تسجيل الدخول“เมื่อไม่กี่ชั่วยามก่อน ข้าเห็นนางถูกรังแกจึงได้ให้นางมาคอยรับใช้ข้าที่นี่”
“แม่นางจินอย่าได้ใส่ใจ เดิมทีเรื่องพวกนี้เกิดขึ้นอยู่บ่อย ๆ”
“ท่านแม่ทัพกับฮูหยินเฉินทราบเรื่องหรือไม่” นางถามกลับ ยามได้ยินว่าเรื่องเช่นนี้เกิดขึ้นราวกับเป็นเรื่องธรรมดาผิดกับที่จวนของนางที่ไม่ค่อยมีเรื่องเช่นนี้เกิดขึ้น
“คะ...คือ”
“ข้าถามว่าฮูหยินกับท่านแม่ทัพทราบเรื่องหรือไม่”
“เรื่องเล็กน้อยแค่นี้ ไม่มีผู้ใดนำไปรายงานให้ฮูหยินใส่ใจหรอกเจ้าค่ะ อีกอย่างทุกเรื่องภายในจวนล้วนเป็นฮูหยินที่จัดการ ท่านแม่ทัพย่อมไม่รู้”
“เดิมทีข้าไม่คิดเข้าไปสอดเรื่องภายในจวนสกุลเฉิน แต่ทว่าตอนนี้ฮูหยินเฉินไม่อยู่ อีกทั้งท่านแม่ทัพไม่ได้เป็นคนดูแลจัดการเรื่องในจวน ข้าที่เป็นคู่หมั้นคงต้องทำอะไรสักอย่างแล้วกระมัง”
“แม่นางคิดจะทำเช่นไรหรือเจ้าคะ”
“ทำตามกฎของตระกูล ผู้ใดทำผิดกฎต้องถูกลงโทษ ไม่มีละเว้น”
คำกล่าวของจินซูซินแพร่ไปทั่วทั้วจวน ทุกคนต่างรู้กันหมดว่าแม่นางจากสกุลจินคิดครอบครองอำนาจดูแลจวนแทนที่นายหญิงเฉินที่บัดนี้อยู่ที่เมืองเป่ยจิง
บ่าวรับใช้ในจวนที่ทำผิดกฎล้วนถูกนางสั่งลงโทษ บางคนโดนหักเงินส่วนคนที่โดนโทษโบยก็มีไม่น้อย จนพาลทำให้บ่าวในจวนเริ่มไม่พอใจนางขึ้นเรื่อย ๆ ตัวของเฉินเฟยฉีก็เช่นกัน เขาได้ยินว่านางเริ่มจัดการงานในจวนแทนมารดาที่ไม่อยู่ที่จวน แต่ไม่ได้นำมาใส่ใจเพราะเห็นว่านอกจากนางแล้วยังไม่มีผู้ใดเหมาะสมที่จะมาทำหน้าที่นี้แทน
“ท่านแม่ทัพ หลานของบ่าวถูกแม่นางจินลงโทษสถานหนัก เวลาผ่านไปเกือบครึ่งเดือนแล้วยังมิอาจลุกออกจากเตียงได้เลยขอรับ หากเป็นเช่นนี้ต่อไปบ่าวกลัวว่านางจะยิ่งเหิมเกริม” พ่อบ้านหลีได้ทีนำเรื่องมาฟ้อง
“ลงโทษสถานหนักที่ว่า นางถูกลงโทษอย่างไร”
“หลานสาวของบ่าวถูกโบยยี่สิบทีขอรับ”
“นางทำอะไรผิดงั้นรึ” เขาถามชายชรา ในเมื่อถูกลงโทษย่อมต้องมีสาเหตุ จินซูซินคงไม่ได้ลงโทษคนในจวนเพื่อระบายอารมณ์ของตัวเองแน่
“คะ...คือ” หลีซวนไม่รู้จะตอบคำถามเช่นไรจึงได้คิดหาเหตุผลมาตอบ
“ว่ายังไงเล่า”
“นางตื่นสายขอรับ”
“แค่ตื่นสายถึงกับต้องถูกโบยยี่สิบทีเชียวรึ”
“นั่นน่ะสิขอรับ แม่นางจินทำเกินกว่าเหตุท่านแม่ทัพจะปล่อยให้นางทำเช่นนี้ต่อไปไม่ได้นะขอรับ!”
“ถ้าเป็นตามที่เจ้าว่าจริง ข้าไม่ปล่อยนางไปแน่”
เฉิยเฟยฉีสั่งให้บ่าวรับใช้คนสนิทไปดูอาการหลีโม่วหรานถึงที่เรือน ซึ่งใช้เวลาไม่นานนักเหว่ยหลิงก็กลับมารายงานตามภาพที่เห็น
“เป็นไปตามคำพูดของพ่อบ้านหลีขอรับ”
“นางสั่งให้คนโบยหลานสาวพ่อบ้านหลีหนักเลยหรือ แค่ถูกโบยยี่สิบทีไม่น่าจะเจ็บหนักถึงเพียงนี้”
“ดูจากบาดแผลแล้วน่าจะลงมือหนักเอาการ”
“มารดาข้าออกจากจวนไปยังไม่ถึงเดือน นางถึงกลับกล้าทำร้ายคนในจวนของข้า หากท่านแม่ทราบเรื่องนี้เข้าอยากรู้นักว่านางจะทำสีหน้าเช่นไร”
“ไม่ไปฟังความจากปากแม่นางจินก่อนหรือขอรับ ฟังความข้างเดียวเช่นนี้” ยังไม่ทันที่เขาจะได้เอ่ยจนจบประโยค ผู้เป็นเจ้านายได้เอ่ยแทรกขึ้นเสียก่อน
“นี่เจ้าคิดว่าข้าเป็นพวกหูเบาอย่างนั้นหรือ”
“เปล่าขอรับ เดิมทีท่านแม่ทัพไม่ได้เป็นคนเช่นนั้น เพียงแต่เรื่องคราวนี้เกี่ยวข้องกับแม่นางจินโดยตรงบ่าวกลัวว่า”
“เจ้ากลัวว่าข้าจะลำเอียงใช่หรือไม่”
“ขอรับ”
“แม้ข้าจะไม่ชอบพอนาง แต่ถ้าหากนางถูกใส่ร้ายข้าย่อมเข้าข้างคนถูกอยู่แล้ว”
“มิน่าเรื่องคราวก่อนท่านถึงทำเป็นไม่รับรู้เรื่องราว” เหว่ยหลิงเอ่ย เมื่อคิดถึงเรื่องที่แม่นางซูซินทำร้ายสาวใช้ที่ลานซักล้าง ใช่ว่าเรื่องนี้เจ้านายของเขาจะไม่ทราบเรื่องมาก่อน แต่กลับไม่ได้แสดงท่าทีอันใดราวกับไม่รู้ร้อนรู้หนาว
“แม้นางจะทำเกินกว่าเหตุอยู่บ้าง แต่ก็ถือว่าลงโทษเป็นเยี่ยงอย่าง สาวใช้พวกนั้นจะได้ไม่ก่อเรื่องวุ่นวายอีก”
“แต่ดูเหมือนว่าจะไม่ค่อยได้ผลสักเท่าใดนะขอรับ”
“เช่นนั้น เจ้าว่าข้าควรจัดการเช่นไรถึงจะเหมาะสม” เขาถามความเห็น ถึงจะเอ่ยถามออกไป ทว่าในใจกลับมีคำตอบให้ตัวเองอยู่แล้ว
“ทำตามกฎกองทัพดีรึไม่ ทำดีต้องให้รางวัล ทำผิดต้องลงโทษอย่างเด็ดขาด”
“เจ้าก็คิดเช่นเดียวกับข้างั้นหรือ” แม่ทัพหนุ่มเหยียดยิ้มที่มุมปากทันที เมื่อได้ยินคำตอบของลูกน้องคนสนิท
“ขอรับ พ่อบ้านหลีใช่ว่าจะไม่มีเรื่องใดด่างพร้อย ส่วนหลานสาวของเขานั้นถือว่าชอบสร้างเรื่องกดขี่สาวใช้คนอื่น เพราะถือดีคิดว่าตัวเองเป็นหลานสาวพ่อบ้านหลี”
เมื่อฮูหยินผู้เฒ่าทราบข่าวว่าบุตรชายกลับมาจากสนามรบแล้วจึงได้เรียกให้ทุกคนมาพบที่เรือน ยกเว้นเสียแต่หลานทั้งสอง “แค่ก ๆ” นับวันอาการป่วยของนางยิ่งหนักขึ้นทุกวัน จนบัดนี้ไม่สามารถลุกออกไปเดินเหินข้างนอกได้อีก จึงได้รู้ตัวว่าตัวเองอาจมีชีวิตอยู่ได้ไม่ถึงฤดูหนาวที่จะถึงนี้ “ท่านแม่ ท่านป่วยหนักหรือขอรับ เหตุใดถึงไม่มีคนบอกข้า” เขารุดตัวลงไปนั่งข้าง ๆ มารดาด้วยความเป็นห่วง “ข้าแก่แล้ว เป็นเรื่องธรรมดาที่จะเจ็บป่วย” “ท่านเรียกพวกเรามาทำไมหรือเจ้าคะ” อี้เหรินถามขึ้น เพราะนางเพิ่งเสียลูกไปได้ไม่นาน แต่กลับต้องถ่อสังขารมาหาคนชราถึงที่เรือนทั้ง ๆ ที่ร่างกายยังไม่หายดี “ตงหยาง แม่มีเรื่องอยากขอร้องเจ้า” “ท่านแม่ว่ามาเถิดขอรับ หากไม่เหนือบ่ากว่าแรงลูกย่อมต้องทำตามแน่” “อี้เหรินเพิ่งเสียลูกไป แม่หวังว่าเจ้าจะดูแลนางดี ๆ และไปหานางที่เรือนให้บ่อยขึ้นหน่อย” “ที่นางต้องเสียลูกไปก็เพราะนางทำตัวเอง” “เจ้าพูดเช่นนี้ได้อย่างไร นางเพิ่งเสียลูกไป จิตใจของนางคงบอบช้ำหน้าดู” “ลูกในท้องของนาง ไม่ใช่ลูกของข้าขอ
นับวันอนุอี้ยิ่งเหิมเกริมขึ้น ด้วยคิดว่าตัวเองตั้งครรภ์ทำให้นางไม่ไว้หน้าใครแม้แต่ตัวชวี่อิงเอง “ฮูหยิน ท่านจะปล่อยให้อนุอี้ทำตัวเช่นนี้ต่อไปหรือเจ้าคะ” “ปล่อยนางไปเถิด ข้าอยากรู้นักว่าลูกของนางจะยังมีชีวิตรอดอยู่จนถึงวันที่ท่านแม่ทัพกลับจวนมาหรือไม่” ว่าขณะจิบชาด้วยความสบายใจ เพราะจากทั้งเทียบยาของนางที่มีหงฮวาผสมอยู่ และยังเครื่องประทินโฉมของนางที่ซูปี้แอบนำชะมดเช็ดไปใส่ไว้ อีกไม่นานนางคงแท้ง ในฐานะที่นางมีลูก เดิมทีเคยคิดที่จะยื่นมือเข้าไปบอกเรื่องนี้แก่อี้เหริน แต่กิริยาก้าวร้าวของหญิงสาวทำให้ชวี่อิงไม่ได้ทำเช่นนั้น หากลูกในท้องของนางไม่ได้เกิดมาคงถือว่าเป็นผลกรรมที่ตัวนางเคยก่อไว้ กรรมนั้นได้นองคืนแก่นางแล้ว โดยที่ชวี่อิงไม่ทันได้ลงมือทำอันใดให้แปดเปื้อนด้วยซ้ำ “โชคดีที่โมว่ซือไม่ได้มีจิตใจชั่วร้าย คิดทำร้ายท่าน นางถึงได้มาบอกกล่าวเรื่องนี้กับพวกเรา” “ต้องยกความดีความชอบให้นาง” “เรียนฮูหยิน มีจดหมายส่งถึงท่านเจ้าค่ะ” “เข้ามาได้” นางเปิดอ่านเนื้อหาในจดหมาย ที่แท้ก็เป็นจดหมายจากท่านแม่ทัพที่ส
ขณะที่รถม้าของซูปี้กำลังมุ่งหน้าออกจากเมืองหลวงอยู่นั้น ได้มีกลุ่มชายฉกรรจ์หลายคนได้ติดตามนางไปห่าง ๆ กระทั่งถึงพื้นที่ป่านอกเขตเมืองหลวงลูกธนูนับสิบได้พุ่งตรงไปที่รถม้าทันทีราวกับรอคอยมานาน พวกเขาได้ยินเพียงเสียงกรีดร้องสักสามสี่ครา ก่อนที่ทุกอย่างจะเงียบไป “นางตายแล้วขอรับ” ลูกน้องบอกหัวหน้า เมื่อเข้าไปดูว่าคนข้างในเสียชีวิตแล้วหรือยัง เรือนร่างของซูปี้ล้วนเต็มไปด้วยลูกธนูและจุดที่ทำให้นางตายก็คือตรงคอที่มีลูกธนูปักอยู่ “ข้าต้องเห็นศพของนางเองกับตา” “เอาร่างนางออกมาให้พี่จื่ออวี้ดู” เขาหันไปสั่งลูกสมุนอีกคน ไม่นานนักร่างไร้ลมหายใจของซูปี้ก็ปรากฏตรงหน้า “จัดการให้เรียบร้อยเสีย อย่าทิ้งร่องร้อยไว้แม้แต่นิดเดียว” เขาหันไปสั่งลูกน้อง พลันย้อนนึกถึงเมื่อเกือบสองเดือนก่อนที่ได้รับจดหมายจากผู้มีพระคุณ ซึ่งในจดหมายเขียนกำกับเอาไว้ว่า ‘ข้าอยากให้เจ้ากำจัดคนชั่วผู้หนึ่ง นางคืออนุคนใหม่ของข้า ก่อนที่ข้าจะกลับเมืองหลวงเจ้าจงจัดการให้เสร็จสิ้น อย่าให้มือฮูหยินของข้าต้องเปื้อนเลือดแม้แต่ปลายเล็บ มิเช่นนั้นข้าจะไปทวงความรับผิดชอ
“ไม่จริง ตงหยางน่ะหรือจะมอบของสิ่งนี้ให้เจ้า” เมื่อเห็นของที่อยู่ด้านในฮูหยินผู้เฒ่าเอ่ยอย่างไม่เชื่อ ก่อนเปิดอ่านจดหมายที่เขียนด้วยลายมือของบุตรชาย ‘ข้า ซ่งตงหยางขอมอบอำนาจทุกอย่างในสกุลซ่งให้ฮูหยินเป็นคนดูแลทั้งหมด หากผู้ใดฝืนคำสั่งต้องถูกลงโทษตามกฎของตระกูล ไม่มีข้อยกเว้น แม้กระทั่งมารดาของข้า’ ส่วนท้ายของจดหมายลงนามชื่อของลูกชายนางชัดเจนพร้อมกับประทับตราส่วนตัวลงไปด้วย ทำให้หลันซินถึงกับเกิดอาการหน้ามืดขึ้นมากะทันหัน ซูปี้ที่เห็นท่าทีของทั้งอนุอี้และฮูหยินผู้เฒ่าจึงยกยิ้มพอใจ ยามคิดว่าคงไม่มีผู้ใดกล้าขัดขวางในสิ่งที่นางคาดหวัง “ท่านแม่” อี้เหริน เอ่ยด้วยน้ำเสียงอ้อนวอนขอให้ช่วย “ถึงจะเป็นอย่างนั้น แต่ข้าไม่อาจให้เจ้าลงโทษนางได้” “ท่านแม่มีเหตุผลอันใดหรือเจ้าคะ” ชวี่อิงถามกลับทันที “เพราะนางตั้งท้อง เด็กในท้องเป็นลูกหลานสกุลซ่ง ข้าจะไม่มีวันยอมให้เจ้าทำร้ายนางกับลูกแน่” “อี้เหริน ท้องงั้นหรือ” นางแสร้งถามด้วยสีหน้าตกใจ จนทำให้อนุอี้ย่ามใจว่าตนจะไม่ถูกเฉดหัวให้เป็นอยู่ที่ลานเกษตรแน่ “เจ้าค่ะ ข้
จื่อเหยาไม่ทำให้นางผิดหวังเช่นเคย นางใช้เวลาไม่ถึงครึ่งชั่วยามก็กลับมารายงานว่าเมื่อเช้าอนุซูไปป้วนเปี้ยนอยู่กับจดหมาย ชวี่อินยกยิ้มขึ้นทันที เมื่อคิดว่าอดีตสาวใช้ของตัวเองคิดยืมมือหวังให้นางกำจัดอนุอี้แทนตัวเอง “ช่างกตัญญูจริง ๆ” “อนุอี้ช่างร้ายกาจนัก แต่ก่อนข้าคิดแค่ว่านางเป็นแค่สตรีธรรมดาที่หลงรักบุรุษผู้หนึ่งเท่านั้น แต่พอเห็นนางทำเช่นนี้ทำให้อดคิดไม่ได้ว่าฮูหยินได้เลี้ยงงูเห่าไว้ข้างกายโดยที่ไม่รู้ตัว” “เจ้าคิดว่านางเป็นงูเห่ามากพิษ แต่สำหรับข้านางเป็นเพียงไส้เดือนดินที่เห็นแล้วไม่ได้มีความรู้สึกใด นอกเสียจากขยะแขยง” “ฮูหยินจะจัดการอนุเช่นไร” “ปล่อยนางไปก่อนเถิด เป้าหมายข้าในตอนนี้คือกำจัดอี้เหริน” “นี่ท่านจะทำให้นางสมหวังอย่างนั้นหรือ” “ข้าจะไม่ให้ผู้ใดสมหวัง...นอกจากตัวข้าเอง” ข้าวของต่าง ๆ ภายในเรือนของอี้เหรินถูกขนย้ายออกมา สิ่งของมีค่าล้วนถูกนำไปเก็บไว้ที่โกดังใหญ่ติดกับเรือนรับรองตามคำสั่งของนายหญิง “นี่พวกเจ้ากำลังทำอะไร!” อนุอี้ที่กลับมายังเรือนของตัวเองโวยวายขึ้น แต่บ่าวทุ
ทัพใหญ่ตั้งค่ายทหารอยู่ใกล้เมืองหางโจว ศึกครั้งนี้ใกล้จบลงแล้ว เพราะซ่งตงหยางสั่งให้ทหารล้อมเมืองหางโจวทั้งเมืองเอาไว้ หากเสบียงอาหารของกองทัพเหลียวใกล้หมดลงเมื่อใดเขาจะสั่งโจมตีทันที “ท่านแม่ทัพ มีจดหมายส่งถึงท่านขอรับ!” เสียงทหารที่ยืนเฝ้าอยู่นอกกระโจมรายงาน แม่ทัพหนุ่มพยักหน้าให้สือซวนไปรับเอาจดหมายนั้นมา “นี่ขอรับ” ซ่งตงหยางเปิดอ่านเนื้อหาข้างในจดหมายก็พบว่ามาจากจวนของตนที่เมืองหลวง ครั้นอ่านจบเขาขย้ำจดหมายทิ้งทันที แม้จะรู้อยู่แล้วว่าทั้งอี้เหรินและซูปี้จะต้องหาโอกาสกำจัดฝั่งตรงข้าม แต่ไม่คาดคิดว่าพวกนางทั้งสองจะคิดทำร้ายตงเฉิง “เกิดอะไรขึ้นหรือขอรับ” เขาไม่ได้ตอบคำถามของบ่าวรับใช้คนสนิท แต่ลงมือเขียนจดหมายขึ้นมาสองฉบับ “ข้าจะส่งจดหมายไปเมืองหลวงสองฉบับ ฉบับแรกมอบให้คนของเราที่อยู่เมืองหลวง อีกฉบับส่งให้อี้เหริน แต่อย่าให้ถึงมือนาง” “ท่านแม่ทัพพูดหมายความเช่นไรขอรับ บ่าวงงไปหมดแล้ว” สือซวนถามด้วยความไม่เข้าใจ “สาวใช้ที่คิดปีนเตียงเจ้านายตัวเอง มิหนำซ้ำยังกล้าคิดทำร้ายลูกชายของข้า หากปล่อยไว
งานเลี้ยงค่ำคืนนี้ช่างน่าเบื่อหน่ายในความรู้สึกของจินซูซิน จนกระทั่งงานเลี้ยงเลิกถึงได้ขอตัวออกจากห้องโถงจัดงานแล้วออกมาสูดอากาศด้านนอก ขณะที่นางกำลังมองทิวทัศน์โดยรอบอย่างเลื่อนลอยก็ได้ยินเสียงสตรีสามคนดังเข้าหู “จินซูซินผู้นั้น นางกล้าดีอย่างไรถึงได้บากหน้ามาเข้าร่วมงานเลี้ยงใ
จินซูซินทั้งรู้สึกเสียหน้าและเสียใจในคราวเดียวกัน ยามได้ยินคำพูดของคู่หมั้นหนุ่มที่เอื้อนเอ่ยว่านางมีสถานะเป็นเพียงแขกของฮูหยินเฉิน มิได้มีความสำคัญอันใดต่อเขา ทั้งที่แท้จริงแล้วนางเป็นถึงคู่หมั้นที่อีกไม่นานจะตบแต่งมาเป็นฮูหยินของเขา ผิดกับลู่หนิงอวี่ที่ค่อย ๆ คลายมือที่กำไว้รา
“รอให้แผลของนางหายดีก่อนเถิด ข้าจะรอดูว่าพวกนางทั้งสองคนจะใช้แผนการอะไรเพื่อให้ตัวเองพ้นผิด” “แม่นางจินเป็นคนเถรตรง ไม่น่ามีเล่ห์เหลี่ยมอันใด ส่วนหลีโม่วหรานมองออกไม่ยากขอรับ อย่างมากคงมีเพียงลูกไม้ตื้น ๆ” “ข้ารอดูหลีซวนต่างหาก ว่าเขาจะหาข้ออ้างอันใดมาหว่านล้อมข้า”
“ใครกัน! กล้ามาทำร้ายข้า” “จะใครเล่า ถ้าไม่ใช่ข้า” น้ำเสียงเหี้ยมเกรียมตอบกลับทันควัน ผิดกับใบหน้างดงามของนาง ถ้าหากผู้ใดได้พบเข้าคงลุ่มหลงไปตาม ๆ กัน “มะ...แม่นางจิน” “พวกเจ้ากล้ารังแกนางได้อย่างไรกัน มิรู้หรือว่านางเป็นสาวใช้ของข้า” “นางจะเป็นสาวใ







