INICIAR SESIÓNฉันยืนนิ่งอยู่กับที่ไปชั่ววินาที รู้สึกเหมือนอุณหภูมิรอบตัวจะลดฮวบลงไปดื้อ ๆ เสียงฝีเท้าหนัก ๆ ของขุนทัพเดินห่างออกไปเรื่อย ๆ จนกระทั่งแผ่นหลังกว้างหายลับไปสุดทางเชื่อมตึก ทิ้งไว้เพียงกลิ่นควันบุหรี่จาง ๆ ที่ลอยอวลอยู่ในอากาศ กับกระแสความปั่นป่วนในอกที่ฉันเริ่มจะควบคุมมันไม่อยู่
“เดี๋ยวนะมึง”
จีน่าหันขวับมามองหน้าฉันทันที ตาโต ๆ ของมันเบิกกว้างขึ้นด้วยความอยากรู้ “เมื่อกี้ขุนทัพเขาเดินเข้ามาคุยกับมึงเหรอเมษา”
“ก็…ถามเรื่องทั่วไปน่ะ” ฉันพยายามปรับระดับเสียงให้ราบเรียบที่สุดขณะก้าวขาเดินต่อ
“ทั่วไปตรงไหนวะ”
เรย์ที่ยืนกอดอกอยู่ข้างกัน มองตามพิกัดที่แผ่นหลังของขุนทัพเพิ่งเดินผ่านไปช้า ๆ ก่อนจะหันสายตากลับมามองหน้าฉัน “มึงไปรู้จักกับพวก RED ENGINEERING ตั้งแต่เมื่อไหร่”
“ไม่ได้รู้จักสักหน่อย”
“อ้าว แล้วถ้าไม่รู้จักกัน แล้วเขาจะเดินมาทักมึงทำไม”
ฉันเม้มริมฝีปากแน่นเข้าหากันเล็กน้อยพยายามซ่อนอาการเลิ่กลั่ก บังคับฝีเท้าให้ก้าวเดินเร็วขึ้น “ก็แค่เคยเดินสวนกัน เจอกันที่สนามแข่งบ้างเฉย ๆ”
“เจอระดับไหนวะ ถึงขนาดเดินเข้ามาทักเรื่องใต้ตาคล้ำเนี่ยนะ”
“เรย์” ฉันส่งเสียงปรามเพื่อนเบา ๆ
“เออ ๆ กูถามดูเฉย ๆ ไหมล่ะ”
หลังจากนั้นฉันก็เลือกที่จะเงยหน้าเดินต่อโดยไม่ยอมตอบคำถามอะไรอีก เพราะรู้ดีว่าในสถานการณ์แบบนี้ ยิ่งพูดมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งเสี่ยงที่จะหลุดพิรุธให้เพื่อนจับได้มากขึ้นเท่านั้น จีน่ากับเรย์หันไปมองหน้ากันเงียบ ๆ ท่าทางเหมือนเริ่มจะสัมผัสได้ถึงมวลความผิดปกติบางอย่าง แต่สุดท้ายเมื่อเห็นว่าฉันนิ่งสนิทและไม่ยอมเปิดปาก พวกมันจึงยอมถอยทัพและปล่อยผ่านเรื่องนี้ไป
“โอเค ไม่ถามต่อแล้วก็ได้” จีน่ายกสองมือขึ้นทำท่าทางยอมแพ้ “แต่กูขอเตือนมึงไว้ก่อนเลยนะเมษา ผู้ชายกลุ่มนั้นน่ะดูอันตรายทุกคนเลย”
เรย์พยักหน้าเห็นด้วยทันทีอย่างรวดเร็ว “Especially คนเมื่อกี้…สายตาแม่งดุฉิบหาย”
ฉันหลุดหัวเราะแห้ง ๆ ออกมาในลำคอ สายตาก้มมองพื้นปูนขัดผิวเรียบใต้ตึกเรียน
ถ้าพวกมันรู้ว่าคำว่า ‘อันตราย’ ที่กำลังพูดถึงมันอยู่ระดับไหน พวกมันคงเลิกตั้งคำถามไปนานแล้ว
ฉันเดินทางกลับมาถึงหอพักตอนเกือบหนึ่งทุ่ม ทรุดตัวลงนั่งบนเตียงด้วยสภาพที่ร่างแทบจะพังทลาย ทั้งที่งานพาร์ตไทม์ช่วงกลางคืนยังไม่ได้เริ่มต้นขึ้นด้วยซ้ำ ชีทเอกสารเรียน ถูกโยนกองทิ้งไว้ตรงปลายฟูกอย่างไม่ไยดี ฉันขยับขาก้าวเดินเข้าห้องน้ำไปวักน้ำล้างหน้าเงียบ ๆ ก่อนจะเงยหน้าขึ้นเช็ดผิว มองเงาสะท้อนของตัวเองในกระจกบานยาว
ผิวเนื้อบริเวณใต้ตาหมองคล้ำขึ้นชัดเจนจริง ๆ อย่างที่ขุนทัพพูดทักไว้ตอนเย็น
ฉันทอดถอนหายใจออกมาแรง ๆ ครั้งหนึ่ง พลางหยิบทิชชู่มาซับหน้า
แล้วเขาจะมาคอยจับสังเกตเรื่องของฉันทำไมกัน
ครืด— ครืด—
โทรศัพท์มือถือที่วางทิ้งไว้บนโต๊ะเขียนหนังสือส่งแรงสั่นสะเทือนขึ้นมา ฉันเดินออกไปหยิบเปิดหน้าจอขึ้นดู เป็นข้อความจากพี่เซย์ที่ส่งเข้ามาในแอปพลิเคชันไลน์
พี่เซย์: วันนี้มีทีมสปอนเซอร์รายใหญ่จากฝั่งญี่ปุ่นเข้าสนามนะ เมษาอย่าลืมเปลี่ยนเป็นชุดเซ็ตสีดำล่ะ
ฉันพิมพ์ข้อความตอบรับสั้น ๆ กลับไปตามหน้าที่ ก่อนจะรีบจัดการแต่งหน้าและเปลี่ยนเสื้อผ้า สี่สิบนาทีต่อมา รถแท็กซี่คันสีเขียวเหลืองก็เลี้ยวโค้งเข้าสู่พื้นที่หน้าสนาม MIDNIGHT CIRCUIT อีกครั้ง
แสงสีส้มสลัวจากสปอตไลท์ดวงใหญ่ โลกกลางคืนขยับแขนต้อนรับฉันทันทีในพริบตา เสียงแผดคำรามของเครื่องยนต์รอบจัด แสงไฟสปอร์ตไลท์สีขาวจัด ละอองกลิ่นน้ำมันเครื่องที่ลอยอบอวล ฝูงชนที่เดินเบียดเสียดกัน และเสียงหัวเราะคุยเล่นรอบบริเวณ ทุกอย่างยังคงดำเนินไปตามปกติเหมือนอย่างเช่นทุกวัน
“เมษา!”
เสียงพี่เซย์ตะโกนเรียกพร้อมชูมือขึ้นโบกไปมาจากบริเวณพื้นที่หน้าพิตเลน ฉันรีบก้าวเท้าฉับ ๆ เดินเข้าไปหาทันที
“วันนี้มาสายนิดนึงนะเรา”
“ขอโทษค่ะพี่เซย์ พอดีทางเข้าสนามรถติดมากเลย”
ฉันยื่นมือไปรับแฟ้มตารางงานกับตัววิทยุสื่อสารคลื่นสั้นมาถือไว้ในอ้อมแขน ก่อนจะเบนสายตากวาดมองไปรอบ ๆ บริเวณสนามแข่ง ค่ำคืนนี้จำนวนฝูงชนหนาตากว่าเมื่อคืนหลายเท่า กลุ่มตัวแทนสปอนเซอร์ต่างชาติเดินกันขวักไขว่อยู่ตรงบริเวณโซน VIP ชั้นบน ขณะเดียวกัน กลุ่มช่างภาพนับสิบร่างก็เริ่มพากันไปตั้งขาตั้งกล้องรัวชัตเตอร์อยู่บริเวณหน้าอู่ของทีม RED ENGINEERING กันเรียบร้อยแล้ว
กระแสความนิยมแรงจริง ๆ นั่นแหละ
“เมษา เดี๋ยวเปลี่ยนคิวขึ้นไปดูแลแขกตรงโซน VIP รอบแรกก่อนนะ” พี่เซย์หันมาสั่งงานพลางขีดปากกาสีแดงลงบนกระดาษ
“ได้ค่ะ”
“เออ แล้วคืนนี้ก็ระวังตัวจากมิรินไว้หน่อยละกัน”
ฉันเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อยด้วยความสงสัย “ทำไมเหรอคะ มีเรื่องอะไรหรือเปล่า”
พี่เซย์ลอบถอนหายใจยาวออกมาเบา ๆ ละสายตาจากแผ่นกระดาษขึ้นมามองหน้าฉัน “ช่วงนี้นางอารมณ์ไม่ค่อยดีน่ะ”
“แล้วมันเกี่ยวอะไรกับหนูด้วยล่ะคะ”
ผู้จัดการเรซควีนนิ่งเงียบไปสองวินาทีเต็ม สายตาจดจ้องใบหน้าของฉันก่อนจะเอ่ยปากพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
“ก็เพราะขุนทัพไม่เคยมองผู้หญิงคนไหนเลยน่ะสิ…แต่วันสองวันนี้ สายตาของเขาดันเริ่มขยับมามองมึงบ่อยเกินไปแล้ว”
ฉันชะงักร่างกายไปทันที หัวใจกระตุกวูบ “พี่เซย์คะ—”
“พี่ไม่ได้ว่าอะไรหรอกเมษา” เธอยกมือขึ้นขัดจังหวะพลางขยับสูบบุหรี่ไฟฟ้า ควันสีขาวลอยม้วนตัวในอากาศ “แต่มหาลัยหรือสนามแข่งแบบนี้ พวกผู้หญิงบางกลุ่มชอบเอาเรื่องผู้ชายมาแข่งกันเอง ยิ่งขุนทัพโปรไฟล์ดีขนาดนั้น นางยิ่งไม่ยอม ระวังตัวไว้หน่อยก็พอ”
ฉันนิ่งเงียบไปพักหนึ่ง ก่อนจะพยักหน้ารับคำเบา ๆ อย่างเข้าใจสถานการณ์เป็นอย่างดี
ที่นี่ไม่ได้น่ากลัวแค่เรื่องความเร็วของรถแข่งหรอก บางครั้ง…เรื่องของ ‘คน’ มันชวนให้อึดอัดและเหนื่อยล้ากว่ากันตั้งเยอะ
“เมษา! ฝั่งนู้นเรียกหาป้ายไฟแล้ว” เสียงทีมงานอีกฝั่งตะโกนแทรกเข้ามาพอดี
“ค่ะ! กำลังไปค่ะ” ฉันส่งเสียงตอบรับแล้วรีบหมุนตัวเดินแยกออกมาทันที
ทว่าในจังหวะที่เรียวขากำลังจะก้าวไปถึงช่วงบันไดทางขึ้นโซน VIP ด้านบน
บรื้นนน—!!
Special Chapter 2— The New Pit Crew “พี่บอกกี่ครั้งแล้วว่าอย่ามายกของหนัก” เสียงทุ้มดุแฝงความหงุดหงิดดังขึ้นทันทีที่ฉันพยายามจะช่วยยกกล่องลังกระดาษใส่น้ำดื่มในพิตเลน พี่ขุนทัพเดินดิ่งเข้ามาแย่งกล่องในมือฉันไปถือเองทันทีโดยที่ฉันยังไม่ทันตั้งตัว ก่อนจะวางมันลงบนโต๊ะเหล็กอย่างระมัดระวังคล้ายกลัวว่าแรงสะเทือนจะกระทบมาถึงคนข้าง ๆ แล้วหันกลับมามองฉันด้วยสายตาคาดโทษ ดวงตาคมกริบคู่ที่เคยทำให้คู่แข่งในสนามแข่งต้องหวาดหวั่น ตอนนี้กลับจ้องฉันเขม็งนิ่งสนิทราวกับกำลังจะเรียกเข้าห้องสอบสวนขัดกับท่าทางผ่อนลมหายใจยาวหน่วงเพื่อระงับอารมณ์ “มันไม่ได้หนักขนาดนั้นสักหน่อยค่ะพี่ขุน หนูแค่อยากช่วย ไม่อยากนั่งเฉย ๆ” ฉันบ่นอุบ ย่นจมูกใส่เขา พลางลูบท้องตัวเองเบา ๆ อย่างคนไม่สำนึกผิดเพื่อเอาใจช่วยตัวเอง ตอนนี้ฉันท้องได้เกือบห้าเดือนแล้ว หน้าท้องเริ่มนูนชัดขึ้นจนเสื้อยืดโอเวอร์ไซซ์ที่ใส่มาวันนี้ปิดไม่มิด อาการแพ้ท้องในช่วงแรกหายไปเกือบหมด เหลือเพียงความหิวบ่อยกับพลังงานล้นเหลือจนคนรอบตัวเริ่มปวดหัวยามที่เห็นฉันขยับตัวทำนู่นทำนี่ไม่หยุด
Special Chapter 1 — Midnight Shift ตีสองสิบห้านาที… ประตูห้องฉุกเฉินปิดลงด้านหลังพร้อมเสียงดังแกร๊กเบา ๆ ฉันยืนนิ่งอยู่หน้าประตูแปบหนึ่ง ก่อนจะยกมือขึ้นกดบ่าและต้นคอที่ปวดตึงจนแทบขยับไม่ได้ ความเหนื่อยล้าสะสมจากเวรยาวกว่าสิบหกชั่วโมงเต็มทำเอาร่างกายประท้วงจนโลกทั้งใบดูช้าลงไปหมด แสงไฟนีออนสีขาวในทางเดินของโรงพยาบาลสว่างจ้าจนแสบตา กลิ่นแอลกอฮอล์และน้ำยาฆ่าเชื้อโชยติดเสื้อผ้าขยับตามทิศทางลมไม่หาย “หมอเมษา กลับบ้านดี ๆ นะคะ” พยาบาลรุ่นพี่ที่กำลังนั่งเคลียร์เอกสารโบกมือให้จากหน้าเคาน์เตอร์ “ค่ะพี่อร เจอกันพรุ่งนี้นะคะ” ฉันฝืนยิ้มตาปรือพยักหน้ารับ “พรุ่งนี้อีกแล้วเหรอ” “เวรเช้าค่ะ…” “โหดเกินคนแล้วลูก พักผ่อนบ้างนะ” เสียงหัวเราะเอ็นดูดังตามหลังมาเบา ๆ ฉันยิ้มแห้งตอบ ก่อนจะก้าวขาเดินไปตามทางเดินยาวพลางหยิบโทรศัพท์ในกระเป๋าขึ้นมาดู หน้าจอสว่างวาบปรากฏข้อความสั้น ๆ ที่ส่งมาเมื่อสามสิบนาทีก่อน ‘เลิกเวรหรือยัง พี่จอดรถอยู่ใต้ตึก’ แค่นึกภาพคนส่ง หัวใจที่แห้งเหี่ยวและ
“ตั้งใจเป็นหมอดี ๆ ล่ะ อย่าหักโหมเกินไป” “ค่ะ เมษาจะจำไว้” ดึกสงัดของคืนวันเดียวกัน… แสงไฟจากตึกสูงระฟ้าในกรุงเทพมหานครค่อย ๆ ดับลงทีละดวงตามกาลเวลา ถนนหลายสายที่เคยพลุกพล่านเริ่มแปรเปลี่ยนเป็นความว่างเปล่า ทว่าเสียงคำรามต่ำทรงพลังของเครื่องยนต์รถสปอร์ตสีดำคันคุ้นเคยยังคงดังก้องทะลุผ่านความเงียบงันยามราตรี พี่ขุนทัพขับรถพาฉันกลับมายัง MIDNIGHT CIRCUIT สถานที่ที่มีความหมายกับเราสองคนมาก เพราะมันเป็นที่ที่เปลี่ยนชีวิตพัง ๆ ของฉันให้ดีขึ้น และเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้เราได้มาอยู่ด้วยกันจนถึงทุกวันนี้ เมื่อรถจอดสนิทตรงพิตเลน… เขาดับเครื่องยนต์จนความเงียบเข้าปกคลุม ร่างสูงใหญ่ก้าวลงจากรถเดินอ้อมมาเปิดประตูฝั่งที่นั่งข้างคนขับให้ฉันช้า ๆ สองมือหนาประคองจับประตูย่อตัวลงเล็กน้อยเพื่อรอรับเหมือนที่เขาตั้งใจทำเสมอมา “มองอะไร” เสียงทุ้มห้วนติดดุถามขึ้นเบา ๆ เมื่อเห็นฉันยังคงนั่งนิ่งสบตาเขาแล้วอมยิ้มไม่ยอมก้าวลงจากรถ “มองว่ากัปตันทีมแชมป์ระดับเอเชีย ผู้ชายที่ดุดันที่สุดในสนามแข่ง ยังยอมลงมาเปิดประตูรถให้แฟนอยู่เลยค่
มา 5 ปีต่อมา… “ยินดีด้วยนะคุณหมอเมษา!” เสียงของจีน่ากับเรย์ดังขึ้นพร้อมกัน ก่อนที่ทั้งคู่จะพุ่งเข้ามากอดฉันคนละข้างจนแทบเสียหลัก แรงกอดแน่น ๆ นำพาเอาความตื้นตันใจมาสู่ฉันจนก้อนสะอื้นแล่นมาจุกที่คอ เสียงหัวเราะ เสียงแสดงความยินดี และเสียงชัตเตอร์จากกล้องถ่ายรูปดังไปทั่วลานหน้าหอประชุมใหญ่ในช่วงบ่ายของวันสำคัญ วันนี้คือวันพิธีพระราชทานปริญญาบัตร วันแห่งความสำเร็จที่นิสิตแพทย์ทุกคนเฝ้าเพียรพยายามมาตลอด 6 ปีเต็ม วันที่ฉันจะได้ก้าวเข้าสู่การเป็นแพทย์หญิงอย่างภาคภูมิใจ ฉันยืนมองตัวเองผ่านกระจกบานใหญ่ที่ตั้งอยู่บริเวณซุ้มดอกไม้ของคณะ ดวงตาไล่มองภาพสะท้อนของตัวเองตั้งแต่หัวจรดเท้า ชุดครุยวิทยฐานะที่สวมทับอยู่บนร่างกายดูแตกต่างจากทุกครั้งที่ผ่านมา มันทั้งงดงาม ทรงเกียรติ และดูหนักอึ้งไปด้วยความรับผิดชอบของคำว่า ‘ผู้รักษา’ ห้าปีหลังจากคืนฝนตกวันนั้น… และอีกหนึ่งปีเต็มในฐานะอินเทิร์น เพียงแค่คิดถึงคำนี้ หัวใจก็สั่นไหวอย่างรุนแรง หกปีเต็ม ๆ ที่ต้องแลกมาด้วยการหยิบยืมเวลานอน แลกมาด้วยหยาดน้ำตาและความกดด
“ก็หนูดีใจนี่” “รู้” “แล้วจะว่าอะไร” “ไม่ได้ว่า” เขาตอบพร้อมรอยยิ้มบาง ๆ “แค่รู้สึกดี” “ดีอะไร” “มีคนดีใจให้ขนาดนี้” หัวใจฉันเต้นแรงจนแทบหายใจไม่ออก ก่อนจะยิ่งหนักกว่าเดิมเมื่อเสียงพิธีกรดังขึ้นจากเวที “เชิญผู้ชนะขึ้นรับถ้วยรางวัลครับ!” ขุนทัพถอนหายใจเบา ๆ “ไปทำหน้าที่ก่อน” “ค่ะ กัปตัน” “เดี๋ยวกลับมา” “เมษารออยู่แล้ว” ดวงตาคมสบตาฉันนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเอื้อมมือมาบีบปลายนิ้วเบา ๆ แล้วเดินขึ้นเวทีท่ามกลางเสียงปรบมือกึกก้อง แสงสปอร์ตไลต์สาดส่องลงบนร่างสูงสง่า ถ้วยรางวัลแชมป์ถูกชูขึ้นเหนือศีรษะ พลุสีทองพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้ายามเย็น เสียงเพลงแห่งชัยชนะดังกระหึ่มไปทั่วสนาม ฉันยืนมองภาพนั้นด้วยรอยยิ้ม เพราะรู้ดีว่า… ผู้ชายคนนี้สมควรได้รับทุกอย่างแล้วจริง ๆ หลังจบพิธีมอบรางวัล ทีม RED ENGINEERING จัดการฉลองกันเล็ก ๆ ภายในพิต เสียงหัวเราะดังไม่ขาดสาย จอมขวัญเปิดแชมเปญจนฟองกระจายไปทั่ว รามโดนทีมช่างจับยกขึ้นบ่า ส่วนวินทร์กำลังโดนล้อเรื่องหน้าตาเครียดตลอ
หลังจากผ่านพ้นมรสุมเรื่องครอบครัวของฉันไปได้ โลกทั้งใบก็เหมือนจะกลับมาสงบสุขอีกครั้ง พี่ขุนทัพทำตามคำสัญญาที่ให้ไว้ทุกอย่าง เขาดูแลฉันดีมากจนบางครั้งฉันยังแอบคิดว่าผู้ชายดุดันในสนามแข่งคนนั้นหายไปไหน ปัญหาเรื่องพ่อเลี้ยงกับแม่เงียบหายไปสนิทราวกับไม่เคยเกิดขึ้นในชีวิตฉันอีกเลย แต่สำหรับพี่ขุนทัพ... งานใหญ่ที่แท้จริงของเขากำลังจะเริ่มขึ้น ไทม์ไลน์ของชีวิตเราหมุนผ่านไปอย่างรวดเร็วจนกระทั่งมาถึงวันสำคัญที่สุดในฤดูกาล ศึกตัดสินแชมป์ King’s Cup นัดสุดท้ายที่ทุกคนรอคอย สมรภูมิที่สนาม MIDNIGHT CIRCUIT ในวันนี้แน่นขนัดไปด้วยผู้คนจนแทบไม่มีที่เดิน เสียงเครื่องยนต์จากพิตต่าง ๆ คำรามสลับกันจนแผ่นดินสะเทือน บรรยากาศรอบตัวเต็มไปด้วยความกดดันและความตื่นเต้น ฉันยืนอยู่กลางแทร็กในพิตเลน สวมชุด Race Queen ของทีม RED ENGINEERING ตัวเสื้อสีขาวตัดกับกระโปรงสั้นสีแดงสด ยืนเคียงข้างรถแข่งสีแดงดำเบอร์ 7ของกัปตันทีม พี่ขุนทัพในชุดแข่งเต็มยศเดินเข้ามาหาฉัน ใบหน้าหล่อเหลาดูจริงจังและนิ่งขรึมกว่าทุกวัน สายตาของเขาจับจ้องไปที่แทร็กข้างหน้าอย่างมุ่งมั่น ทว่าพอหันมาสบ







