เข้าสู่ระบบ“ใครกัน! กล้ามาทำร้ายข้า”
“จะใครเล่า ถ้าไม่ใช่ข้า” น้ำเสียงเหี้ยมเกรียมตอบกลับทันควัน ผิดกับใบหน้างดงามของนาง ถ้าหากผู้ใดได้พบเข้าคงลุ่มหลงไปตาม ๆ กัน
“มะ...แม่นางจิน”
“พวกเจ้ากล้ารังแกนางได้อย่างไรกัน มิรู้หรือว่านางเป็นสาวใช้ของข้า”
“นางจะเป็นสาวใช้ของท่านได้เช่นไร เห็น ๆ อยู่ว่านางเพิ่งถูกซื้อตัวมาเมื่อไม่กี่วันก่อน”
“เช่นนั้นจงรู้ไว้เสีย ว่านับแต่นี้ไปนางคือสาวใช้ส่วนตัวของข้า ใครกล้ารังแกนางอย่าหาว่าข้าไม่เตือน!” เอ่ยจบก็ผลักพวกนางทั้งสองคนกระเด็นไปคนละทิศละทาง
“โอ๊ย!”
“ท่านถือดีอย่างไรถึงได้กล้ามาทำร้ายสาวใช้ในสกุลเฉิน เป็นแค่กาฝากแท้ ๆ”
“เพี๊ยะ!” เสียงฝ่ามือตบหน้าสาวใช้ที่พูดจาสามหาวดังขึ้นหลายที จนแก้มทั้งสองข้างของนางเกิดรอยแดงช้ำเพราะถูกตบ
“แม้ข้าจะเป็นกาฝาก แต่ก็สูงศักดิ์กว่าพวกเจ้า เป็นแค่บ่าวอย่าได้คิดมาเทียบเคียงข้า ส่วนเจ้าตามข้ามา” ท้ายประโยคนางหันไปบอกสาวใช้ที่ถูกรังแก
ลี่ซือเดินตามหลังสตรีแปลกหน้าด้วยความงุนงง นางเพิ่งถูกขายมาที่จวนสกุลเฉินเมื่อสามวันก่อนจึงไม่รู้ว่าเจ้านายของนางเป็นใคร กระทั่งเดินมาถึงเรือนหลังหนึ่งที่ตั้งอยู่ทางฝั่งตะวันออกของเรือนใหญ่ฝีเท้าของทั้งคู่ถึงได้หยุดลง
“ทายาเสีย” จินซูซินเอ่ยแกมสั่ง ยามเห็นรอยฟกช้ำที่แขนของนางเข้าจึงได้นำยาที่นำมาจากหนานจิงส่งให้นาง ดูจากรอยที่แขนดูท่าแล้วนางคงถูกทุบตีมาแน่ ๆ
“ขอบใจเจ้าค่ะ” ว่าพลางยื่นมือไปรับยาเอาไว้
“เจ้าชื่ออะไรงั้นหรือ” เมื่อสงบสติอารมณ์พลุ่งพล่านของตัวเองได้แล้วจึงได้เอ่ยถาม
“ข้าชื่อลี่ซือเจ้าค่ะ”
“เจ้าเพิ่งมาอยู่ที่จวนสกุลเฉินใช่หรือไม่”
“เจ้าค่ะ”
“เหตุใดถึงได้ยอมให้พวกนางรังแกอยู่ฝ่ายเดียว”
“…” เมื่อไม่เห็นนางตอบ จินซูซินจึงถอนหายใจออกมา
“ในเมื่อเจ้าไม่อยากตอบก็ไม่ต้องตอบ ข้าไม่บังคับเจ้า นับแต่นี้เจ้าก็อยู่ที่เรือนนี้กับข้า ตรงสุดทางเดินมีห้อง ๆ หนึ่งว่างอยู่ ข้ายกให้เป็นห้องนอนของเจ้าก็แล้วกัน”
“ห้องนอนอย่างนั้นหรือ”
“ทำไมงั้นรึ”
“บ่าวจะกล้ามีห้องนอนส่วนตัวได้อย่างไรเจ้าคะ เดิมทีสาวใช้ทุกคนต้องนอนรวมกันที่เรือนคนรับใช้”
“หากเจ้าอยากถูกพวกนางรังแกอีกก็ตามใจเจ้าเถิด ส่วนเรื่องห้องส่วนตัวที่จวนนี้ไม่ได้มีกฎว่าสาวใช้ทุกคนต้องไปนอนรวมกันเสียหน่อย” นางตอบ เพราะอ่านกฎระเบียบภายในจวนตระกูลเฉินจนจำได้ขึ้นใจว่าสิ่งไหนสามารถทำได้หรือไม่ควรกระทำ
ลี่ซือใช้เวลาคิดชั่วครู่ ก่อนจะพยักหน้าตกลงเพราะไม่อยากถูกผู้ใดรังแกและทุบตีอีก สามวันมานี้นางถูกกลั่นแกล้งทุกวันจนร่างกายบอบช้ำไปหมดแล้ว
“ลี่ซือ ขอบคุณแม่นาง”
“อย่าเรียกข้าว่าแม่นางเลย เรียกข้าว่าคุณหนูเถิด”
“เจ้าค่ะ คุณหนู”
“ที่เรือนนี้ไม่มีสาวใช้มารบกวน เจ้าไม่ต้องกังวลว่าจะถูกผู้ใดมาทำร้ายอีก”
“ทำไมท่านถึงได้เมตตาข้าถึงเพียงนี้ล่ะเจ้าคะ” นางอดสงสัยได้จึงได้เอ่ยปากถามออกไป
“ต้องมีเหตุผลด้วยหรือ ข้าแค่ไม่อยากเห็นคนถูกรังแกก็เท่านั้น”
“บุญคุณครั้งนี้ บ่าวขอตอบแทนท่านด้วยชีวิต”
“อย่าได้ทำเช่นนั้นเลย ข้าไม่ยินดีสักนิดที่เจ้าจะแลกชีวิตของตัวเองเพื่อข้า จงใช้ชีวิตเพื่อตัวเองเถิด ข้าเองก็จะใช้ชีวิตนี้เพื่อตัวเองเช่นกัน”
เรือนที่ฮูหยินเฉินให้นางอาศัยอยู่ค่อนข้างเงียบสงบปราศจากสิ่งรบกวนซึ่งซูซินพึงพอใจเป็นอย่างมากเพราะตัวนางค่อนข้างรักความสงบ แม้กระทั่งสาวใช้ทุกคนที่ถูกส่งมาให้ดูแลนางพอตกเย็นพวกนางต่างกลับเรือนนอนของตัวเองไป ไม่ได้มีการเฝ้ายามที่หน้าเรือนแต่อย่างใดตามความต้องการของหญิงสาว ฮูหยินเฉินเคยคัดค้านเพราะเกรงว่าอาจเกิดอันตรายขึ้นก็ได้ แต่ไม่เป็นผลเพราะจินซูซินยืนยันหนักแน่นว่าไม่ต้องการ ด้วยคิดว่ายิ่งมากคนยิ่งวุ่นวาย
ยามบ่ายนางนั่งจิบชาอยู่ริมระเบียงตามลำพังดังปกติเช่นทุกวัน ทว่าวันนี้มีสาวใช้เพิ่มขึ้นมาหนึ่งคนคือลี่ซือ
“แม่นางจิน” เสียงสาวใช้อาวุโสเอ่ยเรียก
“มีอะไรหรือ”
“ท่านแม่ทัพบอกว่าหากท่านยังไม่เปลี่ยนใจจะให้ตามไปงานเลี้ยงที่จวนตระกูลลู่ด้วยเจ้าค่ะ”
“ฝากบอกท่านแม่ทัพด้วยว่าข้าจะไปแน่นอน”
“เจ้าค่ะ ว่าแต่”
“ว่ามาเถิด”
“ท่านมีสาวใช้ส่วนตัวตั้งแต่เมื่อใดหรือเจ้าคะ” หญิงวัยชราถาม เมื่อมองเห็นสตรีแปลกหน้ายืนอยู่ไม่ไกลนัก
เมื่อฮูหยินผู้เฒ่าทราบข่าวว่าบุตรชายกลับมาจากสนามรบแล้วจึงได้เรียกให้ทุกคนมาพบที่เรือน ยกเว้นเสียแต่หลานทั้งสอง “แค่ก ๆ” นับวันอาการป่วยของนางยิ่งหนักขึ้นทุกวัน จนบัดนี้ไม่สามารถลุกออกไปเดินเหินข้างนอกได้อีก จึงได้รู้ตัวว่าตัวเองอาจมีชีวิตอยู่ได้ไม่ถึงฤดูหนาวที่จะถึงนี้ “ท่านแม่ ท่านป่วยหนักหรือขอรับ เหตุใดถึงไม่มีคนบอกข้า” เขารุดตัวลงไปนั่งข้าง ๆ มารดาด้วยความเป็นห่วง “ข้าแก่แล้ว เป็นเรื่องธรรมดาที่จะเจ็บป่วย” “ท่านเรียกพวกเรามาทำไมหรือเจ้าคะ” อี้เหรินถามขึ้น เพราะนางเพิ่งเสียลูกไปได้ไม่นาน แต่กลับต้องถ่อสังขารมาหาคนชราถึงที่เรือนทั้ง ๆ ที่ร่างกายยังไม่หายดี “ตงหยาง แม่มีเรื่องอยากขอร้องเจ้า” “ท่านแม่ว่ามาเถิดขอรับ หากไม่เหนือบ่ากว่าแรงลูกย่อมต้องทำตามแน่” “อี้เหรินเพิ่งเสียลูกไป แม่หวังว่าเจ้าจะดูแลนางดี ๆ และไปหานางที่เรือนให้บ่อยขึ้นหน่อย” “ที่นางต้องเสียลูกไปก็เพราะนางทำตัวเอง” “เจ้าพูดเช่นนี้ได้อย่างไร นางเพิ่งเสียลูกไป จิตใจของนางคงบอบช้ำหน้าดู” “ลูกในท้องของนาง ไม่ใช่ลูกของข้าขอ
นับวันอนุอี้ยิ่งเหิมเกริมขึ้น ด้วยคิดว่าตัวเองตั้งครรภ์ทำให้นางไม่ไว้หน้าใครแม้แต่ตัวชวี่อิงเอง “ฮูหยิน ท่านจะปล่อยให้อนุอี้ทำตัวเช่นนี้ต่อไปหรือเจ้าคะ” “ปล่อยนางไปเถิด ข้าอยากรู้นักว่าลูกของนางจะยังมีชีวิตรอดอยู่จนถึงวันที่ท่านแม่ทัพกลับจวนมาหรือไม่” ว่าขณะจิบชาด้วยความสบายใจ เพราะจากทั้งเทียบยาของนางที่มีหงฮวาผสมอยู่ และยังเครื่องประทินโฉมของนางที่ซูปี้แอบนำชะมดเช็ดไปใส่ไว้ อีกไม่นานนางคงแท้ง ในฐานะที่นางมีลูก เดิมทีเคยคิดที่จะยื่นมือเข้าไปบอกเรื่องนี้แก่อี้เหริน แต่กิริยาก้าวร้าวของหญิงสาวทำให้ชวี่อิงไม่ได้ทำเช่นนั้น หากลูกในท้องของนางไม่ได้เกิดมาคงถือว่าเป็นผลกรรมที่ตัวนางเคยก่อไว้ กรรมนั้นได้นองคืนแก่นางแล้ว โดยที่ชวี่อิงไม่ทันได้ลงมือทำอันใดให้แปดเปื้อนด้วยซ้ำ “โชคดีที่โมว่ซือไม่ได้มีจิตใจชั่วร้าย คิดทำร้ายท่าน นางถึงได้มาบอกกล่าวเรื่องนี้กับพวกเรา” “ต้องยกความดีความชอบให้นาง” “เรียนฮูหยิน มีจดหมายส่งถึงท่านเจ้าค่ะ” “เข้ามาได้” นางเปิดอ่านเนื้อหาในจดหมาย ที่แท้ก็เป็นจดหมายจากท่านแม่ทัพที่ส
ขณะที่รถม้าของซูปี้กำลังมุ่งหน้าออกจากเมืองหลวงอยู่นั้น ได้มีกลุ่มชายฉกรรจ์หลายคนได้ติดตามนางไปห่าง ๆ กระทั่งถึงพื้นที่ป่านอกเขตเมืองหลวงลูกธนูนับสิบได้พุ่งตรงไปที่รถม้าทันทีราวกับรอคอยมานาน พวกเขาได้ยินเพียงเสียงกรีดร้องสักสามสี่ครา ก่อนที่ทุกอย่างจะเงียบไป “นางตายแล้วขอรับ” ลูกน้องบอกหัวหน้า เมื่อเข้าไปดูว่าคนข้างในเสียชีวิตแล้วหรือยัง เรือนร่างของซูปี้ล้วนเต็มไปด้วยลูกธนูและจุดที่ทำให้นางตายก็คือตรงคอที่มีลูกธนูปักอยู่ “ข้าต้องเห็นศพของนางเองกับตา” “เอาร่างนางออกมาให้พี่จื่ออวี้ดู” เขาหันไปสั่งลูกสมุนอีกคน ไม่นานนักร่างไร้ลมหายใจของซูปี้ก็ปรากฏตรงหน้า “จัดการให้เรียบร้อยเสีย อย่าทิ้งร่องร้อยไว้แม้แต่นิดเดียว” เขาหันไปสั่งลูกน้อง พลันย้อนนึกถึงเมื่อเกือบสองเดือนก่อนที่ได้รับจดหมายจากผู้มีพระคุณ ซึ่งในจดหมายเขียนกำกับเอาไว้ว่า ‘ข้าอยากให้เจ้ากำจัดคนชั่วผู้หนึ่ง นางคืออนุคนใหม่ของข้า ก่อนที่ข้าจะกลับเมืองหลวงเจ้าจงจัดการให้เสร็จสิ้น อย่าให้มือฮูหยินของข้าต้องเปื้อนเลือดแม้แต่ปลายเล็บ มิเช่นนั้นข้าจะไปทวงความรับผิดชอ
“ไม่จริง ตงหยางน่ะหรือจะมอบของสิ่งนี้ให้เจ้า” เมื่อเห็นของที่อยู่ด้านในฮูหยินผู้เฒ่าเอ่ยอย่างไม่เชื่อ ก่อนเปิดอ่านจดหมายที่เขียนด้วยลายมือของบุตรชาย ‘ข้า ซ่งตงหยางขอมอบอำนาจทุกอย่างในสกุลซ่งให้ฮูหยินเป็นคนดูแลทั้งหมด หากผู้ใดฝืนคำสั่งต้องถูกลงโทษตามกฎของตระกูล ไม่มีข้อยกเว้น แม้กระทั่งมารดาของข้า’ ส่วนท้ายของจดหมายลงนามชื่อของลูกชายนางชัดเจนพร้อมกับประทับตราส่วนตัวลงไปด้วย ทำให้หลันซินถึงกับเกิดอาการหน้ามืดขึ้นมากะทันหัน ซูปี้ที่เห็นท่าทีของทั้งอนุอี้และฮูหยินผู้เฒ่าจึงยกยิ้มพอใจ ยามคิดว่าคงไม่มีผู้ใดกล้าขัดขวางในสิ่งที่นางคาดหวัง “ท่านแม่” อี้เหริน เอ่ยด้วยน้ำเสียงอ้อนวอนขอให้ช่วย “ถึงจะเป็นอย่างนั้น แต่ข้าไม่อาจให้เจ้าลงโทษนางได้” “ท่านแม่มีเหตุผลอันใดหรือเจ้าคะ” ชวี่อิงถามกลับทันที “เพราะนางตั้งท้อง เด็กในท้องเป็นลูกหลานสกุลซ่ง ข้าจะไม่มีวันยอมให้เจ้าทำร้ายนางกับลูกแน่” “อี้เหริน ท้องงั้นหรือ” นางแสร้งถามด้วยสีหน้าตกใจ จนทำให้อนุอี้ย่ามใจว่าตนจะไม่ถูกเฉดหัวให้เป็นอยู่ที่ลานเกษตรแน่ “เจ้าค่ะ ข้
จื่อเหยาไม่ทำให้นางผิดหวังเช่นเคย นางใช้เวลาไม่ถึงครึ่งชั่วยามก็กลับมารายงานว่าเมื่อเช้าอนุซูไปป้วนเปี้ยนอยู่กับจดหมาย ชวี่อินยกยิ้มขึ้นทันที เมื่อคิดว่าอดีตสาวใช้ของตัวเองคิดยืมมือหวังให้นางกำจัดอนุอี้แทนตัวเอง “ช่างกตัญญูจริง ๆ” “อนุอี้ช่างร้ายกาจนัก แต่ก่อนข้าคิดแค่ว่านางเป็นแค่สตรีธรรมดาที่หลงรักบุรุษผู้หนึ่งเท่านั้น แต่พอเห็นนางทำเช่นนี้ทำให้อดคิดไม่ได้ว่าฮูหยินได้เลี้ยงงูเห่าไว้ข้างกายโดยที่ไม่รู้ตัว” “เจ้าคิดว่านางเป็นงูเห่ามากพิษ แต่สำหรับข้านางเป็นเพียงไส้เดือนดินที่เห็นแล้วไม่ได้มีความรู้สึกใด นอกเสียจากขยะแขยง” “ฮูหยินจะจัดการอนุเช่นไร” “ปล่อยนางไปก่อนเถิด เป้าหมายข้าในตอนนี้คือกำจัดอี้เหริน” “นี่ท่านจะทำให้นางสมหวังอย่างนั้นหรือ” “ข้าจะไม่ให้ผู้ใดสมหวัง...นอกจากตัวข้าเอง” ข้าวของต่าง ๆ ภายในเรือนของอี้เหรินถูกขนย้ายออกมา สิ่งของมีค่าล้วนถูกนำไปเก็บไว้ที่โกดังใหญ่ติดกับเรือนรับรองตามคำสั่งของนายหญิง “นี่พวกเจ้ากำลังทำอะไร!” อนุอี้ที่กลับมายังเรือนของตัวเองโวยวายขึ้น แต่บ่าวทุ
ทัพใหญ่ตั้งค่ายทหารอยู่ใกล้เมืองหางโจว ศึกครั้งนี้ใกล้จบลงแล้ว เพราะซ่งตงหยางสั่งให้ทหารล้อมเมืองหางโจวทั้งเมืองเอาไว้ หากเสบียงอาหารของกองทัพเหลียวใกล้หมดลงเมื่อใดเขาจะสั่งโจมตีทันที “ท่านแม่ทัพ มีจดหมายส่งถึงท่านขอรับ!” เสียงทหารที่ยืนเฝ้าอยู่นอกกระโจมรายงาน แม่ทัพหนุ่มพยักหน้าให้สือซวนไปรับเอาจดหมายนั้นมา “นี่ขอรับ” ซ่งตงหยางเปิดอ่านเนื้อหาข้างในจดหมายก็พบว่ามาจากจวนของตนที่เมืองหลวง ครั้นอ่านจบเขาขย้ำจดหมายทิ้งทันที แม้จะรู้อยู่แล้วว่าทั้งอี้เหรินและซูปี้จะต้องหาโอกาสกำจัดฝั่งตรงข้าม แต่ไม่คาดคิดว่าพวกนางทั้งสองจะคิดทำร้ายตงเฉิง “เกิดอะไรขึ้นหรือขอรับ” เขาไม่ได้ตอบคำถามของบ่าวรับใช้คนสนิท แต่ลงมือเขียนจดหมายขึ้นมาสองฉบับ “ข้าจะส่งจดหมายไปเมืองหลวงสองฉบับ ฉบับแรกมอบให้คนของเราที่อยู่เมืองหลวง อีกฉบับส่งให้อี้เหริน แต่อย่าให้ถึงมือนาง” “ท่านแม่ทัพพูดหมายความเช่นไรขอรับ บ่าวงงไปหมดแล้ว” สือซวนถามด้วยความไม่เข้าใจ “สาวใช้ที่คิดปีนเตียงเจ้านายตัวเอง มิหนำซ้ำยังกล้าคิดทำร้ายลูกชายของข้า หากปล่อยไว
“เมื่อไม่กี่ชั่วยามก่อน ข้าเห็นนางถูกรังแกจึงได้ให้นางมาคอยรับใช้ข้าที่นี่” “แม่นางจินอย่าได้ใส่ใจ เดิมทีเรื่องพวกนี้เกิดขึ้นอยู่บ่อย ๆ” “ท่านแม่ทัพกับฮูหยินเฉินทราบเรื่องหรือไม่” นางถามกลับ ยามได้ยินว่าเรื่องเช่นนี้เกิดขึ้นราวกับเป็นเรื่องธรรมดาผิดกับที่จวนของนางที่ไม
ทั้งสองคนเดินมาส่งฮูหยินเฉินขึ้นรถม้า ครั้นล่ำลากันเสร็จจินซูซินที่ยืนขนาบข้างกับชายหนุ่มยืนมองรถม้ากำลังเคลื่อนตัวออกไปเรื่อย ๆ ได้เอ่ยขึ้น “ท่านแม่ทัพ” “มีอะไรก็ว่ามา” “ฮูหยินกับใต้เท้าเฉินดูรักใคร่กันยิ่งนัก” “ท่านพ่อกับท่านแม่รักกัน ไม่แปลกท
ฮูหยินเฉินทราบเรื่องทุกอย่างที่บุตรชายเอ่ยกับว่าที่ลูกสะใภ้ จินซูซินจะนำเรื่องนี้มาบอกแก่นางก็ย่อมได้ ทว่านางกลับไม่ได้ทำเช่นนั้น คนที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมาก่อนอย่างนางย่อมดูออกว่าสตรีตรงหน้าเป็นคนเช่นไร อีกอย่างตระกูลเฉินเป็นตระกูลใหญ่ทั้งยังมีความสำคัญต่อราชสำนัก นางจะกล้าเลือกคนที่จะมาเ
ซูซินไม่รู้ว่าจะพูดอะไรจึงไม่ได้ตอบอันใดกลับไป นางเอาแต่ครุ่นคิดถึงเรื่องเมื่อสิบปีก่อน เหตุใดพบกันครานี้เขาถึงได้เปลี่ยนไปเช่นนี้ ต่างจากเมื่อก่อนราวคนละคน พี่เฟยฉีที่นางรู้จักเป็นคนอ่อนโยน ทว่าตอนนี้กลับแสดงท่าทีเย็นชาใส่นางเหมือนกับว่ารังเกียจเสียนักหนา "ซูซิน" เสียงเรียกของฮูหยินเฉินป







