป็นสตรีที่ได้รับการกล่าวขานว่างามเลิศ ทั้งยังมีนิสัยซุกซนข้างกายนางมีซงเอ๋อร์ สาวใช้ประจำตัวของพี่ชายของนาง จางอี้หมิง สตรีผู้มีใบหน้างดงามราวเทพธิดาในอาภรณ์สีชมพูอ่อนอันเรียบง่าย ที่ขับเน้นผิวขาวผุดผ่องของนางให้ดูอ่อนโยนดุจบุปผาแรกแย้มซงเอ๋อร์มิใช่เพียงสาวใช้ธรรมดา แต่นางเป็นว่าที่อนุภรรยาของจางอี้หมิง และเป็นสตรีที่ได้รับความรักใคร่จากคนในตระกูลจาง และถูกให้ความสำคัญในระดับสูงรถม้าของทั้งสองแล่นผ่านถนนสายหลักของเมือง สายตาของจางหลันซือก็สะดุดเข้ากับผู้คนที่ยืนต่อแถวยาวเหยียดไปจนสุดสายตา คล้ายกำลังรอคอยบางสิ่งบา

  • วิถีสุริยะพิชิตเวหา   ความเดิมภาคที่แล้ว

    จางอี้หมิงบุตรชายเพียงคนเดียวของท่านอ๋องจางส่วง ถูกจอมมารปีศาจทำร้ายจนบาดเจ็บสาหัส นอนหลับไปนับปี เมื่อตื่นขึ้น พบว่าพลังปราณสูญเสียสมดุลจนใช้งานไม่ได้ข้างกายของเขามีแม่นางซงเอ๋อร์ สาวใช้ประจำกายและว่าที่อนุภรรยาในอนาคตคอยเฝ้าดูแลไม่ห่างหนทางที่ง่ายที่สุดคือฝึกฝนใหม่แบบย้อนกลับเพื่อปรับสมดุลพลังปราณ หนทางที่ยากที่สุดคือหาสมุนไพรหายากสิบแปดชนิด และหนทางสุดท้ายคือ บำเพ็ญคู่กับสตรีพรหมจรรย์ เขาจึงจำเป็นต้องเลือกหนทางการฝึกฝนร่วมกับเหล่าศิษย์หน้าใหม่ ซึ่งถือว่าง่ายดายและปัญหาน้อยที่สุดเขาได้พบเจอกับแม่นางหลินหนิงผู้มีความน่ารักสดใสดวงตากลมโต ได้รู้จักแม่นางหวงจื่อรั่วผู้มีใบหน้าหมดจดงดงามราวเทพธิดาเพิ่มมากขึ้น แม้นางจะเป็นคนของจวนอ๋องแต่ทว่าความสนิทมีน้อยนัก จนกระทั่งได้มาฝึกร่วมกันอีกครั้งการฝึกฝนใหม่ในครั้งนี้ได้พบกับถัวเค่อชี ผู้มีใจริษยาต่อจางอี้หมิงมาตลอด พบกันคราวนี้ถัวเค่อชีต้องปฏิบัติหน้าที่เป็นอาจารย์ผู้ฝึกฝนจางอี้หมิง ซึ่งนี่เป็นโอกาสที่ดีที่เขาจะได้ "ข่ม" จางอี้หมิงบ้าง แต่แล้วเรื่องราวกลับไม่เป็นเช่นนั้นแต่ถึงอย่างไรก็แล้วแต่ จางอี้หมิ

  • วิถีสุริยะพิชิตเวหา   บทที่ 50 จากลา (จบภาค1)

    ที่ชั้นเก้าของหอเทียนหยาง ศิษย์สายตรงทั้งเจ็ดคนของสำนักกู่เจิ้งมารวมตัวกันพร้อมหน้าพร้อมตา บรรยากาศในห้องสงบเงียบ ทว่าครุกรุ่นไปด้วยแรงกดดันทุกคนล้วนเป็นศิษย์ระดับสูง ผู้ที่ผ่านการฝึกฝนมาอย่างเข้มงวด ทุกคนคุกเข่าคารวะอาจารย์เจ้าสำนักกู่เจิ้ง ซึ่งยืนอยู่เบื้องหน้าพร้อมกับสายตาที่ล้ำลึกเกินหยั่งถึงเจ้าสำนักโบกมือให้ทุกคนลุกขึ้น พลางกวาดสายตามองไปรอบห้อง เขามองพวกเขาอย่างเงียบงันอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะกล่าวเสียงเรียบแต่หนักแน่นว่า“ปีที่แล้ว ลัทธิมารแดนปีศาจเคลื่อนไหว ครั้งนี้ ลัทธิมารแดนสวรรค์เคลื่อนไหว เป็นข้าเองที่หละหลวมในการป้องกัน… หลังจากนี้ จะไม่มีครั้งที่สาม”แววตาของเจ้าสำนักฉายประกายแน่วแน่ เขาโบกมือให้ทุกคนลุกขึ้นนั่งลงบนเบาะของตนเอง จากนั้นเขาเองก็ทรุดตัวลงนั่งที่โต๊ะกลางห้อง หยิบใบชามาบดด้วยมืออย่างประณีต ก่อนจะเทน้ำร้อนลงในถ้วย เสียงไอร้อนพวยพุ่งขึ้นแตะจมูก กลิ่นหอมอ่อนๆ ของชาแผ่ซ่านไปทั่วห้อง เจ้าสำนักสูดกลิ่นหอมของชาเบาๆ ก่อนจะกล่าวต่อด้วยน้ำเสียงสงบ“เห็นที พวกเราคงต้องจริงจังกับเรื่องศิลาเฝิ่นเหิงกันบ้างแล้ว นี่อาจไม่ใช่เพียงแค่เรื่อ

  • วิถีสุริยะพิชิตเวหา   บทที่ 49 บำเพ็ญคู่ปรับสมดุลลมปราณ

    จางอี้หมิงนั่งนิ่งตาค้าง ทำอะไรไม่ถูก ได้แต่มองนัยน์ตาของศิษย์พี่คนงาม ที่ฉายแววความร้อนฉ่า ริมฝีปากสีแดงเรื่อยังคงหลงเหลือรสชาติของสุรา นางจ้องมองเขาด้วยสายตาที่ทำให้หัวใจเต้นแรงจนแทบหลุดออกจากอก“เจ้ารู้จักการบำเพ็ญคู่หรือไม่?” นางกระซิบถามด้วยเสียงแผ่วเบา ราวกับเสียงลมพัดผ่านในค่ำคืน จางอี้หมิงรู้สึกได้ถึงสัมผัสจากปลายนิ้วของนางที่ลากไล้เบาๆ บนแผ่นอกของเขา“ท่านเมาแล้ว” จางอี้หมิงพยายามตั้งสติ แต่เสียงของเขากลับสั่นไหว เจียงเยว่ยิ้มมุมปาก ก่อนจะยกมือเรียวขึ้นปิดริมฝีปากเขา“ข้าตั้งใจเมา” นางตอบเบาๆ สายตาของนางเต็มไปด้วยแรงดึงดูดที่ไม่อาจต้านทานใช่สิ หากไม่เมาท่านจะกล้าเช่นนี้หรือจางอี้หมิงมองดูนางอย่างหลงใหล มือของเจียงเยว่วางแนบลงบนแผ่นอกของเขา หัวใจของเขาเต้นรัวจนแทบไม่เป็นจังหวะ ก่อนที่เสียงกระซิบของนางจะดังขึ้นอีกครั้ง“หรือว่าเจ้าไม่ต้องการ?”เขาสูดหายใจเข้าลึก สบตากับนางก่อนจะตอบเสียงพร่า “ข้าเองก็คิดแบบเดียวกับท่าน”ข้าหมายตาท่านมาตลอด!จากนั้น จางอี้หมิงก็รวบตัวเจียงเยว่เข้ามาอุ้มขึ้น นางแนบตัวเข้าหาเขาโดยไม

Bab Lainnya
Jelajahi dan baca novel bagus secara gratis
Akses gratis ke berbagai novel bagus di aplikasi GoodNovel. Unduh buku yang kamu suka dan baca di mana saja & kapan saja.
Baca buku gratis di Aplikasi
Pindai kode untuk membaca di Aplikasi
DMCA.com Protection Status