เข้าสู่ระบบ“รักพวกมึงจัง”
“ไม่ต้องมาทำเป็นซึ้ง ตั้งสติอ่านหนังสือทวนโค้งสุดท้ายได้แล้วมึง”
ฉันหลุดยิ้มบาง ๆ ออกมาตรงมุมปาก ยามที่อาจารย์ประจำวิชาก้าวขาเดินเข้ามาในห้องพอดี บรรยากาศคุยเล่นรอบตัวจึงแปรเปลี่ยนเป็นความเงียบสงัดภายในเวลาไม่กี่วินาที เลกเชอร์ชั่วโมงแรกของเช้าวันนี้หนักหน่วงจนสมองของฉันคล้ายจะดับวูบไปหลายรอบ
ตัวหนังสือภาษาอังกฤษบนหน้าจอโปรเจกเตอร์เริ่มเบลอพร่าละลายกลายเป็นเส้นขนานตั้งแต่เข้าสู่ชั่วโมงที่สอง ความเหนื่อยล้าจากสัมผัสหลังพิตเลนเมื่อคืนยังคงเกาะกุมแน่นหนาอยู่ตามเนื้อตัวจนฉันต้องแอบจิกปลายนิ้วเข้ากับฝ่ามือตัวเองใต้โต๊ะเรียนเพื่อเรียกสติตัวเองไม่ให้หลับพับลงไปต่อหน้าอาจารย์
ช่วงพักเที่ยง ฉันแทบจะฟุบหน้าลงไปกองกับโต๊ะไม้ทันทีที่สิ้นเสียงบอกเลิกคลาสเรียน
“คืนนี้มึงต้องเข้าสนามอีกปะ” จีน่าถามขึ้นระหว่างที่กำลังใช้ปลายนิ้วแกะหลอดพลาสติกเสียบลงถังกาแฟ
“ไป”
“โอ๊ย” เรย์เงยหน้าขึ้นมาสบตาทันที “แล้วมึงจะเอาเวลาไหนนอนพักผ่อนวะ”
“ไม่มีเวลาให้พักหรอกช่วงนี้”
“พูดเหมือนชีวิตตัวเองเป็นนางเอกซีรีส์สู้ชีวิต”
ฉันหัวเราะเบา ๆ ในลำคอเพื่อคลายบรรยากาศ พลางหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาเปิดดูความเคลื่อนไหวทว่าสายตากลับไปสะดุดอยู่ตรงข้อความแจ้งเตือนใหม่บนแถบบาร์
พี่เซย์: วันนี้ทีมสปอนเซอร์รายใหญ่เข้าสนามเยอะมาก เมษามาถึงเร็วหน่อยนะ
ฉันกดพิมพ์ตอบรับข้อความสั้น ๆ กลับไปตามหน้าที่ จังหวะเดียวกันนั้นเอง เสียงพูดคุยจากกลุ่มนักศึกษาผู้หญิงที่นั่งอยู่โต๊ะด้านหลังก็ดังแว่วเข้ามาให้ได้ยินชัดเจน
“พวกมึง เห็นคลิปขุนทัพเมื่อคืนยัง โคตรหล่อเลยอะ”
“เออ กูดูวนซ้ำไปสิบรอบได้แล้วมั้ง ตอนเขาถอดหมวกกันน็อกออกมาคือใจกูจะวาย”
“คนอะไรแม่งเท่เกินไป ฟอร์มขับรถดุฉิบหาย”
ฉันก้มหน้ามองหน้าจอโทรศัพท์นิ่ง ๆ ไม่ได้แสดงปฏิกิริยาตอบรับใด ๆ ออกมา
“เขาเรียนคณะวิศวะที่เดียวกับพี่รามปะมึง”
“ใช่ คณะฝั่งตรงข้ามเรานี่แหละ เหมือนตอนนี้จะขึ้นมาเป็นนักขับเบอร์หนึ่งเต็มตัวของทีม RED แล้วด้วยนะ”
“แต่ได้ข่าวมาหนาหูมากว่าตัวจริงหยิ่งชะมัด ไม่สนใจใครเลยสักคน”
เรย์เบนสายตาหันกลับมามองหน้าฉันทันทีเมื่อได้ยินเสียงบทสนทนานั้นใกล้ ๆ “...ทำไมมึงต้องทำหน้าเหม็นเบื่อขนาดนั้นด้วยเมษา”
“เปล่า”
“หน้ามึงเหมือนกำลังด่าใครในใจอยู่เลย”
“ก็อาจจะด่าอยู่จริง ๆ”
จีน่าหลุดหัวเราะคิกคักออกมาเบา ๆ พลางส่ายหัว “มึงนี่แปลกคนนะเมษา คนทั้งสนามซิ่งกรี๊ดเขากันแทบตาย แต่มึงกลับทำหน้าเหมือนเห็นคนบ้า”
ฉันดูดกาแฟ รสขมในแก้วเงียบ ๆ โดยไม่คิดจะอธิบายอะไรต่อ จะให้ฉันตอบเพื่อนกลับไปได้ยังไงล่ะ ในเมื่อเมื่อคืนตอนตีหนึ่ง ผู้ชายมาดนิ่งสะกดสายตาคนที่ใคร ๆ ต่างพูดถึงเพิ่งจะยืนใช้ร่างกายสูงใหญ่ขวางทางเดินฉันอยู่หลังอู่ซ่อมบำรุง แถมยังพ่นประโยคบ้า ๆ ที่ทำให้ใจแกว่งออกมาอีกต่างหาก
ฉันหลับตาลงแน่นแวบหนึ่งเพื่อไล่ตะกอนความคิด ก่อนจะรีบเปิดหน้าชีทเพื่ออ่านเนื้อหาถัดไป หวังจะให้คำศัพท์แพทย์ช่วยหยุดภาพใบหน้าคมคายนั้น ทว่ายังไม่ทันที่สายตาจะกวาดอ่านได้ถึงสองบรรทัดเต็ม เสียงฮือฮาและเสียงกระซิบกระซาบจากบริเวณหน้าห้องเรียนก็ดังระงมขึ้นพร้อมกัน
ฉันขมวดคิ้วเข้าหากันเล็กน้อยด้วยความสงสัย ก่อนจะเงยหน้ามองตามสายตาของเพื่อนร่วมชั้นคนอื่น ๆ แล้วร่างกายของฉันก็ต้องแข็งค้างไปชั่วขณะ
กลุ่มนักศึกษาผู้ชายในชุดเสื้อช็อปสีแดงเข้มขยับก้าวขาเดินผ่านแนวบานประตูกระจกหน้าห้องเลกเชอร์เข้ามาด้านใน พี่รามเดินนำหน้าเข้ามาก่อนเพื่อพูดคุยติดต่อธุระกับอาจารย์ผู้ชายวัยกลางคนคนหนึ่ง ส่วนด้านหลัง ขุนทัพขยับฝีเท้าก้าวตามเข้ามาติด ๆ พร้อมกับวินทร์และจอมขวัญ
เสียงซุบซิบภายในห้องทวีความดังขึ้นทันทีจนเกือบกลายเป็นความวุ่นวาย
“นั่นแก๊ง RED ENGINEERING ปะวะมึง”
“เชี่ย หล่อจัดยกกลุ่มเลยว่ะ”
“คณะวิศวะข้ามฝั่งมาทำอะไรที่ตึกแพทย์เนี่ย”
Special Chapter 2— The New Pit Crew “พี่บอกกี่ครั้งแล้วว่าอย่ามายกของหนัก” เสียงทุ้มดุแฝงความหงุดหงิดดังขึ้นทันทีที่ฉันพยายามจะช่วยยกกล่องลังกระดาษใส่น้ำดื่มในพิตเลน พี่ขุนทัพเดินดิ่งเข้ามาแย่งกล่องในมือฉันไปถือเองทันทีโดยที่ฉันยังไม่ทันตั้งตัว ก่อนจะวางมันลงบนโต๊ะเหล็กอย่างระมัดระวังคล้ายกลัวว่าแรงสะเทือนจะกระทบมาถึงคนข้าง ๆ แล้วหันกลับมามองฉันด้วยสายตาคาดโทษ ดวงตาคมกริบคู่ที่เคยทำให้คู่แข่งในสนามแข่งต้องหวาดหวั่น ตอนนี้กลับจ้องฉันเขม็งนิ่งสนิทราวกับกำลังจะเรียกเข้าห้องสอบสวนขัดกับท่าทางผ่อนลมหายใจยาวหน่วงเพื่อระงับอารมณ์ “มันไม่ได้หนักขนาดนั้นสักหน่อยค่ะพี่ขุน หนูแค่อยากช่วย ไม่อยากนั่งเฉย ๆ” ฉันบ่นอุบ ย่นจมูกใส่เขา พลางลูบท้องตัวเองเบา ๆ อย่างคนไม่สำนึกผิดเพื่อเอาใจช่วยตัวเอง ตอนนี้ฉันท้องได้เกือบห้าเดือนแล้ว หน้าท้องเริ่มนูนชัดขึ้นจนเสื้อยืดโอเวอร์ไซซ์ที่ใส่มาวันนี้ปิดไม่มิด อาการแพ้ท้องในช่วงแรกหายไปเกือบหมด เหลือเพียงความหิวบ่อยกับพลังงานล้นเหลือจนคนรอบตัวเริ่มปวดหัวยามที่เห็นฉันขยับตัวทำนู่นทำนี่ไม่หยุด
Special Chapter 1 — Midnight Shift ตีสองสิบห้านาที… ประตูห้องฉุกเฉินปิดลงด้านหลังพร้อมเสียงดังแกร๊กเบา ๆ ฉันยืนนิ่งอยู่หน้าประตูแปบหนึ่ง ก่อนจะยกมือขึ้นกดบ่าและต้นคอที่ปวดตึงจนแทบขยับไม่ได้ ความเหนื่อยล้าสะสมจากเวรยาวกว่าสิบหกชั่วโมงเต็มทำเอาร่างกายประท้วงจนโลกทั้งใบดูช้าลงไปหมด แสงไฟนีออนสีขาวในทางเดินของโรงพยาบาลสว่างจ้าจนแสบตา กลิ่นแอลกอฮอล์และน้ำยาฆ่าเชื้อโชยติดเสื้อผ้าขยับตามทิศทางลมไม่หาย “หมอเมษา กลับบ้านดี ๆ นะคะ” พยาบาลรุ่นพี่ที่กำลังนั่งเคลียร์เอกสารโบกมือให้จากหน้าเคาน์เตอร์ “ค่ะพี่อร เจอกันพรุ่งนี้นะคะ” ฉันฝืนยิ้มตาปรือพยักหน้ารับ “พรุ่งนี้อีกแล้วเหรอ” “เวรเช้าค่ะ…” “โหดเกินคนแล้วลูก พักผ่อนบ้างนะ” เสียงหัวเราะเอ็นดูดังตามหลังมาเบา ๆ ฉันยิ้มแห้งตอบ ก่อนจะก้าวขาเดินไปตามทางเดินยาวพลางหยิบโทรศัพท์ในกระเป๋าขึ้นมาดู หน้าจอสว่างวาบปรากฏข้อความสั้น ๆ ที่ส่งมาเมื่อสามสิบนาทีก่อน ‘เลิกเวรหรือยัง พี่จอดรถอยู่ใต้ตึก’ แค่นึกภาพคนส่ง หัวใจที่แห้งเหี่ยวและ
“ตั้งใจเป็นหมอดี ๆ ล่ะ อย่าหักโหมเกินไป” “ค่ะ เมษาจะจำไว้” ดึกสงัดของคืนวันเดียวกัน… แสงไฟจากตึกสูงระฟ้าในกรุงเทพมหานครค่อย ๆ ดับลงทีละดวงตามกาลเวลา ถนนหลายสายที่เคยพลุกพล่านเริ่มแปรเปลี่ยนเป็นความว่างเปล่า ทว่าเสียงคำรามต่ำทรงพลังของเครื่องยนต์รถสปอร์ตสีดำคันคุ้นเคยยังคงดังก้องทะลุผ่านความเงียบงันยามราตรี พี่ขุนทัพขับรถพาฉันกลับมายัง MIDNIGHT CIRCUIT สถานที่ที่มีความหมายกับเราสองคนมาก เพราะมันเป็นที่ที่เปลี่ยนชีวิตพัง ๆ ของฉันให้ดีขึ้น และเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้เราได้มาอยู่ด้วยกันจนถึงทุกวันนี้ เมื่อรถจอดสนิทตรงพิตเลน… เขาดับเครื่องยนต์จนความเงียบเข้าปกคลุม ร่างสูงใหญ่ก้าวลงจากรถเดินอ้อมมาเปิดประตูฝั่งที่นั่งข้างคนขับให้ฉันช้า ๆ สองมือหนาประคองจับประตูย่อตัวลงเล็กน้อยเพื่อรอรับเหมือนที่เขาตั้งใจทำเสมอมา “มองอะไร” เสียงทุ้มห้วนติดดุถามขึ้นเบา ๆ เมื่อเห็นฉันยังคงนั่งนิ่งสบตาเขาแล้วอมยิ้มไม่ยอมก้าวลงจากรถ “มองว่ากัปตันทีมแชมป์ระดับเอเชีย ผู้ชายที่ดุดันที่สุดในสนามแข่ง ยังยอมลงมาเปิดประตูรถให้แฟนอยู่เลยค่
มา 5 ปีต่อมา… “ยินดีด้วยนะคุณหมอเมษา!” เสียงของจีน่ากับเรย์ดังขึ้นพร้อมกัน ก่อนที่ทั้งคู่จะพุ่งเข้ามากอดฉันคนละข้างจนแทบเสียหลัก แรงกอดแน่น ๆ นำพาเอาความตื้นตันใจมาสู่ฉันจนก้อนสะอื้นแล่นมาจุกที่คอ เสียงหัวเราะ เสียงแสดงความยินดี และเสียงชัตเตอร์จากกล้องถ่ายรูปดังไปทั่วลานหน้าหอประชุมใหญ่ในช่วงบ่ายของวันสำคัญ วันนี้คือวันพิธีพระราชทานปริญญาบัตร วันแห่งความสำเร็จที่นิสิตแพทย์ทุกคนเฝ้าเพียรพยายามมาตลอด 6 ปีเต็ม วันที่ฉันจะได้ก้าวเข้าสู่การเป็นแพทย์หญิงอย่างภาคภูมิใจ ฉันยืนมองตัวเองผ่านกระจกบานใหญ่ที่ตั้งอยู่บริเวณซุ้มดอกไม้ของคณะ ดวงตาไล่มองภาพสะท้อนของตัวเองตั้งแต่หัวจรดเท้า ชุดครุยวิทยฐานะที่สวมทับอยู่บนร่างกายดูแตกต่างจากทุกครั้งที่ผ่านมา มันทั้งงดงาม ทรงเกียรติ และดูหนักอึ้งไปด้วยความรับผิดชอบของคำว่า ‘ผู้รักษา’ ห้าปีหลังจากคืนฝนตกวันนั้น… และอีกหนึ่งปีเต็มในฐานะอินเทิร์น เพียงแค่คิดถึงคำนี้ หัวใจก็สั่นไหวอย่างรุนแรง หกปีเต็ม ๆ ที่ต้องแลกมาด้วยการหยิบยืมเวลานอน แลกมาด้วยหยาดน้ำตาและความกดด
“ก็หนูดีใจนี่” “รู้” “แล้วจะว่าอะไร” “ไม่ได้ว่า” เขาตอบพร้อมรอยยิ้มบาง ๆ “แค่รู้สึกดี” “ดีอะไร” “มีคนดีใจให้ขนาดนี้” หัวใจฉันเต้นแรงจนแทบหายใจไม่ออก ก่อนจะยิ่งหนักกว่าเดิมเมื่อเสียงพิธีกรดังขึ้นจากเวที “เชิญผู้ชนะขึ้นรับถ้วยรางวัลครับ!” ขุนทัพถอนหายใจเบา ๆ “ไปทำหน้าที่ก่อน” “ค่ะ กัปตัน” “เดี๋ยวกลับมา” “เมษารออยู่แล้ว” ดวงตาคมสบตาฉันนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเอื้อมมือมาบีบปลายนิ้วเบา ๆ แล้วเดินขึ้นเวทีท่ามกลางเสียงปรบมือกึกก้อง แสงสปอร์ตไลต์สาดส่องลงบนร่างสูงสง่า ถ้วยรางวัลแชมป์ถูกชูขึ้นเหนือศีรษะ พลุสีทองพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้ายามเย็น เสียงเพลงแห่งชัยชนะดังกระหึ่มไปทั่วสนาม ฉันยืนมองภาพนั้นด้วยรอยยิ้ม เพราะรู้ดีว่า… ผู้ชายคนนี้สมควรได้รับทุกอย่างแล้วจริง ๆ หลังจบพิธีมอบรางวัล ทีม RED ENGINEERING จัดการฉลองกันเล็ก ๆ ภายในพิต เสียงหัวเราะดังไม่ขาดสาย จอมขวัญเปิดแชมเปญจนฟองกระจายไปทั่ว รามโดนทีมช่างจับยกขึ้นบ่า ส่วนวินทร์กำลังโดนล้อเรื่องหน้าตาเครียดตลอ
หลังจากผ่านพ้นมรสุมเรื่องครอบครัวของฉันไปได้ โลกทั้งใบก็เหมือนจะกลับมาสงบสุขอีกครั้ง พี่ขุนทัพทำตามคำสัญญาที่ให้ไว้ทุกอย่าง เขาดูแลฉันดีมากจนบางครั้งฉันยังแอบคิดว่าผู้ชายดุดันในสนามแข่งคนนั้นหายไปไหน ปัญหาเรื่องพ่อเลี้ยงกับแม่เงียบหายไปสนิทราวกับไม่เคยเกิดขึ้นในชีวิตฉันอีกเลย แต่สำหรับพี่ขุนทัพ... งานใหญ่ที่แท้จริงของเขากำลังจะเริ่มขึ้น ไทม์ไลน์ของชีวิตเราหมุนผ่านไปอย่างรวดเร็วจนกระทั่งมาถึงวันสำคัญที่สุดในฤดูกาล ศึกตัดสินแชมป์ King’s Cup นัดสุดท้ายที่ทุกคนรอคอย สมรภูมิที่สนาม MIDNIGHT CIRCUIT ในวันนี้แน่นขนัดไปด้วยผู้คนจนแทบไม่มีที่เดิน เสียงเครื่องยนต์จากพิตต่าง ๆ คำรามสลับกันจนแผ่นดินสะเทือน บรรยากาศรอบตัวเต็มไปด้วยความกดดันและความตื่นเต้น ฉันยืนอยู่กลางแทร็กในพิตเลน สวมชุด Race Queen ของทีม RED ENGINEERING ตัวเสื้อสีขาวตัดกับกระโปรงสั้นสีแดงสด ยืนเคียงข้างรถแข่งสีแดงดำเบอร์ 7ของกัปตันทีม พี่ขุนทัพในชุดแข่งเต็มยศเดินเข้ามาหาฉัน ใบหน้าหล่อเหลาดูจริงจังและนิ่งขรึมกว่าทุกวัน สายตาของเขาจับจ้องไปที่แทร็กข้างหน้าอย่างมุ่งมั่น ทว่าพอหันมาสบ







