Se connecterเจ้าของร่างนี้ไม่สระผมมาหนึ่งสัปดาห์แล้ว นิลเนตรถอดปิ่นปักผมบนศีรษะออกมาแล้วเพ่งมอง ปิ่นปักผมโบราณสีเงินอันนี้มันเป็นของเธอตอนที่ทำฟาร์มอยู่นี่นา แล้วตอนนี้มันตามเธอมาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร
แปลก! แต่ช่างเถอะ มาแล้วเธอก็ใช้มันต่อแค่นั้น เธอวางปิ่นปักผมไว้บนชั้นวางสบู่แล้วเริ่มสระผม
บีบแชมพูที่เหลืออยู่ในขวดเพียงน้อยนิด แล้วยีบนศีรษะให้เกิดฟองแต่ผมคงสกปรกมากเกินไป จึงทำให้รอบแรกแชมพูแทบไม่มีฟองเลย รอบสองจึงใช้น้ำเปล่าเทลงในขวดมากหน่อย เขย่า ๆ แล้วสระอีกครั้ง ส่วนครีมนวดก็เหลือไม่ต่างกันนัก อย่างไรก็ต้องเอาวันนี้ให้รอดก่อน นิลเนตรใช้เวลาอาบน้ำไม่ต่ำกว่าหนึ่งชั่วโมงเพื่อขัดสีฉวีวรรณตัวเอง
ได้อาบน้ำจนสะอาดหมดจดแล้วค่อยรู้สึกดีขึ้น เปลี่ยนเสื้อผ้าซับผมพอหมาด ๆ แต่ก็ยังรู้สึกว่ามีอะไรมาเดินเล่นอยู่บนหัวคล้ายกับเดินสวนสนาม มันทั้งคันทั้งรำคาญ เธอยกมือขึ้นเกาและลูบคลำผิวหนังตรงตำแหน่งนั้น ไม่น่าเชื่อเธอจับตัวมันได้แล้ว ลักษณะตัวมันคุ้น ๆ เหมือนจะเป็น…
นิลเนตรดึงสิ่งนั้นออกมาจากเส้นผมอันยาวเหยียด อยากไว้ผมยาวแต่นิลเนตรคนก่อนขี้เกียจสระผมมาก แต่ก็ดีผมเธอยังเป็นเส้นตรงสลวย ถ้าผมหยิกคงหวีลำบากกว่านี้
เธอเพ่งมองสิ่งที่อยู่ในมืออย่างพินิจพิเคราะห์ เพื่อความมั่นใจจึงหยิบไฟมาส่องดู ใจเธอเต้นระทึก จากนั้นก็…
“กรี๊ดดดด!”
“อ๊ายยยย!”
เสียงแรกคือเสียงของหลานสาว เสียงที่สองคือเสียงของย่า
“นิลเป็นอะไรลูก” เจิมจันทร์ถามหลานด้วยความตกใจ เธอสะดุ้งสุดตัวจนเกือบจะตกเตียง
“ย่า…” นิลเนตรทำหน้าเหยเกคล้ายจะร้องไห้
“มีอะไร ร้องตกอกตกใจขนาดนั้น ย่าหัวใจจะวาย” เจิมจันทร์ยกมือขึ้นทาบอกตัวเอง หัวใจเธอเต้นรัวแรง
“หัวหนูมีเหาค่ะ” นี่เหาหรือแมลงเม่าทำไมมันตัวใหญ่ขนาดนี้
เจิมจันทร์ผ่อนลมหายใจออกมา ไอ้เราก็นึกว่าเป็นอะไร ที่แท้ก็เจอเหา ทำเหมือนไม่เคยมีอย่างนั้นแหละ “นิลก็มีเหาอยู่แล้วนะลูก จะตกใจทำไม” ผู้เป็นย่าว่าเสียงเนือย ๆ เสียงกรีดร้องของหลานเล่นเอาทุกส่วนบนร่างกายกระตุกไปหมด
นิลเนตรนิ่งไปครู่หนึ่ง
เออใช่ นิลเนตรมีเหาอยู่แล้วจริง ๆ ก่อนที่ย่าจะป่วยติดเตียง ย่าเป็นคนหวีด้วยหวีเสนียดให้เธอตลอด และยังหาใบน้อยหน่ามากำจัดเหาให้เธอด้วย แต่หลังจากที่ย่าป่วยนิลเนตรก็เป็นคนดูแลร่างกายตัวเองทั้งหมด ผลที่ออกมาจึงเป็นอย่างที่เห็น
“หวีเสนียดอยู่ตรงไหนคะย่า” ถ้าคืนนี้เธอไม่ได้ฆ่าพวกมันบ้างเธอคงนอนไม่หลับแน่
“หลังตู้เสื้อผ้านั่นไง” นิลเนตรเขย่งเท้านิดหนึ่งแล้วหยิบหวีเสนียดลงมา พร้อมกับหากระดาษสีขาวมารอง
อยากจะร้องไห้เป็นภาษาเขมร อายุสิบเก้าแล้วยังต้องมากำจัดเหาบนหัว
โอ้! ไม่อยากจะเชื่อ เธอเบิกตาโตเท่าไข่ห่านสองฟอง เมื่อเห็นเหาไต่อยู่บนกระดาษ มีทั้งเหาชรา เหาที่กำลังตั้งครรภ์ ไปจนถึงเหาที่กำลังอยู่ในวัยเยาว์ แต่เธอจะไม่มีทางปรานีพวกมัน แม้พวกมันจะตัวจิ๋วแค่ไหนก็ตาม
“หนึ่งร้อยหนึ่ง หนึ่งร้อยสอง หนึ่งร้อยสาม…” นิลเนตรทำท่าคล้ายจะเป็นลมเมื่อเหาที่ร่วงลงมาจากหัวนับได้ทั้งหมดหนึ่งร้อยสามตัว ไข่ของมันคงมีมากกว่าพันฟอง เธออยากถามนิลเนตรจังเลยว่าทนอยู่กับปรสิตพวกนี้ได้อย่างไรตั้งมากมาย เธอต้องบริจาคเลือดให้พวกมันกินปีละตั้งเท่าไร
เจิมจันทร์มองหลานแล้วแอบยิ้ม นิลเนตรรู้จักดูแลตัวเองเป็นบ้างแล้ว ก่อนหน้าหลานสาวคนนี้อาบน้ำสัปดาห์ละครั้งหรืออาจจะนานกว่านั้น ไม่ชอบถูกขี้ไคล เทน้ำใส่ตัวสามขันก็เสร็จแล้ว ไม่ค่อยสระผมแต่หวงผมมากเวลาย่าหาเหาให้ผมเหนียวจนเหาเดินไปไม่เป็น หนังศีรษะก็เกาจนถลอกปอกเปิก แต่วันนี้เธออาบน้ำนานเป็นประวัติศาสตร์ กลิ่นตัวหอมกรุ่นอย่างไม่เคยเป็น ทำให้ใบหน้าเกลี้ยงเกลาดูน่ามองมากขึ้น
นิลเนตรหวีเหาเสร็จก็เอาพวกมันไปเผาไฟให้สิ้นซาก จากนั้นก็จัดยาให้ย่ากินยานี้ได้มาจากโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล จากนั้นก็เดินไปหน้ากระจกเพื่อดูหน้าตัวเองชัด ๆ ผู้หญิงคนนี้ถือว่าเป็นคนสวย ใบหน้าเรียวเล็ก คิ้วเข้มเรียวโก่งดั่งคันศร จมูกโด่ง ริมฝีปากสีระเรื่อ และเธอมีผิวสีแทน ผิดที่ตอนนี้ไม่มีครีมทาผิวเลย
อีกอย่างเธอคือผู้หญิงสวยที่มีเหาดกมาก ถ้าเจ้าของร่างนี้ไม่รักผมมากเธอคงคิดอยากจะโกนผมทิ้งไปเสีย
เธอเดินไปนั่งลงข้างเตียงย่าแล้วนวดขาให้ท่าน “ไม่ง่วงเหรอ” ปกติหลานไม่เคยทำเช่นนี้ ส่วนใหญ่กินข้าวอิ่มแล้วก็หลับเป็นตาย เจิมจันทร์รู้ว่าหลานทำงานเหนื่อยมาทั้งวัน
“ง่วงค่ะ แต่หนูรอให้ผมแห้งก่อน” เมื่อไม่มีไฟฟ้า พัดลมก็ไร้ประโยชน์
ย่าหลับไปแล้ว แต่นิลเนตรยังนั่งฟังเสียงฝนตกใส่สังกะสีอยู่เพียงลำพัง และหวนคิดถึงเรื่องราวเก่า ๆ ของตัวเองก่อนจะมาอยู่ที่นี่ไม่ได้ ก่อนที่จะมาทำฟาร์มเธอโดนสามีนอกใจ พอเธอจับได้จึงขอหย่าและเขาก็ยอมหย่าอย่างง่ายดาย เพราะหลงผู้หญิงคนใหม่ ยังดีที่ไม่มีลูกด้วยกัน
เธอหอบเงินก้อนสุดท้ายที่เหลืออยู่ประมาณหนึ่งล้านบาทมาลงทุนทำฟาร์มเกษตร เธอขุดบ่อเลี้ยงปลานิล ปลาดุก เลี้ยงกบ เลี้ยงไก่ไข่ ปลูกผักหวาน และเลี้ยงมดแดง ปีแรกเธอไม่มีกำไรเลย เพราะปลานิลและกบที่เลี้ยงไว้ตายหมด เธอท้อจนเกือบจะเลิกทำ แต่ก็กัดฟันอดทนลองผิดลองถูกจนเข้าสู่ปีที่สอง มดแดง ผักหวาน เริ่มให้ผลผลิต ปลานิล ปลาดุกก็เริ่มมีกำไร จนปีที่สามที่สี่เธอเริ่มเข้าสู่คำว่ามั่งคั่ง และมีเงินเก็บในบัญชีอยู่ล้านกว่าบาท แต่แล้วเธอก็ต้องมาตายเสียก่อน
เฮ้อ! ฉันต้องเริ่มใหม่อีกแล้วเหรอเนี่ยจะกลับไปที่ฟาร์มเดิมของตัวเองอีกครั้งก็คงไม่ได้แล้ว เพราะคนคงหาว่าเราเป็นพวกต้มตุ๋น พ่อกับแม่ก็จากไปนานแล้ว อีกทั้งถ้าเธอหนีไปอยู่ที่อื่นย่าเจิมจะอยู่กับใคร แต่เริ่มต้นใหม่ครั้งนี้ไม่มีเงินทุนสักบาท ทำเกษตรใช่ว่าจะใช้เงินน้อยเสียเมื่อไร
เดินออกมาอีกครั้งก็เห็นใครบางคนนั่งอยู่ใต้ต้นกระถินที่เธอนำผักบุ้งมากองไว้ ความจำเดิมบอกกับเธอว่านั่นคือชายเร่ร่อนที่หายไปจากหมู่บ้านนี้เกือบสัปดาห์แล้ว เขามานั่งอยู่ตรงนั้นทำไมนะ ร่างสูงเพรียวตัดสินใจเดินออกมาจากไร่มันสำปะหลังเมื่อรออยู่นานแล้วแต่เขาก็ไม่เดินจากไปไหนสักที เธอเองก็ต้องทำงานเหมือนกัน “พี่ชายหายไปไหนมาเหรอ” นิลเนตรเอ่ยถามอย่างเป็นมิตรเมื่อเดินเข้ามาใกล้ ชาวบ้านเรียกเขาว่า ‘ไอ้ชาติ’ ชายผู้นี้หน้าตาเนื้อตัวมอมแมม ผมเขายาวหยักศกเล็กน้อยแต่ชี้ฟูมาก ดูท่ามันคงเหนียวไม่น้อย แต่งตัวด้วยเสื้อเชิ้ตแขนยาวสีซีดกับกางเกงยีนเก่า ๆ ตัวใหญ่แถมยังขาดอีกด้วย เขาจะเดินไปเรื่อย ๆ ค่ำไหนนอนนั่น หรือบางครั้งก็นอนตามศาลาของหมู่บ้าน บางครั้งเธอยังเคยเจอเขาที่ตลาดบ้านห้วยด้วย และทุกครั้งที่เดินผ่านมาทางนี้เขาก็ไม่เคยคุยกับเธอหรือใครเลย บางครั้งถามไม่ตอบ บางครั้งก็ถามคำตอบคำชาวบ้านแถวนี้บอกว่าเขาเป็นบ้า แต่เขาก็ไม่เคยทำร้ายใคร นิลเนตรเดินเข้ามาใกล้อีก ถึงได้รู้ว่าภายใต้ใบหน้ามอมแมมนั้นเขาน่าจะหล่อมาก จมูกเป็นสันตรง กรอบหน้าคมเข้มชัดเจน แต่หนวดเครายาวไปหน่อยจึงทำให้เขาน่
นิลเนตรตักต้มปลานิลกับข้าวสวยร้อน ๆ และไข่ต้มอีกสองฟองมาวางไว้บนโต๊ะข้างเตียงนอนย่า โต๊ะนี้คือโต๊ะกินข้าวของย่ากับหลาน เธอพยุงย่าให้ลุกขึ้นนั่งเหยียดขาลงข้างเตียงแล้วเริ่มกินข้าวด้วยกัน “กับข้าวหลายอย่างจัง” ปกติแค่ข้าวสวยคลุกน้ำปลาก็อร่อยมากแล้ว “ย่ากินเยอะ ๆ นะคะ จะได้หายไว ๆ” คติของเธอก็คือพรุ่งนี้จะอดก็ช่างแต่วันนี้ต้องกินให้อิ่ม “ไม่ต้องพูดปลอบใจย่าหรอก ย่ารู้ว่าย่าไม่มีทางหายจากโรคนี้” เจิมจันทร์ทำใจไว้แล้ว ว่าต้องป่วยติดเตียงไปจนถึงลมหายใจสุดท้าย “ไม่แน่หรอกค่ะย่า อะไรก็เกิดขึ้นได้เสมอค่ะ อยู่ดี ๆ ย่าอาจจะลุกขึ้นเดินก็ได้ค่ะ” เธอปอกไข่ต้มให้ย่าหนึ่งฟอง พร้อมกับยกขวดน้ำปลาไปตั้งไว้ด้านข้าง เจิมจันทร์ยิ้มให้หลาน ทำไมวันนี้นิลเนตรถึงได้มีพลังบวกเยอะจัง แววตาเศร้าหมองที่เคยมีหายไปไหน ตักอาหารเข้าปากคำแรกก็รู้สึกถึงรสชาติอาหารที่เปลี่ยนไป ฝีมือการทำอาหารของหลานสาวดีขึ้นมาก มันกลมกล่อมและไม่มีกลิ่นคาวของปลาเลยแม้แต่น้อย ทั้งสองรับประทานอาหารไปพลาง คุยกันไปพลาง บางครั้งส่งเสียงหัวเราะครื้นเครง ดูเหมือนว่าทั้งย่าแล
นิลเนตรที่อยู่ใกล้สุดรีบถอดรองเท้าแล้ววิ่งตามสุดกำลัง อุทิศก็วิ่งตามหลังเธอไปเช่นกัน สายตาเธอมองหาอะไรบางอย่าง เธอก้มหยิบไม้ท่อนหนึ่งจากนั้นกะระยะไว้ที่หัวของมันแล้วเขวี้ยงออกไปสุดแรงเกิด ผู้ชายนั้นกำลังจะวิ่งเข้าไปในป่าตุบ!“โอ๊ย!” ไม่น่าเชื่อว่านักกีฬาเปตองอย่างเธอจะกะระยะได้แม่นยำขนาดนี้ ไม้ท่อนนั้นโดนท้ายทอยของมันพอดี โจรวิ่งราวหัวคะมำไปข้างหน้าและล้มลง อุทิศที่วิ่งตามไปจึงเข้าไปรวบตัวมันไว้ เตรียมส่งตัวให้ตำรวจบ้าน ซึ่งภรรยาของเขาคงโทร. แจ้งไปแล้ว นิลเนตรถือกระเป๋าใบนั้นไปคืนเจ้าของ ผู้หญิงคนนั้นยืนตัวสั่นงันงก เพื่อนที่มาเที่ยวด้วยกันก็เริ่มเดินกลับมาที่รถ เห็นเหตุการณ์ก็พากันตกใจ นิลเนตรยื่นกระเป๋าคืนให้ “กระเป๋าของคุณค่ะ” “ขอบใจมากนะ เธอชื่ออะไร” “ชื่อนิลค่ะ” ผู้หญิงคนนั้นหยิบธนบัตรจำนวนหนึ่งพันบาทออกมาจากกระเป๋าจำนวนหนึ่งใบพร้อมกับกระดาษแผ่นเล็กแผ่นหนึ่งแล้วยื่นให้เธอ “ฉันให้เธอ ถ้ามีอะไรก็โทร. หาฉัน ฉันเขียนเบอร์โทร. ไว้ให้แล้ว” “เอ่อ หนูรับไว้ไม่ได้หรอกค่ะ” เงินหนึ่งพันบาทมันมากเกินไปสำหรั
นิลเนตรจับผักใส่ย่ามทั้งสองใบได้หนึ่งร้อยมัดพอดี เสร็จแล้วก็เอาแตงโมใส่ตะกร้าหน้ารถจักรยาน ผักบุ้งถุงหนึ่งมัดติดไว้กับเบาะหลังที่เป็นเหล็ก ส่วนอีกถุงเธอสะพายไว้ที่บ่าข้างซ้าย จากนั้นก็ปั่นไปทางทิศตะวันออกมุ่งหน้าสู่ถนนใหญ่ที่เป็นทางผ่านระหว่างอำเภอ ซึ่งจะมีชาวบ้านนำของหลากหลายมาวางขายข้างทางตรงนั้น ส่วนมากเป็นของป่า จำพวกหนู นก งู กิ้งก่า ไปจนถึง กบ เขียด ปลา ไข่มดแดง และผักต่าง ๆ ทั้งผักป่าผักบ้าน ถนนเส้นนั้นมีคนสัญจรไปมาเป็นจำนวนมาก เพราะตรงนั้นเป็นจุดพักรถด้วย มีทั้งร้านอาหารและตลาดให้ผู้คนเลือกซื้อ ถนนเส้นนี้ตัดผ่านภูเขาที่ชาวบ้านเข้าไปหาของมาขาย จึงมีทิวทัศน์ที่สวยงามมาก เขาเรียกกันว่าตลาดบ้านห้วย ตลาดบ้านห้วยและหมู่บ้านแถวนี้อยู่ในเขตอำเภอม่วงเขียว ก่อนหน้านิลเนตรฝากน้าในหมู่บ้านนำผักไปขายให้ เธอชื่อดาหวัน บางครั้งน้าหวันคนนั้นก็มาเก็บผักช่วยเธอด้วยเพราะความสงสาร แต่ช่วงนี้ดาหวันมีผักขายมากขึ้น นิลเนตรจึงต้องไปเก็บคนเดียวทุกวัน และวันนี้เธอจะนำผักไปขายเอง เพราะดาหวันคงออกไปขายผักตั้งแต่ตอนเที่ยงแล้ว ระยะทางจากหมู่บ้านถึงถนนใหญ่ประมาณห้ากิโลเมตร นิลเนตรปั
นิลเนตรกินข้าวเสร็จแล้วจึงแต่งตัวเตรียมจะออกไปเก็บผัก เธอสวมเสื้อแขนยาวทั้งเก่าทั้งขาดตรงหัวไหล่ และเตรียมเสื้อยืดไปคลุมหน้าหนึ่งตัว “หนูไปเก็บผักก่อนนะย่า” “อย่ากลับเย็นนักล่ะ” “ค่ะ” เดินลงมาจากบ้านก็เจอป้ามิ่งกับหลานสาวเดินมาหาที่บ้านพอดี วันนี้เป็นวันหยุดแมงมุมจึงไม่ได้ไปโรงเรียน แมงมุมอายุเก้าขวบพ่อกับแม่ไปทำงานที่กรุงเทพฯ เธอจึงอยู่กับตายายที่บ้าน “จะไปเก็บผักแล้วเหรอ” มิ่งพรมองนิลเนตรตั้งแต่หัวจรดเท้า ทำไมวันนี้นิลเนตรดูแปลกตาไปมากขนาดนี้ เส้นผมตรงเรียงสวยสีดำเงางามถูกรวบไว้ด้านหลังเหมือนหางม้า ใบหน้าเนียนเกลี้ยงเกลา ข้างแก้มไม่มีรอยคราบน้ำลายเหมือนเช่นทุกวัน เล็บมือเล็บเท้าตัดสั้นและขาวสะอาด หรือนิลเนตรกำลังจะเป็นสาวหรือไม่ก็คงกำลังจะมีความรักถึงได้รู้จักดูแลตัวเอง “ค่ะ” “ทำไมวันนี้ผมพี่นิลสวยจังเลยคะ” แมงมุมเอ่ยถามเสียงใส “หนูอยากมีผมยาวสวยเหมือนพี่นิลจังเลยค่ะ” แมงมุมพูดพลางเกาหัวตัวเองยิก ๆ เด็กคนนี้หน้าตาน่ารัก แก้มกลม ๆ ผิวขาวออกเหลืองนิด ๆ ดวงตากลมทอประกายวาววาม เพียงแต่…
นิลเนตรตื่นขึ้นมาในตอนเช้าก็นั่งสังเกตบ้านตัวเองด้วยอาการสะลืมสะลือ มันทั้งรกและแคบ ห้องสี่เหลี่ยมผืนผ้านี้หน้าจะกว้างราวสี่เมตร ยาวประมาณห้าเมตร ห้องนอน ห้องแต่งตัว ห้องกินข้าว ห้องนั่งเล่น รวมอยู่ตรงนี้หมด ผนังบ้านเป็นไม้ที่ตีเรียงกันไว้ไม่สนิทนักมีแต่ฝุ่นที่เกิดจากมอด และมีหยากไย่เกาะอยู่ทุกมุมห้อง เมื่อคืนฝนพรำลงมาบาง ๆ ตลอดทั้งคืน บรรยากาศรอบกายเย็นจนหนาว ผ้าห่มผืนหนาก็มี แต่พออากาศชื้นผ้าห่มที่ไม่เคยซักเลยก็เหนียวเหนอะ ทำให้นอนหลับไม่ค่อยสนิท และเหมือนหายใจเอาฝุ่นเข้าไปในปอดตลอดทั้งคืนวันนี้เธอตั้งใจไว้ว่าก่อนออกไปเก็บผักบุ้งเธอจะต้องทำความสะอาดบ้านก่อน เธอพับผ้าห่มให้เรียบร้อย จากนั้นลองเลิกเสื่อที่ปูไว้ขึ้นดู เพราะดูเหมือนพื้นบ้านจะมีแต่ฝุ่นผงเหลือเกิน นิลเนตรไม่ได้ทำความสะอาดบ้านมาเกือบเดือนแล้ว พอเปิดเสื่อขึ้นดูเธอก็ต้องผงะ บนพื้นไม้มีดินเป็นรอยคดเคี้ยวคล้ายกับงูเลื้อย พอดูใต้เสื่อก็มีคราบดินติดอยู่เช่นกัน บางจุดมีรอยกัดแทะ เธอพูดอะไรไม่ออกทำได้แค่อ้าปากค้างไว้ เพราะดินพวกนั้นมันคือรังปลวกเกือบไปแล้วนิลเนตร เธอเกือบโดนปลวกคาบไปแทะแล้วไหมล่ะ เธอต้องลุกไปหุงหาอาห







