LOGIN‘พ่อพ่อ เลือด เลือดไหล พริกหวาน อยู่โรงบาล’
‘เจ็บ พ่อพ่อ มาหาพริกหวาน ได้ไหมคะ’
หนูพริกหวานใช้โทรศัพท์แม่ส่งข้อความเสียงหาพ่อพ่อ
หัวใจคุณพ่อหล่นลงตาตุ่ม ห่วงใยลูกสาวมากกว่าใครในโลก เข้าเช็กตำแหน่งปัจจุบันซึ่งเชื่อมโยงมาจากแอปเปิลวอช อุปกรณ์ไฮเทค ใส่ติดตัวไว้ประจำเพื่อสอดส่องความปลอดภัยลูกสาว
พบว่าหนูพริกหวานยอดดวงใจของคุณพ่ออยู่โรงพยาบาลจริง ใคร ทำอะไร ที่ไหน อย่างไร เมื่อไหร่ ไม่มีคำถามเหล่านั้นหลุดออกจากปาก ทิ้งทุกอย่างที่อยู่ตรงหน้า บึ่งรถมาถึงโรงพยาบาลภายในสิบนาที
“รับสายสิธาร”
โรงพยาบาลกว้างขวางไม่รู้ว่าธารธาราพาลูกสาวไปรักษาตัวที่ไหน แล้วมันเกิดอะไรขึ้น ลูกถึงมีเลือด
ขณะรอการตอบรับ ภารนัยก้าวเท้ายาวกึ่งเดินกึ่งวิ่งเข้าไปตามหา จะไปถามประชาสัมพันธ์ ชะงักฝีเท้าเมื่อเสียงเล็กๆ ตอบกลับ
‘พ่อพ่อ’
เรียกพ่อครั้งเดียวไม่ได้ ติดปากเรียกพ่อพ่อ ซึ่งฝ่ายพ่อพ่อของหนูพริกหวานไม่ขัดใจลูก ลูกอยากเรียกอะไรเรียกได้เลย
“พริกหวาน ลูก!”
โล่งอกหลังจากได้ยินเสียงเล็ก
วันไนท์สแตนกับแม่ของลูกคืนเดียว ผ่านไปเก้าเดือนได้หนูพริกหวานมาอุ้มแบบงงๆ แทบจะยกเท้าขึ้นก่ายหน้าผาก เพราะแม่ของลูกยังเรียนมหาวิทยาลัยอยู่เลย แถมอายุยังอ่อนกว่าเขาสิบปีเต็ม!
ธารธาราใจแตกไปช่วงหนึ่งจากความเสียใจที่สูญเสียแม่ ญาติที่เหลืออยู่คนเดียวในโลก มีแววจะต้องทิ้งการเรียนมาทำงานหาเงินเลี้ยงลูกที่มาเกิดโดยไม่ได้ตั้งใจ ภารนัยสงสารเด็กมหาลัยผิวขาวๆ หน้าตาน่ารักๆ มีหน้าอกน่าขย้ำหน่อยๆ เสนอตัวเป็น Sugar Daddy สายเปย์ เลี้ยงทั้งลูก เลี้ยงทั้งเมีย ส่งเรียนหนังสือ ให้เงินใช้รายเดือน และสัญญาจะโอนบ้านให้เป็นกรรมสิทธิ์ภายหลังหล่อนจบการศึกษา
ใต้เงื่อนไข ธารธาราต้องเป็นเด็กดีของเขาคนเดียว ตั้งใจเรียนหนังสือให้จบ ตั้งใจเลี้ยงลูกให้ดี และอย่าขาดเรื่องบนเตียง ถึงจะแค่สัปดาห์ละหนึ่งวันก็ห้ามขาด ถ้าแม่ของลูกเป็นเด็กดีก็รับบ้านไป มูลค่าสิบกว่าล้านเลยนะบ้านเดี่ยวในโครงการใหญ่หลังนั้น เด็กเลี้ยงของเขาน่ารัก นิสัยว่าง่าย อยู่ในร่องในรอย ไม่เคยก้าวก่ายเรื่องส่วนตัวเขา
หล่อนเรียนมหาวิทยาลัยถึงชั้นปีสุดท้าย เหลือแค่ฝึกงานสามเดือนก็จะจบอย่างไม่เป็นทางการ เส้นตายสุดท้ายที่ภารนัยจะต้องยกบ้านให้หล่อน และลดสถานะ ไม่สามารถหลับนอนกับหล่อนได้อีก
ธารธารายังเด็ก แต่เลี้ยงลูกได้ดี มีเขากับแม่บ้านคอยช่วยอีกสองแรง หล่อนขยันเรียนหนังสือได้เกรดเอหลายตัว รู้จักขายของออนไลน์หารายได้เสริม ทุ่มความสนใจให้การเรียนกับลูกสาว ไม่เอาเวลามาก้าวก่ายชีวิตส่วนตัวภารนัย สนใจเขาเฉพาะตอนอยู่ด้วยกันกับลูก แต่ถ้าอยู่นอกบ้าน หล่อนจะไม่พาลูกมาเดินใกล้ๆ ไม่เคยไม่เปิดเผยความสัมพันธ์ในที่สาธารณะ ออกหน้าเป็นซิงเกิลมัมเลี้ยงลูกสาวคนเดียว จนตอนนี้หนูพริกหวานอายุสองขวบครึ่ง แม่เขา ญาติเขา ไม่มีใครเลยสักคนระแคะระคายว่าเขาแอบซุกลูกซ่อนเมียไว้ลับๆ
“อยู่ไหนคะลูก คุณพ่อมาถึงโรงพยาบาลแล้วนะ จะมารับพริกหวานกลับบ้าน หนูเป็นอะไรทำไมมีเลือด คุณแม่อยู่ด้วยไหมคะ” ยิงคำถามชุดใหญ่ ลูกสาวส่งเสียงงอแงไม่ให้พ่อพูด ให้พ่อฟังอย่างเดียว ใจอ่อนยวบเลยสิ เสียงลูกสาวพูดออกมาแอะเดียว ใจพ่อหดเล็กลง
‘กาเป๋า แม่แม่ กับ พริกหวาน’ กระเป๋าธารธาราอยู่กับพริกหวาน ภารนัยเชี่ยวชาญภาษาเด็กแปลความหมายออกเร็วทันใจ
‘พริกหวาน อยู่กับ คูมหมอ แม่แม่ ร้องไห้ แง แง’
แม่ร้องไห้? ธารธาราน่ะเหรอ?
ใครเป็นอะไร แม่หรือลูก งงแล้วนะเนี่ย
“พริกหวานขา ลูกจ๋าลูก พริกหวานอยู่กับคุณหมอใช่ไหมคะ เอาโทรศัพท์ของคุณแม่ให้คุณหมอนะ ให้คุณพ่อคุยกับคุณหมอ คุณพ่อจะได้รู้ว่าพริกหวานอยู่ตรงไหน คุณพ่อจะได้ไปหาพริกหวานไงลูก”
ลูกพ่อขนานแท้มีถอนหายใจใส่โทรศัพท์ วิ่งไวๆ ไปหาคุณหมอ
‘คุณพ่อของหนูพริกหวาน สามีคุณธารธาราใช่ไหมคะ’
“ครับ ตอนนี้ผมมาถึงโรงพยาบาล แต่ไม่รู้ว่าต้องไปตรงไหน”
ภารนัยตอบรับเต็มปากเต็มคำ ทั้งสถานะพ่อ และสถานะสามี
รู้ตำแหน่งจากการบอกเล่ารวบรัด ภารนัยสับเท้าไฟวิ่งอย่างเร็ว มาถึงหน้าห้องเสียงเล็กๆ ของหนูพริกหวานร้องเรียก ‘พ่อพ่อ’ วิ่งเตาะแตะเข้ามาอ้อนขอกอด
ภารนัยย่อตัวลงไปอุ้มลูกสาวขึ้นมากอด หอมแก้มไปหลายครั้งให้หายคิดถึง ทั้งที่เจอหน้ากันทุกวันก็ยังคิดถึงลูกสาว สายตาภารนัยอ่อนโยนขณะทอดมองเลือดเนื้อเชื้อไขของตน
แรกเริ่มไม่เชื่อว่าธารธาราตั้งท้องกับเขา จนได้รับผลตรวจทางพันธุกรรม แต่ต่อให้ไม่ส่งตรวจดีเอ็นเอ รอให้โตอีกนิดเขาก็เชื่อ หนูพริกหวานมีเค้าโครงใบหน้าเหมือนเขาค่อนข้างมาก น่ารัก น่าเอ็นดูที่สุดเลยลูกสาวคุณพ่อ ฮึ่ม มันเขี้ยว คุณพ่อรักลูกหลงลูกสาวมากที่สุด วางลูกลง นั่งยองสำรวจตามเรียวแขนเล็กหารอยแผลและรอยเลือด ยังไม่ทันได้ดูขา เท้าเล็กๆ คู่นั้นวิ่งบนรองเท้าแตะมีไฟแสงสีในตัวเวลาน้ำหนักกดทับ นำทางเข้าไปข้างในไปหา ‘แม่แม่’ ที่นอนน้ำตาท่วมหน้าอยู่บนเตียง หน้าแดงๆ ของธารธาราน่ารักและน่ามันเขี้ยวในเวลาเดียวกัน
“แม่แม่ หกล้ม เลือดไหลเยอะเลย”
กำลังจะถามว่าเกิดอะไรขึ้น ได้ยินคำที่ลูกเล่าแล้วภารนัยปล่อยหัวไหล่ลู่ลง กลอกตามองขึ้นเพดาน ก่อนเลื่อนลงสบตากับยัยเด็กซุ่มซ่าม ไปหกล้มท่าไหนถึงเข่าแตกจนได้เย็บหลายเข็ม
เชื่อเขาเลย! ภารนัยจะบ่น แต่ขอบตาธารธารายังแดงอยู่เลย เก็บคำพูดไว้ในคลังสมอง อุ้มลูกสาวถอยออกมานั่งรอมุมห้องให้หมอกับพยาบาลทำแผลจนเสร็จก่อนจึงรับกลับบ้านด้วยกัน
“แม่แม่ เป่าเพี้ยง โอ๋นะ” หนูพริกหวานเอี้ยวลำตัวกลับมาเช็ดน้ำตาให้คุณแม่ ปากเล็กเป่าลมผ่านแมสค์เด็กลายคิตตี้
แม่บ้านอื่นปลอบลูก แม่บ้านนี้ให้ลูกปลอบ ภารนัยส่ายหน้า แยกไม่ออกว่าระหว่างแม่ของลูกกับลูกสาว เขาควรเหนื่อยกับคนไหน
“คุณแม่เจ็บจังเลย พริกหวานเป็นคุณหมอให้คุณแม่ได้ไหมคะ”
“ได้ค่ะ พริกหวานจะ ฉีดยาให้ แม่แม่ ทุกวัน” หนูน้อยยกนิ้วชี้เหยียดตรง จิ้มเข้าที่ท่อนแขนคุณแม่แรงเหมือนโกรธมาเป็นชาติ ช่างเป็นคุณหมอที่น่ากลัวอะไรอย่างนี้ลูกสาวคุณแม่ “อย่างนี้!”
“คุณแม่ไม่ฉีดยาได้ไหมคะ คุณแม่กลัวเข็ม” มองลูกตาปริบๆ
“ไม่ได้ค่ะ พริกหวานบอกคุณแม่ไปลูก ไม่ฉีดยาไม่ได้ จะไม่หาย” คุณพ่อพูดแทรก ขณะเข็นวีลแชร์พาลูกสาวที่นั่งบนตักแม่ไปรอรับยา เลือกที่นั่งว่างไกลผู้คนสักหน่อย เพื่อจะได้ก้มหน้าลงมาพูดใกล้ๆ
“วันนี้วันเสาร์นะ ห้ามลืมเด็ดขาด ขั้นต่ำสามเข็ม ต้องฉีดย้ำๆ ให้ตรงจุด” ยิ้มมีเลศนัย แม่ของลูกแก้มแดงเพราะเข้าใจความหมาย
“พริกหวานบอกคุณพ่อให้คุณแม่ได้ไหมคะ วันนี้งดฉีดยา เข็มเดียวก็ไม่ให้ฉีด ถ้าอยากจริงๆ ให้กินยาเม็ดทางปากได้อย่างเดียว”
“แค่ยาเม็ดมันจะไปพออะไรเล่า ไม่รู้แหละ ยังไงก็จะฉีดให้ได้”
“คนเอาแต่ใจ” สะบัดหน้างอน ให้กับชายหนุ่มที่จ่ายค่าเลี้ยงดูไม่ขาด มาตลอดระยะเวลานับจากหนูพริกหวานลืมตาดูโลก
ธารธาราต้องเลี้ยงลูกให้เขา และยอมให้เขามีอะไรด้วยสัปดาห์ละหนึ่งวัน ลาไม่ได้ ป่วยก็ไม่ยอมให้ขาดงาน จับมามีอะไรกันสม่ำเสมอจนน่าน้อยใจ เขารักษาสิทธิ์ตัวเองได้อย่างยอดเยี่ยม วันอื่นไม่เคยแตะต้อง ยกเว้นวันเสาร์ จะเคลียร์งานทุกอย่างเพื่อมาจุดจุดจุดให้เต็มที่
ไปทำงานต่างจังหวัดหรือต่างประเทศยังไม่เคยไปตรงกับวันเสาร์ เขามันคนหื่น! กล่อมลูกสาวเข้านอนได้ อุ้มไปห้องข้างๆ มาราธอนยาวเริ่มจากสี่ทุ่มไปจบที่ตีสองตีสามของอีกวัน
ธารธาราตื่นสายในเช้าวันอาทิตย์เป็นประจำ
“พ่อพ่อ ดุ แม่แม่”
แหงนหน้ามองพ่อพ่อกับแม่แม่สลับกัน
“ไม่ใช่ค่ะ คุณพ่อไม่ได้ดุคุณแม่นะคะ คุณแม่หน้าบึ้งเป็นยักษ์เพราะหิวต่างหาก พริกหวานหิวไหม เราไปกินพี่หมูยิ้มกันไหม”
“กินค่ะ!” ตัวป่วนยกมือสูง ขยับตัวบ่อยจนภารนัยกลัวแขนหรือขาลูกสาวจะปัดไปโดนผ้าพันแผลบนหัวเข่าธารธารา อุ้มลูกออกจากตักหล่อน ให้หล่อนนั่งหน้างอนรอบนวีลแชร์ ก่อนไปรอคิวรับยา
ดึกสงัด ไม่มีเสียงใดทำลายความเงียบภายในหมู่บ้านจัดสรรโครงการดัง ซึ่งแวดล้อมไปด้วยผู้รากมากดีคนมีเงินเข้ามาซื้ออาศัย เจ้าของรถยุโรปขับผ่านถนนเส้นกลางหมู่บ้าน เข้ามาจอดหน้าบ้านเดี่ยวไซซ์เล็กที่สุดในโครงการ ในอีกครึ่งชั่วโมงให้หลัง เขาเสียเวลาไปกับการตัดกุหลาบชุดใหม่ ทดแทนชุดเดิมที่ลืมไว้บนรถ ถูกแดดเผาทั้งวันจนกลีบเหี่ยว เขาโยนทิ้งไม่เสียดาย ตัดสดใหม่ให้ธารธาราโดยเฉพาะธารธาราเป็นเด็กน่ารัก ได้ยินว่าเขาจะกลับมาค้างคืน ก็อยู่รอดึกดื่น เปิดไฟในบ้านสว่างโร่ เจอหน้าจะจับมาหอมแก้มให้หายคิดถึงภารนัยขำตัวเอง แค่เห็นแสงไฟจากในบ้านก็มีความสุข เรื่องนี้อย่าบอกให้หล่อนรู้เชียวเขาไม่บ้าอำนาจบีบแตรรบกวนลูกเมีย ลงมาเลื่อนเปิดประตูรั้วนำรถเข้ามาจอดด้วยตัวเอง อุ้มกุหลาบช่อใหญ่เข้ามาในบ้าน หน้าชาตอนที่ไขกุญแจ แต่ประตูไม่ได้ลงกลอนให้เรียบร้อย สะเพร่าจังเลย อยู่กันสองคน โจรบุกมาคงจะหวานหมูพวกมัน“ธาร ผมกลับมาแล้ว” เขาหาที่เหมาะๆ วางช่อดอกกุหลาบ จัดง่ายๆ ด้วยกระดาษเอสี่“คอแห้งจังเลย ขอน้ำอุ่นได้ไหมครับ”ส่งเสียงอ้อน ให้หล่อนมาหา“ธาร”ผลุบวงหน้าหล่อเกินต้านเข้ามาในห้องรับแขก ซึ่งธารธาราใช้เป็นห้องทำงาน ม
“คุณแม่รู้ได้ยังไงครับ ว่าผมคบกับอีกคน”“ตอนแรกแม่ไม่รู้ แต่เพิ่งจะแน่ใจเมื่อไม่กี่วินาทีนี้จ้ะ”“คุณแม่!” ภารนัยกุมขมับ ถูกท่านหลอกอาการป่วยไม่พอ ยังจะหลอกถามเรื่องส่วนตัวเขาอีก จะใจร้ายเกินไปหรือเปล่า“ไม่อยากคุยด้วยแล้ว ผมเอาเวลาไปทำงานดีกว่า” “กล้าดียังไงมาทำเสียงงอนใส่แม่ แม่สิควรงอนนัย ชอบคิดว่าแม่เป็นภาระอยู่เรื่อย”“ภาระอะไรกันครับ ผมรักคุณแม่ตาย”“รักแล้วทำไมไม่ยอมเล่าเรื่องส่วนตัวให้แม่ฟัง ถึงแม่จะขลุกอยู่ในบ้าน ไม่รู้เรื่องงานในบริษัท ทำอะไรก็ไม่เป็น แต่แม่ไม่ได้ไม่อยากรับรู้เรื่องงาน รวมถึงเรื่องส่วนตัวของนัยนะลูก นัยมีปัญหา มีทุกข์ มีสุข แม่อยากรับฟัง รอให้นัยเล่า แต่นัยไม่เคยเล่าให้แม่ฟัง แล้วจะไม่ให้แม่คิดว่านัยมองแม่เป็นภาระได้ยังไง แม่เสียใจจะแย่...”“ไม่ต้องแกล้งร้องไห้เลย” ดรามาเก่ง ไม่ชอบกลับบ้านก็เพราะแบบนี้ ภารนัยถอนหายใจ ยอมแพ้เทคนิคการอ้อนลูกชาย“มองออกด้วยเหรอ” คุณภาวินีขำแห้ง มีความสุขไปกับบทสนทนาเล็กๆ น้อยๆ ที่ได้พูดคุยกับลูกชายเพียงคนเดียว“โอเคครับ ผมยอมรับ ว่าผมมีคนที่ชอบอยู่แล้ว เราอยู่ด้วยกันมาสักพักใหญ่ๆ จนมั่นใจว่ารู้นิสัยใจคอของกันเป็นอย่างดี เธอไม่
“คุณนัย! คุณผู้หญิงวูบค่ะ”“คุณแม่!”“สมใจ! ไปเตรียมออกซิเจนเร็วเข้า!”ภารนัยรุดเข้าไปดูอาการ เขย่าท่อนแขนเรียกสติมารดา ใบหน้าเขาไร้ซึ่งสีสัน ตกใจเหตุการณ์ทั้งหมดที่เกิดขึ้น สอดมือใต้ข้อขาพับอุ้มมารดาตามหลังป้าน้อมกับเด็กรับใช้ในบ้าน ไปยังห้องนอนกว้างขวาง ตะโกนสั่งให้เปิดแอร์เย็นๆ ใส่หน้ากากออกซิเจน มีแค่เจนจิราคนเดียวที่ทำตัวไม่ถูก ยืนมองอยู่ห่างๆ ไม่กล้าเข้าใกล้ กลัวจะเกะกะขวางทางเดินคนในบ้าน“ให้รอรถพยาบาล ผมจะรอไหวได้ยังไง ผมจะไปเอารถออก!” เขาวิ่งออกจากห้องนอน ชนเข้ากับไหล่เจนจิราที่ขยับเข้ามาขวางทาง“พี่นัย ป้าภาเป็นยังไงบ้าง มีอะไรที่น้องเจนพอจะช่วยได้ไหมคะ”“สมใจ! รีบบอกลุงให้เอารถออก ไปส่งคุณเจนที่บ้าน” คว้าไหล่ไม่ให้ร่างเล็กเสียหลักตามแรงชน ตะโกนสั่งเด็กรับใช้“แต่พี่นัยคะ น้องเจนยังไม่อยากกลับ น้องเจนอยากอยู่ดูอาการป้าภา” เรียวขาก้าวสั้นสลับยาวไล่ตามหลังคู่หมั้นไม่ลดละ“น้องเจนจะอยู่รอให้อาการคุณแม่พี่แย่ลงเหรอ!” เขาหันหลังกลับมาตำหนิ“พี่ขอบคุณมาก ที่น้องเจนมีน้ำใจอยากชวนคุณแม่พี่ไปทำบุญ แต่น้องเจนก็รู้ไม่ใช่เหรอ ว่าคุณแม่พี่ป่วย ท่านพูดมากไม่ได้ ทำงานก็ไม่ได้ ถ้าท่านเหนื่อ
ปาเข้าไปสี่ทุ่ม แต่เจนจิรายังไม่ยอมกลับบ้าน หล่อนตามติดภารนัยทั้งวันจากที่ทำงานกลับมาถึงบ้าน ร่วมโต๊ะรับประทานอาหารค่ำกับมารดาชายหนุ่ม ระหว่างที่รับประทานอาหารได้ยินคุณภาวินีเปรยถึงสามีผู้ล่วงลับ หากท่านยังมีชีวิต พรุ่งนี้จะอายุครบหกสิบหกปี หล่อนอยากเอาใจคุณภาวินี ชวนท่านไปทำบุญที่วัด กระตือรือร้นลากแขนภารนัยออกจากบ้านไปซื้อข้าวของเครื่องใช้จำเป็นมาจำนวนมาก ช่วยกันคนละไม้คนละมือจัดเตรียมชุดถวายสังฆทานด้วยตัวเอง เรียนผิดเรียนถูกจากในเน็ตจนออกมาเป็นรูปร่าง“เสร็จแล้วค่ะ เป็นยังไงบ้างคะ ฝีมือน้องเจน มืออาชีพใช่ไหม”ขอความคิดเห็นจากคู่หมั้นหนุ่ม รอยยิ้มจางลง เมื่อเขาไม่ได้สนใจฟัง สายตาคู่คมจดจ้องมองหน้าจอโทรศัพท์แสดงชื่อธารา คุณธาราคนนี้เป็นใครที่ไหนไม่รู้หรอกนะ แต่นี่มันสี่ทุ่ม ไม่ใช่เวลางาน หรือต่อให้ไม่ใช่เรื่องงาน ก็ไม่ควรโทรมารบกวนคู่หมั้นหล่อนในเวลาดึกๆ ดื่นๆ“น้องเจน!”คนที่ท้วงไม่ใช่ภารนัย กลับเป็นคุณภาวินี ท่านตาไว มองตามมือเรียวเล็กที่ไวมากกว่า ถือวิสาสะกดตัดสายในเครื่องคนอื่นหน้าตาน่ารักน่าเอ็นดู แต่การกระทำไม่น่ารักเอาซะเลย“ไปกดตัดสายเครื่องพี่เขาได้ยังไง ถ้าเครื่องหนูก็ว่า
“วันไหนครับ”เขาจำยอม เมื่อหญิงสาวยกชื่อพ่อหล่อนมาข่มขู่“ต้นเดือนหน้าค่ะ น้องเจนทนรอนานกว่านี้ไม่ไหว” สาวขี้งอนคนเมื่อครู่กลับมามีรอยยิ้มร่าเริงสดใส พอใจที่คู่หมั้นหนุ่มยอมตามใจ“เลขาฯ พี่นัยเคลียร์ตารางงานวันศุกร์เสาร์อาทิตย์ให้เรา 2 คืน 3 วัน ที่เราจะได้อยู่ด้วยกัน ไม่นานเกินไปใช่ไหมคะ ถ้า 1 คืนก็น้อยเกินไป” พูดเสียงอ่อนมีจริตมารยา ทั้งที่ไส้ในสื่อถึงเรื่องอย่างว่าโจ่งแจ้งภารนัยวางตัวดีสุภาพบุรุษกับเจนจิรามาตลอด ได้ไปเที่ยวค้างคืน ตั้งใจจะยั่วยวนให้ชายหนุ่มหลงรักหัวปักหัวปำ รีบคุกเข่าขอแต่งงาน ชีวิตเจนจิราสมบูรณ์แบบมาก ถ้ามีเขาเป็นสามี ก็จะเพอร์เฟกต์คูณสอง กลายเป็นคู่รักนักธุรกิจ ที่มีทรัพย์สินรวมกันติดลำดับต้นๆ ของประเทศ“พูดตอบน้องเจนหน่อยสิคะ พี่นัยคนดี คนเก่ง ไปเที่ยวกันนะ นะๆๆ”“ก็ได้ครับ”รับปากจะไปกับเจนจิรา แต่ภาพในหัวกลับสะท้อนใบหน้าผู้หญิงอีกคนร้องไห้มองมาที่เขาด้วยแววตาผิดหวัง ขอโทษ เขาอยากเลือกธารธารา แต่สถานการณ์หลายๆ อย่าง ทำให้เขาตัดเจนจิราไม่ได้ หรือเขาจะกลายเป็นชายชั่ว จับปลาสองมือ มีเมียสองคน“พี่นัยน่ารักที่สุดเลยค่ะ”สาวหัวสมัยใหม่ไม่แคร์เรื่องขนบธรรมเนียม จับก
“ถ้าป้าทนความเหนื่อยจากการเดินทางไปกลับไม่ไหว พูดเรื่องลาออกขึ้นมาอีกเราจะทำยังไงกันดีคะ พริกหวานจะอยู่กับใคร”พี่เลี้ยงคนปัจจุบันทำงานดีมาก ดูแลหนูพริกหวานตั้งแต่แรกคลอดจนโตสองขวบครึ่ง ถ้าจะต้องหาพี่เลี้ยงคนใหม่แทนคนเดิม หัวอกคนเป็นแม่มีเหรอจะไม่คิดมาก กลัวคนใหม่จะไม่ใจดีกับลูกสาวก่อนออกจากบ้านพ่อกับแม่ผลัดกันหอมแก้มพริกหวาน ลูกออกมายืนส่งหน้าประตูโบกมือหย็อยๆ ท่าทางน่ารักให้กำลังพ่อกับแม่ ธารธารามีลูกสาวเป็นญาติทางสายเลือดคนเดียว ห่วงลูกทุกลมหายใจ“ธารอย่าคิดมากเลยนะ ป้ารับปากผมแล้ว จะอยู่ช่วย เราเชื่อใจป้าไปก่อน แต่ถ้าฉุกเฉิน ป้าไม่ไหวการเดินทางจริงๆ เราค่อยปรึกษากันอีกที” คนขับรถกิตติมศักดิ์ระดับเจ้าของบริษัทใหญ่ เลื่อนฝ่ามือมากุมบนมือเล็ก บีบให้กำลังใจ เข้าใจความรู้สึก ตัวเขาก็ห่วงพริกหวานไม่แพ้กัน ยอมพาลูกไปกราบคุณย่า ขอให้ย่าช่วยดูแลระหว่างวัน ยังจะดีกว่าพาลูกไปฝากเลี้ยงที่อื่น แม่อาจจะโกรธที่เขาปิดบัง แต่ท่านไม่ได้ใจร้ายพอที่จะทำร้ายหลานในสายเลือด เชื่อว่าท่านจะเอ็นดูพริกหวาน“ธารห่วงลูก ให้ธารเลิกฝึกงานดีกว่าให้ลูกอยู่กับคนแปลกหน้า”“อย่าพูดอย่างนั้นสิ ธารอดทนเรียนมาถึงขั้น







