Share

หัวใจที่เต้นแรง

Author: Nuan4545
last update publish date: 2026-08-18 20:25:00

ทันทีที่รัญชิดาก้าวลงจากรถ หัวใจของเธอยังเต้นแรงกับถ้อยคำสุดท้ายของชายหนุ่ม เธอสูดหายใจเข้าลึก พยายามปรับสีหน้าให้เป็นปกติ ก่อนจะก้าวเข้าไปในร้านคาเฟ่ที่เธอทำงานอยู่

ผู้จัดการชายวัยกลางคนที่ยืนอยู่หลังเคาน์เตอร์ เห็นเธอกลับมาก็รีบก้าวออกมาหา ใบหน้าเต็มไปด้วยความกังวล

“คุณธีรภัทร์เป็นอย่างไรบ้าง” เขาเอ่ยถามทันทีด้วยน้ำเสียงห่วงใย

“คุณหมอบอกว่าไม่เป็นอะไรมากค่ะ แค่แผลน้ำร้อนลวกเล็กน้อย ได้ทำแผลกับทายาเรียบร้อยแล้ว”

ผู้จัดการพยักหน้าเบา ๆ สีหน้าคลายกังวลลงเล็กน้อย ก่อนจะเหลือบสายตามองรัญชิดาอย่างพิจารณา “ดีแล้วที่คุณธีรภัทร์ไม่เป็นอะไรมาก…” เขาหยุดเล็กน้อย “คราวหน้าต้องระวังมากกว่านี้นะรัน” ผู้จัดการเอ่ยเสียงเข้มขึ้นกว่าเดิม ดวงตาคมกริบจ้องมองเธอจนรัญชิดาใจหายวาบ

“ค…ค่ะ” เธอตอบเบา ๆ

“ครั้งนี้ทำกาแฟหกใส่ลูกค้า ถึงคุณธีรภัทร์จะไม่ว่าอะไร แต่ร้านเราก็เสียภาพลักษณ์ไปแล้ว เข้าใจใช่ไหม” น้ำเสียงจริงจังบ่งบอกว่าเขาไม่ได้พูดเล่น

รัญชิดากัดริมฝีปากแน่น พยักหน้าเงียบ ๆ

ผู้จัดการถอนหายใจ ก่อนเอ่ยคำตัดสินเด็ดขาด “งั้นเดือนนี้ ฉันจะหักเงินเดือนเธอเพื่อไม่ให้คนอื่นมองว่าลำเอียง จำไว้ให้ดีนะรัน งานแบบนี้พลาดบ่อย ๆ ไม่ได้”

รัญชิดาก้มหน้าลงต่ำทันทีที่ได้ยินคำพูดนั้น เสียงในอกเหมือนถูกกดทับแน่น เธอรู้ตัวดีว่าความผิดครั้งนี้เกิดจากความสะเพร่าเอง จะโทษใครไม่ได้เลย

“ค่ะ ผู้จัดการ” เธอตอบเสียงแผ่ว พยายามควบคุมไม่ให้น้ำเสียงสั่นเครือ “รันจะระวังมากกว่านี้ค่ะ”

มือเล็กกำชายผ้ากันเปื้อนแน่นจนข้อนิ้วซีด เธอเลือกที่จะไม่แก้ตัว ไม่โต้เถียง ยอมรับโทษทุกอย่างโดยไม่บ่ายเบี่ยง เพราะในใจรู้ดี…นี่คือความรับผิดชอบของเธอ

หลังเลิกงาน รัญชิดาเดินออกมาจากร้าน แสงไฟตามถนนใหญ่เริ่มพร่ามัวเมื่อเธอเลือกจะเลี้ยวเข้าซอยเล็ก ๆ เพื่อกลับบ้าน ระยะทางสองกิโลเมตรดูไม่ไกลนัก แต่สำหรับหญิงสาวที่ทำงานมายาวนานทั้งวัน ขาของเธอเริ่มล้าแทบจะยกไม่ไหว ทว่าเธอก็ยังยิ้มบาง ๆ ให้ตัวเอง เพราะอย่างน้อยการเดินกลับก็ช่วยประหยัดค่าโดยสารที่เธอไม่กล้าฟุ่มเฟือย

บ้านที่รัญชิดาอาศัยอยู่เป็นบ้านเช่าครึ่งปูนครึ่งไม้สองชั้นเล็ก ๆ ในซอยแคบ ๆ เพื่อนบ้านรอบข้างล้วนเป็นคนหาเช้ากินค่ำ เสียงทีวีจากบ้านข้าง ๆ ดังลอดออกมาเป็นระยะ กลิ่นแกงส้มและปลาทอดลอยมาตามลม แต่ในกระเป๋าของเธอกลับมีเพียงขนมปังราคาไม่กี่บาทที่ตั้งใจซื้อกลับไปให้น้องชาย

เมื่อมาถึงหน้าบ้าน เธอเงยหน้ามองผนังไม้ที่เก่าและเริ่มผุพังบางส่วน แสงไฟสลัวจากชั้นบนทำให้รู้ว่าแม่เลี้ยงของเธอยังไม่เข้านอน รัญชิดาถอนหายใจเบา ๆ ก่อนจะเปิดประตูเข้าไป

นี่คือบ้าน…บ้านที่ไม่ใช่ของเธอแท้ ๆ แต่เธอก็ไม่มีที่อื่นให้กลับไป เธออาศัยอยู่กับพ่อแท้ ๆ ของเธอ แม่เลี้ยง และน้องชายต่างแม่ แม้พ่อจะรักเธอ แต่สายตาที่แม่เลี้ยงใช้มองเธอมักเต็มไปด้วยความรำคาญ และน้องชายที่กำลังอยู่ในวัยหัวเลี้ยวหัวต่อก็มักทำตัวมีปัญหาอยู่เสมอ

ทุกครั้งที่ก้าวเท้าเข้าบ้าน รัญชิดารู้สึกเหมือนแบกความกดดันเพิ่มขึ้นอีกหนึ่งก้อนบนบ่า แต่เธอก็ต้องกัดฟันอดทน เพราะเธอไม่มีสิทธิ์เลือก

เมื่อรัญชิดาเปิดประตูเข้ามา กลิ่นอาหารที่ยังอุ่น ๆ ลอยมาแตะจมูก เธอเห็นพ่อกำลังนั่งรออยู่ตรงโต๊ะไม้เก่า ๆ ในห้องโถงเล็ก ๆ ใบหน้าที่เริ่มมีร่องรอยความชราของท่านยิ้มบาง ๆ เมื่อเห็นเธอก้าวเข้ามา

“รัน กลับมาแล้วเหรอลูก เหนื่อยมั้ย วันนี้ทำงานหนักหรือเปล่า” เสียงทุ้มอบอุ่นถามอย่างห่วงใย

รัญชิดาฝืนยิ้ม หย่อนกระเป๋าสะพายลงข้างเก้าอี้ “ไม่เหนื่อยหรอกค่ะพ่อ รันโอเคค่ะ” ถึงแม้ในความจริงเท้าของเธอแทบจะหมดแรงก็ตาม

“แล้ววันนี้ทำไมพ่อกลับเร็วจังเลยคะ” รัญชิดาเอ่ยถามอย่างแผ่วเบา เมื่อเห็นพ่อนั่งอยู่บนโซฟา ทั้งที่เวลานี้ตามปกติแล้ว เขาควรจะยังอยู่บนท้องถนนกับงานขับแท็กซี่

สุรพลยกยิ้มบาง ๆ แต่รอยยิ้มนั้นกลับคล้ายซ่อนความเหนื่อยล้าเอาไว้ “พ่อรู้สึกเพลียนิดหน่อย เลยตัดสินใจไม่ฝืน…อยากกลับมากินข้าวกับลูก ๆ กับแม่ที่บ้านบ้าง” เสียงทุ้มที่ออกมาช่างอบอุ่น แต่ก็ฟังดูโรยแรงในที

ในใจของรัญชิดาเจ็บหน่วงขึ้นมา เธอไม่อยากเห็นพ่อแบกรับความเหนื่อยยากเช่นนี้เลย หากไม่ติดเรื่องค่าใช้จ่ายและภาระที่กองอยู่ตรงหน้า เธออยากให้พ่อได้พักอย่างสบาย ไม่ต้องขับรถรอนแรมดึกดื่นทุกวัน

“รัน กลับมาแล้วเหรอ มากินข้าวเถอะ แม่ทำไว้รอแล้ว” เสียงสมพรดังมาจากครัว

รัญชิดาฝืนยิ้ม เดินไปล้างมือแล้วนั่งลงที่โต๊ะอาหาร ข้าวสวยร้อน ๆ กับแกงจืดหมูสับวางเรียงราย ถึงแม้จะเป็นอาหารเรียบง่าย แต่สำหรับเธอแล้ว มันคือความสุขเล็ก ๆ ที่ทำให้ลืมความเหนื่อยล้าจากทั้งวันได้ชั่วขณะ

“แล้วน้องล่ะค่ะ ไม่มาทานข้าวหรือ” เธอถามด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน

“ทานไปแล้วล่ะ เห็นว่าไม่สบายเลยขอตัวขึ้นไปนอนแล้ว” พ่อของเธอตอบ พลางถอนหายใจเบา ๆ ราวกับยังเป็นห่วงลูกทั้งสองอยู่ แม้จะเหนื่อยล้าจากงานทั้งวัน

รัญชิดามองอาหารตรงหน้าอย่างเงียบ ๆ ในใจอดเป็นห่วงพ่อไม่ได้ไม่อยากให้ท่านต้องเหน็ดเหนื่อยมากเกินไป แต่ก็ทำอะไรได้เพียงแค่เฝ้ามองและฝืนยิ้มไปพร้อม ๆ กับพยายามกลั้นความห่วงใยเอาไว้

เมื่อทานข้าวกันได้ครู่ใหญ่ บรรยากาศบนโต๊ะอาหารที่เหมือนจะสงบก็เริ่มเปลี่ยนไป

“รัน…” สมพร แม่เลี้ยงวางช้อนลงช้า ๆ ก่อนถอนหายใจ “ค่าใช้จ่ายในบ้านมันเยอะขึ้นทุกวัน ไหนจะค่าไฟ ค่าน้ำ ค่าเช่าบ้าน ค่าเรียนน้องอีก”

รัญชิดาชะงัก ก้มหน้าลงทันทีเหมือนเด็กที่ถูกตำหนิ ความรู้สึกผิดถาโถมเข้ามา เธอรู้ดีว่าเงินที่เธอหามาจากการทำงานพิเศษยังไม่พอ แม้จะพยายามแล้วก็ตาม

สุรพลเห็นสีหน้าลูกสาวก็รีบเอ่ยแทรกด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน “พอแล้ว ไม่ต้องพูดตอนนี้ ให้รันกินข้าวให้เสร็จก่อน”

“ฉันจะพูดตอนนี้ คุณเงียบไปเลยนะ!” สมพรหันไปว่าให้สามีตัวเอง พร้อมกับจ้องตาเขม็ง

สุรพลเงียบไป แต่อึดอัดกับสายตาที่จ้องเขม็งมา รู้สึกเหมือนตัวเองถูกจับผิดทุกความคิด

รัญชิดาก้มหน้าลง พูดเบา ๆ “ไม่เป็นอะไรค่ะพ่อ” ก่อนจะเปิดกระเป๋าสตางค์ และหยิบธนบัตรส่งให้ผู้เป็นมารดา

นางสมพรรับมา นับเงินแล้วถอนหายใจ

“แค่ห้าพันมันจะพออะไรล่ะ” เธอบ่นเสียงต่ำ

รัญชิดาพูดเสียงอ่อน “นี่เป็นค่ากับข้าว ส่วนค่าน้ำ ค่าไฟ และค่าเช่าบ้าน รันจะไปจ่ายเองค่ะ ถ้าแม่คิดว่าไม่พอ เดี๋ยวพอเงินออกวีคหน้ารันเอามาให้ใหม่ค่ะ”

นางสมพรพยักหน้า “ก็ได้…” เธอว่าพลางเก็บเงินเข้ากระเป๋า

สุรพลมองหน้าภรรยาตัวเองด้วยสายตาเอือมระอาใจ เขาอยากจะต่อว่าหรือห้ามอะไรสักอย่าง แต่ก็รู้ดีว่าถ้าเอ่ยปากออกไปตอนนี้ คงจะยิ่งทำให้สมพรไม่พอใจมากขึ้น เลยได้แต่ถอนหายใจเบา ๆ แล้วหลับตาเล็กน้อย พยายามกลั้นความอึดอัดไว้

ช่วงบ่ายแก่ ๆ ของวันถัดมา บรรยากาศในร้าน เดอะ ลอฟ คาเฟ คลาคล่ำไปด้วยลูกค้าที่แวะมานั่งพักผ่อนและทำงาน

ประตูร้านถูกผลักออกเบา ๆ เสียงกระดิ่งเล็ก ๆ เหนือบานประตูดังขึ้นพร้อมกับร่างสูงโปร่งของ ธีรภัทร์ ที่ก้าวเข้ามา เขาสวมชุดสูทเนี๊ยบสีเข้ม แต่ดีไซน์ทันสมัยดูไม่เป็นทางการจนเกินไป ยิ่งเสริมให้รูปลักษณ์ดูสง่างามและมีเสน่ห์สะดุดตา

รัญชิดาที่กำลังง่วนอยู่หลังเคาน์เตอร์ รับออเดอร์จากลูกค้าด้วยรอยยิ้มประจำตัว เธอเงยหน้าขึ้นอย่างเคยเพื่อกล่าวทักทาย แต่ถ้อยคำที่ตั้งใจจะเอ่ยกลับชะงักค้างอยู่ตรงริมฝีปาก

ดวงตากลมโตเบิกกว้างเล็กน้อย เมื่อได้เห็นใบหน้าที่ไม่คิดว่าจะปรากฏตรงหน้า ใบหน้าของชายที่เธอไม่เคยลืม และไม่คิดว่าจะได้เจออีกครั้ง

หัวใจของรัญชิดาเต้นสะดุด จังหวะรวนเรจนแทบหายใจไม่ทั่วท้อง เธอไม่รู้ว่าเป็นเพราะความตกใจที่ได้พบเขาอย่างไม่คาดคิด หรือเพราะแววตาลึกซึ้งที่ชายหนุ่มทอดมองตรงมา มันช่างราวกับสายตานั้นสามารถสั่นคลอนโลกทั้งใบของเธอให้ไหวสะเทือนได้ในพริบตาเดียว

หญิงสาวรีบสูดหายใจเข้าลึก ดึงสติกลับคืนมาอย่างยากลำบาก ก่อนบังคับให้ริมฝีปากคลี่ยิ้มบาง ๆ ตามแบบฉบับของพนักงานต้อนรับ เธอพยายามปิดบังความวูบไหวในใจ และเอ่ยทักทายเขาด้วยน้ำเสียงสุภาพที่สุด

“สวัสดีค่ะ…คุณภีม จะรับอะไรดีคะ”

ธีรภัทร์ยกยิ้มมุมปาก แววตาคมทอดมองเธออย่างไม่ปิดบัง "เอสเปรสโซ่เย็นแก้วหนึ่งครับ"

รัญชิดาพยักหน้ารับเบา ๆ ก่อนเอื้อมมือไปสัมผัสหน้าจอของเครื่องรับออเดอร์ ปลายนิ้วเรียวแตะลงบนเมนู “เอสเปรสโซ่เย็น” อย่างรวดเร็ว แต่หัวใจกลับเต้นแรงจนแทบควบคุมไม่ได้ เธอกด “ยืนยันออเดอร์” ส่งตรงไปยังบาร์กาแฟ ก่อนจะเงยหน้าขึ้นอีกครั้ง

“รอสักครู่นะคะ” น้ำเสียงเธอสั่นน้อย ๆ แต่ยังคงความสุภาพเอาไว้ได้ เธอหันหลังกลับไปและเริ่มลงมือทำกาแฟให้เขา เธอพยายามทำตัวให้เป็นปกติที่สุด

ธีรภัทร์พยักหน้า ยกยิ้มบางที่มุมปาก ร่างสูงโปร่งเดินไปเลือกที่นั่งริมกระจก ทว่าดวงตาคมยังไม่วายหันกลับมามองเธอเป็นระยะ ราวกับไม่คิดจะปล่อยให้เธอหลุดพ้นจากสายตาเลยแม้แต่วินาทีเดียว

รัญชิดาล้วงมือไปหยิบถาดใส่แก้วกาแฟเย็นที่พึ่งทำเสร็จจากบาร์ ปลายนิ้วเธอสั่นเล็กน้อยจากความตื่นเต้น แต่เธอก็พยายามควบคุมให้มั่นคงที่สุด

เธอเดินไปยังโต๊ะริมกระจกที่ธีรภัทร์นั่งอยู่ ดวงตาคมของเขายังคงจับจ้องมาที่เธอราวกับอ่านทุกความรู้สึก

“เอสเปรสโซ่เย็นของคุณลูกค้าค่ะ” เธอเอ่ยเสียงสุภาพ พลางวางแก้วเครื่องดื่มไปตรงหน้าเขาอย่างระมัดระวัง

ธีรภัทร์ยกยิ้มบาง ๆ รับแก้วกาแฟ “ขอบคุณครับ” น้ำเสียงเรียบแต่มีความอบอุ่นเจืออยู่

รัญชิดายืนรออยู่สักครู่ รู้สึกว่าทุกลมหายใจของเธอเหมือนหยุดชั่วขณะ เมื่อต้องอยู่ใกล้เขาเพียงไม่กี่ก้าว หัวใจเต้นแรงจนแทบจะหลุดออกมา

“เอ่อ…ถ้าคุณต้องการอะไรเพิ่มก็บอกได้นะคะ” เธอกล่าว พยายามให้เสียงฟังดูปกติที่สุด

"วันนี้คุณเลิกงานกี่โมง"

“ฉันเลิกประมาณห้าโมงเย็นค่ะ” เธอตอบเสียงเบา แอบรู้สึกใจเต้นแรงราวกับเพิ่งวิ่งขึ้นบันไดหลายชั้น "คุณภีมมีอะไรหรือเปล่าค่ะ"

ธีรภัทร์ยิ้มมุมปาก “งั้นผมจะนั่งรอคุณเลิกงานนะ”

รัญชิดาเงยหน้าขึ้น แววตาแสดงความสงสัย “นั่งรอฉัน…ทำไมคะ”

ธีรภัทร์ หัวเราะเบา ๆ “ก็…เมื่อวานคุณทำกาแฟหกใส่ผม จำไม่ได้แล้วเหรอ”

“จำได้ค่ะ” รัญชิดาตอบเสียงแผ่ว ใบหน้าเริ่มแดงก่ำด้วยความอับอาย

“วันนี้ผมต้องเข้าไปล้างแผลที่โรงพยาบาล” เขาพูดพร้อมกับยิ้ม “ผมอยากให้คุณไปด้วย”

รัญชิดาชะงักไปเล็กน้อย ใจเต้นแรงราวกับมีใครมากดปุ่มอยู่ตรงกลางอก เธอพยายามปรับสีหน้าให้เป็นปกติที่สุดเท่าที่จะทำได้

“ได้ค่ะ งั้นคุณนั่งรอฉันซักครู่นะคะ เดี๋ยวร้านใกล้ปิดแล้ว” เธอเอ่ยพร้อมรอยยิ้มบาง ๆ

“ครับ” ธีรภัทร์ตอบเสียงเรียบ แต่แววตาคมยังคงจับจ้องเธออยู่ตลอดเวลา

เมื่อถึงเวลาเลิกงาน รัญชิดา ก็เดินมาหา ธีรภัทร์ ที่ยังคงนั่งรอเธออยู่ตรงมุมเดิม เขากำลังเล่นโทรศัพท์มือถืออยู่ด้วยท่าทางสบายๆ

"ขอโทษที่ให้รอนะคะ" รัญชิดาเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่สั่นเล็กน้อย

"ไม่เป็นไรครับ" เขาตอบพร้อมกับหัวเราะเบาๆ "ผมไม่ได้มารอนานขนาดนั้น"

ธีรภัทร์ลุกขึ้นยืนแล้วเก็บโทรศัพท์เข้ากระเป๋ากางเกงขายาวสีเข้มที่เข้าชุดกับเสื้อเชิ้ตของเขา เขายิ้มบางๆ แล้วผายมือเชิญให้เธอเดินนำไปก่อนอย่างสุภาพ “เชิญครับ”

“ค่ะ” รัญชิดาตอบรับและเดินนำเขาไปที่ลานจอดรถด้วยหัวใจที่เต้นไม่เป็นจังหวะ เธอรู้สึกประหลาดใจกับการกระทำของเขาที่ดูสุภาพอ่อนโยนและให้เกียรติเธอเสมอ

ธีรภัทร์เดินมาถึงรถแล้วเปิดประตูฝั่งผู้โดยสารให้กับหญิงสาว

“ขอบคุณค่ะ” รัญชิดาตอบเบา ๆ ก่อนจะก้าวขึ้นไปนั่งบนเบาะฝั่งผู้โดยสาร ปรับตัวให้นั่งสบาย ขณะที่หัวใจเต้นแรงเพราะความใกล้ชิด

หลังจากนั้น ธีรภัทร์ขึ้นไปนั่งฝั่งคนขับ กดสตาร์ทรถแล้วมองเธอด้วยรอยยิ้มบาง ๆ ก่อนจะขับออกไป

รัญชิดานั่งเงียบ ๆ มองออกไปนอกหน้าต่าง ความรู้สึกหลากหลายปะปนอยู่ในใจ ทั้งความกังวล ความประหม่า และความตื่นเต้น เธอมีสิ่งหนึ่งที่แน่นอนคือ…หัวใจของเธอกำลังเต้นแรงอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน

Continue to read this book for free
Scan code to download App

Latest chapter

  • วิวาห์แค้นใต้เงาเงิน   ปะทะคารม

    รัญชิดาเปิดประตูห้องนอนอย่างแผ่วเบา เธอมองซ้ายมองขวาและเมื่อเห็นว่าโถงทางเดินโล่ง เธอก็รีบย่องไปที่ประตูห้องของธีรภัทร์ทันทีหญิงสาวมาหยุดยืนอยู่ตรงหน้าประตูห้องของธีรภัทร ถือเสื้อสูทนั้นไว้ในมือ ก่อนจะตัดสินใจแขวนไว้ที่ลูกบิดประตูห้องเขาอย่างรวดเร็วแล้วรีบถอยออกมาเธอมายืนอยู่หน้าห้องตัวเอง มองไปที่เสื้อสูทตัวนั้น มันดูไม่เข้าที่เอาเสียเลย หญิงสาวกลัวว่าถ้าจอมวายร้ายของธีรภัทรเปิดประตูออกมา เสื้อสูทตัวนั้นอาจจะตกลงไปกองกับพื้น'ไม่เอาดีกว่า เดี๋ยวเขาจะคิดว่าฉันจงใจทำให้มันยับ' รัญชิดาคิดอย่างหวาดระแวง และตัดสินใจเดินกลับไปที่หน้าห้องเขาอีกครั้ง หยิบสูทตัวนั้นลงมาแล้วทรุดตัวนั่งลงกับพื้นพร้อมกับพับเสื้อสูทนั้นใหเเข้าที่ในขณะที่หญองสาวกำลังนั่งพับสูทอยู่กับพื้นอย่างรีบร้อนอยู่นั้น เธอก็ได้ยินเสียงคนเดินมาที่บันได"คุณรัน! ไปนั่งทำอะไรอยู่หน้าห้องคุณภีมคะ" เสียงของปราณีดังขึ้นทำให้รัญชิดาใจหายวาบรัญชิดารีบหันกลับไปมองแม่บ้านอาวุโสที่ยืนอยู่บันไดขั้นสุดท้ายด้วยความตกใจ มือของเธอหยุดนิ่งอยู่กับรอยพับของเสื้อสูท ดวงตาเบิกกว้างด้วยความตื่นตระหนก แต่ความตื่นตระหนกนั้นยังไม่ทันจะถึงขีดสุด

  • วิวาห์แค้นใต้เงาเงิน   คำพูดที่เจ็บปวด

    รัญชิดาเงยหน้ามองเขาอย่างตกใจ ใบหน้าของเขาอยู่ใกล้จนเธอสัมผัสได้ถึงลมหายใจร้อนผ่าว ในดวงตาที่แดงก่ำนั้นเต็มไปด้วยอารมณ์ที่ซับซ้อนเกินกว่าที่เธอจะเข้าใจ"ปล่อยนะคะคุณภีม! เดี๋ยวมีใครมาเห็นเข้า" รัญชิดาพยายามสะบัดแขนหนี แต่แรงของเขามหาศาลเกินกว่าที่เธอจะต้านทานได้"กลัวใครมาเห็นล่ะ" ธีรภัทร์ถามกลับด้วยเสียงที่เย็นเยียบและเย้ยหยัน "ผมจะบอกให้นะ ดึกขนาดนี้แล้วพ่อผมเขาคงไม่กลับมาเห็นเหรอ"คำพูดนั้นหยุดการดิ้นรนของรัญชิดาไปชั่วขณะ เธอเข้าใจความหมายของเขาได้ทันที"คุณพูดบ้าอะไรของคุณ ปล่อยได้แล้วฉันเจ็บ" รัญชิดาร้องออกมาด้วยความเจ็บปวดที่แขน"คุณเจ็บเป็นด้วยเหรอรัญชิดา" ธีรภัทร์ถามกลับด้วยน้ำเสียงที่เหยียดหยาม สายตาของเขาเต็มไปด้วยความเย้ยหยัน "ผมคิดว่าคนที่ยอมแลกทุกอย่างเพื่อเงินอย่างคุณ ความรู้สึกคงจะด้านชาไปหมดแล้ว"ธีรภัทร์บีบข้อมือรัญชิดารุนแรงขึ้นอีก ความโกรธของเขาทำให้เขาไม่ได้ระวังแรงบีบเลย"โอ้ย! คุณภีม!" รัญชิดาเผลอร้องออกมาด้วยความเจ็บปวด เสียงของเธอค่อนข้างดังกว่าที่ตั้งใจทันใดนั้น เสียงฝีเท้าที่รีบร้อนก็ดังมาจากโซนหลังบ้าน พร้อมกับร่างของนางปราณีที่เดินออกมาจากห้องพักของเธอด้วย

  • วิวาห์แค้นใต้เงาเงิน   นั้งรอเวลา

    รัญชิดารวบรวมความกล้าพูดออกไปอย่างรวดเร็ว เธอไม่ต้องการอยู่ในสถานการณ์นี้แม้แต่วินาทีเดียว และไม่อยากให้เขาเห็นความหวาดกลัวที่ซ่อนอยู่ใต้สีหน้าอันนิ่งเฉยของเธออีกต่อไป"ใจเย็นสิ" ธีรภัทร์เอื้อมมือไปคว้าข้อมือเธอไว้เบา ๆ อีกครั้ง เมื่อเห็นว่าเธอกำลังจะเดินหนี คราวนี้เขาไม่ได้บีบแน่น แต่เป็นการจับที่ให้ความรู้สึกเย็นเยียบและอันตรายมากกว่า "ผมยังพูดไม่จบเลยนะ"รัญชิดาเงยหน้าขึ้นมองธีรภัทร์ด้วยใบหน้าเรียบนิ่ง "ผมก็แค่จะบอกว่า... ทานอาหารให้หมดนะครับ จะได้มีแรงไปทำหน้าที่ ว่าที่ภรรยาผู้แสนดี คนใหม่ของพ่อผม เพราะผมกลัวว่าถ้าคุณทำไม่ดี เงินก้อนใหญ่ของพ่อผมอาจจะหลุดมือไปได้ง่าย ๆ"รัญชิดาเงียบ เธอกัดริมฝีปากแน่นจนแทบจะห้ามน้ำตาไว้ไม่อยู่"ผมหวังดีนะถึงบอกคุณ" ธีรภัทร์กล่าวต่อ น้ำเสียงเจือความเย็นชาถึงขีดสุด "ข้างนอกมีผู้หญิงมากหน้าหลายตามากที่จ้องจะจับพ่อของผม"เขาพูดราวกับกำลังคุยกันเรื่องดินฟ้าอากาศ แต่ทุกประโยคกลับเต็มไปด้วยการดูถูกและคำเตือนที่เหยียดหยาม"และดูเหมือนว่าท่านแทบจะเล่นด้วยเกือบทุกคน ระวังโดนทิ้งก่อนได้แต่งงานนะครับ" ธีรภัทร์ทิ้งท้ายด้วยคำพูดที่คมกริบที่สุด ก่อนจะเหยียดยิ้มอ

  • วิวาห์แค้นใต้เงาเงิน   ภาพบาดตา

    ช่วงดึกรัญชิดานอนอยู่บนเตียงนอนของเธอ แต่ดวงตาของเธอยังคงเบิกกว้าง ความเงียบในห้องนอนกว้างขวางไม่ได้ช่วยให้เธอสงบลงได้เลย เธอเห็นใบหน้าของธีรภัทร์ชัดเจนอยู่ในความมืด รอยยิ้มเย้ยหยันและสายตาที่เต็มไปด้วยความเกลียดชังเมื่อมื้อค่ำ ยังคงตามหลอกหลอนเธอเขาต้องเกลียดเรามากแน่ ๆรัญชิดาคิดอย่างเจ็บปวด เธอรู้ดีว่าสิ่งที่เธอทำลงไปนั้นไม่สามารถให้อภัยได้ เธอพลิกตัวไปมาอยู่หลายครั้ง สุดท้ายก็ลุกขึ้นจากเตียง และเดินไปที่หน้าต่าง มองออกไปนอกคฤหาสน์ที่มืดมิดและเงียบสงัดเธอมาถึงจุดที่เลวร้ายที่สุดในชีวิต แต่เธอก็ต้องยอมรับในเมื่อเธอได้เลือกเส้นทางนี้แล้ว เธอจะต้องอยู่รอดในบ้านหลังนี้ และสวมบทบาท 'ว่าที่ภรรยาของพีรพงษ์' ให้ดีที่สุด แม้จะต้องทนต่อการดูถูกของอดีตคนรักอย่างธีรภัทร์ก็ตามอีกมุมหนึ่ง ธีรภัทร์เดินลงจากห้องนอนมาที่เคาน์เตอร์บาร์ที่อยู่มุมหนึ่งของห้องนั่งเล่นใหญ่ เขารินวิสกี้รใส่แก้ว แล้วทรุดตัวลงบนเก้าอี้บาร์ตัวสูง ความมืดมิดภายนอกไม่ได้ทำให้ความร้อนรุ่มในใจเขาลดลงเลย เขากระดกขึ้นดื่มอย่างรวดเร็วเหมือนอยากให้รสขมของเหล้าช่วยเผาความเจ็บในใจให้มอดหายไปบ้างแต่ยิ่งดื่ม…ความเจ็บกลับยิ่งชัดเจน

  • วิวาห์แค้นใต้เงาเงิน   การพบกันที่แสนทรมาน

    หลังจากผ่านไปเกือบสามชั่วโมงแห่งความทรมานในห้างสรรพสินค้า รัญชิดาก็สามารถพาตัวเองและสมพรออกมาได้ในที่สุด พร้อมด้วยถุงสินค้าแบรนด์เนมกองพะเนิน ที่ทำให้รัญชิดาแทบจะทำใจคำนวณยอดรวมในบัตรเครดิตไม่ได้รัญชิดาให้คนขับรถไปส่งสมพรที่บ้านหลังเก่าของเธอ สมพรลงจากรถไปด้วยใบหน้าอิ่มเอมใจ พร้อมกับถุงสินค้าที่เธอใช้เงินของพีรพงษ์ซื้อมาอย่างเต็มที่"แม่ไปก่อนนะรัน! ไว้ว่าง ๆ จะแวะไปหาใหม่!" สมพรโบกมือลาอย่างร่าเริงเมื่อรถยนต์เคลื่อนออกจากตรอกแคบ ๆ ของบ้านหลังเก่า รัญชิดาก็พิงศีรษะกับเบาะอย่างอ่อนล้า เธอรู้สึกเหมือนเพิ่งผ่านการต่อสู้อันยาวนานรถยนต์คันหรูพาเธอวกกลับมาถึงคฤหาสน์อีกครั้งในช่วงเย็น ท้องฟ้าเริ่มเปลี่ยนเป็นสีส้มแดง รัญชิดาลงจากรถอย่างเงียบ ๆ ปล่อยให้คนขับรถและแม่บ้านจัดการขนถุงสินค้าจำนวนมากเข้าไปในบ้าน"คุณรันกลับมาแล้วเหรอคะ" นางปราณีเดินเข้ามารับด้วยใบหน้าเรียบเฉย แต่สายตาที่มองถุงสินค้าก็บ่งบอกถึงการประเมินค่า"ค่ะป้า" รัญชิดาตอบรับเสียงเบา"คุณพงษ์กลับมาหรือยังค่ะ" รัญชิดาถามด้วยน้ำเสียงที่พยายามทำให้เป็นปกติ"กลับมาแล้วค่ะ เพิ่งกลับมาก่อนคุณรันแปบหนึ่ง" นางปราณีตอบ "ตอนนี้ท่านอยู่บ

  • วิวาห์แค้นใต้เงาเงิน   ว่าที่เมียเศรษฐี

    “แม่คะ แม่มาทำไมคะ...”เสียงเธอเอ่ยออกมาอย่างตกใจ"เอ้า แกพูดแบบนี้ ได้ผัวรวยแล้วคิดจะทิ้งครอบครัวเลยหรือไง!" สมพรหันมาจ้องตาอย่างเอาเรื่อง น้ำเสียงหงุดหงิดและไม่เกรงใจอีกต่อไป"ไม่ใช่นะคะ!" รัญชิดารีบปฏิเสธ พยายามควบคุมอารมณ์ไม่ให้เสียงดังเกินไปสมพรเชิดหน้าขึ้นอย่างเหนือกว่า "ไม่ต้องมาทำเป็นดัดจริตหรอกน่า! ฉันมานี่เพราะฉันต้องการเงิน""คุณพงษ์เขาให้แม่ไปแล้วไม่ใช่เหรอ" รัญชิดาถามอย่างควบคุมอารมณ์"ก็ใช่! แต่ฉันก็อยากได้กับแกบ้าง เขาให้เงินเดือนแกเท่าไร!" สมพรเร่งเร้า มองรัญชิดาตั้งแต่หัวจรดเท้าอย่างประเมินค่า"แม่... รันเพิ่งจะเข้ามาอยู่ที่นี่นะ คุณพงษ์เขายังไม่ได้พูดอะไรเลย" รัญชิดาพยายามอธิบายอย่างใจเย็น"เขายังไม่ได้ให้เงินแกใช้เหรอ!" สมพรขึ้นเสียงสูงด้วยความไม่พอใจอย่างรุนแรง สีหน้าเปลี่ยนเป็นหงุดหงิดทันทีที่รู้ว่าลูกเลี้ยงยังไม่ได้เงิน"แกนี่มันไร้ประโยชน์จริง ๆ! ฉันก็นึกว่ามาถึงที่นี่แล้วแกจะได้เงินมาเยอะแยะแล้วเสียอีก!" สมพรบ่นพึมพำอย่างหัวเสีย แล้วเดินไปทิ้งตัวลงนั่งบนโซฟาหนังราคาแพงอย่างไม่เกรงใจสมพรเหลือบไปเห็น บัตรเครดิตสีดำขลับ ที่วางอยู่บนโต๊ะข้างเตียง เธอก็รีบหยิบมันข

More Chapters
Explore and read good novels for free
Free access to a vast number of good novels on GoodNovel app. Download the books you like and read anywhere & anytime.
Read books for free on the app
SCAN CODE TO READ ON APP
DMCA.com Protection Status