ログイン“อืม” เขาตอบรับเพียงแค่นั้นในคอ ก่อนจะหมุนตัวเดินแยกออกไปตามโถงทางเดินเงียบ ๆ
จีน่าที่แอบยืนสังเกตการณ์อยู่ทางด้านหลังรีบถลาตัวเข้ามาหาทำท่าเหมือนจะกรี๊ด “โอ๊ยเมษา! ผู้ชายงานดี อบอุ่นแบบพี่โซลนี่มึงไปหามาจากพิกัดไหนอีกวะ”
“หยุดมโนได้แล้วมึง”
“พี่โซลแม่งดูแลมึงดีเหมือนเป็นแฟนมึงเลยเอาดี ๆ”
“ไม่ใช่แฟน แต่อย่ามโนไปไกลเถอะมึง”
เรย์ขยับก้าวตามเข้ามาสมทบพลางพยักหน้าเห็นด้วยทันที “เออ กูเห็นด้วยกับจีน่านะ แต่พี่เขาไม่ได้เหมือนแฟนหรอก ดูทรงแล้วเหมือนเป็นแม่มึงคนที่สองมากกว่า”
ฉันหลุดหัวเราะขำพรืดออกมาทันทีเพราะคำพูดของเพื่อน บรรยากาศอึดอัดตึง ๆ ที่เกาะกุมอยู่ในอกมาตลอดช่วงบ่ายคลายตัวลงไปได้นิดหน่อย ทว่ายังไม่ทันที่พวกเราจะได้ขยับปากพูดเล่นอะไรต่อ เสียงระเบิดท่อไอเสียและแรงเครื่องยนต์ที่ดังลั่นมาจากตัดถนนหน้าตึกเรียนคณะวิศวกรรมศาสตร์ฝั่งตรงข้ามก็ดังแทรกเข้ามาอย่างรุนแรง
บรื้นนน
กลุ่มนักศึกษาที่กำลังเดินขวักไขว่อยู่แถวทางเชื่อมตึกพากันหันสายตาไปมองตามที่มาของเสียงโดยอัตโนมัติ รถสปอร์ตคูเป้สีดำด้านโหลดเตี้ยคันคุ้นตาเลี้ยวโค้งเข้ามาจอดสนิทอยู่ตรงบริเวณหน้าตึกคณะวิศวะฝั่งตรงข้าม แม้ระยะห่างจะไกลกันพอสมควรแต่ฉันกลับจำรูปทรงและไลน์ตัวถังของรถคันนั้นได้ทันทีในพริบตา
รถของทีม RED ENGINEERING
จีน่าชะโงกหน้าข้ามแนวระเบียงเหล็กไปมองด้วยแววตาเป็นประกาย “เชี่ย นั่นรถของขุนทัพปะมึง”
เรย์หลุดหัวเราะออกมาเบา ๆ พลางส่ายหัว “มหาวิทยาลัยนี้คงจะลุกเป็นไฟเพราะผู้ชายแก๊งนี้จริง ๆ ว่ะ”
ฉันรีบละสายตาออกจากภาพรถสปอร์ตสีดำคันนั้นทันที ก่อนจะขยับฝีเท้าเดินนำหน้าออกไปตามทางเชื่อมตึก “กูกลับก่อนนะมึง”
“อ้าว เดี๋ยวดิมึง! รอพวกกูด้วย”
เสียงจีน่ากับเรย์ตะโกนไล่หลังพลางออกตัววิ่งตามมา ทว่าในจังหวะที่เรียวขาก้าวเดินมาถึงกึ่งกลางของทางเชื่อมระหว่างตึกคณะ เสียงฝีเท้าหนัก ๆ ของใครบางคนกลับดังสวนบันไดขึ้นมาจากฝั่งตรงข้ามพอดี
ฉันเงยหน้าขึ้นมองตามสัญชาตญาณโดยไม่ตั้งใจ
แล้วฝ่าเท้าของฉันก็ต้องหยุดชะงักลงสนิททันที
ขุนทัพ
เขากำลังเดินก้าวขึ้นบันไดตึกมาด้วยท่วงท่านิ่ง ๆ เสื้อช็อปสีแดงเข้มประจำคณะพาดหลวม ๆ อยู่บนลาดไหล่กว้าง มือหนาข้างหนึ่งถือกุญแจรถสปอร์ตเอาไว้ นิ้วเรียวตวัดกุญแจเล่นไปมา ใบหน้าหล่อเหลายังคงเรียบเฉย ไร้กระแสความรู้สึก กลุ่มนักศึกษาแถวนั้นเริ่มพากันปัดสายตามองตามหลังเขาอีกครั้ง แต่เจ้าตัวกลับวางท่าทีเฉยชา ไม่ได้สนใจสิ่งแวดล้อมรอบข้างเลยแม้แต่นิดเดียว
ขุนทัพหยุดก้าวเท้า ยืนประจันหน้าอยู่ตรงหน้าฉันเงียบ ๆ อยู่ครู่หนึ่ง
ก่อนที่สายตาคมกริบคู่นั้นจะเลื่อนต่ำลงมาหยุดนิ่งอยู่ตรงกล่องนมเย็นในมือของฉัน
จากนั้นเขาก็เลื่อนสายตากลับขึ้นมาจ้องใบหน้าของฉันใหม่อีกครั้ง แววตานิ่งลึกเดาใจยาก
“กินแค่นั้นอิ่ม?”
ฉันนิ่งใบ้ไปชั่วขณะ รู้สึกเหมือนก้อนเนื้อในอกซ้ายจะกระตุกปัดแกว่ง จีน่ารีบหันขวับมามองหน้าฉันทันทีด้วยแววตาตื่น ๆ ส่วนเรย์เริ่มขมวดคิ้วเข้าหากันแน่นเหมือนกำลังสัมผัสได้ถึงมวลความผิดปกติบางอย่างระหว่างเราสองคน
อันตรายเกินไปแล้ว
ฉันสูดลมหายใจเข้าลึก รีบเค้นสติตั้งรับอารมณ์ ก่อนจะตอบกลับไปด้วยน้ำเสียงและท่าทีที่พยายามรักษาความปกติเอาไว้ให้มากที่สุด
“เรื่องของฉันไหมคะ”
ขุนทัพยืนนิ่ง ก่อนจะหลุดหัวเราะในลำคอเบา ๆ สายตาคมกริบคู่นั้นจดจ้องมองทะลุความฝืนของฉันอย่างรู้ทัน
“ก็จริง”
เขาส่งน้ำเสียงทุ้มต่ำตอบกลับมาแค่นั้น แล้วขยับร่างกายสูงใหญ่เดินก้าวผ่านลาดไหล่ของฉันไปเฉย ๆ ราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น ทว่าในวินาทีที่ร่างของเขาเบียดผ่านระยะประชิดไปจนได้กลิ่นน้ำหอมจาง ๆ ประโยคคำพูดเรียบ ๆ ที่เบาหวิวกลับดังขึ้นอีกครั้ง เป็นระดับเสียงที่มีแค่ฉันคนเดียวเท่านั้นที่ได้ยินมันชัดเจน
“ใต้ตาคล้ำ”
Special Chapter 2— The New Pit Crew “พี่บอกกี่ครั้งแล้วว่าอย่ามายกของหนัก” เสียงทุ้มดุแฝงความหงุดหงิดดังขึ้นทันทีที่ฉันพยายามจะช่วยยกกล่องลังกระดาษใส่น้ำดื่มในพิตเลน พี่ขุนทัพเดินดิ่งเข้ามาแย่งกล่องในมือฉันไปถือเองทันทีโดยที่ฉันยังไม่ทันตั้งตัว ก่อนจะวางมันลงบนโต๊ะเหล็กอย่างระมัดระวังคล้ายกลัวว่าแรงสะเทือนจะกระทบมาถึงคนข้าง ๆ แล้วหันกลับมามองฉันด้วยสายตาคาดโทษ ดวงตาคมกริบคู่ที่เคยทำให้คู่แข่งในสนามแข่งต้องหวาดหวั่น ตอนนี้กลับจ้องฉันเขม็งนิ่งสนิทราวกับกำลังจะเรียกเข้าห้องสอบสวนขัดกับท่าทางผ่อนลมหายใจยาวหน่วงเพื่อระงับอารมณ์ “มันไม่ได้หนักขนาดนั้นสักหน่อยค่ะพี่ขุน หนูแค่อยากช่วย ไม่อยากนั่งเฉย ๆ” ฉันบ่นอุบ ย่นจมูกใส่เขา พลางลูบท้องตัวเองเบา ๆ อย่างคนไม่สำนึกผิดเพื่อเอาใจช่วยตัวเอง ตอนนี้ฉันท้องได้เกือบห้าเดือนแล้ว หน้าท้องเริ่มนูนชัดขึ้นจนเสื้อยืดโอเวอร์ไซซ์ที่ใส่มาวันนี้ปิดไม่มิด อาการแพ้ท้องในช่วงแรกหายไปเกือบหมด เหลือเพียงความหิวบ่อยกับพลังงานล้นเหลือจนคนรอบตัวเริ่มปวดหัวยามที่เห็นฉันขยับตัวทำนู่นทำนี่ไม่หยุด
Special Chapter 1 — Midnight Shift ตีสองสิบห้านาที… ประตูห้องฉุกเฉินปิดลงด้านหลังพร้อมเสียงดังแกร๊กเบา ๆ ฉันยืนนิ่งอยู่หน้าประตูแปบหนึ่ง ก่อนจะยกมือขึ้นกดบ่าและต้นคอที่ปวดตึงจนแทบขยับไม่ได้ ความเหนื่อยล้าสะสมจากเวรยาวกว่าสิบหกชั่วโมงเต็มทำเอาร่างกายประท้วงจนโลกทั้งใบดูช้าลงไปหมด แสงไฟนีออนสีขาวในทางเดินของโรงพยาบาลสว่างจ้าจนแสบตา กลิ่นแอลกอฮอล์และน้ำยาฆ่าเชื้อโชยติดเสื้อผ้าขยับตามทิศทางลมไม่หาย “หมอเมษา กลับบ้านดี ๆ นะคะ” พยาบาลรุ่นพี่ที่กำลังนั่งเคลียร์เอกสารโบกมือให้จากหน้าเคาน์เตอร์ “ค่ะพี่อร เจอกันพรุ่งนี้นะคะ” ฉันฝืนยิ้มตาปรือพยักหน้ารับ “พรุ่งนี้อีกแล้วเหรอ” “เวรเช้าค่ะ…” “โหดเกินคนแล้วลูก พักผ่อนบ้างนะ” เสียงหัวเราะเอ็นดูดังตามหลังมาเบา ๆ ฉันยิ้มแห้งตอบ ก่อนจะก้าวขาเดินไปตามทางเดินยาวพลางหยิบโทรศัพท์ในกระเป๋าขึ้นมาดู หน้าจอสว่างวาบปรากฏข้อความสั้น ๆ ที่ส่งมาเมื่อสามสิบนาทีก่อน ‘เลิกเวรหรือยัง พี่จอดรถอยู่ใต้ตึก’ แค่นึกภาพคนส่ง หัวใจที่แห้งเหี่ยวและ
“ตั้งใจเป็นหมอดี ๆ ล่ะ อย่าหักโหมเกินไป” “ค่ะ เมษาจะจำไว้” ดึกสงัดของคืนวันเดียวกัน… แสงไฟจากตึกสูงระฟ้าในกรุงเทพมหานครค่อย ๆ ดับลงทีละดวงตามกาลเวลา ถนนหลายสายที่เคยพลุกพล่านเริ่มแปรเปลี่ยนเป็นความว่างเปล่า ทว่าเสียงคำรามต่ำทรงพลังของเครื่องยนต์รถสปอร์ตสีดำคันคุ้นเคยยังคงดังก้องทะลุผ่านความเงียบงันยามราตรี พี่ขุนทัพขับรถพาฉันกลับมายัง MIDNIGHT CIRCUIT สถานที่ที่มีความหมายกับเราสองคนมาก เพราะมันเป็นที่ที่เปลี่ยนชีวิตพัง ๆ ของฉันให้ดีขึ้น และเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้เราได้มาอยู่ด้วยกันจนถึงทุกวันนี้ เมื่อรถจอดสนิทตรงพิตเลน… เขาดับเครื่องยนต์จนความเงียบเข้าปกคลุม ร่างสูงใหญ่ก้าวลงจากรถเดินอ้อมมาเปิดประตูฝั่งที่นั่งข้างคนขับให้ฉันช้า ๆ สองมือหนาประคองจับประตูย่อตัวลงเล็กน้อยเพื่อรอรับเหมือนที่เขาตั้งใจทำเสมอมา “มองอะไร” เสียงทุ้มห้วนติดดุถามขึ้นเบา ๆ เมื่อเห็นฉันยังคงนั่งนิ่งสบตาเขาแล้วอมยิ้มไม่ยอมก้าวลงจากรถ “มองว่ากัปตันทีมแชมป์ระดับเอเชีย ผู้ชายที่ดุดันที่สุดในสนามแข่ง ยังยอมลงมาเปิดประตูรถให้แฟนอยู่เลยค่
มา 5 ปีต่อมา… “ยินดีด้วยนะคุณหมอเมษา!” เสียงของจีน่ากับเรย์ดังขึ้นพร้อมกัน ก่อนที่ทั้งคู่จะพุ่งเข้ามากอดฉันคนละข้างจนแทบเสียหลัก แรงกอดแน่น ๆ นำพาเอาความตื้นตันใจมาสู่ฉันจนก้อนสะอื้นแล่นมาจุกที่คอ เสียงหัวเราะ เสียงแสดงความยินดี และเสียงชัตเตอร์จากกล้องถ่ายรูปดังไปทั่วลานหน้าหอประชุมใหญ่ในช่วงบ่ายของวันสำคัญ วันนี้คือวันพิธีพระราชทานปริญญาบัตร วันแห่งความสำเร็จที่นิสิตแพทย์ทุกคนเฝ้าเพียรพยายามมาตลอด 6 ปีเต็ม วันที่ฉันจะได้ก้าวเข้าสู่การเป็นแพทย์หญิงอย่างภาคภูมิใจ ฉันยืนมองตัวเองผ่านกระจกบานใหญ่ที่ตั้งอยู่บริเวณซุ้มดอกไม้ของคณะ ดวงตาไล่มองภาพสะท้อนของตัวเองตั้งแต่หัวจรดเท้า ชุดครุยวิทยฐานะที่สวมทับอยู่บนร่างกายดูแตกต่างจากทุกครั้งที่ผ่านมา มันทั้งงดงาม ทรงเกียรติ และดูหนักอึ้งไปด้วยความรับผิดชอบของคำว่า ‘ผู้รักษา’ ห้าปีหลังจากคืนฝนตกวันนั้น… และอีกหนึ่งปีเต็มในฐานะอินเทิร์น เพียงแค่คิดถึงคำนี้ หัวใจก็สั่นไหวอย่างรุนแรง หกปีเต็ม ๆ ที่ต้องแลกมาด้วยการหยิบยืมเวลานอน แลกมาด้วยหยาดน้ำตาและความกดด
“ก็หนูดีใจนี่” “รู้” “แล้วจะว่าอะไร” “ไม่ได้ว่า” เขาตอบพร้อมรอยยิ้มบาง ๆ “แค่รู้สึกดี” “ดีอะไร” “มีคนดีใจให้ขนาดนี้” หัวใจฉันเต้นแรงจนแทบหายใจไม่ออก ก่อนจะยิ่งหนักกว่าเดิมเมื่อเสียงพิธีกรดังขึ้นจากเวที “เชิญผู้ชนะขึ้นรับถ้วยรางวัลครับ!” ขุนทัพถอนหายใจเบา ๆ “ไปทำหน้าที่ก่อน” “ค่ะ กัปตัน” “เดี๋ยวกลับมา” “เมษารออยู่แล้ว” ดวงตาคมสบตาฉันนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเอื้อมมือมาบีบปลายนิ้วเบา ๆ แล้วเดินขึ้นเวทีท่ามกลางเสียงปรบมือกึกก้อง แสงสปอร์ตไลต์สาดส่องลงบนร่างสูงสง่า ถ้วยรางวัลแชมป์ถูกชูขึ้นเหนือศีรษะ พลุสีทองพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้ายามเย็น เสียงเพลงแห่งชัยชนะดังกระหึ่มไปทั่วสนาม ฉันยืนมองภาพนั้นด้วยรอยยิ้ม เพราะรู้ดีว่า… ผู้ชายคนนี้สมควรได้รับทุกอย่างแล้วจริง ๆ หลังจบพิธีมอบรางวัล ทีม RED ENGINEERING จัดการฉลองกันเล็ก ๆ ภายในพิต เสียงหัวเราะดังไม่ขาดสาย จอมขวัญเปิดแชมเปญจนฟองกระจายไปทั่ว รามโดนทีมช่างจับยกขึ้นบ่า ส่วนวินทร์กำลังโดนล้อเรื่องหน้าตาเครียดตลอ
หลังจากผ่านพ้นมรสุมเรื่องครอบครัวของฉันไปได้ โลกทั้งใบก็เหมือนจะกลับมาสงบสุขอีกครั้ง พี่ขุนทัพทำตามคำสัญญาที่ให้ไว้ทุกอย่าง เขาดูแลฉันดีมากจนบางครั้งฉันยังแอบคิดว่าผู้ชายดุดันในสนามแข่งคนนั้นหายไปไหน ปัญหาเรื่องพ่อเลี้ยงกับแม่เงียบหายไปสนิทราวกับไม่เคยเกิดขึ้นในชีวิตฉันอีกเลย แต่สำหรับพี่ขุนทัพ... งานใหญ่ที่แท้จริงของเขากำลังจะเริ่มขึ้น ไทม์ไลน์ของชีวิตเราหมุนผ่านไปอย่างรวดเร็วจนกระทั่งมาถึงวันสำคัญที่สุดในฤดูกาล ศึกตัดสินแชมป์ King’s Cup นัดสุดท้ายที่ทุกคนรอคอย สมรภูมิที่สนาม MIDNIGHT CIRCUIT ในวันนี้แน่นขนัดไปด้วยผู้คนจนแทบไม่มีที่เดิน เสียงเครื่องยนต์จากพิตต่าง ๆ คำรามสลับกันจนแผ่นดินสะเทือน บรรยากาศรอบตัวเต็มไปด้วยความกดดันและความตื่นเต้น ฉันยืนอยู่กลางแทร็กในพิตเลน สวมชุด Race Queen ของทีม RED ENGINEERING ตัวเสื้อสีขาวตัดกับกระโปรงสั้นสีแดงสด ยืนเคียงข้างรถแข่งสีแดงดำเบอร์ 7ของกัปตันทีม พี่ขุนทัพในชุดแข่งเต็มยศเดินเข้ามาหาฉัน ใบหน้าหล่อเหลาดูจริงจังและนิ่งขรึมกว่าทุกวัน สายตาของเขาจับจ้องไปที่แทร็กข้างหน้าอย่างมุ่งมั่น ทว่าพอหันมาสบ







