Se connecter"หึ! ก็แค่พวกขี้ขลาดตาขาว ยังกล้าข่มขู่ข้า... ช่างน่าสมเพชจริงๆ"
เยว่จื่อรุ่ยทิ้งตัวลงนั่งบนเก้าอี้กลม หยิบกาน้ำชาขึ้นรินใส่ถ้วย พลางยกขึ้นดื่มด้วยท่าทีผ่อนคลาย หางตาปลายมองสองชายหญิงที่กำลังขยับตัวลุกจากพื้นด้วยแววตาดูแคลน ก่อนจะกวาดมองไปรอบห้องหอที่คล้ายจะหรูหรา แต่เมื่อพิจารณาอย่างถี่ถ้วนกลับพบว่าเป็นเพียงการตกแต่งอย่างฉาบฉวยขอไปทีเท่านั้น
“เสิ่นหลี่รุ่ย! ต่อให้เจ้ามีฝีมือการต่อสู้แล้วอย่างไร ตอนนี้เจ้าแต่งให้ข้าแล้ว ในเมื่อเป็นภรรยาก็ต้องเชื่อฟังสามี ข้าขอสั่งให้เจ้าลงนามประทับตราในหนังสือยินยอมเดี๋ยวนี้”
จิ้งเจิ้นเหยาตะโกนลั่น ทว่าร่างกายกลับยังสั่นเทา ยืนหลบอยู่เบื้องหลังหลังจี้ม่านม่านอย่างขลาดเขลา เยว่จื่อรุ่ยมองภาพนั้นด้วยความเวทนาเจ้าของร่างเดิมยิ่งนัก ที่ต้องมาจบชีวิตลงด้วยน้ำมือคนไร้ค่าเช่นนี้ แต่ในเมื่อนางมาอยู่ในร่างนี้แล้ว สิ่งที่อีกฝ่ายติดค้างเจ้าของร่างเดิม นางจะทวงคืนให้ทั้งต้นทั้งดอก!
“รุ่ยรุ่ยเจ้าไม่ต้องกังวล แม้ม่านม่านจะเป็นภรรยาเท่าเทียมเช่นเดียวกับเจ้า นางเป็นคนรู้ความย่อมไม่ทำให้เจ้าลำบากแน่นอน”
เมื่อเห็นว่าการข่มขู่ บีบบังคับไม่ได้ผลจิ้งเจิ้นเหยาก็เปลี่ยนวิธีมาเป็นอ่อนโยน เอ่ยเสียงอบอุ่น หากแต่เยว่จื่อรุ่ยไม่ใช่คนโง่เขลา หน้ากากปลอมๆ นี้ของเขานางย่อมมองเห็นชัดเจนตั้งแต่แรกแล้ว
“หากเจ้าต้องการให้ข้ายอมรับนางเป็นภรรยาเท่าเทียมถึงเพียงนั้นก็ย่อมได้... แต่เจ้าต้องรับข้อแม้ของข้า”
จิ้งเจิ้นเหยาลอบยกยิ้มอย่างพึงพอใจ สตรีก็เป็นเช่นนี้ โง่เขลา ขี้ริษยา เพียงเขาใช้ท่าทีอันนุ่มนวล และใบหน้าอันโดดเด่นของเขาล่อลวงสักหน่อยก็ล้วนหลงเชื่อเหมือนกันหมด
“ข้อแม้อะไร? ขอเพียงเจ้ายินดีลงนามยอมรับม่านม่าน เรื่องอะไรข้าล้วนตกลงทั้งสิ้น”จิ้งเจิ้นเหยาเอ่ยบอกไปแล้วก็ตระหนักได้ว่า หากเสิ่นหลี่รุ่ยผู้นี้มีใจริษยาเกินตัว ขอให้เขามีความสัมพันธ์กับนางเพียงผู้เดียวก็เท่ากับเขาโยนหินทับเท้าตัวเอง ดังนั้นจึงรีบเอ่ยประโยคต่อมาอย่างร้อนรน
“แต่ข้าขอเตือนเจ้าไว้ก่อน ว่าอย่าได้ลืมสถานะตนเอง ตัวเจ้าน่ะเป็นเพียงบุตรสาวขุนนางต้องโทษ มีวาสนาได้แต่งกับบุรุษที่เพียบพร้อมเช่นข้าก็นับว่าเกินตัวมากพอแล้ว ดังนั้นอย่าได้คิดฝันในเรื่องที่เกินตัวมากกว่านี้”
บุรุษที่เพียบพร้อมอย่างนั้นหรือ ได้ฟังคำนี้ของจิ้งเจิ้นเหยามุมปากของเยว่จื่อรุ่ยก็ยกขึ้นอย่างดูแคลน
ชีวิตของนางในชาติก่อนตั้งแต่สิบขวบก็ถูกบิดาส่งไปเป็นตัวแทนพี่ชายฝาแฝดเข้าฝึกฝนในค่ายลับ
อายุสิบสองก็ควบม้าควงกระบี่ใช้ชีวิตในสนามรบ
อายุสิบแปดแต่งเป็นชายาองค์ชายสิบเอ็ด
แม้จะกล่าวว่าทั้งหมดล้วนเป็นทางเลือกที่โง่เขลา นำพาตนเองไปพบจุดจบที่น่าสมเพช แต่สิ่งหนึ่งที่ต้องยอมรับก็คือ ตลอดชีวิตในชาติก่อนนางพานพบบุรุษมามากมายทั้งรูปลักษณ์โดดเด่น ฝีมือเก่งกล้า ท่าทางสูงส่ง ดังนั้นคำว่า เพียบพร้อม นี้ ดูเหมือนว่าจิ้งเจิ้นเหยายังมีคุณสมบัติไม่พอที่จะใช้
“ข้อแม้ของข้าคือ... เงินห้าร้อยตำลึงทองคำ และ...”
“ตกลง! ข้าจะจ่ายให้เจ้าเอง”
ยังไม่ทันที่เยว่จื่อรุ่ยจะพูดจบ จี้ม่านม่านก็โพล่งออกมาพร้อมควักตั๋วเงินปึกใหญ่ออกมาวางกระแทกบนโต๊ะ นางเป็นบุตรสาวตระกูลพ่อค้า เรื่องเงินทองนั้นมีล้นมือ ทว่าสิ่งที่นางขาดกลับเป็นสติปัญญา เยว่จื่อรุ่ยหยิบตั๋วเงินนั้นเข้าอกเสื้ออย่างรวดเร็วพลางนึกเสียดาย... หากรู้ว่านางโง่เขลาถึงเพียงนี้ ข้าควรเรียกสักพันตำลึงทองคำเพื่อชดเชยที่พี่ชายใหญ่ต้องเสียสละไป!
“รับเงินไปแล้วก็รีบประทับนามเสีย!” จิ้งเจิ้นเหยาเร่งรัด แววตาฉายความเจ้าเล่ห์
ความจริงแล้วด้วยสถานะของเขาในตอนนี้สามารถหย่าขาดจากเสิ่นหลี่รุ่ยได้ในทันที แต่เขาทำไม่ได้! เพราะยามนี้เสิ่นหลี่รุ่ยไร้บ้านเดิมให้กลับไปพึ่งพิงเป็นหนึ่งในสามไม่ละทิ้ง ดังนั้นหากเขาหย่ากับนางไม่เพียงชื่อเสียง 'บัณฑิตผู้เปี่ยมคุณธรรม' ที่เขาสั่งสมมาจะพังพินาศ หากสตรีผู้นี้ไปร้องต่อศาลเขาอาจต้องโทษอาญาแผ่นดิน และถูกราชครูเกาซึ่งรักพี่ชายของนางดั่งบุตรชายสั่งปลดออกจากตำแหน่งอาจารย์สำนักศึกษาหลวงได้
แต่หากวันนี้เขาไม่สามารถให้สถานะกับจี้ม่านม่านตามที่เขาเคยบอกไว้ นางที่เป็นดั่ง 'ถุงเงิน' ของเขาก็จะไม่ยินยอมและหอบสินเดิมหนีกลับตระกูลไป ดังนั้นวิธีเดียวที่จะแก้ไขปัญหาทั้งหมดนี้ได้ก็คือต้องให้เสิ่นหลี่รุ่ยลงนาม 'ยินยอมรับจี้ม่านม่านเป็นภรรยาเท่าเทียมด้วยความสมัครใจ' เช่นนี้แล้วตัวเขาก็จะไม่เสียชื่อเสียง อีกทั้งยังได้รับคำชื่นชมว่าเป็นบุรุษใจกว้าง ไม่ถือสาเรื่องสถานะของเสิ่นหลี่รุ่ย
“ข้ายังพูดไม่จบ...”
สามวันต่อมา ข่าวคราวการทลายเครือข่ายทุจริตเสบียงทหารชายแดนเหนือก็ถูกประกาศแจ้งให้ทราบไปทั่วทั้งแผ่นดินต้าเป่ย ขุนนางและแม่ทัพที่ฉ้อฉลกว่าสามสิบชีวิตถูกกวาดล้างจับกุม ทรัพย์สินมหาศาลที่ได้จากการยักยอกถูกริบเข้าสู่คลังหลวงจนหมดสิ้น ครอบครัวของเหล่าทหารกล้าที่ต้องสังเวยชีวิตเพราะอาวุธและเครื่องกันหนาวไม่ได้มาตรฐาน ล้วนได้รับเงินเยียวยาชดเชยอย่างสมเกียรติ อีกทั้งช่างหลอมและคนงานที่ถูกข่มขู่บังคับให้ร่วมขบวนการ ยังได้รับการพิจารณาละเว้นโทษทัณฑ์ส่วนเสิ่นหลี่หนิง ได้รับการล้างมลทินประกาศเกียรติคุณว่าเป็นผู้บริสุทธิ์ และเป็นผู้มีความดีความชอบใหญ่หลวงในการเสี่ยงตายเปิดโปงคดีกบฏ ซ่งกู้เฉิงออกพระราชโองการคืนสถานะบุตรีตระกูลเสิ่นให้นางอย่างสมเกียรติ พร้อมทั้งพระราชทานป้ายทองคำอาญาสิทธิ์ เพื่อให้กิจการร้านค้าทุกแห่งในความดูแลของนาง สามารถค้าขายแลกเปลี่ยนกับราชสำนักได้โดยตรงอย่างไร้ข้อจำกัดทว่าหลังจากเรื่องราววุ่นวายทุกอย่างยุติลง เสิ่นหลี่หนิงกลับลงมือเก็บกวาดสัมภาระ เตรียมตัวเดินทางออกจากตำหนักอวี้หลัน“คุณหนู ท่านจะกลับจวนเสิ่นจริงๆ หรือเจ้าคะ” เสี่ยวจูเอ่ยถาม พลางพับอาภรณ์เก็บลงหีบอย่างอ้อยอิ
ข่าวลือเรื่องฮ่องเต้ถูกลอบปลงพระชนม์แพร่สะพัดไปทั่วทุกหย่อมหญ้าของเมืองหลวงต้าเป่ยภายในเวลาไม่ถึงหนึ่งชั่วยาม เหล่าขุนนางน้อยใหญ่ต่างตื่นตระหนก เร่งเดินทางเข้าวังเพื่อขอทราบพระอาการ ทว่าบานประตูวังหลวงทุกด้านกลับถูกปิดตายสนิท ไม่มีผู้ใดได้รับอนุญาตให้ผ่านล่วงเข้าไปได้แม้แต่คนเดียวจวบจนล่วงเข้าสู่ยามโหย่ว กองกำลังรักษาเมืองหลวงจำนวนนับพันนาย ภายใต้ธงสัญลักษณ์ของอ๋องอัน ก็ควบม้าฝุ่นตลบมาหยุดตั้งทัพอยู่เบื้องหน้าประตูเสวียนอู่อ๋องอัน ซ่งกู้หมิง สวมชุดเกราะอ่อนเต็มยศ นั่งตระหง่านอยู่บนหลังอาชาศึกสีดำสนิท ใบหน้าวัยกลางคนแสร้งฉาบไว้ด้วยความร้อนรนและจงรักภักดีเปี่ยมล้น รอบตัวเขายังมีขุนนางอีกหลายสิบคนเข้าร่วมสนับสนุน“ฝ่าบาทถูกคนร้ายลอบปลงพระชนม์! เปิ่นหวางได้รับรายงานว่ามีผู้ก่อกบฏซุกซ่อนตัวอยู่ภายในวังหลวง เร่งเปิดประตูเดี๋ยวนี้! เปิ่นหวางจะนำกำลังทหารเข้าไปอารักขาฝ่าบาทด้วยตนเอง!”แม่ทัพองครักษ์ผู้รักษาประตูเมืองมีสีหน้ากลืนไม่เข้าคายไม่ออก“ทูลท่านอ๋อง ฝ่าบาททรงมีพระราชบัญชาเด็ดขาดให้ปิดประตูวัง ห้ามมิให้ผู้ใดผ่านเข้าออกโดยพลการพ่ะย่ะค่ะ”“ฝ่าบาททรงประชวรหนักจนหมดสติไปแล้ว จะทรงออกพระร
“เช่นนั้นระหว่างข้ากับจดหมายพวกนี้ สิ่งไหนสำคัญต่อเจ้ามากกว่ากัน”พวงแก้มของเสิ่นหลี่หนิงพลันร้อนผ่าว ไม่เจอกันหกปีเล่ห์เหลี่ยมของฮ่องเต้น้อยช่างพัฒนาไปได้ดีเสียจริงๆ“ฝ่าบาทอย่าทรงล้อหม่อมฉันเล่นเลยเพคะ” นางดึงมือกลับก่อนจะหยิบรีบยื่นเอกสารปึกหนึ่งส่งให้เขาเพื่อกลบเกลื่อนความเขินอาย“นี่คือสมุดบัญชีซื้อขายเหล็กกล้าที่ถูกลักลอบส่งออกนอกแคว้นต้าเป่ย และรายชื่อคหบดีที่รับซื้ออาวุธเถื่อนของกองทัพเพคะ ส่วนตราประทับชิ้นนี้ คือตราคำสั่งลับส่วนตัวของอ๋องอัน หม่อมฉันได้รับมาจากอดีตผู้ดูแลคลังยุทโธปกรณ์ ก่อนที่เขาจะถูกลอบสังหาร”ซ่งกู้เฉิงรับตราทองแดงมาพลิกตรวจสอบ ตรงกลางของตราประทับมีรอยบากลึกซึ่งคงมีไว้เพื่อตรวจสอบกับตราที่อ๋องอัน“เช่นนั้นหลักฐานชี้ตัวที่เจ้าต้องการก็คือ... ตราประทับอีกครึ่งหนึ่งของอ๋องอันใช่หรือไม่”“เพคะ”“แต่ต่อให้มีหลักฐานพวกนี้ หากขาดพยานเกรงว่าอ๋องอันคงไม่ยอมรับง่าย”“หม่อมฉันยังมีพยานบุคคลอีกคนเพคะ”“ผู้ใดกัน”“รองแม่ทัพฉู่เหวินเฉิงเพคะ ยามนี้เขากำลังคุมตัวช่างหลอมอาวุธและอดีตนายกองขนส่งเดินทางเข้ามายังเมืองหลวง หากไม่มีสิ่งใดผิดพลาดภายในสามวันน่าจะมาถึงเมืองหลวงเพคะ
“ข้าหวังว่าเรื่องที่เจ้ารายงานจะสำคัญมากพอที่จะรักษาชีวิตของเจ้า” ซ่งกู้เฉิงเค้นเสียงข่มขู่คนที่กล้าเข้ามาขัดจังหวะเขา“ขอฝ่าบาทเมตตาด้วย เมื่อครู่ทางหน่วยสอบสวนเข้ามาแจ้งว่าตรวจพบรอยสักรูปเหยี่ยวสามกรงเล็กที่บริเวณแผ่นหลังของมือสังหารพ่ะย่ะค่ะ”ดวงตาของซ่งกู้เฉิงหรี่แคบลง “เหยี่ยวสามกรงเล็บ...”“นี่เป็นตราสัญลักษณ์ของหน่วยองครักษ์ลับแห่งจวนอ๋องอันไม่ใช่หรือเพคะ” เสิ่นหลี่หนิงพึมพำแผ่วเบา ก่อนจะเงยหน้าขึ้นสบตาเขาบรรยากาศภายในห้องทรงอักษรพลันเย็นเยียบลงในพริบตา ‘อ๋องอัน ซ่งกู้หมิง’ เป็นพระปิตุลาลำดับที่ห้าของซ่งกู้เฉิง ในอดีตเคยนำทัพออกศึกปราบชนเผ่าเร่ร่อนทางเหนือจนสร้างชื่อเสียงเกรียงไกร ได้รับการแต่งตั้งให้กุมอำนาจควบคุมการจัดซื้ออาวุธและเสบียงของกองทัพชายแดนเหนือมานานนับสิบปี แม้ภายหลังซ่งกู้เฉิงจะเสด็จขึ้นครองราชย์ อำนาจในมือของอ๋องอันก็ไม่เคยถูกลิดรอน ตรงกันข้าม เขายังได้รับการยกย่องเทิดทูนว่าเป็นแม่ทัพผู้จงรักภักดีและเป็นดั่งเสาหลักของราชสำนัก“ที่ผ่านมา... เจ้าเคลือบแคลงสงสัยอ๋องอันมาโดยตลอดหรือ” ซ่งกู้เฉิงเอ่ยถามหญิงสาวที่นั่งอยู่ข้างกายเสิ่นหลี่หนิงพยักหน้ารับ “เพคะ อาวุธที่
ภายในห้องทรงอักษรตกอยู่ในความเงียบงันอันหนักอึ้ง มีเพียงเสียงหมอเถียนที่ถอนลมหายใจด้วยความเคร่งเครียดดังขึ้นเป็นระยะซ่งกู้เฉิงนอนราบอยู่บนเตียงเล็กหลังฉากกั้น ใบหน้าคมซีดเผือด ริมฝีปากเริ่มเปลี่ยนเป็นสีม่วงคล้ำ หยาดเหงื่อเย็นผุดพรายขึ้นตามกรอบหน้า ทว่าโอรสสวรรค์กลับไร้ซึ่งท่าทีหวาดหวั่น นัยน์ตาคมกริบยังคงจดจ้องอยู่ที่ร่างบอบบางซึ่งยืนอยู่ห่างออกไปไม่กี่ก้าว ราวกับต้องการยืนยันให้แน่ใจว่าเสิ่นหลี่หนิงไม่ได้รับบาดเจ็บตรงที่ใดจริงๆ“ฝ่าบาท โปรดอย่าขยับพระวรกายพ่ะย่ะค่ะ กระหม่อมจะทำการถอนเข็มพิษออกเดี๋ยวนี้” หมอเถียนกราบทูล พลางใช้กรรไกรตัดฉลองพระองค์บริเวณหัวไหล่ให้เปิดกว้างขึ้น ก่อนจะใช้เหล็กคีบเข็มเงินสีดำออกมาอย่างระมัดระวังและทันทีที่ปลายเข็มหลุดพ้นจากผิวเนื้อ โลหิตสีดำข้นก็ไหลทะลักตามออกมา กลิ่นคาวเลือดปะปนกับกลิ่นคล้ายสมุนไพรไหม้คละคลุ้ง ทำเอาหมอชราถึงกับขมวดคิ้วมุ่น“พิษชนิดนี้...” หมอเถียนพึมพำเสียงเครียด“ท่านหมอเถียน ท่านรู้จักพิษชนิดนี้หรือไม่ รักษาฝ่าบาทได้หรือเปล่า” เสิ่นหลี่หนิงรีบเอ่ยถามด้วยความร้อยรน จนน้ำเสียงสั่นเครืออย่างไม่อาจควบคุมหมอเถียนใช้นิ้วแตะหยาดโลหิตเพียงเ
“หยุดก่อน!” เสิ่นหลี่หนิงเอ่ยค้านเมื่อคนตรงหน้ากำลังจะเดินเข้ามาใกล้ ทว่าขันทีปลอมผู้นั้นกลับมีปฏิกิริยาตอบสนองที่รวดเร็วยิ่งกว่า เขาออกแรงสะบัดพลิกถาดน้ำชาในมือ ถ้วยกระเบื้องเคลือบปลิวว่อนแตกกระจายเกลื่อนพื้น พร้อมกับเข็มเงินอาบยาพิษสีดำสนิทสามเล่ม ที่ถูกซัดออกจากใต้แขนเสื้อพุ่งตรงมาหานางซ่งกู้เฉิงถลันกายเข้ามาขวางการโจมตีของมือสังหารโดยไร้ซึ่งความลังเล แม้เข็มเงินสองเล่มจะถูกปราณกระบี่จากแขนเสื้อของเขาปัดกระเด็นออกไป ทว่าเข็มเงินเล่มสุดท้ายกลับพุ่งเจาะทะลุฝังลึกเข้าที่บริเวณหัวไหล่หนา“ฝ่าบาท!” เสิ่นหลี่หนิงร้องเรียกเขาเสียงหลงซ่งกู้เฉิงขบกรามแน่นข่มความเจ็บปวด มือข้างหนึ่งรั้งเอวบางดึงนางให้หลบซ่อนอยู่เบื้องหลังแผ่นหลังกว้าง ขณะที่มืออีกข้างเอื้อมตวัดชักกระบี่คู่กายที่วางตั้งอยู่ข้างโต๊ะทรงงานออกจากฝักขันทีปลอมเมื่อเห็นว่าการลอบสังหารล้มเหลว จึงพุ่งทะยานเข้าจู่โจมซึ่งหน้า คมกระบี่สีเงินตวัดวาดฟาดฟันแหวกอากาศฉึก! ปลายกระบี่อันคมกริบของซ่งกู้เฉิง แทงทะลุหัวไหล่ของคนร้ายอย่างแม่นยำ ก่อนที่เขาจะตวัดกระบี่พลิกข้อศอก กดร่างของมือสังหารให้ล้มคว่ำกระแทกพื้นอย่างแรงเสียงฝีเท้าของกององค







