เข็มนาฬิกาดิจิทัลบนผนังห้องแล็บสีขาวสะอาดตาบอกเวลาตีสามสิบห้านาที บรรยากาศภายในศูนย์วิจัยปิโตรเคมีระดับท็อปของเซี่ยงไฮ้เงียบสงัด มีเพียงเสียงครางต่ำๆ ของเครื่องหมุนเหวี่ยงสารและเสียงพัดลมระบายอากาศที่ทำงานอย่างขยันขันแข็ง
ชิง หญิงสาววัยสามสิบต้นๆ ในชุดกาวน์สีขาวที่เริ่มมีรอยยับย่นจากการสวมใส่มานานกว่าสิบแปดชั่วโมง กำลังยืนจ้องมองจอภาพของเครื่องแก๊สโครมาโตกราฟีด้วยสายตาที่จดจ่อจนแทบไม่กะพริบ ผมสีดำยาวที่มักจะถูกรวบไว้อย่างตึงเปรี๊ยะเริ่มหลุดลุ่ยลงมาระต้นคอ ใบหน้าของเธอซีดเซียว ขอบตาคล้ำลึกจากการอดนอนติดต่อกันหลายคืน แต่แววตาหลังกรอบแว่นตานั้นกลับลุกโชนไปด้วยไฟแห่งความมุ่งมั่น
"ค่าความบริสุทธิ์อยู่ที่ 99.8%..." ชิงพึมพำกับตัวเอง เสียงของเธอแหบพร่า
"อีกนิดเดียว... ขอแค่ปรับค่าตัวเร่งปฏิกิริยาอีกนิดเดียว โครงสร้างโพลิเมอร์ตัวใหม่ก็จะสมบูรณ์แบบ"
เพื่อนร่วมงานคนอื่นๆ ทยอยกลับบ้านไปตั้งแต่หัวค่ำ ทิ้งให้เธออยู่เพียงลำพังกับหลอดทดลองและสารเคมีอันตราย สำหรับชิงแล้ว ห้องแล็บคือบ้าน คือโลกทั้งใบ และคือหลุมหลบภัยจากความว่างเปล่าในชีวิตส่วนตัว เธออุทิศทุกลมหายใจให้กับงานวิจัย เพื่อพิสูจน์ว่าผู้หญิงตัวเล็กๆ ก็สามารถยืนอยู่บนจุดสูงสุดของวงการวิศวกรรมเคมีได้
ทันใดนั้น เสียงหวีดแหลมของสัญญาณเตือนไฟไหม้ก็ดังก้องกังวานไปทั่วตึก ทำลายความเงียบสงัดจนสิ้นเชิง แสงไฟฉุกเฉินสีแดงหมุนวาบไปตามผนังห้อง สลับกับเสียงประกาศอัตโนมัติที่สั่งให้อพยพทันที
"บ้าจริง! ระบบตรวจจับควันทำงานผิดพลาดอีกแล้วเหรอ?" ชิงสบถอย่างหัวเสีย เธอไม่อยากละสายตาไปจากปฏิกิริยาเคมีที่กำลังดำเนินอยู่ในเตาปฏิกรณ์จำลองตรงหน้า
แต่แล้ว กลิ่นฉุนกึกของสารเคมีไหม้ไฟก็ลอยมาเตะจมูก มันไม่ใช่กลิ่นไหม้ธรรมดา แต่เป็นกลิ่นเฉพาะตัวของสารไฮโดรคาร์บอนระเหยง่ายที่กำลังถูกเผาไหม้อย่างรุนแรง สัญชาตญาณนักเคมีของเธอกรีดร้องเตือนถึงอันตราย
ตูม!
เสียงระเบิดดังสนั่นมาจากห้องแล็บข้างเคียง แรงสั่นสะเทือนทำให้ขวดสารเคมีบนชั้นวางร่วงกราวลงมาแตกกระจาย ชิงเซถลาไปชนกับโต๊ะปฏิบัติการ เธอมองผ่านประตูกระจกนิรภัย เห็นเปลวเพลิงสีส้มแกมน้ำเงิน สัญลักษณ์ของการเผาไหม้ที่อุณหภูมิสูงจัดกำลังลุกลามเข้ามาอย่างรวดเร็วราวกับอสูรที่หิวกระหาย
"ข้อมูล... ข้อมูลวิจัย!"
แทนที่จะวิ่งหนีเอาตัวรอดไปยังทางออกฉุกเฉิน ความคิดแรกที่ผุดขึ้นในสมองของชิงกลับเป็นผลงานวิจัยที่เธอทุ่มเทชีวิตให้มาตลอดห้าปี เธอคว้าฮาร์ดไดรฟ์พกพาที่วางอยู่ข้างคอมพิวเตอร์ มือที่สั่นเทาพยายามเสียบสายเพื่อดึงข้อมูลสำรอง ความร้อนจากภายนอกเริ่มแผ่ซ่านเข้ามาจนผิวหนังแสบร้อน
"เร็วสิ... เร็วเข้า!" เธอตะโกนแข่งกับเสียงไฟที่กำลังคำราม
แต่มัจจุราชไม่เคยรอใคร ท่อส่งก๊าซไฮโดรเจนที่เดินระบบอยู่ใต้เพดานเกิดรอยรั่วจากความร้อน และเมื่อก๊าซไวไฟเจอกับประกายไฟ ปฏิกิริยาลูกโซ่ที่รุนแรงเกินกว่าจะจินตนาการได้ก็เกิดขึ้น
แสงสว่างจ้าบาดตาพุ่งเข้าปะทะร่างของชิง ก่อนที่ความเจ็บปวดรวดร้าวแสนสาหัสจะแล่นพล่านไปทั่วสรรพางค์กายเพียงเสี้ยววินาที ร่างกายของเธอถูกฉีกกระชากด้วยแรงอัดอากาศและถูกกลืนกินด้วยเปลวเพลิงนรก สติสัมปชัญญะของเธอดับวูบลง พร้อมกับห้วงความคิดสุดท้ายที่ผุดขึ้นมาอย่างน่าเศร้า
นี่ฉันกำลังจะตายเหรอ? ตายไปทั้งๆ ที่ยังไม่เคยได้ใช้ชีวิตจริงๆ... ยังไม่เคยมีความรัก ไม่เคยมีครอบครัว วันๆ เอาแต่ขลุกอยู่กับสารเคมี... ช่างเป็นชีวิตที่น่าสมเพชเหลือเกิน...
ความมืดมิดอันหนาทึบเข้าครอบงำ ทุกอย่างจบสิ้นลง
ความมืดมิดที่ควรจะเป็นนิรันดร์กลับถูกรบกวนด้วยความรู้สึกเจ็บปวดที่เต้นตุบๆ บริเวณท้ายทอย มันไม่ใช่ความเจ็บปวดจากการถูกไฟคลอก แต่เป็นความรู้สึกเหมือนถูกของแข็งกระแทกอย่างแรงจนกะโหลกแทบร้าว กลิ่นที่ลอยมาเตะจมูกไม่ใช่กลิ่นสารเคมีหรือกลิ่นไหม้ แต่เป็นกลิ่นอับชื้นของไม้เก่าที่ขึ้นรา กลิ่นดินโคลน และกลิ่นคาวเลือดจางๆ
ชิงพยายามฝืนลืมตาขึ้น เปลือกตาของเธอหนักอึ้งราวกับมีตะกั่วถ่วงไว้ ภาพแรกที่ปรากฏแก่สายตาที่ยังพร่ามัว คือเพดานไม้ผุพังที่มีคราบน้ำฝนรั่วซึมเป็นวงกว้าง แสงสลัวจากตะเกียงน้ำมันดวงเล็กที่วางอยู่มุมห้อง ส่องให้เห็นฝุ่นละอองที่ลอยคว้างในอากาศ
"แม่จ๋า... ฮึก... แม่จ๋า อย่าตายนะ..."
เสียงร้องไห้สะอึกสะอื้นของเด็กหญิงตัวน้อยดังอยู่ข้างหู ชิงขยับศีรษะเล็กน้อย ความเจ็บปวดแล่นปราดจนต้องสูดปาก เธอหันไปมองต้นเสียง และพบกับเด็กหญิงวัยประมาณ 4 ขวบ นั่งคุกเข่าอยู่ข้างกาย
เด็กน้อยมีรูปร่างผอมโซจนเห็นกระดูกไหปลาร้าปูดโปน ใบหน้ามอมแมมเปรอะเปื้อนไปด้วยคราบน้ำตา ผมเผ้ายุ่งเหยิงเหมือนไม่ได้รับการดูแลมานาน เสื้อผ้าที่สวมใส่เป็นเพียงเศษผ้าเก่าๆ ที่ปะชุนจนแทบไม่เหลือเนื้อผ้าเดิม แต่สิ่งที่สะดุดตาที่สุดคือดวงตากลมโตคู่สวยที่ฉายแววหวาดกลัวและสิ้นหวัง
"แม่จ๋า... ตื่นแล้ว... แม่ฟื้นแล้ว!" เด็กน้อยโผเข้ากอดเธอ ร่างเล็กๆ สั่นเทาเหมือนลูกนกตกน้ำ
ชิงนอนนิ่งด้วยความมึนงง แม่? เด็กคนนี้เรียกใครว่าแม่? ฉันยังไม่ตายงั้นเหรอ? แล้วที่นี่มันที่ไหน? นรก? หรือโรงพยาบาลสนาม?
เธอยกมือขึ้นสัมผัสบริเวณที่เจ็บปวดที่สุดบนศีรษะ นิ้วมือสัมผัสโดนของเหลวอุ่นเหนียวหนืด เมื่อยกมือมาดูในแสงสลัว ก็พบว่าเป็นเลือดสีแดงสด ไหลอาบลงมาตามขมับ ชิงพยายามยันกายลุกขึ้นนั่ง ความเวียนหัวจู่โจมจนโลกหมุนติ้ว เธอสังเกตเห็นว่ามือของตัวเองดูแปลกไป มันไม่ใช่มีมือเรียวยาวที่ผ่านการดูแลอย่างดีของนักวิจัย แต่เป็นมือที่หยาบกร้าน มีรอยด้านจากการทำงานหนัก และผอมแห้งจนเห็นเส้นเลือดปูดโปน
"นี่มัน... เกิดอะไรขึ้น?" เสียงที่เปล่งออกมาแหบแห้งและเบาหวิว ไม่ใช่เสียงเดิมของเธอ
ทันใดนั้น ราวกับเขื่อนกั้นน้ำพังทลาย ความทรงจำมหาศาลที่ไม่ใช่ของเธอก็ไหลบ่าเข้ามาในสมองเหมือนคลื่นยักษ์สึนามิ ภาพเหตุการณ์ต่างๆ ฉายชัดซ้อนทับเข้ามาอย่างรวดเร็วและรุนแรงจนชิงต้องยกมือกุมขมับ ร้องครางออกมาด้วยความเจ็บปวด
เธอไม่ได้ชื่อชิงอีกต่อไป แต่เธอคือเหวินซู่ชิง หญิงสาวอาภัพในยุค 1985
ภาพความทรงจำล่าสุดปรากฏขึ้นอย่างชัดเจน... คืนนี้มีชายฉกรรจ์สองคนบุกเข้ามาในบ้านเช่าซอมซ่อแห่งนี้ พวกมันรื้อค้นข้าวของกระจุยกระจาย เพื่อหาเงินที่เหวินซู่ชิงซ่อนไว้ซื้อข้าวกิน เมื่อไม่พบเงิน พวกมันก็ลงมือทุบตีเธอ และหนึ่งในนั้นใช้ด้ามปืนพกฟาดเข้าที่ศีรษะของเธออย่างแรง หมายจะเอาชีวิตให้ตายคาที่ ก่อนจะหลบหนีไปเมื่อได้ยินเสียงเพื่อนบ้านตะโกน
และเบื้องหลังการกระทำอันโหดเหี้ยมนี้ ไม่ใช่โจรปล้นทรัพย์ธรรมดา แต่เป็นคำสั่งของหนานกงหลาน
ชื่อนี้กระตุ้นความเคียดแค้นในจิตใจของเจ้าของร่างเดิมอย่างรุนแรง ชิงสัมผัสได้ถึงอารมณ์โกรธ เกลียด และความน้อยเนื้อต่ำใจที่พุ่งพล่าน หนานกงหลานคือเพื่อนสมัยเด็กและเป็นคู่หมั้นของสามีเธอ หญิงสาวที่ภายนอกดูอ่อนหวาน เรียบร้อย ดั่งดอกไม้ขาวบริสุทธิ์ แต่ภายในจิตใจกลับดำมืดและเต็มไปด้วยความริษยา
หนานกงหลานต้องการกำจัดเหวินซู่ชิงและลูกให้พ้นทาง เพื่อที่ตัวเองจะได้ครอบครองสามีของเหวินซู่ชิงอย่างสมบูรณ์แบบ แผนการชั่วร้ายถูกวางไว้อย่างแยบยล ตั้งแต่การตัดขาดการติดต่อ การยักยอกเงินค่าเลี้ยงดู จนถึงขั้นส่งคนมาสังหาร
ชิงสูดลมหายใจเข้าลึกๆ พยายามประมวลผลข้อมูลที่ได้รับ นี่ไม่ใช่ความฝัน แต่มันคือการข้ามภพหรือการเกิดใหม่ในร่างของคนอื่น เป็นปรากฏการณ์ทางวิทยาศาสตร์ที่เธอไม่สามารถอธิบายได้ แต่ความเจ็บปวดที่ศีรษะและความรู้สึกหิวโหยของร่างกายนี้คือของจริง
ความทรงจำยังคงหลั่งไหลเข้ามาอย่างต่อเนื่อง คราวนี้เป็นภาพของชายหนุ่มร่างสูงโปร่ง ในชุดเครื่องแบบทหารสีเขียวเข้ม ใบหน้าหล่อเหลาคมคายแต่เย็นชาดุจน้ำแข็ง... "เจียงมู่หยาง" สามีในนามของเธอ
เรื่องราวความรักที่ขมขื่นค่อยๆ ปะติดปะต่อขึ้น เจียงมู่หยางไม่ได้แต่งงานกับเหวินซู่ชิงเพราะความรักแม้แต่น้อย แต่เป็นเพราะพันธะสัญญาเลือดในอดีต พ่อของเหวินซู่ชิงเคยเอาชีวิตเข้าแลกเพื่อช่วยเจียงมู่หยางจากการถูกลอบสังหารโดยกลุ่มกบฏ จนตัวเองต้องจบชีวิตลง ก่อนสิ้นใจ พ่อได้ฝากฝังลูกสาวเพียงคนเดียวไว้กับเจียงมู่หยาง ขอให้เขาดูแลเธอไปตลอดชีวิต
ด้วยเกียรติของชายชาติทหารและความรู้สึกผิด เจียงมู่หยางจึงจำยอมแต่งงานกับเหวินซู่ชิง ทั้งที่เขาหมั้นหมายกับหนานกงหลานอยู่แล้ว
ภาพความทรงจำในคืนวันแต่งงานช่างเหน็บหนาว... ไม่มีงานเลี้ยงฉลอง ไม่มีเทียนมงคล มีเพียงทะเบียนสมรสกระดาษแผ่นเดียว เจียงมู่หยางไม่ได้แตะต้องตัวเธอด้วยความรัก แต่ทำไปตามหน้าที่สามีภรรยาเพื่อให้เสร็จสิ้นพิธีการ และในรุ่งเช้าวันถัดมา เขาก็พาเธอหอบหิ้วสัมภาระมาทิ้งไว้ที่เมืองจือปั๋ว เมืองเล็กๆ ที่ห่างไกลความเจริญ โดยอ้างว่าเขาต้องไปปฏิบัติภารกิจลับทางราชการที่มีความเสี่ยงสูง ไม่สามารถพาเธอไปด้วยได้
"รอผมอยู่ที่นี่... ผมจะส่งเงินมาให้ และเมื่อภารกิจจบลง ผมจะกลับมารับ"
นั่นคือประโยคสุดท้ายที่เขาพูด ก่อนจะหันหลังเดินจากไป ทิ้งให้หญิงสาวบ้านนอกผู้ใสซื่อต้องเผชิญชะตากรรมเพียงลำพังในเมืองแปลกหน้า โดยไม่รู้เลยว่าการรอคอยนั้นจะยาวนานจนเกือบต้องแลกด้วยชีวิต
ชิงมองเด็กหญิงตัวน้อยที่ยังคงกอดเอวเธอแน่น ใบหน้าของอาอวี๋ ช่างเหมือนกับเจียงมู่หยางราวกับแกะ ทั้งดวงตาและจมูกโด่งรั้น แต่กลับผอมแห้งจนน่าเวทนา
ความจริงที่โหดร้ายที่สุดกระแทกใจชิงอย่างจัง... เจียงมู่หยางไม่รู้ว่าเขามีลูกสาว
หลังจากที่เขาจากไป เหวินซู่ชิงเพิ่งรู้ตัวว่าตั้งครรภ์ เธอพยายามเขียนจดหมายไปบอกข่าวดีแก่สามี โดยส่งผ่านหนานกงหลาน ซึ่งอาสาเป็นคนกลางในการติดต่อสื่อสาร เพราะเจียงมู่หยางทำงานลับที่ห้ามติดต่อบุคคลภายนอกโดยตรง
แต่จดหมายเหล่านั้นไม่เคยถึงมือเจียงมู่หยาง... หนานกงหลานเผามันทิ้งทุกฉบับ!
ไม่เพียงแค่นั้น เงินเดือนและเบี้ยเลี้ยงจำนวนมากที่เจียงมู่หยางส่งมาให้ภรรยาทุกเดือน ก็ถูกหนานกงหลานยักยอกไปจนหมด เหลือทิ้งไว้เพียงเศษเงินเล็กน้อยที่พอแค่ประทังชีวิตไปวันๆ เพื่อเลี้ยงไข้ให้เหวินซู่ชิงและลูกทรมานอย่างช้าๆ
เจียงมู่หยางเข้าใจผิดมาตลอดว่าภรรยาของเขามีความเป็นอยู่ที่ดี สุขสบายจากการดูแลของคู่หมั้นที่แสนดี เขาจึงวางใจและทุ่มเทให้กับการทำงานเพื่อชาติ โดยไม่รู้เลยว่าเมียและลูกที่เขาไม่เคยเห็นหน้า กำลังนอนรอความตายอยู่ในบ้านรูหนูแห่งนี้
"แม่จ๋า... หนูหิว..." เสียงเล็กๆ ของอาอวี๋ปลุกชิงให้ตื่นจากภวังค์
ชิงก้มลงมองลูกสาวในอ้อมแขน ความรู้สึกบางอย่างก่อตัวขึ้นในอก มันไม่ใช่แค่ความสงสาร แต่มันคือสัญชาตญาณความเป็นแม่ที่ตกทอดมาจากเจ้าของร่างเดิม ผสมผสานกับความโกรธแค้นของวิญญาณหญิงสาวจากโลกอนาคตที่ไม่ยอมจำนนต่อความอยุติธรรม
เธอยกมือที่สั่นเทาขึ้นลูบศีรษะเล็กๆ นั้นเบาๆ สัมผัสถึงความร้อนจากพิษไข้และความหวาดกลัวที่สั่นประสาทเด็กน้อย
"ไม่ต้องกลัวนะอาอวี๋..." ชิงเอ่ยขึ้น น้ำเสียงของเธอเปลี่ยนไป มันไม่ใช่เสียงที่อ่อนแอและยอมจำนนเหมือนเหวินซู่ชิงคนเก่าอีกแล้ว แต่เป็นน้ำเสียงที่หนักแน่น มั่นคง และเปี่ยมไปด้วยพลังอำนาจของหัวหน้าทีมวิจัยผู้ไม่เคยยอมแพ้ต่ออุปสรรค
"แม่คนนี้จะไม่ยอมให้ใครมารังแกหนูได้อีก... ไม่ว่าจะเป็นหนานกงหลาน หรือความยากจนพรรค์นี้ แม่จะพังมันให้หมด"
ชิงกัดฟันแน่น แววตาที่เคยหม่นหมองในอดีต บัดนี้ลุกโชนไปด้วยไฟแห่งการต่อสู้ เธออาจจะตายจากโลกอนาคตมาแล้วครั้งหนึ่ง แต่ในชีวิตใหม่นี้ เธอสาบานว่าจะใช้สมองและความรู้ที่มี พลิกฟื้นชะตาชีวิตที่เน่าเฟะนี้ให้กลายเป็นทองคำ และทวงคืนความยุติธรรมให้กับเจ้าของร่างและเด็กน้อยคนนี้อย่างสาสม!
การเกิดใหม่ที่แท้จริง... ได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว