Masukนักฆ่าอย่าง ‘เซี่ยฉิง’ ตื่นขึ้นมาในร่างของสตรีนามเดียวกัน อีกทั้งนางยังมีสัญญาแต่งงานที่รอวันหย่าขาด! จากสตรีเห็นแก่ตัวไม่รักใครนอกจากตัวเอง นางกลายเป็นสตรีที่ทำให้สตรีด้วยกันลุกขึ้นมาสู้เพื่อตัวเอง จากความเหลื่อมล้ำไม่เท่าเทียม นางทำให้สตรีแคว้นต้าเหยาไม่หวาดกลัวที่จะถูกสามีทอดทิ้ง บุรุษที่เข้ามาพัวพันล้วนถูกความกล้าหาญของนางดึงดูด บุรุษหนึ่งผูกมัดด้วยการแต่งงาน อีกบุรุษสั่นคลอนหัวใจเยือกเย็นราบเรียบ ทว่าเขากลับคล้ายอายุสั้นเหลือเกิน อิสระที่นางโหยหาถูก ‘เยียนหลันเฟิง’ ทำให้หวั่นไหว การผูกมัดที่นางเคยดิ้นรนให้ตัวเองหลุดพ้น ถูกเขาทำให้เปลี่ยนความคิด การปกป้อง ยืนเคียงข้าง และรักใครสักคนอย่างไร้เหตุผล บางครั้งก็เป็นความรู้สึกที่ไม่เลวเลย...
Lihat lebih banyak“Why aren’t you here yet, Leon?”
Her voice carried a mix of irritation and worry through the phone. Leonard Ashcroft let out a small smile, his breath slightly uneven as he wedged his phone between his ear and shoulder while opening his car door. “Traffic’s completely jammed,” he replied, glancing ahead. A long line of vehicles was at a standstill along one of London’s busiest streets. The city lights had begun to flicker on, reflecting against the rain-slick asphalt. “A truck overturned. I won’t make it on time.” On the other end, Arabella Whitmore fell silent for a moment. “It’s our wedding anniversary, Leon.” Her tone shifted—softer, deeper. And for some reason… it made Leonard’s chest tighten. “I know,” he said quickly. “That’s why I’m getting out of the car now. I’ll run.” “You’re serious?” “I’m not going to make you wait alone tonight.” There was a pause. Then Arabella’s soft laughter came through—warm, full of love. “I’m already in front of the restaurant. Don’t fall on your way just trying to look romantic.” Leonard chuckled. “I’m an athlete, Bella.” “You’re a businessman who spends too much time sitting in expensive leather chairs.” “Not tonight.” He ended the call before Arabella could respond. The night air hit him immediately as he stepped out of the car—cold, sharp, but refreshing. Leonard shrugged off his suit jacket, draping it over his arm, then began to run. His strides were steady as he moved along the crowded sidewalk. People passed by—some seeking shelter, others rushing home. But for Leonard, the world seemed to narrow into a single destination— Arabella. She had waited for him for three years. Three years of marriage. Three years of trying. Three years of hoping. And finally… tonight was different. A faint smile touched Leonard’s lips as his thoughts drifted to Arabella’s now-rounded belly. Eight months. Just a matter of time. He quickened his pace. His heart pounded faster—not from exhaustion, but from anticipation. As he rounded the final corner, he saw her immediately. Arabella stood in front of an elegant restaurant, warm light spilling through the large glass windows behind her. Her long dress flowed softly, framing her pregnant figure. Her hair was neatly styled, her face radiant despite the fatigue. Beautiful. Always beautiful. As if sensing his presence, Arabella turned. And the moment their eyes met— She smiled. Then she lifted her hand in a small wave. That simple gesture felt like home. Leonard smiled back, raising his hand in return as he picked up his pace, nearing the edge of the street. He only needed to cross. Just a few more steps. But at the same moment— Arabella’s smile faded. Her eyes widened. “Leon—!” Her voice was cut off by the roar of an engine. A car sped in from the right, far too fast for a street like this. Its headlights blazed, reflecting off the wet road. Leonard didn’t see it. He was too focused on Arabella. Too close to his destination. And too late to realize the danger. Arabella moved first. “Stop!” Without thinking, she ran. Fast. Faster than someone eight months pregnant ever should. “Leon, stop!” Leonard finally turned— But not toward the car. Toward Arabella, who was running straight at him. And in a single second that felt like eternity— Everything happened at once. The screech of brakes. A scream. A violent impact. Arabella’s body was thrown. Time seemed to stop. Leonard froze. The world fell silent. All he could see— Was her. The woman who had just been standing there, smiling, waiting for him. Now lying in the middle of the road. Motionless. Blood spreading across the asphalt. “…Bella?” Leonard’s voice broke. His legs moved on their own. He ran. Dropping to his knees beside her, his hands trembling as they reached for her face— And his breath caught. Her face… Was shattered. “No… no, no, no—” He pulled her into his arms, not caring about the blood soaking into his shirt. “Bella, listen to me. Open your eyes. Come on… come on…” No response. Only the faintest breath. Barely there. People began to gather. Panic filled the air. Sirens wailed in the distance. But Leonard heard nothing except the frantic pounding of his own heart. “Ambulance!” someone shouted. Leonard lowered his head, pressing his forehead against Arabella’s. “You can’t leave,” he whispered, his voice trembling. “Do you hear me? You can’t—” His words broke off. His hand slowly moved… to her stomach. Still. Fear. Hope. “…The baby,” he murmured. “Bella… the baby…” No movement. No answer. Leonard Ashcroft was utterly helpless. At the hospital. Harsh white lights. The sharp scent of antiseptic filled the air. Doctors’ footsteps echoed rapidly along the corridor. Leonard stood outside the operating room, his face pale, his hands still stained with blood he hadn’t fully washed away. Time moved slowly. Too slowly. The door opened. A doctor stepped out, his expression grave. “Mr. Ashcroft?” Leonard immediately stepped forward. “My wife—” “Your wife is in critical condition.” The world seemed to collapse. “But…” the doctor continued, “we were able to save the baby.” Leonard fell silent. Only one question escaped his lips— “Is it… a boy or a girl?”นายกองสามคนมาหาที่หน้าบ้าน เงินที่เขากับนางได้รับล้วนมาจากแม่ทัพหยางทั้งสิ้น ด้วยอาวุธที่หญิงสาวออกแบบ กองทัพต้าเหยาต้องการเป็นอย่างมาก ค่าตอบแทนของการออกแบบอาวุธ สามารถเลี้ยงดูเขากับนางได้ไม่ลำบากค่ายาของเขาไม่น้อยนางจ่ายไปโดยไม่ลังเลของกินที่เขาต้องกิน นางไม่สนใจว่าจะแพงจะถูกเสื้อคลุมของเขาต้องหนาต้องอุ่นหน้าหนาวเขาจะต้องไม่ออกนอกบ้าน ห้ามให้ความเย็นสะสมจนล้มป่วยเยียนหลันเฟิงเชื่อฟังนางเป็นอย่างดี ทั้งนี้ก็เพราะเขาอยากอยู่กับนางให้นานขึ้นอีกหนึ่งวัน หนึ่งเดือน หรือบางทีอาจจะหนึ่งปี“ท่านพี่ ท่านหิวแล้วหรือยัง วันนี้แม่ทัพหยางยังฝากสุรามาด้วย ข้าจะทำไก่แช่สุราให้ท่าน”เขาอมยิ้มมองนางที่ยิ้มหน้าบาน “ก็แค่สุราตื่นเต้นอะไรไ“ไม่ใช่แค่สุรา แต่นี่สุราหลินจือหมักดีต่อสุขภาพของท่าน แต่ว่าท่านดื่มไม่ได้แรงเกินไป ข้าทำไก่แช่สุราให้ท่านแทน”ดูนางสิ... ด้านนอกมีเสียงตะโกนเรียก...อีกแล้ว “เยียนฮูหยินอยู่หรือไม่”“อยู่เจ้าค่ะ”“เร็วเข้าหลานชายท่านลุงเสิ่นโดนหมูป่าทำร้าย แผลบาดลึกเป็นทางยาว ท่านหมอไม่อยู่ ได้ยินมาว่าเจ้าทำแผลเย็บแผลได้ ช่วยไปดูหน่อยได้หรือไม่”หญิงสาวเดินออกมาจากในครัว นางเงย
“ที่นั่นมีท่าเรือ มีเรือสินค้า มีเมืองที่มีผู้คนพลุกพล่าน หากเราเบื่อเดินทางแล้วที่นั่นน่าจะเหมาะที่จะปักหลัก ข้าสอนหนังสือเจ้าเก็บเงิน”นางหัวเราะ “ได้ยินสินะ”เขายิ้ม “อย่างไรก็ต้องให้เจ้าเป็นคนหาเลี้ยงอยู่ดี ข้าขอแค่กินอิ่มนอนหลับ ที่เหลือให้เจ้าทั้งหมด”“ไม่ต้องกลัวข้าหาเลี้ยงท่านได้อยู่แล้ว ข้าหาเงินเก่งนะ ต่อรองเก่งด้วย ท่านทำกับข้าวก็พอ ที่เหลือปล่อยเป็นหน้าที่ข้าเอง”เขาพิงศีรษะลงบนไหล่ของนาง ถอนหายใจออกมาเสียงหนึ่งมองไปยังเส้นทางที่ยาวไกลเบื้องหน้า “เซี่ยฉิง”“หืม”“เจ้าว่าหากข้าไม่ได้พบเจ้า ชีวิตข้าจะเป็นอย่างไร”“ก็คง...นั่งหน้านิ่วคิ้วขมวดอยู่ที่สำนักศึกษาหลวงกระมัง”เขาเลิกคิ้วมองนาง “หน้านิ่วคิ้วขมวด?”“ไม่เช่นนั้นก็...นั่งเงียบๆ เพียงลำพังในห้องหนังสือ ไม่มีใครกล้าเดินเข้าไปรบกวน ไม่มีใครกล้าส่งเสียงดัง ไม่มีใครกล้าเข้าใกล้”เขามองนางจากนั้นสายตาอ่อนโยนลง “ก็คงใช่ แล้วเหตุใดเจ้ากล้าข้าใกล้”“ข้า? ข้าทำเช่นนั้นที่ไหน ท่านต่างหากที่เข้ามาหาข้า แถมยังยั่วยวนข้าด้วย”เขาหัวเราะ “ข้าเคยทำเช่นนั้น? จำไม่เห็นได้”“ไม่ใช่แล้วจะเป็นอย่างอื่นไปได้อย่างไร ข้าถูกวางยายังล่วงเกินเอา
หญิงสาวหัวเราะด้วยความขบขัน นางกระซิบด้วยท่าทีนึกสนุก “เจ้าจะไปรู้อะไร เขาไม่ใช่ปราชญ์สิดี ขอเพียงไปจากเมืองหลวง ต่อไปให้เปิดสถานที่สอนหนังสือแล้วเก็บเงินเข้ากระเป๋า เขาสอนข้าเก็บเงินดีจะตาย”เสียนจิงเบิกตา “จริงด้วย!! บางทีอาจได้มากกว่าเป็นปราชญ์อีก!”เสียงประตูเปิดออกเยียนหลันเฟิงก้าวเข้ามา ในมือของชายหนุ่มมีเนื้อและปลาสดๆ ที่แวะซื้อมาจากตลาด “จิงจิงเองก็อยู่หรือ เจ้ากินมื้อเที่ยงหรือยัง อยู่กินมื้อเที่ยงด้วยกันแล้วข้าจะให้คนส่งเจ้ากลับจวน”“ท่านปราชญ์ ไม่สิ พี่เฟิง ท่านจะทำอะไรหรือ”“ปลานึ่งบ๊วยกับเนื้อตุ๋นกับน้ำแกงหัวปลา เจ้ากินเผ็ดไม่เก่งใช่หรือไม่ เดี๋ยวจะลดพริกลงหน่อย”“ข้าช่วยนะเจ้าคะ” เสียนจิงวิ่งเข้าไปในครัวชายหนุ่มยิ้มให้เซี่ยฉิง “หิวแล้วหรือยัง”นางส่ายหน้าเดินเข้าไปรับของในมือของเขา “ข้ากำลังวางแผนจะไปจากเมืองหลวงเดือนหน้า”“เดือนหน้า?”“ใช่แล้ว เดือนหน้าก็จะหมดสัญญาเช่า ข้าจะแวะไปบ้านเดิมก่อน จากนั้นมองหาที่ทางเพื่อปักหลัก”เขาพยักหน้าจากนั้นไม่ได้พูดอะไร ในครัวมีเสียงสวบสาบวุ่นวาย เสียนจิงวิ่งออกมากระซิบนาง “พี่ฉิงเอ๋อร์ท่านต้องจับเขาให้อยู่มือ พี่เฟิงทั้งเก่ง ทั้งหล่อ
นางถอนหายใจมองเขา “ข้าไม่เคยต้องการให้ผู้ใดเข้าใจข้า เมื่อก่อนไม่ ตอนนี้ไม่ อนาคตก็จะไม่ ข้าขอเพียงคนที่พร้อมจะเปิดใจรับสิ่งที่ข้าเป็น แม้ไม่เห็นด้วยแต่ก็ไม่ต่อต้าน ไม่ห้าม ไม่บีบบังคับในสิ่งที่ข้าเป็นไม่ได้”มู่ชิงอวิ๋นหันไปมองด้านหลัง เยียนหลันเฟิงกำลังเดินใกล้เข้ามา“เขาให้เจ้าได้หรือ ทั้งหมดที่เจ้ากล่าวมา”นางเองก็หันไปมองเยียนหลันเฟิง “เขาไม่เคยให้อะไรข้า แต่ก็ไม่เคยตั้งคำถามในสิ่งที่ข้าเป็น”มู่ชิงอวิ๋นก้มหน้าลงด้วยรอยยิ้ม “เอาละข้าเข้าใจแล้ว มันไม่ใช่ข้าตั้งแต่ต้นสินะ”“คนทุกคนมีทางเลือกเป็นของตัวเองมู่ชิงอวิ๋น มันอาจไม่ใช่เจ้าตั้งแต่แรกที่เจ้าเลือกจากมาเพื่อการแก้แค้น เพราะตั้งแต่วันนั้นที่เจ้าจากมาข้าก็ไม่ใช่เซี่ยฉิงคนเดิมแล้ว บางทีหากเจ้าไม่ได้เลือกมาแก้แค้น ข้าอาจจะยังเป็นเซี่ยฉิงคนเดิมที่เห็นแก่ตัวรักแต่ตัวเอง ถึงตอนนั้นเจ้าอาจไม่ได้อยากเริ่มต้นใหม่หรือทำความรู้จักกับตัวตนของข้า”หากเขาไม่ได้เลือกที่จะจากมา คนที่ช่วยท่านยายกับเสียนจิงอาจไม่ใช่นาง หรือบางทีเซี่ยฉิงอาจไม่ตาย นางก็ไม่ได้เข้ามาอยู่ในร่างนี้ เรื่องทั้งหมดนี้อาจจะไม่เกิดขึ้น ทั้งหมดนั้นใครเล่าสามารถบอกได้...“ข้
เยียนหลันเฟิง... อายุสิบสองสอบผ่านองครักษ์อวี่หยางส่วนพระองค์ ฮ่องเต้พระราชทานป้ายทองขั้นสี่ เป็นองครักษ์ที่ฝีมือเก่งกาจที่สุดอายุสิบสี่เข้าร่วมการสอบเคอจวี่ ได้เป็นเจี้ยหยวน[1]ที่อายุน้อยที่สุดของแคว้น อายุสิบห้าได้เป็นฮุ่ยหยวน[2]ไม่มีใครรู้ว่าเพราะเหตุใดเด็กหนุ่มอายุน้อยและอนาคตไกล เหตุใดจึงเปล
“ไกลขนาดนี้เป็นไปไม่ได้ขอรับ”หญิงสาวยิ้มที่มุมปากจากนั้นจูงม้าเดินต่อไปเงียบๆเมื่อกลับมาถึงถนนสายหลัก การนำทางเปลี่ยนเป็นคนที่รู้ทางมากกว่า หญิงสาวหันไปมองบุรุษสองคนที่ดูสุขุมที่สุด นายกับคนติดตาม...“แม่นางเซี่ย”“พี่สะใภ้ของข้าแต่งงานแล้ว” เสียนจิงกล่าวเสียงเบา “พวกท่านต้องเรียกนางว่าเสียนฮูหยิ
เด็กสาวเงยหน้าขึ้นมองนาง มือทั้งสองข้างถูกมัด น้ำตาไหลนองเต็มใบหน้าเปียกชุ่มมอมแมม “บาดเจ็บหรือไม่”เสียนจิงโผเข้ากอดนาง “พี่สะใภ้ ฮือ...ข้ากลัว”เซี่ยฉิงถึงกับล้มหงายลงไปนั่งบนพื้น สองมือลูบปลอบโยนเด็กสาว “ไม่เป็นไรแล้ว ตอนนี้เจ้าปลอดภัย กลับไปหาท่านยายกันเถิด นางเป็นห่วงแย่แล้ว”ตอนปลอบสายตาก็มอง
เซี่ยฉิง...ลุกขึ้นยืนจากนั้นมองไปยังโจรที่ถูกสังหารซึ่งนอนอยู่ไม่ไกล นางลงมือถอดเสื้อผ้าของอีกฝ่าย เจ้าหน้าที่มือปราบมองนางด้วยสายตาตกตะลึง“เจ้าจะทำอะไร”“ข้าจะไปพาจิงจิงกลับมา”ทุกคนเลิกคิ้วมองนางราวกับนางเพิ่งกล่าวถึงเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ “รอยเท้าม้ายังใหม่แกะรอยได้ไม่ยาก ใช้ม้าย่อมหมายถึงมีทางเ


















Ulasan-ulasanLebih banyak