Masukทั้งสองมองเห็นโขดหินขนาดใหญ่อยู่ไม่ไกล ซึ่งดูแล้วน่าจะพอมีช่องว่างสำหรับให้สองคนเข้าไปหลบซ่อน จึงรีบเข้าไปหลบทันที ทว่าด้วยความพอดีของช่องหิน ผิวกายของชายหญิงจึงจำเป็นต้องสัมผัสแนบชิดกัน
“สามคนนี้ใช่คนของซื่อจื่อหรือไม่เจ้าคะ”
ใบหน้าสวยหวานไม่ได้แต่งแต้มสีสันจัดจ้าน เฉกเช่นสตรีในเมืองหลวง อยู่ในระยะสายตาของบุรุษรูปร่างกำยำสูงใหญ่วัย 35 ปี ซึ่งไม่เคยใกล้ชิดสตรีใดมาก่อนนอกจากมารดาผู้ให้กำเนิด และน้องสาวในช่วงวัยเด็ก
ซื่อจื่อคิดไตร่ตรองอยู่ในใจเพราะรู้สึกคลับคล้ายคลับคลา จะว่าเคยเห็นนางมาก่อนเขาก็ไม่ค่อยแน่ใจสักเท่าไหร่ เพราะยิ่งมองใกล้ ๆ ยิ่งรู้สึกว่าเป็นการพบเจอกันครั้งแรก
“ไม่ใช่คนของข้า ดูท่าคงไม่ได้มาดี”
ฟู่เส้าเสียนหันไปจ้องมองผู้มาใหม่ทั้งสามคนก็ไม่คุ้นหน้า ร่างกำยำเตรียมออกไปปะทะ จะได้รู้แน่ชัดว่าคนทั้งสามมาทำการใด หากเป็นคนร้ายจะได้จับเข้าคุกหลวงให้หมด
“แอบฟังพวกมันก่อนเจ้าค่ะ คนโง่ชอบพูดความจริงออกมาในยามที่หาเหยื่อไม่เจอ หลังจากนั้นค่อยจัดการก็ยังไม่สาย”
ฉีจิงลั่วเคยดูละครสั้นของจีนจบไปหลายเรื่อง ในละครมักจะมีเหตุการณ์โง่เขลาเกิดขึ้นอยู่บ่อยครั้ง เมื่อพบเจอเหตุการณ์จริงหลายต่อหลายรอบก็รู้สึกขบขันยิ่งนัก เพราะคนร้ายชอบประกาศปาว ๆ ว่าตนเป็นใครมาทำอะไร
“อืม”
สายตาคมจ้องมองชายแปลกหน้าสามคนก็จริง แต่จมูกโด่งกลับพยายามสูดกลิ่นหอมตามธรรมชาติ ซึ่งหอมโชยออกมาจากกายสาวเข้าเต็มปอด
“เห้ย! ซื่อจื่อหายไปไหนเร็วขนาดนี้ ถูกพิษดอกเหมยกุ้ยราตรีเข้าไปเต็ม ๆ ไม่น่าหลบหนีทัน หรือว่าคนผู้นั้นจะเข้าไปหลบในอาราม”
ชายร่างใหญ่พูดขึ้นท่ามกลางความเงียบสงบ คนที่แอบฟังอยู่ต้องพยายามกลั้นเสียงหัวเราะ
เพราะเหตุการณ์คล้ายคลึงในละครสั้นพวกนั้น มักจะเกิดขึ้นจริงอยู่บ่อยครั้งเลยสิท่า! ยิ่งเห็นหน้าตาคนร้ายก็ยิ่งคล้ายกันเข้าไปใหญ่ ให้คนพวกนี้ไปแสดงงิ้วคงจะเอาดีได้ง่ายกว่าทำอาชีพโจร!
“แบบนั้นก็ดีเลยลูกพี่ เพราะพวกเราต้องเข้าไปเผาอารามให้วอดอยู่แล้ว ไม่ให้ใครมีชีวิตรอดเลยสักคน พวกเราจะได้รับตำลึงก้อนโตเป็นสองเท่า”
“ผู้ว่าจ้างมีเรื่องอะไรกับไต้ซือเหรอลูกพี่ เหตุใดพวกเราต้องเผาอารามด้วย”
ลูกน้องหน้าตาใสซื่อคนหนึ่งเอ่ยถาม มันตามลูกพี่มาสังหารผู้สูงศักดิ์เพื่อค่าจ้างก้อนโต แต่ไม่รู้ว่าต้องทำลายอารามศักดิ์สิทธิ์ด้วย ยิ่งคิดยิ่งกลัวบาปหนัก
“ไต้ซือกับแม่ชีเป็นเพียงผู้ประสบภัย หากหนีทันก็รอดชีวิต เพราะผู้ว่าจ้างอยากสังหารสตรีที่มาสวดมนต์มากกว่า พวกเราต้องทำให้เป็นอุบัติเหตุ เลยต้องเผาอารามให้วอด”หัวหน้าคนร้ายเอ่ยตอบข้อข้องใจ
พวกมันกำลังจะเดินเข้าไปทางด้านหลังอาราม เพื่อเผาให้วอดอย่างที่พูด ทว่าบุรุษและสตรีซึ่งแอบฟังจนจับใจความได้ ก็ปรากฏกายขึ้นตรงหน้า
ยิ่งได้ยินว่าพวกมันต้องการเผาทั้งเป็นสตรี ที่เดินทางมาสวดมนต์ในอารามแห่งนี้ ซื่อจื่อฟู่เส้าเสียนกับฉีจิงลั่ว ยิ่งอดทนฟังไม่ไหวอีกต่อไป
“ใครว่าจ้างพวกแกมาสังหารข้า”
ฟู่เส้าเสียนชี้ดาบไปตรงหน้า หากพวกมันไม่นำกำลังพลมาห้อมล้อมมากถึงยี่สิบคน เขากับองครักษ์คนสนิทอีกสองคนคงไม่พลาดท่าเสียทีเช่นนี้
“ใครสั่งให้เผาอาราม เผาสตรีที่มาสวดมนต์”
ฉีจิงลั่วเอ่ยถามด้วยสีหน้าราบเรียบไร้อาการตกใจ ฟู่เส้าเสียนรู้สึกทึ่งกับกิริยาท่าทางของสตรีตรงหน้า ถึงแม้จะเห็นท่าทีเข้มแข็งเกินสตรี แต่เขาก็คอยระวังหลังให้นางอยู่ตลอด
“เห้ย พวกเอ็งรออะไรอยู่เข้าไปจัดการซื่อจื่อสิวะ ส่วนข้าจะจัดการผู้หญิงเอง”
ชายร่างใหญ่ผู้เป็นหัวหน้า ผลักภาระหนักอึ้งให้ลูกน้องทั้งสองคนสะสาง ก่อนหน้านี้กลุ่มของพวกมันทั้งยี่สิบคน รุมห้อมล้อมทำร้ายบุรุษสูงศักดิ์ จนสามารถวางยาพิษร้ายได้สำเร็จ
แต่ใช่ว่าคนผู้นี้จะสิ้นฤทธิ์โดยง่าย มิหนำซ้ำยังสามารถฝ่าด่านหลบหนีไปได้สำเร็จ พวกมันจึงแยกย้ายกันออกไปหลายกลุ่ม เพื่อตามหาตัวซื่อจื่อฟู่เส้าเสียน ซึ่งแยกย้ายกันหลบหนีกับองครักษ์คนสนิทอีกสองคน จนกระทั่งมาเจอเขาอยู่กับสตรีงดงาม
“ให้จับเป็นหรือจับตายเจ้าคะ”
น้ำเสียงที่ถามก็ไม่เบาเลย คนร้ายทั้งสามต่างก็ได้ยินวาจาโอ้อวดชัดเจน พวกมันยิ่งรู้สึกคึกคักอยากจับคนงามมาทำเมียเสียให้เข็ด
“จับเป็น พวกเราต้องการรู้ตัวผู้บงการ จากนั้นค่อยส่งให้ศาลของแคว้นตัดสินต่อไป”
“ท่าทางโง่เขลาขนาดนั้น ไม่น่ารู้ตัวผู้บงการใหญ่คงรู้แค่ปลายแถว ฆ่าทิ้งก็จบ”คนงามเอ่ยขึ้นพร้อมกับยักไหล่โดยไม่ใส่ใจสิ่งใดทั้งสิ้น
“จับไปทรมานในคุกท่าจะดีกว่าให้ตายเหม็นเน่าอยู่แถวนี้ หรือเจ้าจะลงมือฝังด้วยตนเอง ขุดดินก็เหนื่อยไม่น้อย”ฟู่เส้าเสียนรู้สึกหมั่นเขี้ยวท่าทีคล้ายอันธพาลน้อยยิ่งนัก
“คงเผามากกว่าเจ้าค่ะง่ายดีไม่เปลืองแรง”เผามาแล้วสามศพ เผาเพิ่มอีกสามก็คงไม่เป็นอะไร
“หึ หึ จับเป็นเถิดข้าอยากไต่สวนสักหน่อย เพื่อให้เหมาะสมกับตำแหน่งหัวหน้าผู้ตรวจการความปลอดภัย”
“ก็ได้เจ้าค่ะ ก็ดีเหมือนกันข้าจะได้ขยับเขยื้อนร่างกาย”
“เห้ย!คุยอะไรกัน พวกข้าไม่ได้ด้อยฝีมือจนถูกผู้หญิง กับคนบาดเจ็บจับไปหรอก”
ชายร่างใหญ่ผู้เป็นหัวหน้า อดทนฟังวาจาเย้ยหยันไม่ได้ จึงตะโกนเสียงดังลั่นป่า
“ข้าบอกแล้วพวกนี้ไม่ฉลาด เห็นทีว่าคงตะโกนเรียกคนของซื่อจื่อเสียมากกว่า”
ฉีจิงลั่วหันไปพูดคุยกับคนตัวสูง พร้อมกับส่ายหัวอย่างนึกเอือมระอา อีกทั้งยังนึกสงสัยว่าคนที่นี่ ตะโกนก่อนจัดการฝ่ายตรงข้ามเหมือนกันหมดหรือเปล่า
“ข้าเห็นด้วย”มุมปากหยักอมยิ้มด้วยความชอบใจ
สิ้นเสียงพูดคุยบุรุษสูงศักดิ์กับสตรีงดงาม ก็ตรงเข้าทุบตีคนร้ายทั้งสามคนจนสลบแน่นิ่งไป พวกเขาใช้เวลาไม่ถึงหนึ่งก้านธูปก็จัดการคนร้ายได้อยู่หมัด
อุแว้! อุแว้! อุแว้!เฮือก!!!!ร่างบางสะดุ้งตื่นขึ้นทันทีที่ได้ยินเสียงร้องไห้ของเด็กทารก“ที่นี่ที่ไหนกันแน่”เสียงแหบแห้งเอ่ยขึ้น เพราะบรรยากาศตรงหน้าแปลกไป ของใช้ต่าง ๆ รอบกายล้วนแปลกใหม่“อ๊ะ ปวดหัว!”สองมือกอบกุมศีรษะตัวเองเอาไว้ เพราะความทรงจำของใครบางคน กำลังหลั่งไหลเข้ามาไม่ขาดสาย นางตกเลือดตายไปแล้วไม่ใช่หรือ!“อาเหมยฟื้นแล้วเหรอ ขอบคุณมากที่น้องกลับมาหาพี่ ฮึก ฮึก”เสียงเรียกของผู้ชายที่กำลังเดินเข้ามาใกล้ ดวงตาของเขาแดงก่ำเพราะผ่านการร้องไห้มานานเป็นชั่วโมง“ฟื้นแล้วค่ะ พี่เหลียงไม่ต้องร้องไห้แล้ว ฉันไม่ทิ้งพี่กับลูกไปอย่างแน่นอน”ฉีจิงลั่วยิ้มรับคำมั่นสัญญา ผู้ชายตรงหน้าคือสามีเจ้าของร่างเดิม ข้างกายมีทารกเพศชายอายุไม่เกินสามเดือน เด็กชายนอนร้องไห้ถีบขาไปมาเพราะแม่ไม่ตื่นมาพูดคุยด้วย“สัญญาแล้วนะ หากไม่มีน้องพี่ก็อยู่ไม่ได้เหมือนกัน”จางเหลียงซุกซบใบหน้าหล่อเหลา เข้าหาอ้อมกอดอุ่น ๆ ของภรรยา หากไม่มีเธอเขาจะอยู่ได้อย่างไร“ห้ามคิดแบบนั้นอีกนะคะ พี่ยังมีเจ้าหัวผักกาดให้ดูแลไปจนเติบใหญ่ สัญญากับฉันได้ไหมหากวันหนึ่งฉันไม่อยู่จริง ๆ พี่ต้องอยู่ให้ได้”มือผอมบางลูบผมสามีเจ้าของร
“หนังสือตัดขาดจากทางการ ข้านำมาให้ท่านลงนามยินยอม ข้าฉีจิงลั่วผู้นี้ขอตัดขาดกับตระกูลฉีทุกเรื่อง ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกันอีก ยกเว้นแซ่ที่ข้าขอสงวนเอาไว้”แซ่ฉีเป็นแซ่ของบิดาที่แท้จริง นางไม่เปลี่ยนเด็ดขาด“ตัดขาด?”“ราชครูฉีตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ท่านรู้ดีว่าทำไมวันนี้จึงลงเอยเช่นนี้”“แต่บิดาเช่นข้าเหลือเจ้าเพียงคนเดียว” บิดาผู้ที่พึ่งเห็นค่าของบุตรสาวคนรองกล่าวเสียงเครือ ต่อให้ไม่รักแต่คำว่าครอบครัวย่อมตัดไม่ขาด“ท่านไปหาครอบครัวใหม่ หาบุตรสาวบุตรชายใหม่เถิด เพราะดูท่าเฝิงจี้ไป๋คงรอดยาก ต่อให้ไม่ตายฟื้นมาก็ไม่เหมือนเดิม”เรื่องจริงล้วน ๆ ที่กล่าวไป ราชครูฉีอายุยังไม่ถึงขั้นชราสามารถเริ่มต้นครอบครัวใหม่ได้ ส่วนนางเนื้อแท้คือคนนอกย่อมไม่สามารถนอนหลับอยู่ในจวนหลังนี้ จวนที่เต็มไปด้วยเรื่องราวน่าสังเวชของน้องสาวผู้ลาลับ“แต่แม่ใหญ่ของเจ้ากำลังเจ็บหนัก เจ้าค่อยมาวันอื่นดีหรือไม่”“หากนางไม่บาดเจ็บปางตายหรืออยู่ในสภาพน่าสมเพช ข้าผู้นี้แหละจะส่งนางตามฉีลู่เอินไป และอย่าคิดว่าข้าจะปล่อยผ่านง่าย ๆ หากเมื่อไหร่ที่แม่เลี้ยงใจร้ายโชคดี หมดเคราะห์กรรมแล้วฟื้นขึ้นมามีชีวิตใหม่ ข้าจะกลับมายัดข้อหาหนัก
“คนรัก คู่หมั้น?”“ใช่เจ้าค่ะ ข้าเป็นคนรักของซื่อจื่อฟู่เส้าเสียนคนนี้ พวกเราหมั้นหมายกันแล้ว เหลือแค่สะสางบางเรื่องให้แล้วเสร็จ ค่อยจัดงานแต่งงานในเดือนหน้า”ทั้งสีหน้าและแววตาของคนเล่าเต็มเปี่ยมไปด้วยความรัก คนมองถึงกับหันหน้าหนีเพราะมองเผิน ๆ เหมือนสตรีที่ตนรักกำลังทรยศกันต่อหน้าต่อตา“พี่ใหญ่ข้าอยากช่วยตามหามือสังหารจริง ๆ”“ไม่ต้องตามหาให้ลำบาก เพราะเป็นคนเดียวกับที่ทำร้ายคนรักขององค์ชายนั่นแหละ นางร่วมมือกับชายารองของจวิ้นอ๋องบิดาของกระหม่อม”“ฉีลู่เอิน!!!”“ใช่แล้ว แต่นางเข้าร่วมเพราะถูกหลอกใช้จากบุรุษผู้หนึ่ง ซึ่งแฝงตัวมาจากแคว้นเล็ก ๆ ที่ล่มสลายจากภาวะสงคราม บุรุษผู้นั้นโกรธแค้นฝ่าบาทจึงส่งสตรีเข้าหาจวิ้นอ๋อง แผนของพวกมันเกือบได้ผลอยู่แล้วเชียว แต่มีสตรีงดงามยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือแคว้นป๋ายเอาไว้เสียก่อน”น้ำเสียงภูมิใจมาพร้อมกับสายตาหวานซึ้งจ้องมองคนรัก หากอยู่ในที่ส่วนตัวกันเพียงลำพัง คงไม่จบแค่มองอย่างแน่นอนฟู่เส้าเสียนให้องครักษ์จากหน่วยลับ ที่เดินทางมาจากเมืองถง เข้าไปแฝงตัวและสอดแนมในตำหนักใหญ่อยู่หลายวันจึงมั่นใจ และยามนี้บุรุษกับสตรีผู้นั้นถูกคนของเขานำตัวไปขังไว้ในคุ
“องค์ชายสามท่านลองไตร่ตรองทุกเรื่องตามที่ข้าบอกกล่าวให้ดีเถิด แล้วจะเห็นถึงความจริงทุกอย่าง อย่าหลอกตัวเองอีกเลย”คนพูดย่อมเห็นทุกกิริยาของคนฟัง บุรุษผู้นี้แค่ยังไม่กล้ายอมรับความจริง“ข้า…ข้า เห้อ! เจ้าเล่าต่อเถิดข้าสงบใจได้แล้ว”“วันนั้นท่านเชื่อว่าฉีจิงลั่วทำร้ายฉีลู่เอิน ทั้ง ๆ ที่ฉีจิงลั่วไม่ได้ทำผิดเลยสักนิด หรือเรื่องนี้ท่านยังไม่ได้สืบทราบ” วันนั้นที่อารามนางพูดขนาดนั้น คงเริ่มเอะใจสงสัยบ้างไหมเล่า“ข้าพึ่งรู้ไม่กี่วันที่ผ่านมา”หลังรู้ความจริงเขาเสียใจมาก จนไม่ออกตำหนักสามวันสามคืน วันนี้พึ่งมีสติและคิดได้ว่าต้องมาสะสางเอาความกับฉีลู่เอิน แต่กลับเกิดเรื่องใหญ่ขึ้นเสียก่อนองครักษ์ของเขาไปสืบเรื่องจากคนโบย และสืบความจริงจากเหล่าคุณหนูผู้เห็นเหตุการณ์ในงานเลี้ยง คุณหนูจากจวนต่าง ๆ ถูกองครักษ์หลวงสอบถามด้วยท่าทีกดดัน จึงยอมพูดความจริงว่าฉีจิงลั่วไม่ได้ทำอะไรผิดเลย แต่เป็นฉีลู่เอินต่างหากที่ใส่ร้ายน้องสาว!“นั่นปะไร ถึงว่าท่าทางหงอยเหมือนไอ้ด่างบ้านข้า”คนงามเผลอพูดไปตามใจคิด โดยปกติองค์ชายสามมักจะดุฉีจิงลั่วก่อนพูดคุยด้วยเสมอ เรื่องนี้พึ่งอ่านเจอในสมุดบันทึก ทว่าวันนี้เขากลับมีท
“ฉีลู่เอิน/ฉีลู่เอิน”ราชครูฉีกับองค์ชายสามเอ่ยขึ้นพร้อม ๆ กัน เมื่อได้ยินคนอาสาไปตามดูในเรือนนอน ตะโกนเสียงดังให้ได้ยินว่าใครกันแน่ที่กำลังทำเรื่องบัดสีอยู่ในเรือนนอน“ใช่เจ้าค่ะ ป่านนี้ยังไม่แยกจากกันเลย คงรักกันมากนะเจ้าคะ”คนรายงานกล่าวไปตามจริง ขนาดมีคนเดินเข้ามาใกล้ถึงเพียงนี้ ชายหญิงบนเตียงนอนยังไม่ยอมแยกจากกันเลย ยาเม็ดนั้นช่างออกฤทธิ์แรงมากจริง ๆ“โอ้! แรงดีกันใช่ย่อย พักกันก่อนเถิดเจ้าค่ะ คนอื่น ๆ กำลังรอที่หน้าเรือน องค์ชายสามก็มานะเจ้าคะ พี่สาวรีบแต่งกายเถิด ส่วนพี่เขยรีบตามมาด้วยกัน หากรักกันจริงท่านพ่อย่อมไม่ว่าอะไร”น้องสาวผู้หวังดี รีบบอกกล่าวสถานการณ์หน้าเรือนนอนให้พี่สาวรับรู้“องค์ชายสาม!”ฉีลู่เอินได้สติทันทีเมื่อได้ยินชื่อของบุรุษในดวงใจ นางผลักร่างสูงใหญ่ที่คร่อมทับออกห่างทันที แล้วเร่งมือจัดแต่งอาภรณ์ให้เข้าที่“พี่สาว พี่เขย ช่วยเร่งมือกันหน่อยเถิดเจ้าค่ะ คืนนี้ค่อยทำกันต่อ ข้าเข้าใจดีว่าคนยังไม่อิ่มย่อมอยากกินต่อให้อิ่ม”ใบหน้าสวยพยักหน้าขึ้นลงคล้ายเห็นใจ แน่นอนว่านางไม่ได้พูดเสียงเบา แต่ตะโกนจนคอเริ่มแห้ง“ขอรับคุณหนูคนงาม”ชายเลี้ยงม้าถึงกับเหม่อลอย เมื่อเห็
“บังอาจหยามเกียรติบิดาเช่นข้ายิ่งนัก พวกเจ้าไปจับตัวนังลูกไม่รักดีเอาไว้ พรุ่งนี้ข้าจะรีบส่งนางแต่งออกไปอยู่ชนบท”ราชครูฉีตะโกนตามหลังฮูหยิน“ไม่จริง จิงลั่วย่อมไม่ทำเช่นนี้เด็ดขาด”องค์ชายสามรีบเดินเข้าไปใกล้หน้าประตู เพราะอยากรู้ว่าสตรีคนรักหักหลังกันจริงหรือที่กล่าวว่าลืมกันจนสิ้นและขอเลิกรา เป็นเรื่องจริงเช่นนั้นหรือเขาอยากรู้ยิ่งนักว่านางทิ้งเขาแล้วเลือกใครกันแน่อีกใจหนึ่งก็คิดว่าเป็นแผนการร้ายของสองคนแม่ลูก ตามที่องครักษ์เคยรายงานให้ฟัง ทว่าเรื่องไหนเขาก็เสียใจทั้งนั้น หากสตรีบนเตียงนอนคือฉีจิงลั่วคนรักของเขา!“ตายแล้วฉีจิงลั่ว แอบมานอนกับชายเลี้ยงม้าในจวนเองหรือตาต่ำยิ่งนัก”เฝิงจี้ไป๋ตะโกนบอกกล่าวคนรอฟังความจริง ด้วยน้ำเสียงดังจนชายหญิงที่กำลังโยกกายเข้าหากันอย่างเพลิดเพลิน ตกใจหันมามองผู้มาใหม่ฝ่ายชายไม่แปลกใจเลยที่มีคนมาพบเห็นฉากเด็ด เพราะเคยได้ยินคุณหนูใหญ่เกริ่นไว้คร่าว ๆทว่าฝ่ายหญิงถึงกับหน้าซีดเผือด เมื่อเห็นมารดาเดินเข้ามาใกล้ ส่วนผ้าที่สวมปกปิดใบหน้ายังอยู่ครบถ้วน บ่าวชายจึงยังไม่รู้ว่าเขากำลังทำกับคนคุ้นเคย“ฉีจิงลั่ว งามหน้านักนะ ส่วนเจ้าชายเลี้ยงม้ารีบออกถอยไปให้
“พี่ชายหากรู้สึกดีขึ้นให้กะพริบตา ข้าจะได้รักษาท่านในขั้นตอนถัดไป”ผ่านไปราว ๆ สามนาทีในความรู้สึกของผู้มาจากต่างโลก น้ำเสียงหวานจึงกระซิบข้างหูผู้บาดเจ็บ เพราะหากภายในสามถึงห้านาทีไม่มีปฏิกิริยาตอบรับจากร่างสูงใหญ่ แสดงว่ายาสลายพิษที่ฉีดเข้าเส้นเลือดใช้ไม่ได้ผลหากเป็นเช่นนั้นป้าหลิวคงต้องทำใจจากล
“ข้าก็คิดเช่นเดียวกันกับท่าน บุรุษมักเห็นแก่ตัวคิดว่าสตรีต้องยอมทุกอย่าง อยู่ที่นี่ข้าได้รับอิสระทางความคิด และปล่อยวางได้มาก เรื่องอะไรจะกลับไปปวดหัวที่จวน ปล่อยให้พวกละโมบโลภมากต่อสู้กันไปเถิด พวกเราตื่นเช้ามาสวดมนต์ให้ใจสงบ พอเสร็จกิจก็นั่งจิบน้ำชาที่ทำกันเอง แค่นี้ก็มีความสุขมากแล้ว”ฮูหยินอีกคน
เมื่อเดินทางมาถึงทางเข้าอารามขนาดกลาง ซึ่งตั้งตระหง่านอยู่บนภูเขาสูง ผู้มาเยือนก็เร่งฝีเท้าก้าวขึ้นบันไดนับหนึ่งพันขั้น ด้วยท่วงท่าคล่องแคล่วว่องไวไร้อาการเหนื่อยหอบ เพราะอยากชื่นชมบรรยากาศบนภูเขาในช่วงฤดูใบไม้ร่วงเต็มทีพอขึ้นมาถึงประตูทางเข้าอารามด้านใน ก็พบเห็นสตรีวัยกลางคนซึ่งสวมชุดขาวทั้งตัว ก
ฉีจิงลั่วผู้มาเยือนเป็นสายลับสาวอายุยี่สิบแปดปีเต็ม ย่อมเติบโตสมส่วนมากกว่าเด็กสาววัยสิบเจ็ดปีตรงหน้า ยิ่งออกกำลังกายตามผู้เชี่ยวชาญแนะนำมานานหลายปี ยิ่งมีรูปร่างทรงนาฬิกาทรายชัดเจนแขนขาของเธอเรียวยาวมีกล้ามเนื้อพองาม ไม่ได้แขนขาเล็กอ้อนแอ้นแบบเด็กสาวอายุสิบเจ็ดปี หน้าอกขนาดใหญ่ซึ่งมีติดตัวมาตั้งแ







