로그인
ความรู้สึกแรกที่พุ่งชนสติสัมปชัญญะคือความปวดหนึบที่ขมับทั้งสองข้าง
ไอรินขมวดคิ้วแน่น เปลือกตาหนักอึ้งเกินกว่าจะลืมขึ้นในทันที คอแห้งผากเหมือนคนขาดน้ำมาหลายวัน อาการคลื่นไส้ตีตื้นขึ้นมาจุกอยู่ที่คอหอย บ่งบอกชัดเจนว่าเมื่อคืนเธอซัดแอลกอฮอล์เข้าไปหนักหน่วงแค่ไหน
หญิงสาวขยับตัวเพื่อหาท่าที่สบายที่สุด แต่ความรู้สึกเย็นวาบที่ปะทะผิวเนื้อทำให้ต้องชะงัก
สัมผัสของผ้าปูที่นอนใต้ร่างไม่ใช่ผ้าฝ้ายเนื้อนิ่มที่เธอคุ้นเคย กลิ่นหอมปรับอากาศในห้องก็ไม่ใช่กลิ่นวานิลลาที่เธอชอบใช้ แต่มันเป็นกลิ่นเย็นๆ ผสมกับกลิ่นอายฝนจางๆ แบบที่... คุ้นจมูกอย่างประหลาด
ไอรินเบิกตาขึ้นทันที
เพดานสีเทาเข้ม ผนังห้องสไตล์ลอฟต์ และแสงแดดที่ลอดผ่านผ้าม่านทึบแสงเข้ามาเพียงเล็กน้อย ทุกอย่างรอบตัวแปลกตาไปหมด
เธอก้มลงมองตัวเอง
เสื้อเชิ้ตสีขาวตัวโคร่งหลวมโพรกสวมทับอยู่บนร่าง มันตัวใหญ่ขนาดที่ชายเสื้อคลุมลงมาถึงหน้าขา แต่ปัญหาไม่ได้อยู่ที่เสื้อ ปัญหาคือภายใต้เสื้อเชิ้ตตัวนี้... ไม่มีอะไรเลย
ชุดชั้นในหายไปไหน!
ความตื่นตระหนกแล่นพล่านไปทั่วร่าง ไอรินผุดลุกขึ้นนั่งอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้อาการแฮงก์เล่นงานจนหน้ามืดไปชั่วขณะ เธอสะบัดศีรษะแรงๆ เพื่อเรียกสติ ก่อนจะกวาดสายตามองไปรอบห้อง
แล้วสายตาก็ไปปะทะเข้ากับใครบางคนที่นั่งอยู่บนเตียงฝั่งตรงข้าม
“ตื่นแล้วเหรอ”
น้ำเสียงทุ้มต่ำเรียบเฉยดังขึ้น พร้อมกับร่างสูงใหญ่ที่ขยับตัวพิงหัวเตียง
ไอรินเบิกตากว้างจนแทบถลน ก้อนเนื้อในอกซ้ายกระตุกวูบอย่างรุนแรงเมื่อเห็นชัดเจนว่าผู้ชายที่นั่งอยู่บนเตียงเดียวกับเธอคือใคร
‘สกาย’
ผู้ชายหน้าตายที่เธอเกลียดขี้หน้าที่สุดตั้งแต่จำความได้ เพื่อนวัยเด็กที่เคยแกล้งขังเธอไว้ในห้องเก็บของมืดๆ จนเธอฝังใจกลายเป็นโรคกลัวความมืดมาจนถึงทุกวันนี้ คนที่ปัจจุบันเรียนอยู่มหาวิทยาลัยเดียวกันแต่แทบจะเดินสวนกันเหมือนคนไม่รู้จัก!
สภาพของเขาตอนนี้มีเพียงกางเกงวอร์มขายาวสีดำ ท่อนบนเปลือยเปล่าเผยให้เห็นมัดกล้ามเนื้อหน้าท้องและรอยสักรูปไม้กางเขนเล็กๆ ที่ไหปลาร้า ผมสีเข้มยุ่งเหยิงไม่เป็นทรง ดวงตาคมกริบชั้นเดียวของเขากำลังจ้องมองมาที่เธอด้วยสายตาที่อ่านไม่ออก
“นาย... นายทำบ้าอะไรฉัน!” ไอรินตวาดลั่น คว้าผ้าห่มขึ้นมาคลุมร่างตัวเองไว้แน่นจนเหลือแต่หัว
คนถูกถามเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย สกายกอดอก เอนหลังพิงพนักเตียงอย่างสบายอารมณ์ ไม่มีความตื่นตระหนกใดๆ บนใบหน้าหล่อเหลาที่มักจะนิ่งขรึมอยู่เสมอ
“ควรถามตัวเองมากกว่าไหม ว่าเมื่อคืนทำอะไรลงไป”
“ฉันจะไปทำอะไรนายได้! ฉันเมา!” ไอรินเถียงคอเป็นเอ็น พยายามนึกย้อนไปถึงเหตุการณ์เมื่อคืน
งานเลี้ยงฉลองโปรเจกต์ของคณะสถาปัตย์ที่ผับหลังมอ เธอจำได้ว่าตัวเองดื่มหนักมากเพราะเครียดเรื่องงาน ดื่มจนภาพตัดไปตอนไหนก็ไม่รู้ แล้วทำไมเธอถึงมาโผล่ที่คอนโดของไอ้บ้าวิศวะนี่ได้ แถมยังอยู่ในสภาพล่อแหลมแบบนี้อีก
“เมาแล้วเรื้อนไง” สกายตอบสั้นๆ
“นายฉวยโอกาส!”
“ถ้าฉันจะฉวยโอกาส เธอไม่ได้ตื่นมานั่งโวยวายแบบนี้หรอก ไอริน” เสียงทุ้มกดต่ำลง แววตาคมกริบกวาดมองตั้งแต่ใบหน้าตื่นตระหนกของเธอ เลื่อนต่ำลงมาหยุดอยู่ที่รอยจ้ำสีแดงจางๆ ตรงลาดไหล่ที่โผล่พ้นคอเสื้อเชิ้ตออกมา
รอยยิ้มบางเบาจนแทบมองไม่เห็นผุดขึ้นที่มุมปากของเขา แต่ไอรินกำลังสับสนเกินกว่าจะสังเกตเห็น
“แล้วชุดฉันอยู่ไหน นายถอดชุดฉันทำไม!” เธอโวยวายต่อ สายตาลุกลี้ลุกลนมองหาเดรสรัดรูปสีดำที่ใส่ไปเมื่อคืน
“อ้วกใส่เสื้อตัวเองขนาดนั้น จะให้ใส่นอนหรือไง”
ไอรินชะงัก เถียงไม่ออก ถ้าเธออ้วกใส่ชุดตัวเองจริงๆ การที่เขาเปลี่ยนเสื้อให้ก็... ถือว่าสมเหตุสมผล แต่มันก็ไม่ใช่เหตุผลที่เขาจะมาเปลี่ยนเสื้อให้เธอด้วยตัวเองไหม!
ครืด... ครืด...
เสียง โทรศัพท์มือถือสั่นครืดคราดอยู่บนโต๊ะหัวเตียงฝั่งที่ไอรินนั่งอยู่ขัดจังหวะสงครามประสาท
หญิงสาวละสายตาจากคนหน้าตาย เอื้อมมือไปหยิบโทรศัพท์ของตัวเองขึ้นมาดู หน้าจอแสดงชื่อ ‘คุณแม่’ พร้อมกับสัญลักษณ์สายเรียกเข้า
ไอรินขมวดคิ้ว ร้อยวันพันปีแม่นักธุรกิจหญิงเหล็กของเธอแทบจะไม่โทรหาลูกสาวในเช้าวันหยุดแบบนี้ ถ้าไม่มีเรื่องด่วนระดับคอขาดบาดตาย
นิ้วเรียวกดรับสายและกรอกเสียงลงไป พยายามควบคุมให้เป็นปกติที่สุด
“ฮัลโหลค่ะแม่...”
“แกทำบ้าอะไรลงไปไอริน!”
เสียงแหลมปรี๊ดตวาดกลับมาทันทีที่รับสาย ดังทะลุลำโพงออกมาจนไอรินต้องดึงโทรศัพท์ออกห่างจากหู สกายที่นั่งอยู่อีกฝั่งยังได้ยินชัดเจน แต่เขากลับไม่มีปฏิกิริยาอะไร นอกจากนั่งมองเธอเงียบๆ
“แม่... เกิดอะไรขึ้นคะ ทำไมต้องเสียงดังด้วย”
“ยังจะมีหน้ามาถามอีก! เปิดดูโซเชียลของแกเดี๋ยวนี้เลยนะ! รูปบ้าบออะไรที่แกโพสต์ลงไป รู้ไหมว่าคนเขาแชร์กันไปถึงไหนต่อไหนแล้ว หุ้นบริษัทคู่ค้าบ้านเราจะร่วงเพราะความไร้สติของแกนี่แหละ!”
“รูปอะไรคะ รินไม่ได้โพสต์อะไรเลยนะเมื่อคืน” ไอรินเถียงอย่างมั่นใจ เธอจำได้แม่นว่าตัวเองไม่ได้จับโทรศัพท์เลยตั้งแต่เริ่มเมา
“ไม่ต้องมาเถียง ไปดูเอาเอง! แล้วรีบไสหัวกลับมาที่บ้านเดี๋ยวนี้ ฉันนัดคุณหญิงศิริพรไว้แล้ว เรามีเรื่องต้องคุยกันยาว!”
“ตอนเด็กๆ... พี่เคยทำผิดพลาดครั้งใหญ่ที่สุด พี่เคยทำให้รินต้องเจอกับความมืดมิดที่น่ากลัวที่สุด...” น้ำเสียงของเขาสั่นพร่าเล็กน้อยเมื่อเอ่ยถึงอดีตที่เขาเกลียดชังตัวเองมาตลอดไอรินส่ายหน้าทั้งน้ำตา สะอื้นจนตัวโยน เธออยากจะบอกว่าเธอไม่โกรธแล้ว เธอให้อภัยเขาหมดแล้ว แต่ก้อนสะอื้นมันจุกอยู่ที่คอหอยจนพูดไม่ออก“ที่ผ่านมา พี่พยายามทำทุกวิถีทางเพื่อชดเชยให้ริน แม้แต่วิธีที่เห็นแก่ตัวที่สุดพี่ก็เคยทำมาแล้ว” สกายพูดต่อ นัยน์ตาของเขามีหยาดน้ำตาคลอเบ้าเช่นกัน “แต่วันนี้... พี่อยากจะลบภาพจำที่เลวร้ายที่สุดในชีวิตของรินทิ้งไปให้หมด แล้วแทนที่มันด้วยความทรงจำที่ดีที่สุดของเราสองคน”เขาเลื่อนกล่องแหวนเข้าไปใกล้เธออีกนิด“พี่เคยทำให้รินกลัวความมืดที่สุด... แต่วันนี้ พี่ขอเป็นแสงสว่างที่รินจะไม่มีวันสูญเสียไปได้ไหมครับ?”ประโยคขอแต่งงานที่ไม่ได้มีการประดิษฐ์คำหวานเลี่ยน แต่มันถูกกลั่นออกมาจากส่วนลึกที่สุดของก้อนเนื้อในอกซ้าย มันพุ่งตรงเข้ามากระแทกใจของไอรินอย่างรุนแรงกำแพงทุกอย่าง แผลในใจทุกรอย และความทรงจำสีดำมืดทุกหยด ถูกผู้ชายคนนี้เยียวยาและชะล้างมันออกไปอย่างสมบูรณ์แบบที่สุดไอรินไม่ต้องหยุดคิดแม้แ
“พี่กาย...” ไอรินเรียกชื่อเขาเสียงแผ่ว ออกแรงขืนมือที่ถูกจับไว้ไม่ให้เดินต่อ “ทางนี้มัน... ไปบ้านพักคนงานเก่าไม่ใช่เหรอคะ”สกายหยุดเดิน เขารับรู้ได้ถึงแรงต้านและฝ่ามือที่เริ่มเย็นเฉียบของคนข้างตัว ชายหนุ่มหมุนตัวกลับมาหาเธอ นัยน์ตาคมกริบทอดมองใบหน้าหวานที่กำลังมีความกังวลฉายชัดอยู่ในความมืดสลัว“ใช่ครับ ทางนี้แหละ” เขาตอบรับตามตรงไอรินขมวดคิ้ว “เรามาทำอะไรทางนี้คะ แถวนี้มันมืด รินไม่อยากเดินเข้าไป”สกายไม่ได้ขยับตัวดึงรั้งให้เธอเดินตาม เขาก้าวเข้ามาประชิดตัว ยกมือข้างที่ว่างขึ้นมาประคองพวงแก้มของเธอไว้อย่างทะนุถนอม ปลายนิ้วโป้งเกลี่ยเบาๆ ลงบนผิวเนื้อที่เริ่มเย็นเยียบ“เชื่อใจพี่ไหม ริน”คำถามสั้นๆ แต่อัดแน่นไปด้วยความหมายลึกซึ้งดังขึ้นท่ามกลางความเงียบไอรินสบตากับเขา แววตาของสกายไม่มีการบังคับขืนใจ ไม่มีความเผด็จการ มีเพียงความหนักแน่นและความปลอดภัยที่พร้อมจะมอบให้เธออย่างไม่มีขีดจำกัด ผู้ชายคนนี้พิสูจน์ตัวเองมานับครั้งไม่ถ้วนแล้วว่าเขาจะไม่มีวันพาเธอไปเจอกับเรื่องเลวร้ายอีกความหวาดกลัวในใจที่กำลังก่อตัวขึ้น ถูกความเชื่อมั่นที่มีต่อเขาปัดเป่าจนเจือจางลงหญิงสาวสูดลมหายใจเข้าลึกๆ พย
ตอนพิเศษ 3 แสงสว่างในความมืดมิดสองปีต่อมาบรรยากาศภายในห้องอาหารของคฤหาสน์ตระกูลภักดีดำรงอบอวลไปด้วยเสียงพูดคุยและเสียงหัวเราะ แสงไฟแชนเดอเลียร์คริสตัลสาดส่องลงมากระทบชุดจานชามพอร์ซเลนราคาแพงที่ถูกจัดเรียงไว้อย่างประณีตไอรินในชุดเดรสเปิดไหล่สีครีมเรียบหรูยกแก้วน้ำเปล่าขึ้นจิบ รอยยิ้มบางๆ ประดับอยู่บนใบหน้าขณะรับฟังบทสนทนาของผู้ใหญ่ทั้งสองครอบครัว“โมเดลโครงการคอนโดมิเนียมริมแม่น้ำที่หนูรินเป็นคนออกแบบ บอร์ดบริหารทางฝั่งป้าโหวตให้ผ่านแบบเอกฉันท์เลยนะลูก” คุณหญิงศิริพรเอ่ยชมด้วยน้ำเสียงภาคภูมิใจ “ตากายก็เอาแต่ยืดอกอวดคนในที่ประชุมใหญ่เลยว่า แฟนผมเก่งที่สุด”“คุณแม่ครับ” สกายที่นั่งอยู่ข้างไอรินปรามเสียงกลั้วหัวเราะ “ผมแค่พูดตามความจริง ไม่ได้อวดสักหน่อย”ไอรินหันไปค้อนขวับใส่คนตัวโตที่นั่งทำหน้าไม่รู้ไม่ชี้ สองปีที่ผ่านมาในฐานะสถาปนิกเต็มตัว เธอพิสูจน์ตัวเองด้วยผลงานจนเป็นที่ยอมรับ และโครงการล่าสุดก็เป็นโปรเจกต์ร่วมทุนระหว่างบริษัทแม่ของเธอและบริษัทของสกาย ซึ่งแน่นอนว่าเขาไม่ได้ใช้อำนาจเส้นสายดันผลงานเธอให้ผ่าน แต่เขาปล่อยให้เธอสู้ด้วยฝีมือตัวเองตามที่เคยตกลงกันไว้“อย่าไปชมมันมากเลยค
“ไม่ได้ค่ะ รินตั้งแล้ว พี่ต้องทำตาม!”ไอรินหัวเราะร่วน อาศัยจังหวะที่เขากำลังเผลอ ปล่อยมือจากคอเสื้อแล้วโถมน้ำหนักตัวผลักแผงอกกว้างของเขาเต็มแรง หวังจะแกล้งให้เขาหงายหลังล้มลงไปบนโซฟาแต่เธอประเมินปฏิกิริยาตอบสนองของผู้ชายคนนี้ต่ำเกินไปสกายเสียหลักเพียงนิดเดียว เขากางแขนออกยันพนักโซฟาไว้ได้ทันท่วงที และด้วยสัญชาตญาณความว่องไว เขาตวัดวงแขนอีกข้างรัดรอบเอวบางของไอริน รั้งร่างของเธอให้ล้มตามลงมาทาบทับอยู่บนตัวเขาอย่างแม่นยำ“ว้าย!”ไอรินหลุดเสียงอุทาน ร่างกายของเธอปะทะเข้ากับแผงอกแข็งแกร่งอย่างจัง สองมือวางทาบอยู่บนบ่ากว้างเพื่อทรงตัว ใบหน้าของทั้งคู่อยู่ห่างกันเพียงลมหายใจกั้นสกายที่ตอนนี้แผ่นหลังราบไปกับเบาะโซฟา กระตุกยิ้มเจ้าเล่ห์ นัยน์ตาของเขาพราวระยับไปด้วยความชอบใจที่สามารถพลิกเกมกลับมาเป็นฝ่ายคุมสถานการณ์ได้อีกครั้ง แขนแกร่งรัดรอบเอวเธอไว้แน่น บังคับให้เธอนั่งคร่อมทับอยู่บนหน้าขาของเขาอย่างสมบูรณ์แบบ“คิดจะเล่นงานพี่ด้วยกำลังเหรอ ตัวแค่นี้” เขากระซิบเสียงพร่า เลื่อนมือขึ้นมาบีบจมูกรั้นของเธอเบาๆ อย่างมันเขี้ยว“พี่กายขี้โกง ปล่อยรินเลยนะ” ไอรินดิ้นรนอยู่ในอ้อมแขน พยายามจะยันตัวล
“โอเคค่ะ รินยอมรับกฎข้อสองของพี่กายก็ได้” เธอเชิดหน้าขึ้น “แต่ในเมื่อพี่ตั้งกฎได้ รินก็ต้องมีสิทธิ์ตั้งกฎของรินเหมือนกัน แฟร์ๆ”สกายเลิกคิ้ว ยื่นปากกาและสมุดโน้ตในมือส่งให้เธอ “เอาสิ ว่ามาเลย”ไอรินรับปากกามาถือไว้ เคาะมันกับปลายคางตัวเองอย่างใช้ความคิด ดวงตากลมโตหรี่มองใบหน้าหล่อเหลาที่ยังคงรักษาความนิ่งสงบไว้ได้อย่างดีเยี่ยม“ข้อหนึ่งของริน...” เธอจดปลายปากกาลงบนกระดาษฝั่งตรงข้ามกับที่เขาเขียน “พี่กายห้ามทำหน้าตึง หรือทำหน้ายักษ์ใส่รินเวลาที่รินทำตัวงี่เง่าเพราะความเหนื่อยเด็ดขาด”สกายขมวดคิ้ว “พี่เคยทำแบบนั้นเหรอ”“ประจำค่ะ!” ไอรินแฉ “เวลาพี่กายหงุดหงิดที่รินไม่ยอมกินข้าวตรงเวลา หรือตอนที่รินบ่นเรื่องงาน พี่กายชอบทำหน้านิ่ง สันกรามนูนๆ สายตาดุๆ เหมือนพร้อมจะกินหัวรินตลอดเวลา รินเหนื่อยจากงานมาแล้ว รินไม่อยากกลับมาเจอหน้าตึงๆ ของพี่ที่ห้องอีก มันทำให้รินอึดอัด”คำอธิบายที่ตรงไปตรงมาทำเอาสกายชะงัก เขาไม่เคยรู้ตัวเลยว่าเวลาที่เขาเป็นห่วงหรือขัดใจ การแสดงออกทางสีหน้าของเขาจะสร้างความกดดันให้เธอมากขนาดนี้เขาเป็นคนประเภทที่แสดงอารมณ์ไม่เก่งมาแต่ไหนแต่ไร เวลาห่วงมากๆ ก็มักจะเผลอทำหน้าดุเ
“น่ารักดีออก รินชอบ” เธอหัวเราะคิกคักชายหนุ่มส่ายหน้าอย่างอ่อนใจ เขาถอดผ้ากันเปื้อนเจ้าปัญหานั้นออก โยนมันทิ้งไว้บนเก้าอี้ ก่อนจะรวบเอวบางของไอรินให้ขยับเข้ามาประชิดตัว ดึงร่างของเธอเข้าไปซุกอยู่ในอ้อมอก“ทำงานหนักเกินไปแล้วนะริน สภาพโทรมจนจะเป็นแพนด้าอยู่แล้ว” เขาก้มหน้าลงมากระซิบชิดใบหู “เจ้านายใช้งานหนัก หรือว่าบริหารเวลาไม่เป็นกันแน่”“มันเป็นช่วงเริ่มโปรเจกต์ใหม่นี่คะ ทุกอย่างมันก็เลยต้องเร่งไปหมด” ไอรินอธิบาย ซบหน้าลงกับอกเขา สูดกลิ่นสบู่หอมสะอาดเข้าปอด “แต่รินส่งงานไปแล้ว คืนนี้ได้นอนยาวๆ แน่นอน”“ให้มันจริงเถอะ”สกายผละออกเล็กน้อย จับจูงมือเธอให้เดินตามไปที่โซฟาตัวกว้างกลางห้องรับแขก เขากดไหล่เธอให้นั่งลง ก่อนจะเดินหายเข้าไปในครัว ไม่นานนักก็กลับออกมาพร้อมกับแก้วน้ำเปล่าอุณหภูมิห้อง ยื่นส่งให้เธอไอรินรับมาดื่มรวดเดียวครึ่งแก้ว รู้สึกสดชื่นขึ้นมากสกายทรุดตัวลงนั่งข้างๆ เขาไม่ได้เปิดทีวี หรือหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเช็กงานอย่างที่ควรจะเป็นในเช้าวันหยุด ชายหนุ่มกลับเอื้อมมือไปหยิบสมุดโน้ตปกหนังสีดำและกระดาษโพสต์อิทที่วางอยู่บนโต๊ะกระจกตรงหน้าขึ้นมาถือไว้เขาดึงปากกาออกจากสันสมุด หมุ







