เวลาเก้าโมงห้าสิบห้านาที
ลลินยืนอยู่หน้าตึกระฟ้าสูงตระหง่าน ใจกลางย่านธุรกิจของกรุงเทพมหานคร ดวงตาคู่สวยเงยขึ้นมองป้ายชื่อบริษัทสีทองที่สะท้อนแสงแดดยามเช้า
อัครเดชกรุ๊ป
บริษัทที่มีมูลค่าหุ้นมหาศาล และเป็นเจ้าของกิจการหลายประเภท ทั้งโรงแรม อสังหาริมทรัพย์ และธุรกิจการเงิน
เธอไม่เคยคิดเลยว่าตัวเองจะมีโอกาสเดินเข้ามาในสถานที่แห่งนี้ โดยเฉพาะหลังจากเมื่อคืนที่เธอกลายเป็นเจ้าสาวที่ถูกทรยศต่อหน้าคนทั้งงาน
ตอนนี้เธอไม่มีแม้แต่เงินพอจะเช่าห้องพักดี ๆ สักคืนด้วยซ้ำ
หลังออกจากโรงแรม เธอกลับไปยังคอนโดที่เคยอยู่กับภาคินเพื่อเก็บเสื้อผ้า แต่กลับพบว่ารหัสประตูถูกเปลี่ยนไปแล้ว เมื่อโทรหาเขา อีกฝ่ายก็ปิดเครื่องหนี ส่วนพ่อของเธอส่งข้อความมาสั่งห้ามกลับบ้านจนกว่าเธอจะยอมไปขอโทษภาคิน
ลลินอ่านข้อความนั้นแล้วหัวเราะทั้งน้ำตา
คนที่ควรขอโทษกลับเป็นเธออย่างนั้นหรือ?
เธอไม่รู้ว่าตัวเองจะเริ่มต้นชีวิตใหม่ได้อย่างไร แต่สิ่งหนึ่งที่เธอแน่ใจคือ เธอจะไม่ยอมกลับไปเป็นผู้หญิงที่ยอมให้ใครเหยียบย่ำอีกต่อไป
“คุณลลินใช่ไหมครับ?”
เสียงชายวัยกลางคนในชุดสูทสีเทาดังขึ้นจากด้านข้าง
เธอหันไปมอง ก่อนพยักหน้า
“ใช่ค่ะ”
“ผมธนกฤต เป็นเลขานุการของท่านประธาน ท่านรอคุณอยู่แล้ว เชิญทางนี้ครับ”
ลลินเดินตามเขาเข้าไปในอาคาร
พนักงานจำนวนมากกำลังเดินเข้าออกอย่างเร่งรีบ แต่เมื่อเลขานุการพาเธอผ่านล็อบบี้ หลายคนกลับหันมามองด้วยความสงสัย
ชุดเดรสเรียบง่ายที่เธอสวมไม่ได้ดูหรูหราเหมือนผู้หญิงที่มักมาพบท่านประธานเป็นประจำ อีกทั้งใบหน้าของเธอยังซีดเซียวราวกับคนอดนอนมาทั้งคืน
ลลินไม่ได้สนใจสายตาเหล่านั้น
เธอไม่มีเวลามานั่งกังวลว่าคนอื่นจะคิดอย่างไรกับเธออีกแล้ว
ลิฟต์ส่วนตัวพาเธอขึ้นไปยังชั้นสูงสุดของอาคาร ประตูเปิดออกสู่โถงทางเดินที่เงียบสงบ มีเพียงประตูบานใหญ่สีดำอยู่สุดทาง
เลขานุการหยุดอยู่หน้าประตูแล้วเคาะเบา ๆ
“ท่านประธานครับ คุณลลินมาถึงแล้วครับ”
“ให้เธอเข้ามา”
เสียงทุ้มต่ำดังลอดออกมา
หัวใจของลลินเต้นแรงขึ้นอย่างไม่ทราบสาเหตุ
เธอสูดลมหายใจ ก่อนผลักประตูเข้าไป
ห้องทำงานกว้างขวางตกแต่งด้วยโทนสีดำและน้ำตาลเข้ม ผนังกระจกสูงจากพื้นจรดเพดานเปิดให้เห็นวิวเมืองทั้งเมือง ชายหนุ่มคนหนึ่งนั่งอยู่หลังโต๊ะทำงานขนาดใหญ่ เขาสวมสูทสีดำพอดีตัว เนกไทสีเข้ม และกำลังอ่านเอกสารในมืออย่างไม่รีบร้อน
ใบหน้าคมคายได้รูป จมูกโด่งเป็นสัน ริมฝีปากเรียบนิ่ง และดวงตาคมที่ดูเหมือนสามารถอ่านความคิดของคนตรงหน้าได้
เขาหล่อเหลาจนทำให้ผู้หญิงส่วนใหญ่ต้องเหลียวมอง
แต่สิ่งที่ทำให้ลลินรู้สึกประหม่าไม่ใช่รูปลักษณ์ของเขา หากเป็นบรรยากาศกดดันที่แผ่ออกมาจากชายคนนี้ต่างหาก
กฤติน อัครเดช
“นั่งสิ”
เขาไม่ได้เงยหน้าขึ้นมองด้วยซ้ำ
ลลินนั่งลงบนเก้าอี้ฝั่งตรงข้าม วางกระเป๋าใบเล็กไว้บนตัก
“คุณเป็นคนส่งข้อความหาฉันเมื่อคืนใช่ไหมคะ”
“ใช่”
“คุณต้องการอะไรจากฉัน?”
คราวนี้ชายหนุ่มวางเอกสารลงและเงยหน้าขึ้นสบตาเธอโดยตรง
“คุณเป็นคนมาหาผมเองไม่ใช่หรือ?”
“เพราะคุณบอกว่าคุณช่วยฉันแก้แค้นได้”
“แล้วคุณอยากแก้แค้นไหมล่ะ?”
คำถามนั้นทำให้ลลินนิ่งไปชั่วขณะ
ภาพภาคินกับแพรไหมยังคงวนเวียนอยู่ในหัว เธอจำแววตาเยาะเย้ยของน้องสาว จำคำพูดที่พ่อใช้เรียกเธอว่าเป็นตัวปัญหา และจำความรู้สึกตอนรู้ว่าความรักห้าปีของตัวเองไม่มีค่าอะไรเลย
“อยากค่ะ”
เธอตอบโดยไม่หลบสายตา
“ฉันอยากให้พวกเขารู้ว่าการทำลายชีวิตคนอื่นมันมีราคาที่ต้องจ่าย”
กฤตินมองเธอเงียบ ๆ ราวกับกำลังประเมินว่าเธอพูดจริงหรือเพียงแค่ใช้อารมณ์ชั่ววูบ
“ดี งั้นเราก็คุยกันรู้เรื่อง”
เขาเลื่อนแฟ้มเอกสารสีน้ำเงินมาตรงหน้าเธอ
ลลินเปิดดู ภายในเป็นข้อมูลเกี่ยวกับบริษัทของภาคิน รายละเอียดการลงทุน และรายชื่อผู้ถือหุ้นหลายคน
เธอขมวดคิ้ว
“คุณมีข้อมูลพวกนี้ได้ยังไงคะ?”
“ผมทำธุรกิจ ไม่ใช่เล่นขายของ”
คำตอบห้วน ๆ ทำให้เธอเม้มปาก
ผู้ชายคนนี้ช่างพูดจาน่าหงุดหงิดเสียจริง
กฤตินเอนหลังพิงพนักเก้าอี้ ก่อนพูดต่อด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
“บริษัทของภาคินกำลังมีปัญหาสภาพคล่อง เขาต้องการเงินลงทุนก้อนใหญ่เพื่อรักษาธุรกิจไว้ ส่วนพ่อของคุณต้องการใช้การแต่งงานของคุณเป็นหลักประกันให้เขาเข้าถึงทรัพย์สินบางส่วนของครอบครัว”
“ฉันรู้เรื่องนั้นแล้วค่ะ”
“แต่คุณยังไม่รู้ว่าภาคินมีหนี้สินที่ซ่อนอยู่มากแค่ไหน และเขากำลังพยายามหาคนมารับภาระหนี้แทนตัวเอง”
ลลินพลิกหน้ากระดาษอย่างรวดเร็ว
ตัวเลขในเอกสารทำให้เธอใจหาย บริษัทที่ภาคินเคยบอกว่ากำลังเติบโตอย่างมั่นคง กลับมีหนี้สินจำนวนมากและมีความเสี่ยงที่จะถูกเจ้าหนี้เรียกชำระเงิน
“ถ้าเรื่องนี้เป็นความจริง ทำไมไม่มีใครรู้คะ?”
“เพราะเขาใช้เงินก้อนใหม่กลบหนี้ก้อนเก่า และกำลังรอเงินจากครอบครัวคุณ”
กฤตินหยุดพูดเล็กน้อย ก่อนมองเข้าไปในดวงตาของเธอ
“ถ้าคุณแต่งงานกับเขาเมื่อคืน ทุกอย่างอาจไม่ได้จบแค่การถูกนอกใจ คุณอาจต้องรับมือกับปัญหาทางการเงินที่คุณไม่ได้ก่อด้วย”
ลลินรู้สึกหนาววาบไปทั้งตัว
เธอเคยเชื่อว่าภาคินเป็นคนทะเยอทะยาน แต่ไม่เคยคิดว่าเขาจะวางแผนใช้เธอเป็นเครื่องมือถึงขั้นนี้
“แล้วคุณต้องการให้ฉันทำอะไรคะ?”
กฤตินหยิบเอกสารอีกชุดออกจากลิ้นชัก
เขาเลื่อนมันมาตรงหน้าเธออย่างใจเย็น
“แต่งงานกับผม”
ลลินนิ่งงัน
เธอคิดว่าตัวเองอาจฟังผิด จึงถามกลับไปอย่างไม่แน่ใจ
“คุณว่าอะไรนะคะ?”
“ผมต้องการให้คุณแต่งงานกับผม เป็นเวลาหนึ่งปี”
“คุณเสียสติไปแล้วหรือไงคะ!”
คำพูดหลุดออกจากปากเธอทันที
กฤตินเลิกคิ้วเล็กน้อย
“คุณมีสิทธิ์ปฏิเสธ แต่ไม่จำเป็นต้องเสียมารยาท”
ลลินสูดลมหายใจลึก พยายามควบคุมอารมณ์
“ขอโทษค่ะ แต่เราแทบไม่รู้จักกันด้วยซ้ำ ทำไมคุณถึงต้องการแต่งงานกับฉัน?”
“เพราะคุณเป็นคนที่เหมาะสมที่สุด”
“เหตุผลนั้นฟังไม่ขึ้นค่ะ”
“งั้นผมจะบอกเหตุผลที่แท้จริงให้ฟัง”
กฤตินลุกขึ้นจากเก้าอี้ เดินไปหยุดตรงหน้ากระจกบานใหญ่ เขามองลงไปยังถนนที่รถยนต์กำลังเคลื่อนตัวอย่างไม่ขาดสาย
“ห้าปีก่อน ภาคินทำให้ครอบครัวของผมสูญเสียทุกอย่างไปเกือบหมด เขาใช้เอกสารปลอมและข้อมูลที่รั่วไหลจากบริษัทเพื่อทำลายข้อตกลงทางธุรกิจของพ่อผม หลังจากนั้นไม่นาน พ่อผมก็ล้มป่วยและเสียชีวิต”
เขาหันกลับมา
“ผมใช้เวลาห้าปีตามหาหลักฐาน และตอนนี้ผมรู้แล้วว่าเขาเกี่ยวข้องกับเรื่องทั้งหมดมากกว่าที่คิด”
ลลินมองชายหนุ่มอย่างตกตะลึง
“คุณต้องการแก้แค้นเขาเหมือนกัน?”
“ถูกต้อง”
“แล้วทำไมต้องเป็นฉัน?”
กฤตินเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนตอบด้วยน้ำเสียงเย็นชา
“เพราะคุณเป็นคนเดียวที่เขาประเมินต่ำที่สุด และการที่คุณแต่งงานกับผมจะทำให้เขาสูญเสียสิ่งที่ต้องการมากที่สุด”
“นั่นก็คือหุ้นบริษัทของครอบครัวฉัน?”
“และโอกาสที่จะใช้คุณเป็นเครื่องมืออีก”
ลลินก้มมองเอกสารตรงหน้า
ข้อเสนอของเขาฟังดูเหมือนเรื่องบ้าบอ แต่หากเป็นความจริง เธออาจมีโอกาสเปิดโปงคนที่ทรยศเธอ และหยุดแผนการของภาคินก่อนที่คนอื่นจะต้องตกเป็นเหยื่อ
อย่างไรก็ตาม การแต่งงานกับผู้ชายที่เพิ่งพบกันครั้งแรกก็ไม่ใช่เรื่องที่เธอจะตัดสินใจได้ง่าย ๆ
“ถ้าฉันตกลง คุณจะให้อะไรฉันบ้างคะ?”
กฤตินเดินกลับมานั่งหลังโต๊ะ
“หนึ่ง คุณจะได้รับเงินเดือนละสามแสนบาทตลอดระยะเวลาหนึ่งปี สอง ผมจะจัดหาที่พักและความปลอดภัยให้คุณ สาม ผมจะช่วยคุณตรวจสอบหลักฐานการทุจริตของภาคิน และหากพบว่ามีการกระทำผิดจริง เราจะดำเนินการตามกฎหมาย”
“แล้วหลังจากครบหนึ่งปีล่ะคะ?”
“เราหย่ากัน”
คำตอบนั้นรวดเร็วเสียจนลลินรู้สึกเหมือนกำลังเจรจาสัญญาทางธุรกิจ ไม่ใช่การแต่งงาน
“คุณไม่กลัวหรือคะว่าฉันจะทำให้ชีวิตคุณยุ่งยาก?”
กฤตินมองเธอด้วยแววตาเรียบเฉย
“ผมจัดการปัญหาที่ใหญ่กว่าคุณมาแล้วมากมาย”
ลลินกัดฟันเบา ๆ
ผู้ชายคนนี้มั่นใจในตัวเองจนแทบจะน่าหมั่นไส้
“แล้วถ้าฉันไม่ต้องการเงินล่ะคะ?”
“คุณก็ไม่ต้องรับ”
“ถ้าฉันไม่ยอมทำตามคำสั่งคุณล่ะ?”
“ผมไม่ได้กำลังหาคนรับใช้”
“ถ้าฉันต้องการออกไปจากชีวิตคุณก่อนครบหนึ่งปี?”
“ถ้าคุณมีเหตุผลเพียงพอ เราค่อยคุยกัน”
คำตอบของเขาทำให้ลลินชะงัก
เธอคิดว่าเขาจะใช้เงินหรืออำนาจบีบบังคับ แต่ชายหนุ่มกลับพูดราวกับเปิดทางเลือกให้เธออยู่เสมอ
“คุณต้องการอะไรจากฉันจริง ๆ กันแน่คะ?”
กฤตินไม่ตอบทันที
สายตาของเขาเลื่อนลงไปยังสร้อยคอเส้นเล็กที่อยู่ใต้ปกเสื้อของเธอ
จี้เงินรูปดอกลิลลี่ห้อยอยู่ตรงนั้น
เพียงแวบเดียว แววตาของชายหนุ่มก็เปลี่ยนไป
“สร้อยเส้นนั้น...คุณได้มาจากไหน?”
ลลินยกมือแตะจี้อย่างไม่เข้าใจ
“เป็นของแม่ฉันค่ะ แม่ให้ไว้ก่อนเสียชีวิต ทำไมเหรอคะ?”
กฤตินลุกขึ้นทันทีจนเก้าอี้เลื่อนออกจากโต๊ะ
เขาจ้องสร้อยเส้นนั้นราวกับเห็นสิ่งที่ไม่ควรปรากฏอยู่ตรงหน้า
“แม่คุณชื่ออะไร?”
“ลลิตาค่ะ ลลิตา วัฒนากุล”
บรรยากาศในห้องพลันเงียบงัน
กฤตินกำมือแน่นจนข้อนิ้วซีดขาว ก่อนหันหน้าไปทางหน้าต่าง
“เป็นไปไม่ได้...”
ลลินลุกขึ้นตาม
“คุณรู้จักแม่ฉันหรือคะ?”
“ไม่เกี่ยวกับเรื่องที่เรากำลังคุยกัน”
“แต่คุณเป็นคนถามเอง!”
“ผมบอกว่าไม่เกี่ยว!”
เสียงตวาดของเขาทำให้ลลินสะดุ้ง
กฤตินเหมือนเพิ่งรู้ตัวว่าตนเองเสียการควบคุม เขาหลับตาลงครู่หนึ่ง ก่อนกลับมานั่งที่เดิม
“ขอโทษ”
ลลินมองเขาอย่างไม่ไว้วางใจ
ชายหนุ่มที่ดูเย็นชาจนแทบไม่มีความรู้สึกคนนี้กลับมีปฏิกิริยารุนแรงเพียงเพราะเห็นสร้อยของแม่เธอ
มันต้องมีอะไรบางอย่างที่เธอไม่รู้แน่นอน
“คุณยังไม่ได้ตอบคำถามฉันค่ะ”
“ผมจะตอบเมื่อถึงเวลา”
“แล้วฉันจะเชื่อคุณได้ยังไง?”
กฤตินหยิบปากกาขึ้นมา วางลงข้างเอกสารสัญญา
“คุณไม่จำเป็นต้องเชื่อผมทั้งหมด คุณสามารถให้ทนายตรวจสัญญาได้ทุกข้อ และคุณมีสิทธิ์ปฏิเสธหากไม่พอใจเงื่อนไข”
เขาหยุดเล็กน้อยก่อนพูดต่อ
“แต่ผมอยากให้คุณจำไว้ว่า ถ้าคุณกลับไปหาภาคินอีกครั้ง เขาจะไม่มีวันหยุดจนกว่าจะได้สิ่งที่ต้องการจากคุณ”
ลลินนิ่งเงียบ
เธอไม่อยากแต่งงานกับใครอีกแล้ว โดยเฉพาะผู้ชายที่เธอเพิ่งรู้จัก แต่ถ้าเธอปฏิเสธข้อเสนอนี้ เธอจะกลับไปอยู่ที่ไหน จะหาเงินจากไหน และจะต่อสู้กับคนที่มีอำนาจมากกว่าเธอได้อย่างไร
เธอมองเอกสารตรงหน้าอยู่นาน ก่อนหยิบปากกาขึ้นมา
“ฉันมีเงื่อนไขสามข้อค่ะ”
กฤตินพยักหน้า
“ว่ามา”
“ข้อแรก คุณห้ามบังคับให้ฉันทำอะไรที่ผิดกฎหมาย ข้อสอง คุณห้ามแตะต้องตัวฉันโดยที่ฉันไม่ยินยอม และข้อสาม ถ้าฉันพบว่าคุณโกหกฉันเรื่องแม่ ฉันมีสิทธิ์ยกเลิกข้อตกลงทันที”
กฤตินมองเธออยู่ครู่หนึ่ง
“ได้”
“คุณตกลงง่ายเกินไปแล้วนะคะ”
“เพราะเงื่อนไขของคุณสมเหตุสมผล”
ลลินสูดลมหายใจเข้าลึก ก่อนจรดปลายปากกาลงบนกระดาษ
เธอกำลังจะเซ็นชื่อ แต่ชายหนุ่มกลับเอื้อมมือมาจับข้อมือเธอไว้เสียก่อน
ลลินเงยหน้าขึ้นทันที
“คุณทำอะไรคะ?”
กฤตินปล่อยมือออกอย่างรวดเร็ว
“ผมยังไม่ได้บอกคุณอีกเรื่องหนึ่ง”
“อะไรคะ?”
เขามองเธอด้วยแววตาที่อ่านไม่ออก
“การแต่งงานกับผมจะทำให้คุณตกเป็นเป้าหมายของคนที่เกลียดผมด้วย คุณอาจถูกข่มขู่ ถูกใส่ร้าย หรือถูกใช้เป็นเครื่องมือโจมตีผม”
ลลินหัวเราะเบา ๆ อย่างขมขื่น
“ฉันเพิ่งถูกคนที่รักที่สุดหักหลังมาค่ะ ตอนนี้ฉันไม่มีอะไรให้เสียมากไปกว่านี้แล้ว”
“อย่าพูดแบบนั้น”
น้ำเสียงของเขาเปลี่ยนไปอย่างกะทันหัน
“คุณยังมีชีวิตของตัวเอง และคุณไม่ควรต้องสูญเสียมันเพียงเพราะต้องการแก้แค้นใคร”
ลลินสบตาเขาอย่างประหลาดใจ
เป็นครั้งแรกที่เธอเห็นความรู้สึกบางอย่างซ่อนอยู่ใต้ความเย็นชานั้น
ก่อนที่เธอจะทันถามอะไร กฤตินก็กลับไปมีสีหน้าเรียบเฉยดังเดิม
“ถ้าคุณแน่ใจแล้ว ก็เซ็นชื่อ”
ลลินก้มลงเซ็นชื่อของตัวเอง
เมื่อปลายปากกาหยุดลง สัญญาหนึ่งปีก็เริ่มต้นขึ้นอย่างเป็นทางการ
เธอไม่รู้เลยว่าการแต่งงานครั้งนี้จะนำพาความรักหรือความเจ็บปวดมาให้
รู้เพียงว่าตั้งแต่วินาทีนี้เป็นต้นไป เธอจะไม่ยอมเป็นเหยื่อของใครอีกแล้ว
กฤตินรับเอกสารไปเก็บ ก่อนกดโทรศัพท์เรียกเลขานุการเข้ามา
“เตรียมรถให้คุณลลิน พาเธอไปที่บ้านของผม”
ลลินขมวดคิ้ว
“เดี๋ยวก่อนค่ะ บ้านของคุณ?”
“เรากำลังจะแต่งงานกัน คุณคิดว่าจะให้ภรรยาของผมไปพักที่ไหน?”
“แต่เรายังไม่ได้แต่งงานจริง ๆ เสียหน่อย!”
กฤตินลุกขึ้นยืน จัดแขนเสื้อสูทอย่างใจเย็น
“อีกสามวันเราจะจดทะเบียนสมรส”
“สามวัน!”
“มีปัญหาอะไร?”
“คุณไม่คิดว่ามันเร็วเกินไปหรือคะ?”
เขาก้มมองเธอเล็กน้อย ก่อนตอบด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย
“คุณเป็นคนบอกเองว่าไม่มีอะไรให้เสียแล้ว”
ลลินพูดไม่ออก
เธอเริ่มสงสัยว่าตัวเองตัดสินใจผิดหรือเปล่าที่ตกลงแต่งงานกับผู้ชายคนนี้
แต่สิ่งที่เธอไม่รู้คือ หลังจากเธอออกจากห้องทำงานไปแล้ว กฤตินได้หยิบโทรศัพท์ขึ้นมาโทรหาใครบางคน
“ผมเจอเธอแล้ว”
ปลายสายเงียบไปครู่หนึ่ง
“แน่ใจหรือครับว่าเป็นลูกสาวของคุณลลิตา?”
“ผมเห็นสร้อยของเธอแล้ว ไม่มีทางผิด”
กฤตินกำโทรศัพท์แน่น
“ตรวจสอบทุกอย่างเกี่ยวกับการตายของแม่เธอใหม่ ผมต้องการรู้ว่าเมื่อสิบแปดปีก่อนเกิดอะไรขึ้นกันแน่”
เขาวางสาย ก่อนเปิดลิ้นชักชั้นล่างสุดของโต๊ะทำงาน
ภายในมีรูปถ่ายเก่าใบหนึ่ง
เป็นภาพของหญิงสาวที่มีใบหน้าคล้ายลลินอย่างน่าประหลาด ยืนอยู่ข้างชายวัยกลางคนในชุดสูท และสวมสร้อยจี้รูปดอกลิลลี่แบบเดียวกัน
ด้านหลังรูปมีข้อความเขียนด้วยลายมือว่า
‘ถึงกฤติน หากวันหนึ่งคุณได้พบลูกสาวของฉัน โปรดช่วยปกป้องเธอแทนฉันด้วย’
ชายหนุ่มหลับตาลง
เขาเคยคิดว่าตัวเองมีเหตุผลเพียงข้อเดียวที่ต้องตามหาลลิน
แต่ตอนนี้เขาเริ่มเข้าใจแล้วว่า การแต่งงานครั้งนี้อาจเกี่ยวข้องกับความลับที่ครอบครัวของเขาพยายามฝังกลบมานานเกือบสองทศวรรษ
และหากความจริงเป็นอย่างที่เขาสงสัย...
ผู้หญิงที่เพิ่งเซ็นสัญญาแต่งงานกับเขา อาจเป็นคนเดียวที่เขาไม่ควรรักมากที่สุด
---
ในเวลาเดียวกัน ณ คฤหาสน์หลังใหญ่ของตระกูลวัฒนากุล
แพรไหมกำลังนั่งจิบกาแฟอย่างสบายใจ เมื่อเห็นข่าวงานแต่งงานที่ล่มกลางคันปรากฏอยู่บนหน้าจอโทรศัพท์
เธอยิ้มมุมปาก
“พี่ลิน ต่อให้พี่หนีออกไปได้ พี่ก็ไม่มีวันชนะฉันหรอก”
แต่รอยยิ้มนั้นกลับหายไปทันทีเมื่อโทรศัพท์ดังขึ้น
เป็นข้อความจากภาคิน
‘เราอาจมีปัญหาแล้ว ลลินไปพบกฤติน อัครเดช’
แพรไหมลุกพรวดขึ้นจากเก้าอี้
“อะไรนะ!”
เธอรีบโทรหาภาคินทันที
“พี่ภาคิน ทำไมพี่ลินถึงไปหาผู้ชายคนนั้น?”
“ฉันก็ไม่รู้! แต่ถ้าสองคนนั้นร่วมมือกัน เราอาจสูญเสียทุกอย่าง”
แพรไหมกัดริมฝีปากแน่น
กฤติน อัครเดช เป็นคนที่แม้แต่ภาคินยังไม่กล้าเผชิญหน้าโดยตรง
หากลลินได้เขาเป็นพันธมิตร แผนการทั้งหมดของพวกเธออาจพังทลายลง
“เราต้องทำอะไรสักอย่างค่ะ”
ภาคินเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนพูดด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบ
“ถ้าอย่างนั้น ก็ทำให้กฤตินหมดความสนใจในตัวลลินซะ”
“หมายความว่ายังไงคะ?”
“ฉันไม่สนว่าเธอจะต้องทำอะไร แต่ก่อนที่ผู้หญิงคนนั้นจะได้แต่งงานกับเขา เราต้องทำให้เธอไม่มีโอกาสได้เริ่มต้นชีวิตใหม่อีกครั้ง”
แพรไหมค่อย ๆ วางโทรศัพท์ลง
แววตาของเธอเต็มไปด้วยความริษยา
ตลอดชีวิตที่ผ่านมา ลลินมักได้ทุกอย่างที่เธอต้องการ ทั้งความรักจากพ่อ ความไว้วางใจจากคนรอบข้าง และแม้กระทั่งผู้ชายที่เธอหมายปอง
แต่ครั้งนี้เธอจะไม่ยอมให้พี่สาวได้ในสิ่งที่เธอไม่มีวันครอบครอง
“พี่ลิน...ถ้าพี่คิดว่าการแต่งงานกับมหาเศรษฐีจะช่วยให้พี่ชนะ ฉันจะทำให้พี่รู้ว่าพี่คิดผิด”
แพรไหมหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาอีกครั้ง ก่อนส่งข้อความไปยังหมายเลขหนึ่งที่เธอเก็บไว้เป็นความลับ
‘ฉันมีงานให้คุณทำ ต้องการให้ผู้หญิงคนหนึ่งหายไปจากชีวิตของกฤติน อัครเดช’
ไม่กี่วินาทีต่อมา ข้อความตอบกลับก็ปรากฏขึ้น
‘ค่าจ้างสองล้านบาท จ่ายล่วงหน้าครึ่งหนึ่ง’
แพรไหมยิ้มเย็น
‘ตกลง’
เธอไม่รู้เลยว่าการตัดสินใจครั้งนี้จะทำให้ความลับที่เธอพยายามซ่อนมานาน กำลังจะถูกเปิดโปงในไม่ช้า
และในอีกสามวันข้างหน้า งานแต่งงานที่ทุกคนคิดว่าจะเป็นเพียงข้อตกลงทางธุรกิจ จะกลายเป็นจุดเริ่มต้นของสงครามที่ไม่มีใครสามารถถอยกลับได้อีกต่อไป