Se connecterนิลเนตรจอดรถจักรยานไว้ข้างเรือนหลังเก่า ๆ ที่มุงด้วยสังกะสี เสาเป็นไม้สูงประมาณหน้าอกของเธอ บ้านเอียงไปทางขวาเกือบสามสิบจุดห้าองศา เธอกำลังจะก้าวขาขึ้นบันไดที่มีอยู่เพียงสี่ขั้น ผู้หญิงอายุราวห้าสิบเศษก็เดินออกมาจากบ้านของเธอพอดี รูปร่างของเธอค่อนไปทางอวบ ผมสั้นหยักศกเพราะการดัด ผมสีดำแซมด้วยสีดอกเลายาวประมาณติ่งหู
“อ้าวนิล กลับมาแล้วเหรอ เปียกหมดเลย”
“ค่ะป้ามิ่ง” มิ่งพรคือป้าข้างบ้านที่บ้านอยู่ทางฝั่งซ้าย แกคอยมาเปลี่ยนผ้าอ้อมให้ย่าตอนที่เธอไม่อยู่ ผู้หญิงคนนี้ใจดีและมีเมตตาต่อเธอกับย่ามาก เป็นคนหนึ่งที่มีส่วนทำให้เธอเติบโตมาก็ว่าได้
“ฉันมาเปลี่ยนผ้าอ้อมให้ยายเจิม”
นิลเนตรพนมมือขึ้นพร้อมเอ่ย “ขอบคุณมากค่ะ”
มิ่งพรยืนงงไปครู่หนึ่งกับการยกมือไหว้ของเธอเป็นครั้งแรก แต่ไหนแต่ไรนิลเนตรไม่เคยไหว้และกล่าวขอบคุณเธอเช่นนี้ เหตุเพราะมิ่งพรช่วยเหลือนิลเนตรกับเจิมจันทร์มานาน จึงเป็นเหมือนญาติสนิทมิตรสหายกันไปแล้ว “เออ ไปหาข้าวให้ย่ากินเถอะ”
“ค่ะ” นิลเนตรรีบเดินขึ้นบ้านไปเปลี่ยนเสื้อผ้า เสื้อผ้าของเธอมีแต่ผืนเก่า ๆ และมีกลิ่นเหม็นอับ บางตัวทั้งเก่าทั้งขาด เสร็จแล้วจึงเดินเข้าไปในห้องที่ย่านอนอยู่
เจิมจันทร์นอนบนแคร่ไม้ไผ่ที่ปูด้วยที่นอนยัดนุ่นและใช้ผ้าห่มผืนบางปูทับอีกชั้น ส่วนเธอนอนบนพื้นเรือนปูแค่เสื่อกก ทั้งสองมีมุ้งเก่า ๆ คนละหลัง
เสียงคนเดินเข้ามาในห้องเจิมจันทร์รู้ได้ทันทีว่าเป็นเสียงใคร “นิลกลับมาแล้วเหรอลูก”
“ค่ะย่า ย่ารอหนูแป๊บนึงนะคะ หนูอุ่นก๋วยเตี๋ยวแป๊บเดียวค่ะ”
“เออ ๆ ย่ารอได้ ยังไม่หิวเท่าไร”
นิลเนตรใช้ไฟคาดศีรษะส่องนำทางแล้วรีบเดินไปก่อไฟ บ้านของเธอไม่มีไฟฟ้าใช้ เพราะไม่มีเงินจ่ายค่าไฟมาสองปีแล้ว ในห้องที่เป็นห้องนอนป้ามิ่งจุดตะเกียงไว้ให้ย่าแล้ว
นี่มันสมัยไหนแล้วหนอ ทำไมยังมีคนยากจนข้นแค้นแบบนี้อยู่อีก นิลเนตรช่างมีชีวิตที่น่าเวทนาเหลือเกิน ขนาดเธอโตเป็นผู้ใหญ่ขนาดนี้ยังรู้สึกท้อเลยถ้าได้อยู่กับย่าที่นอนป่วยเช่นนี้ แล้วเด็กอายุสิบแปดสิบเก้าอย่างเจ้าของร่างนี้ละ จะเหน็ดเหนื่อยแค่ไหนที่ต้องหาเลี้ยงสองชีวิตให้อยู่รอด ก่อไฟพลางคิดไปพลาง โชคดีที่เธอเป็นเด็กบ้านนอกเหมือนกัน เคยใช้ชีวิตแบบนี้มาก่อน การก่อไฟจึงไม่ยากสำหรับเธอนัก บ้านนี้ใช้แค่ถ่านกับฟืนเท่านั้น
อุ่นอาหารเสร็จก็รีบเทใส่ชามแล้วยกเข้าไปในห้องนอน นิลเนตรช่วยพยุงย่าลุกขึ้นแล้วป้อนก๋วยเตี๋ยว แสงไฟสะท้อนจากเปลวเทียนทำให้ผู้เป็นย่ามองเห็นแผลที่หน้าผากหลานสาวที่นั่งอยู่ข้างเตียง
มือเหี่ยว ๆ ยื่นไปลูบคลำสะเก็ดเลือดแห้งกรังที่หน้าผากหลานเบา ๆ “หัวไปโดนอะไรมา” เจิมจันทร์อายุหกสิบสองปี เธอลื่นล้มในห้องน้ำเมื่อสี่ปีที่แล้ว หลังจากนั้นก็ล้มป่วยและเดินไม่ได้เลย
“แฮ่! หนูปั่นจักรยานล้มค่ะ หัวก็เลยไปโขกกับตอไม้” นิลเนตรไม่ได้โกหกย่า เพียงแต่เธอบอกไม่หมดแค่นั้นเอง
น้ำตาของย่ารินไหลออกมาด้วยความสงสาร “เจ็บมากไหม” ยาทาแผลที่บ้านก็ไม่มี แล้วเมื่อไรแผลของเธอจะหาย
นิลเนตรส่ายหน้า “เจ็บนิดเดียวเท่ามดกัดค่ะ”
เจิมจันทร์กลั้วขำในลำคอ นิลเนตรคงโตขึ้นมาก เพราะบาดเจ็บครั้งนี้เธอไม่ร้องไห้งอแงเมือนเช่นที่ผ่านมา
“วันนี้ขายผักได้เงินกี่บาท”
“ห้าสิบบาทค่ะ” ตอนนี้เธอมีเงินติดตัวอยู่สามสิบบาท
“ถ้าไม่มีย่า แกก็คงไม่เหนื่อยขนาดนี้” เจิมจันทร์บอกหลานทั้งน้ำตาที่อยู่เป็นภาระให้หลานเลี้ยงดู
ดวงตาสีนิลกระตุกวูบเมื่อได้ยินย่าพูดเช่นนั้น “ย่าอย่าพูดแบบนี้อีกนะคะ ถ้าไม่มีย่าหนูจะอยู่ยังไง หนูจะอยู่กับใคร หนูจะนอนกับใครถ้าไม่มีย่า”
เจิมจันทร์เอื้อมมือไปลูบผมหลานด้วยความรัก วันนี้นิลเนตรมวยผมขึ้นแล้วใช้ปิ่นปักผมปักไว้ ซึ่งเป็นภาพที่เธอไม่คุ้นนัก แต่ก็ถือว่าน่ารักดี “ย่าจะอยู่กับแก” เลี้ยงมาตั้งสิบแปดสิบเก้าปีแล้ว จะมาอ่อนไหวอะไรตอนนี้ เจิมจันทร์นึกตำหนิตัวเองที่คิดอะไรไม่เข้าท่า
ป้อนอาหารย่าเสร็จ นิลเนตรก็กินอาหารที่เหลือต่อจากย่าจนหมดถ้วย ถือถ้วยเดินออกมาจะไปอาบน้ำก็มีน้ำหยดติ๋ง ๆ จากหลังคาลงมาที่พื้นบ้าน นิลเนตรส่องไฟขึ้นดู
อา! หลังคารั่ว สังกะสีบางแผ่นเก่าจนผุและเป็นสนิม ถ้าวันนี้ฝนไม่ตกก็คงมองดูดาวได้เลย
นิลเนตรเดินเอาถังมารองน้ำไว้ ดีหน่อยที่ตรงนี้ห่างจากที่นอนของเธอกับย่า
จากนั้นเธอก็ปลีกตัวไปอาบน้ำ ไม่ลืมที่จะตัดเล็บมือเล็บเท้าด้วย นิลเนตรทนไว้เล็บยาวขนาดนี้ได้อย่างไร เห็นครั้งแรกคิดว่าเล็บคนที่แสดงเป็นปอบภาคสิบเอ็ด เธอรู้สึกไม่ไหวกับตัวเองแล้ว คันไปทั้งตัวแม้กระทั่งบนศีรษะก็คันจนอยากจะร้องไห้ แถมยังรู้สึกเหมือนมีตัวอะไรมาไต่อยู่บนหัวด้วย ตอนป้อนอาหารให้ย่าเธอก็เกาอยู่หลายครั้ง ผมก็เหนียวเหนอะหนะไปหมด
เดินออกมาอีกครั้งก็เห็นใครบางคนนั่งอยู่ใต้ต้นกระถินที่เธอนำผักบุ้งมากองไว้ ความจำเดิมบอกกับเธอว่านั่นคือชายเร่ร่อนที่หายไปจากหมู่บ้านนี้เกือบสัปดาห์แล้ว เขามานั่งอยู่ตรงนั้นทำไมนะ ร่างสูงเพรียวตัดสินใจเดินออกมาจากไร่มันสำปะหลังเมื่อรออยู่นานแล้วแต่เขาก็ไม่เดินจากไปไหนสักที เธอเองก็ต้องทำงานเหมือนกัน “พี่ชายหายไปไหนมาเหรอ” นิลเนตรเอ่ยถามอย่างเป็นมิตรเมื่อเดินเข้ามาใกล้ ชาวบ้านเรียกเขาว่า ‘ไอ้ชาติ’ ชายผู้นี้หน้าตาเนื้อตัวมอมแมม ผมเขายาวหยักศกเล็กน้อยแต่ชี้ฟูมาก ดูท่ามันคงเหนียวไม่น้อย แต่งตัวด้วยเสื้อเชิ้ตแขนยาวสีซีดกับกางเกงยีนเก่า ๆ ตัวใหญ่แถมยังขาดอีกด้วย เขาจะเดินไปเรื่อย ๆ ค่ำไหนนอนนั่น หรือบางครั้งก็นอนตามศาลาของหมู่บ้าน บางครั้งเธอยังเคยเจอเขาที่ตลาดบ้านห้วยด้วย และทุกครั้งที่เดินผ่านมาทางนี้เขาก็ไม่เคยคุยกับเธอหรือใครเลย บางครั้งถามไม่ตอบ บางครั้งก็ถามคำตอบคำชาวบ้านแถวนี้บอกว่าเขาเป็นบ้า แต่เขาก็ไม่เคยทำร้ายใคร นิลเนตรเดินเข้ามาใกล้อีก ถึงได้รู้ว่าภายใต้ใบหน้ามอมแมมนั้นเขาน่าจะหล่อมาก จมูกเป็นสันตรง กรอบหน้าคมเข้มชัดเจน แต่หนวดเครายาวไปหน่อยจึงทำให้เขาน่
นิลเนตรตักต้มปลานิลกับข้าวสวยร้อน ๆ และไข่ต้มอีกสองฟองมาวางไว้บนโต๊ะข้างเตียงนอนย่า โต๊ะนี้คือโต๊ะกินข้าวของย่ากับหลาน เธอพยุงย่าให้ลุกขึ้นนั่งเหยียดขาลงข้างเตียงแล้วเริ่มกินข้าวด้วยกัน “กับข้าวหลายอย่างจัง” ปกติแค่ข้าวสวยคลุกน้ำปลาก็อร่อยมากแล้ว “ย่ากินเยอะ ๆ นะคะ จะได้หายไว ๆ” คติของเธอก็คือพรุ่งนี้จะอดก็ช่างแต่วันนี้ต้องกินให้อิ่ม “ไม่ต้องพูดปลอบใจย่าหรอก ย่ารู้ว่าย่าไม่มีทางหายจากโรคนี้” เจิมจันทร์ทำใจไว้แล้ว ว่าต้องป่วยติดเตียงไปจนถึงลมหายใจสุดท้าย “ไม่แน่หรอกค่ะย่า อะไรก็เกิดขึ้นได้เสมอค่ะ อยู่ดี ๆ ย่าอาจจะลุกขึ้นเดินก็ได้ค่ะ” เธอปอกไข่ต้มให้ย่าหนึ่งฟอง พร้อมกับยกขวดน้ำปลาไปตั้งไว้ด้านข้าง เจิมจันทร์ยิ้มให้หลาน ทำไมวันนี้นิลเนตรถึงได้มีพลังบวกเยอะจัง แววตาเศร้าหมองที่เคยมีหายไปไหน ตักอาหารเข้าปากคำแรกก็รู้สึกถึงรสชาติอาหารที่เปลี่ยนไป ฝีมือการทำอาหารของหลานสาวดีขึ้นมาก มันกลมกล่อมและไม่มีกลิ่นคาวของปลาเลยแม้แต่น้อย ทั้งสองรับประทานอาหารไปพลาง คุยกันไปพลาง บางครั้งส่งเสียงหัวเราะครื้นเครง ดูเหมือนว่าทั้งย่าแล
นิลเนตรที่อยู่ใกล้สุดรีบถอดรองเท้าแล้ววิ่งตามสุดกำลัง อุทิศก็วิ่งตามหลังเธอไปเช่นกัน สายตาเธอมองหาอะไรบางอย่าง เธอก้มหยิบไม้ท่อนหนึ่งจากนั้นกะระยะไว้ที่หัวของมันแล้วเขวี้ยงออกไปสุดแรงเกิด ผู้ชายนั้นกำลังจะวิ่งเข้าไปในป่าตุบ!“โอ๊ย!” ไม่น่าเชื่อว่านักกีฬาเปตองอย่างเธอจะกะระยะได้แม่นยำขนาดนี้ ไม้ท่อนนั้นโดนท้ายทอยของมันพอดี โจรวิ่งราวหัวคะมำไปข้างหน้าและล้มลง อุทิศที่วิ่งตามไปจึงเข้าไปรวบตัวมันไว้ เตรียมส่งตัวให้ตำรวจบ้าน ซึ่งภรรยาของเขาคงโทร. แจ้งไปแล้ว นิลเนตรถือกระเป๋าใบนั้นไปคืนเจ้าของ ผู้หญิงคนนั้นยืนตัวสั่นงันงก เพื่อนที่มาเที่ยวด้วยกันก็เริ่มเดินกลับมาที่รถ เห็นเหตุการณ์ก็พากันตกใจ นิลเนตรยื่นกระเป๋าคืนให้ “กระเป๋าของคุณค่ะ” “ขอบใจมากนะ เธอชื่ออะไร” “ชื่อนิลค่ะ” ผู้หญิงคนนั้นหยิบธนบัตรจำนวนหนึ่งพันบาทออกมาจากกระเป๋าจำนวนหนึ่งใบพร้อมกับกระดาษแผ่นเล็กแผ่นหนึ่งแล้วยื่นให้เธอ “ฉันให้เธอ ถ้ามีอะไรก็โทร. หาฉัน ฉันเขียนเบอร์โทร. ไว้ให้แล้ว” “เอ่อ หนูรับไว้ไม่ได้หรอกค่ะ” เงินหนึ่งพันบาทมันมากเกินไปสำหรั
นิลเนตรจับผักใส่ย่ามทั้งสองใบได้หนึ่งร้อยมัดพอดี เสร็จแล้วก็เอาแตงโมใส่ตะกร้าหน้ารถจักรยาน ผักบุ้งถุงหนึ่งมัดติดไว้กับเบาะหลังที่เป็นเหล็ก ส่วนอีกถุงเธอสะพายไว้ที่บ่าข้างซ้าย จากนั้นก็ปั่นไปทางทิศตะวันออกมุ่งหน้าสู่ถนนใหญ่ที่เป็นทางผ่านระหว่างอำเภอ ซึ่งจะมีชาวบ้านนำของหลากหลายมาวางขายข้างทางตรงนั้น ส่วนมากเป็นของป่า จำพวกหนู นก งู กิ้งก่า ไปจนถึง กบ เขียด ปลา ไข่มดแดง และผักต่าง ๆ ทั้งผักป่าผักบ้าน ถนนเส้นนั้นมีคนสัญจรไปมาเป็นจำนวนมาก เพราะตรงนั้นเป็นจุดพักรถด้วย มีทั้งร้านอาหารและตลาดให้ผู้คนเลือกซื้อ ถนนเส้นนี้ตัดผ่านภูเขาที่ชาวบ้านเข้าไปหาของมาขาย จึงมีทิวทัศน์ที่สวยงามมาก เขาเรียกกันว่าตลาดบ้านห้วย ตลาดบ้านห้วยและหมู่บ้านแถวนี้อยู่ในเขตอำเภอม่วงเขียว ก่อนหน้านิลเนตรฝากน้าในหมู่บ้านนำผักไปขายให้ เธอชื่อดาหวัน บางครั้งน้าหวันคนนั้นก็มาเก็บผักช่วยเธอด้วยเพราะความสงสาร แต่ช่วงนี้ดาหวันมีผักขายมากขึ้น นิลเนตรจึงต้องไปเก็บคนเดียวทุกวัน และวันนี้เธอจะนำผักไปขายเอง เพราะดาหวันคงออกไปขายผักตั้งแต่ตอนเที่ยงแล้ว ระยะทางจากหมู่บ้านถึงถนนใหญ่ประมาณห้ากิโลเมตร นิลเนตรปั
นิลเนตรกินข้าวเสร็จแล้วจึงแต่งตัวเตรียมจะออกไปเก็บผัก เธอสวมเสื้อแขนยาวทั้งเก่าทั้งขาดตรงหัวไหล่ และเตรียมเสื้อยืดไปคลุมหน้าหนึ่งตัว “หนูไปเก็บผักก่อนนะย่า” “อย่ากลับเย็นนักล่ะ” “ค่ะ” เดินลงมาจากบ้านก็เจอป้ามิ่งกับหลานสาวเดินมาหาที่บ้านพอดี วันนี้เป็นวันหยุดแมงมุมจึงไม่ได้ไปโรงเรียน แมงมุมอายุเก้าขวบพ่อกับแม่ไปทำงานที่กรุงเทพฯ เธอจึงอยู่กับตายายที่บ้าน “จะไปเก็บผักแล้วเหรอ” มิ่งพรมองนิลเนตรตั้งแต่หัวจรดเท้า ทำไมวันนี้นิลเนตรดูแปลกตาไปมากขนาดนี้ เส้นผมตรงเรียงสวยสีดำเงางามถูกรวบไว้ด้านหลังเหมือนหางม้า ใบหน้าเนียนเกลี้ยงเกลา ข้างแก้มไม่มีรอยคราบน้ำลายเหมือนเช่นทุกวัน เล็บมือเล็บเท้าตัดสั้นและขาวสะอาด หรือนิลเนตรกำลังจะเป็นสาวหรือไม่ก็คงกำลังจะมีความรักถึงได้รู้จักดูแลตัวเอง “ค่ะ” “ทำไมวันนี้ผมพี่นิลสวยจังเลยคะ” แมงมุมเอ่ยถามเสียงใส “หนูอยากมีผมยาวสวยเหมือนพี่นิลจังเลยค่ะ” แมงมุมพูดพลางเกาหัวตัวเองยิก ๆ เด็กคนนี้หน้าตาน่ารัก แก้มกลม ๆ ผิวขาวออกเหลืองนิด ๆ ดวงตากลมทอประกายวาววาม เพียงแต่…
นิลเนตรตื่นขึ้นมาในตอนเช้าก็นั่งสังเกตบ้านตัวเองด้วยอาการสะลืมสะลือ มันทั้งรกและแคบ ห้องสี่เหลี่ยมผืนผ้านี้หน้าจะกว้างราวสี่เมตร ยาวประมาณห้าเมตร ห้องนอน ห้องแต่งตัว ห้องกินข้าว ห้องนั่งเล่น รวมอยู่ตรงนี้หมด ผนังบ้านเป็นไม้ที่ตีเรียงกันไว้ไม่สนิทนักมีแต่ฝุ่นที่เกิดจากมอด และมีหยากไย่เกาะอยู่ทุกมุมห้อง เมื่อคืนฝนพรำลงมาบาง ๆ ตลอดทั้งคืน บรรยากาศรอบกายเย็นจนหนาว ผ้าห่มผืนหนาก็มี แต่พออากาศชื้นผ้าห่มที่ไม่เคยซักเลยก็เหนียวเหนอะ ทำให้นอนหลับไม่ค่อยสนิท และเหมือนหายใจเอาฝุ่นเข้าไปในปอดตลอดทั้งคืนวันนี้เธอตั้งใจไว้ว่าก่อนออกไปเก็บผักบุ้งเธอจะต้องทำความสะอาดบ้านก่อน เธอพับผ้าห่มให้เรียบร้อย จากนั้นลองเลิกเสื่อที่ปูไว้ขึ้นดู เพราะดูเหมือนพื้นบ้านจะมีแต่ฝุ่นผงเหลือเกิน นิลเนตรไม่ได้ทำความสะอาดบ้านมาเกือบเดือนแล้ว พอเปิดเสื่อขึ้นดูเธอก็ต้องผงะ บนพื้นไม้มีดินเป็นรอยคดเคี้ยวคล้ายกับงูเลื้อย พอดูใต้เสื่อก็มีคราบดินติดอยู่เช่นกัน บางจุดมีรอยกัดแทะ เธอพูดอะไรไม่ออกทำได้แค่อ้าปากค้างไว้ เพราะดินพวกนั้นมันคือรังปลวกเกือบไปแล้วนิลเนตร เธอเกือบโดนปลวกคาบไปแทะแล้วไหมล่ะ เธอต้องลุกไปหุงหาอาห







