Se connecterเมื่อฮูหยินผู้เฒ่าทราบข่าวว่าบุตรชายกลับมาจากสนามรบแล้วจึงได้เรียกให้ทุกคนมาพบที่เรือน ยกเว้นเสียแต่หลานทั้งสอง “แค่ก ๆ” นับวันอาการป่วยของนางยิ่งหนักขึ้นทุกวัน จนบัดนี้ไม่สามารถลุกออกไปเดินเหินข้างนอกได้อีก จึงได้รู้ตัวว่าตัวเองอาจมีชีวิตอยู่ได้ไม่ถึงฤดูหนาวที่จะถึงนี้ “ท่านแม่ ท่านป่วยหนักหรือขอรับ เหตุใดถึงไม่มีคนบอกข้า” เขารุดตัวลงไปนั่งข้าง ๆ มารดาด้วยความเป็นห่วง “ข้าแก่แล้ว เป็นเรื่องธรรมดาที่จะเจ็บป่วย” “ท่านเรียกพวกเรามาทำไมหรือเจ้าคะ” อี้เหรินถามขึ้น เพราะนางเพิ่งเสียลูกไปได้ไม่นาน แต่กลับต้องถ่อสังขารมาหาคนชราถึงที่เรือนทั้ง ๆ ที่ร่างกายยังไม่หายดี “ตงหยาง แม่มีเรื่องอยากขอร้องเจ้า” “ท่านแม่ว่ามาเถิดขอรับ หากไม่เหนือบ่ากว่าแรงลูกย่อมต้องทำตามแน่” “อี้เหรินเพิ่งเสียลูกไป แม่หวังว่าเจ้าจะดูแลนางดี ๆ และไปหานางที่เรือนให้บ่อยขึ้นหน่อย” “ที่นางต้องเสียลูกไปก็เพราะนางทำตัวเอง” “เจ้าพูดเช่นนี้ได้อย่างไร นางเพิ่งเสียลูกไป จิตใจของนางคงบอบช้ำหน้าดู” “ลูกในท้องของนาง ไม่ใช่ลูกของข้าขอ
นับวันอนุอี้ยิ่งเหิมเกริมขึ้น ด้วยคิดว่าตัวเองตั้งครรภ์ทำให้นางไม่ไว้หน้าใครแม้แต่ตัวชวี่อิงเอง “ฮูหยิน ท่านจะปล่อยให้อนุอี้ทำตัวเช่นนี้ต่อไปหรือเจ้าคะ” “ปล่อยนางไปเถิด ข้าอยากรู้นักว่าลูกของนางจะยังมีชีวิตรอดอยู่จนถึงวันที่ท่านแม่ทัพกลับจวนมาหรือไม่” ว่าขณะจิบชาด้วยความสบายใจ เพราะจากทั้งเทียบยาของนางที่มีหงฮวาผสมอยู่ และยังเครื่องประทินโฉมของนางที่ซูปี้แอบนำชะมดเช็ดไปใส่ไว้ อีกไม่นานนางคงแท้ง ในฐานะที่นางมีลูก เดิมทีเคยคิดที่จะยื่นมือเข้าไปบอกเรื่องนี้แก่อี้เหริน แต่กิริยาก้าวร้าวของหญิงสาวทำให้ชวี่อิงไม่ได้ทำเช่นนั้น หากลูกในท้องของนางไม่ได้เกิดมาคงถือว่าเป็นผลกรรมที่ตัวนางเคยก่อไว้ กรรมนั้นได้นองคืนแก่นางแล้ว โดยที่ชวี่อิงไม่ทันได้ลงมือทำอันใดให้แปดเปื้อนด้วยซ้ำ “โชคดีที่โมว่ซือไม่ได้มีจิตใจชั่วร้าย คิดทำร้ายท่าน นางถึงได้มาบอกกล่าวเรื่องนี้กับพวกเรา” “ต้องยกความดีความชอบให้นาง” “เรียนฮูหยิน มีจดหมายส่งถึงท่านเจ้าค่ะ” “เข้ามาได้” นางเปิดอ่านเนื้อหาในจดหมาย ที่แท้ก็เป็นจดหมายจากท่านแม่ทัพที่ส
ขณะที่รถม้าของซูปี้กำลังมุ่งหน้าออกจากเมืองหลวงอยู่นั้น ได้มีกลุ่มชายฉกรรจ์หลายคนได้ติดตามนางไปห่าง ๆ กระทั่งถึงพื้นที่ป่านอกเขตเมืองหลวงลูกธนูนับสิบได้พุ่งตรงไปที่รถม้าทันทีราวกับรอคอยมานาน พวกเขาได้ยินเพียงเสียงกรีดร้องสักสามสี่ครา ก่อนที่ทุกอย่างจะเงียบไป “นางตายแล้วขอรับ” ลูกน้องบอกหัวหน้า เมื่อเข้าไปดูว่าคนข้างในเสียชีวิตแล้วหรือยัง เรือนร่างของซูปี้ล้วนเต็มไปด้วยลูกธนูและจุดที่ทำให้นางตายก็คือตรงคอที่มีลูกธนูปักอยู่ “ข้าต้องเห็นศพของนางเองกับตา” “เอาร่างนางออกมาให้พี่จื่ออวี้ดู” เขาหันไปสั่งลูกสมุนอีกคน ไม่นานนักร่างไร้ลมหายใจของซูปี้ก็ปรากฏตรงหน้า “จัดการให้เรียบร้อยเสีย อย่าทิ้งร่องร้อยไว้แม้แต่นิดเดียว” เขาหันไปสั่งลูกน้อง พลันย้อนนึกถึงเมื่อเกือบสองเดือนก่อนที่ได้รับจดหมายจากผู้มีพระคุณ ซึ่งในจดหมายเขียนกำกับเอาไว้ว่า ‘ข้าอยากให้เจ้ากำจัดคนชั่วผู้หนึ่ง นางคืออนุคนใหม่ของข้า ก่อนที่ข้าจะกลับเมืองหลวงเจ้าจงจัดการให้เสร็จสิ้น อย่าให้มือฮูหยินของข้าต้องเปื้อนเลือดแม้แต่ปลายเล็บ มิเช่นนั้นข้าจะไปทวงความรับผิดชอ
“ไม่จริง ตงหยางน่ะหรือจะมอบของสิ่งนี้ให้เจ้า” เมื่อเห็นของที่อยู่ด้านในฮูหยินผู้เฒ่าเอ่ยอย่างไม่เชื่อ ก่อนเปิดอ่านจดหมายที่เขียนด้วยลายมือของบุตรชาย ‘ข้า ซ่งตงหยางขอมอบอำนาจทุกอย่างในสกุลซ่งให้ฮูหยินเป็นคนดูแลทั้งหมด หากผู้ใดฝืนคำสั่งต้องถูกลงโทษตามกฎของตระกูล ไม่มีข้อยกเว้น แม้กระทั่งมารดาของข้า’ ส่วนท้ายของจดหมายลงนามชื่อของลูกชายนางชัดเจนพร้อมกับประทับตราส่วนตัวลงไปด้วย ทำให้หลันซินถึงกับเกิดอาการหน้ามืดขึ้นมากะทันหัน ซูปี้ที่เห็นท่าทีของทั้งอนุอี้และฮูหยินผู้เฒ่าจึงยกยิ้มพอใจ ยามคิดว่าคงไม่มีผู้ใดกล้าขัดขวางในสิ่งที่นางคาดหวัง “ท่านแม่” อี้เหริน เอ่ยด้วยน้ำเสียงอ้อนวอนขอให้ช่วย “ถึงจะเป็นอย่างนั้น แต่ข้าไม่อาจให้เจ้าลงโทษนางได้” “ท่านแม่มีเหตุผลอันใดหรือเจ้าคะ” ชวี่อิงถามกลับทันที “เพราะนางตั้งท้อง เด็กในท้องเป็นลูกหลานสกุลซ่ง ข้าจะไม่มีวันยอมให้เจ้าทำร้ายนางกับลูกแน่” “อี้เหริน ท้องงั้นหรือ” นางแสร้งถามด้วยสีหน้าตกใจ จนทำให้อนุอี้ย่ามใจว่าตนจะไม่ถูกเฉดหัวให้เป็นอยู่ที่ลานเกษตรแน่ “เจ้าค่ะ ข้
จื่อเหยาไม่ทำให้นางผิดหวังเช่นเคย นางใช้เวลาไม่ถึงครึ่งชั่วยามก็กลับมารายงานว่าเมื่อเช้าอนุซูไปป้วนเปี้ยนอยู่กับจดหมาย ชวี่อินยกยิ้มขึ้นทันที เมื่อคิดว่าอดีตสาวใช้ของตัวเองคิดยืมมือหวังให้นางกำจัดอนุอี้แทนตัวเอง “ช่างกตัญญูจริง ๆ” “อนุอี้ช่างร้ายกาจนัก แต่ก่อนข้าคิดแค่ว่านางเป็นแค่สตรีธรรมดาที่หลงรักบุรุษผู้หนึ่งเท่านั้น แต่พอเห็นนางทำเช่นนี้ทำให้อดคิดไม่ได้ว่าฮูหยินได้เลี้ยงงูเห่าไว้ข้างกายโดยที่ไม่รู้ตัว” “เจ้าคิดว่านางเป็นงูเห่ามากพิษ แต่สำหรับข้านางเป็นเพียงไส้เดือนดินที่เห็นแล้วไม่ได้มีความรู้สึกใด นอกเสียจากขยะแขยง” “ฮูหยินจะจัดการอนุเช่นไร” “ปล่อยนางไปก่อนเถิด เป้าหมายข้าในตอนนี้คือกำจัดอี้เหริน” “นี่ท่านจะทำให้นางสมหวังอย่างนั้นหรือ” “ข้าจะไม่ให้ผู้ใดสมหวัง...นอกจากตัวข้าเอง” ข้าวของต่าง ๆ ภายในเรือนของอี้เหรินถูกขนย้ายออกมา สิ่งของมีค่าล้วนถูกนำไปเก็บไว้ที่โกดังใหญ่ติดกับเรือนรับรองตามคำสั่งของนายหญิง “นี่พวกเจ้ากำลังทำอะไร!” อนุอี้ที่กลับมายังเรือนของตัวเองโวยวายขึ้น แต่บ่าวทุ
ทัพใหญ่ตั้งค่ายทหารอยู่ใกล้เมืองหางโจว ศึกครั้งนี้ใกล้จบลงแล้ว เพราะซ่งตงหยางสั่งให้ทหารล้อมเมืองหางโจวทั้งเมืองเอาไว้ หากเสบียงอาหารของกองทัพเหลียวใกล้หมดลงเมื่อใดเขาจะสั่งโจมตีทันที “ท่านแม่ทัพ มีจดหมายส่งถึงท่านขอรับ!” เสียงทหารที่ยืนเฝ้าอยู่นอกกระโจมรายงาน แม่ทัพหนุ่มพยักหน้าให้สือซวนไปรับเอาจดหมายนั้นมา “นี่ขอรับ” ซ่งตงหยางเปิดอ่านเนื้อหาข้างในจดหมายก็พบว่ามาจากจวนของตนที่เมืองหลวง ครั้นอ่านจบเขาขย้ำจดหมายทิ้งทันที แม้จะรู้อยู่แล้วว่าทั้งอี้เหรินและซูปี้จะต้องหาโอกาสกำจัดฝั่งตรงข้าม แต่ไม่คาดคิดว่าพวกนางทั้งสองจะคิดทำร้ายตงเฉิง “เกิดอะไรขึ้นหรือขอรับ” เขาไม่ได้ตอบคำถามของบ่าวรับใช้คนสนิท แต่ลงมือเขียนจดหมายขึ้นมาสองฉบับ “ข้าจะส่งจดหมายไปเมืองหลวงสองฉบับ ฉบับแรกมอบให้คนของเราที่อยู่เมืองหลวง อีกฉบับส่งให้อี้เหริน แต่อย่าให้ถึงมือนาง” “ท่านแม่ทัพพูดหมายความเช่นไรขอรับ บ่าวงงไปหมดแล้ว” สือซวนถามด้วยความไม่เข้าใจ “สาวใช้ที่คิดปีนเตียงเจ้านายตัวเอง มิหนำซ้ำยังกล้าคิดทำร้ายลูกชายของข้า หากปล่อยไว
ขณะที่ทั้งสามเรือนอยู่ในสะภาวะตึงเครียด แต่เรือนของซูปี้นั้นกลับเต็มไปด้วยความรื่นรมย์ ยามคิดว่าคนที่นางเกลียดชังอาจมีชีวิตอยู่ได้ไม่นานนัก ด้วยนิสัยของฮูหยินซ่งคงยากที่จะปล่อยให้คนที่ทำร้ายลูกชายเพียงคนเดียวมีชีวิตรอด โชคช่างเข้าข้างนางยิ่งนักที่แผนการของอี้เหรินล้มเหลว ต้องยกความดีความช
“เขาเป็นลูกข้าหรือไม่ ไม่สำคัญ ขอเพียงเป็นลูกของท่านแม่ทัพข้าล้วนรักเหมือนดั่งลูกตัวเอง” อนุอี้พูด เอาใจ ทั้งที่ความเป็นจริงตนนั้นเกลียดเด็กคนนี้เสียยิ่งกว่าสิ่งใด ลูกชายคนแรกของท่านแม่ทัพควรเกิดจากนางไม่ใช่หย่งชวี่อิง แต่ในเมื่อเรื่องเป็นเช่นนี้แล้วคงมีเพียงหนทางเดียวที่จะทำให้ลูกชายของ
“พูดจบแล้วใช่ไหมเจ้าคะ เช่นนั้นข้าขอตัวก่อน” “ข้าขอพูดเป็นครั้งสุดท้าย ส่งตงเฉิงไปให้อี้เหรินเสีย!” “ทำไมข้าต้องส่งลูกชายของข้าให้อนุต่ำต้อยเป็นคนดูแลด้วยล่ะเจ้าคะ แม้อี้เหรินคนนี้จะมาจากชนชั้นเดียวกันกับข้า แต่ตอนนี้นางเป็นแค่อนุเล็ก ๆ ในจวน ท่านว่าเหมาะสมแล้วหรือ”
“เป็นสตรีงั้นรึ” ทันทีที่สตรีวัยชรารู้ว่าหลานคนที่สองไม่ใช่หลานชายตามต้องการ สีหน้าของนางได้เปลี่ยนผันแทบทันที จากเดิมที่เดินยิ้มมาแต่ไกล บัดนี้หลงเหลือเพียงน้ำเสียงไม่พอใจทิ้งเอาไว้ “ขอรับ” “เกิดมาเป็นสตรีจะมีประโยชน์อันใด ต้องเป็นบุรุษถึงจะดี เด็กคนนี้ช่างไม่มีส่วนใด







