Masukเด็กสาวเงยหน้าขึ้นมองนาง มือทั้งสองข้างถูกมัด น้ำตาไหลนองเต็มใบหน้าเปียกชุ่มมอมแมม “บาดเจ็บหรือไม่”
เสียนจิงโผเข้ากอดนาง “พี่สะใภ้ ฮือ...ข้ากลัว”
เซี่ยฉิงถึงกับล้มหงายลงไปนั่งบนพื้น สองมือลูบปลอบโยนเด็กสาว “ไม่เป็นไรแล้ว ตอนนี้เจ้าปลอดภัย กลับไปหาท่านยายกันเถิด นางเป็นห่วงแย่แล้ว”
ตอนปลอบสายตาก็มองเห็นชายหนุ่มคนหนึ่งที่ถูกลักพาตัวมาด้วย นางขมวดคิ้ว... กลุ่มโจรคงนึกว่าเขาเป็นสตรี บุรุษอะไรมองเผินๆ งดงามราวอิสตรีไม่ผิด!!!
ผมยาวสยายยุ่งเหยิง เรือนกายสูงใหญ่ทว่าผอมราวกับคนป่วย ใบหน้าขาวซีด คิ้วเข้มเรียวยาวจรดหางตา ริมฝีปากบางรูปกระจับ จมูกโด่งคมสัน หากบอกว่าเขาเป็นสตรีปลอมตัวเป็นบุรุษก็ต้องมีคนเชื่อ ทว่านางมองปราดเดียวก็รู้ว่าเขาเป็นบุรุษ ชายมีฝีมือที่บอกว่านายถูกจับมา แท้ที่จริงก็คือคนคุ้มกันของชายหนุ่มผู้นี้
เพราะต้องแข่งกับเวลาจึงไม่มีเวลาพัก ช่วยคนได้ก็ต้องรีบเผ่น ทั้งหมดเดินลงเขาพยายามเงียบเสียงและเร่งฝีเท้า
ตลอดการหลบหนีหญิงสาวรับรู้ถึงสายตาของคนสองคน นายกับผู้ติดตามซึ่งอาจจะมีฐานะไม่ธรรมดา เซี่ยฉิงไม่สนใจสายตาสงสัยนั้น เพราะพวกเขาเป็นเพียงคนแปลกหน้า เสียงกระซิบของคนทั้งสองแน่นอนนางได้ยินทั้งหมด
“คุณชาย...”
“นางเป็นใคร”
“เป็นหนึ่งในผู้อพยพจากเมืองต้าเฉิงขอรับ วันนี้เป็นนางที่ทำให้ข้าน้อยตามมาช่วยท่านทันเวลา นางคิดเร็ว ลงมือเร็ว แกะรอยเก่งและแม่นยำ หาไม่หากกลุ่มโจรพวกนั้นรวมตัวกัน เกรงว่าคงไม่ง่ายที่จะเข้าช่วย”
“สตรีผู้หนึ่งทั้งยังอายุยังน้อย...”
“ตอนนางเตรียมตัวเปลี่ยนชุดมาช่วยคน ข้าน้อยแอบสอบถามชาวบ้านเรื่องของนาง ได้ยินมาว่าเป็นคุณหนูจวนคหบดีที่ล่มสลาย คนในตระกูลทะเลาะแย่งชิงทรัพย์สมบัติ บิดาของนางล้มป่วยจึงยกนางให้แต่งกับบัณฑิตคนหนึ่งเพื่อรักษาสินเดิม นางแต่งงานบิดาก็สิ้นใจ พวกนางทั้งสามกำลังเข้าเมืองหลวงเพื่อไปสมทบกับบัณฑิตผู้นั้น เขาไปเข้าสอบขอรับ”
“ฐานะของนางชัดเจน?”
“ขอรับ”
“แต่เมื่อครู่ที่นางไปช่วยคน ดูไม่คล้ายคุณหนูจวนคหบดีแม้แต่น้อย”
“เรื่องนี้...”
“เอาเถิด กลับไปรวมตัวกับขบวนอพยพแล้วจับตาดูไว้ ให้มั่นใจว่านางมิใช่คนของ...ฝ่ายอื่น”
“ขอรับ”
“ยังมีเรื่องอะไร”
“ข้าน้อยคิดว่าไม่น่าจะใช่ขอรับ”
“พูดต่อไป”
“ข้าน้อยเห็นการต่อสู้ของนางแล้ว แม้กระบวนท่าที่ใช้เด็ดขาดและหนักแน่น ทว่าสตรีนางนี้ไม่มีกำลังภายใน ฝ่ายนั้นไม่น่าจะส่งคนเช่นนี้มาลอบสังหารท่านขอรับ”
เซี่ยฉิงลอบถอนหายใจ นางเหลือบมองไปด้านหลัง เผลอสบตาเข้ากับบุรุษใบหน้างดงามผู้นั้น ได้ยินเสียงของเขากระซิบ “นาง...คงมิใช่ได้ยิน?”
นางหันกลับไป
“ไกลขนาดนี้เป็นไปไม่ได้ขอรับ”
เยียนหลันเฟิง... อายุสิบสองสอบผ่านองครักษ์อวี่หยางส่วนพระองค์ ฮ่องเต้พระราชทานป้ายทองขั้นสี่ เป็นองครักษ์ที่ฝีมือเก่งกาจที่สุดอายุสิบสี่เข้าร่วมการสอบเคอจวี่ ได้เป็นเจี้ยหยวน[1]ที่อายุน้อยที่สุดของแคว้น อายุสิบห้าได้เป็นฮุ่ยหยวน[2]ไม่มีใครรู้ว่าเพราะเหตุใดเด็กหนุ่มอายุน้อยและอนาคตไกล เหตุใดจึงเปลี่ยนจากฝ่ายบู๊เป็นฝ่ายบุ๋น กระทั่งในวันที่เขาสอบได้ที่หนึ่งและได้เป็นจ้วงหยวนในวัยเพียงยี่สิบ ฮ่องเต้ทรงพระราชทานตำแหน่งปราชญ์หลวงแห่งแผ่นดิน มีรับสั่งให้สร้างสำนักศึกษาหลวงหย่งจง ทั้งยังให้เยียนหลันเฟิงเป็นผู้ดูแล คัดเลือก รวมไปถึงพิจารณาการรับอาจารย์เข้าสอน และบัณฑิตที่เข้าเรียนผู้คนไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับเยียนหลันเฟิง ทว่าตระกูลเสิ่นรู้ดีที่สุด!!ปีนั้น...อวี้กั๋วกงสิ้นใจ เดิมทีเยียนหลันเฟิงสมควรสืบทอดบรรดาศักดิ์แทนบิดา ทว่าอยู่ๆ เขากลับหายหน้าหายตาไปไม่ปรากฏตัว ฮองเฮาเกรงว่าในตระกูลเยียนจะวุ่นวายจนไม่อาจควบคุม รับสั่งให้เยียนหนานเฟิ่ง ทายาทคนที่สองของอวี้กั๋วกงขึ้นรับตำแหน่งอวี้กั๋วกงทันทีหลังจากเยียนหนานเฟิ่งรับสืบทอดตำแหน่งแล้ว จึงมีผู้ที่พบเห็นเยียนหลันเฟิง อีกทั้งยังพบว่าเขาย้ายออ
“ไกลขนาดนี้เป็นไปไม่ได้ขอรับ”หญิงสาวยิ้มที่มุมปากจากนั้นจูงม้าเดินต่อไปเงียบๆเมื่อกลับมาถึงถนนสายหลัก การนำทางเปลี่ยนเป็นคนที่รู้ทางมากกว่า หญิงสาวหันไปมองบุรุษสองคนที่ดูสุขุมที่สุด นายกับคนติดตาม...“แม่นางเซี่ย”“พี่สะใภ้ของข้าแต่งงานแล้ว” เสียนจิงกล่าวเสียงเบา “พวกท่านต้องเรียกนางว่าเสียนฮูหยินจึงจะถูก”เซี่ยฉิงเลิกคิ้วก้มลงมองเสียนจิง ทว่านางก็ไม่ได้พูดอะไร แม้ยังมีท่าทีไม่ยอมรับ หรือไม่เต็มใจที่จะยอมรับ ทว่าการที่นางตามไปช่วยเสียนจิงกลับมา ก็ทำให้เด็กสาวสับสนและพยายามยอมรับตัวนาง ทั้งที่ก่อนหน้านี้มีอคติต่อกันมาโดยตลอดอันที่จริงก็เข้าใจได้ เพราะเซี่ยฉิงเองก็ไม่เคยดีต่อใครเลย นอกจากตัวเองก็ดูเหมือนหญิงสาวไม่เคยรักและไว้ใจผู้ใดเช่นกัน“เสียนฮูหยิน ข้าน้อยแซ่หยวน เป็นผู้คุ้มกันของคุณชาย”“ข้าแซ่ลู่ ท่านเรียกข้าว่าคุณชายลู่ก็ได้” บุรุษหนุ่มที่มีใบหน้างดงามแย้มยิ้ม “ข้ายังไม่ได้ขอบคุณท่านอย่างเป็นทางการ หากไม่ได้ท่านเกรงว่าคงตามคนที่ถูกจับไปไม่ได้ง่ายๆ ได้ยินว่าท่านมีความสามารถในการแกะรอย ขอบคุณเสียนฮูหยินจริงๆ”นางมองออกว่ากำลังถูกหยั่งเชิง “ข้าทำเพื่อช่วยน้องสาวของข้า ไม่ต้องขอบค
เด็กสาวเงยหน้าขึ้นมองนาง มือทั้งสองข้างถูกมัด น้ำตาไหลนองเต็มใบหน้าเปียกชุ่มมอมแมม “บาดเจ็บหรือไม่”เสียนจิงโผเข้ากอดนาง “พี่สะใภ้ ฮือ...ข้ากลัว”เซี่ยฉิงถึงกับล้มหงายลงไปนั่งบนพื้น สองมือลูบปลอบโยนเด็กสาว “ไม่เป็นไรแล้ว ตอนนี้เจ้าปลอดภัย กลับไปหาท่านยายกันเถิด นางเป็นห่วงแย่แล้ว”ตอนปลอบสายตาก็มองเห็นชายหนุ่มคนหนึ่งที่ถูกลักพาตัวมาด้วย นางขมวดคิ้ว... กลุ่มโจรคงนึกว่าเขาเป็นสตรี บุรุษอะไรมองเผินๆ งดงามราวอิสตรีไม่ผิด!!!ผมยาวสยายยุ่งเหยิง เรือนกายสูงใหญ่ทว่าผอมราวกับคนป่วย ใบหน้าขาวซีด คิ้วเข้มเรียวยาวจรดหางตา ริมฝีปากบางรูปกระจับ จมูกโด่งคมสัน หากบอกว่าเขาเป็นสตรีปลอมตัวเป็นบุรุษก็ต้องมีคนเชื่อ ทว่านางมองปราดเดียวก็รู้ว่าเขาเป็นบุรุษ ชายมีฝีมือที่บอกว่านายถูกจับมา แท้ที่จริงก็คือคนคุ้มกันของชายหนุ่มผู้นี้เพราะต้องแข่งกับเวลาจึงไม่มีเวลาพัก ช่วยคนได้ก็ต้องรีบเผ่น ทั้งหมดเดินลงเขาพยายามเงียบเสียงและเร่งฝีเท้าตลอดการหลบหนีหญิงสาวรับรู้ถึงสายตาของคนสองคน นายกับผู้ติดตามซึ่งอาจจะมีฐานะไม่ธรรมดา เซี่ยฉิงไม่สนใจสายตาสงสัยนั้น เพราะพวกเขาเป็นเพียงคนแปลกหน้า เสียงกระซิบของคนทั้งสองแน่นอนนาง
เซี่ยฉิง...ลุกขึ้นยืนจากนั้นมองไปยังโจรที่ถูกสังหารซึ่งนอนอยู่ไม่ไกล นางลงมือถอดเสื้อผ้าของอีกฝ่าย เจ้าหน้าที่มือปราบมองนางด้วยสายตาตกตะลึง“เจ้าจะทำอะไร”“ข้าจะไปพาจิงจิงกลับมา”ทุกคนเลิกคิ้วมองนางราวกับนางเพิ่งกล่าวถึงเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ “รอยเท้าม้ายังใหม่แกะรอยได้ไม่ยาก ใช้ม้าย่อมหมายถึงมีทางเข้า อยู่บนเขาพาคนไปด้วยย่อมช้า หากตามไปตอนนี้คงทัน หากรอช้าอยู่ที่นี่รอจนพวกมันพาคนถึงรังโจรก็ยากแล้ว” พูดจบก็มองเห็นมีดสั้น นางเก็บอาวุธของโจรแล้วมองไปรอบๆ “ขอยืมรถม้าเปลี่ยนชุดได้หรือไม่” นางหันไปถามนายอำเภอ“แม่นาง...เจ้าเป็นสตรี ถ้าอย่างไร...”“ใต้เท้าข้าจะไปกับนาง เมื่อครู่ข้าเห็นนางสู้กับโจรสองคน ฟาดทีเดียว....” เขาชี้ไปยังโจรที่ถูกหญิงสาวโจมตี ล้วนเป็นจุดตายทั้งสิ้น แถมโจรสองคนนั้นนอนแน่นิ่งจนถึงตอนนี้ “เราขอเพียงอาวุธและม้า นายของข้าถูกจับไปเช่นกัน”เซี่ยฉิงเปลี่ยนชุดและเงี่ยหูฟังด้านนอก“เช่นนั้นก็ได้ ข้าจะให้คนของข้าไปด้วยสองคน แต่จะเสี่ยงเกินไปไม่ได้ ที่นี่ยังมีคนแก่และเด็กกับสตรี ข้าช่วยทุกคนไม่ได้”“ข้าเข้าใจขอรับ พวกท่านเดินทางได้เลยไม่ต้องรอ ข้ารู้เส้นทาง ช่วยคนแล้วจะตามไปทันแ
ท่านยายเสียนมองตามสายตาของหญิงสาว “มีอะไรหรือ”นางสบตากับท่านยายเสียน “หากม้าตื่นแล้วพวกท่านยังอยู่บนนั้นจะอันตรายเกินไป”ท่านยายเสียนดูแล้วแม้ชราแต่นางไม่ได้โง่ เมื่อมองไปรอบๆ ถนนที่ถูกป่าสนโอบล้อมนี้กลับเงียบงันเกินไปไม่มีแม้แต่เสียงนกร้อง “จิงจิงพวกเราลงเดินยืดเส้นยืดสายหน่อยเถิด”เซี่ยฉิงจูงม้าแหวกคนเดินเท้าออกมาข้างทาง ทุกคนไม่ได้สงสัยเพราะหากอยากพักก็จะมีคนแยกออกมาริมถนนเพิ่งผูกม้ากับต้นไม้เสียงบางอย่างก็แหวกอากาศเข้ามา โชคดีที่ท่านยายกับเสียนจิงลงจากรถม้าแล้ว เพราะเจ้าม้าตื่นตกใจยกสองข้าหน้าขึ้นส่งเสียงร้องดังลั่นเสียงกรีดร้องของผู้คนดังขึ้นจากเบื้องหน้า หญิงสาวคว้าห่อผ้าของตน ของท่านยาย จากนั้นพาทั้งสองหลบจากม้าเทียมเกวียนนั่งลงที่ใต้พุ่มไม้หนา มองกลุ่มโจรที่ปะทะกับเจ้าหน้าที่มือปราบเสียงฝีเท้าสับสน ผู้คนวิ่งวุ่นแตกตื่น บ้างล้ม บ้างเหยียบกันเอง บ้างถูกธนูของโจรที่ยิงมาแบบสุ่มๆ หญิงสาวกดศีรษะของเสียนจิงลง ท่านยายเองก็กอดเด็กสาวแน่น “พี่สะใภ้ พวกเรา...ไม่หนีหรือ” เด็กสาวถามพร้อมกับมองชาวบ้านที่วิ่งเข้าไปในป่า“รอก่อน” หญิงสาวมองความวุ่นวายตรงหน้า “ไปตอนนี้ไม่ได้ท่านยายอาจถูกช
รัชศกอี๋หลงปีที่สิบสามเขื่อนซานสือแตก น้ำท่วมเมืองต้าเฉิงจนจมใต้บาดาล ผู้คนล้มตาย สูญหาย พืชพรรณขาดแคลนทำให้ประชาชนอดอยากนอกจากนั้นยังเริ่มเกิดโรคระบาดในพื้นที่น้ำท่วม ทางการสั่งอพยพ สั่งตรวจสอบ แยกผู้คนที่ติดโรคระบาด จากนั้นจึงปิดเมืองต้าเฉิงห้ามผู้ใดเข้าออกทางเดินที่มีผู้คนมากมายกำลังอพยพ เซี่ยซีจูงม้าเทียมเกวียนซึ่งมีหลังคาโค้งไว้หลบแดดหลบฝน มองผู้คนมากมายที่เดินเท้า นางดึงม้าให้หยุดเมื่อท่านยายเสียนส่งเสียงเรียกเมื่อสิบวันก่อนเซี่ยซีตกลงไปในแม่น้ำขณะทำภารกิจ พริบตาเดียวก็พบว่าตัวเองเข้ามาอยู่ในร่างของสตรีที่ทั้งชื่อและแซ่เดียวกัน ที่สำคัญสตรีนางนี้ยังแต่งงานแล้ว ตอนนี้สามีของอีกฝ่ายรั้งอยู่ที่เมืองหลวง กำลังเข้าร่วมการสอบขุนนางเบื้องหลังการแต่งงานครั้งนี้มีเพียงเซี่ยฉิงและสามีเท่านั้นที่รู้ความจริง ข้อตกลงการแต่งงานคือ...เขาแต่งกับนางเพื่อให้นางรักษาสินเดิมของมารดา จากนั้นพานางออกมาจากตระกูลเซี่ยต่อมาหลังบิดาของหญิงสาวสิ้นใจเขาออกเดินทางไปเข้าสอบ นางรั้งอยู่ดูแลท่านยายและน้องสาวของอีกฝ่ายตระกูลเซี่ยกำลังจะล่มสลาย การค้าขาดทุนเหล่าญาติแตกแยกไม่สามัคคี นายท่านเซี่ยมีบุตรสาวคน







