เข้าสู่ระบบ‘พ่อพ่อ เลือด เลือดไหล พริกหวาน อยู่โรงบาล’
‘เจ็บ พ่อพ่อ มาหาพริกหวาน ได้ไหมคะ’
หนูพริกหวานใช้โทรศัพท์แม่ส่งข้อความเสียงหาพ่อพ่อ
หัวใจคุณพ่อหล่นลงตาตุ่ม ห่วงใยลูกสาวมากกว่าใครในโลก เข้าเช็กตำแหน่งปัจจุบันซึ่งเชื่อมโยงมาจากแอปเปิลวอช อุปกรณ์ไฮเทค ใส่ติดตัวไว้ประจำเพื่อสอดส่องความปลอดภัยลูกสาว
พบว่าหนูพริกหวานยอดดวงใจของคุณพ่ออยู่โรงพยาบาลจริง ใคร ทำอะไร ที่ไหน อย่างไร เมื่อไหร่ ไม่มีคำถามเหล่านั้นหลุดออกจากปาก ทิ้งทุกอย่างที่อยู่ตรงหน้า บึ่งรถมาถึงโรงพยาบาลภายในสิบนาที
“รับสายสิธาร”
โรงพยาบาลกว้างขวางไม่รู้ว่าธารธาราพาลูกสาวไปรักษาตัวที่ไหน แล้วมันเกิดอะไรขึ้น ลูกถึงมีเลือด
ขณะรอการตอบรับ ภารนัยก้าวเท้ายาวกึ่งเดินกึ่งวิ่งเข้าไปตามหา จะไปถามประชาสัมพันธ์ ชะงักฝีเท้าเมื่อเสียงเล็กๆ ตอบกลับ
‘พ่อพ่อ’
เรียกพ่อครั้งเดียวไม่ได้ ติดปากเรียกพ่อพ่อ ซึ่งฝ่ายพ่อพ่อของหนูพริกหวานไม่ขัดใจลูก ลูกอยากเรียกอะไรเรียกได้เลย
“พริกหวาน ลูก!”
โล่งอกหลังจากได้ยินเสียงเล็ก
วันไนท์สแตนกับแม่ของลูกคืนเดียว ผ่านไปเก้าเดือนได้หนูพริกหวานมาอุ้มแบบงงๆ แทบจะยกเท้าขึ้นก่ายหน้าผาก เพราะแม่ของลูกยังเรียนมหาวิทยาลัยอยู่เลย แถมอายุยังอ่อนกว่าเขาสิบปีเต็ม!
ธารธาราใจแตกไปช่วงหนึ่งจากความเสียใจที่สูญเสียแม่ ญาติที่เหลืออยู่คนเดียวในโลก มีแววจะต้องทิ้งการเรียนมาทำงานหาเงินเลี้ยงลูกที่มาเกิดโดยไม่ได้ตั้งใจ ภารนัยสงสารเด็กมหาลัยผิวขาวๆ หน้าตาน่ารักๆ มีหน้าอกน่าขย้ำหน่อยๆ เสนอตัวเป็น Sugar Daddy สายเปย์ เลี้ยงทั้งลูก เลี้ยงทั้งเมีย ส่งเรียนหนังสือ ให้เงินใช้รายเดือน และสัญญาจะโอนบ้านให้เป็นกรรมสิทธิ์ภายหลังหล่อนจบการศึกษา
ใต้เงื่อนไข ธารธาราต้องเป็นเด็กดีของเขาคนเดียว ตั้งใจเรียนหนังสือให้จบ ตั้งใจเลี้ยงลูกให้ดี และอย่าขาดเรื่องบนเตียง ถึงจะแค่สัปดาห์ละหนึ่งวันก็ห้ามขาด ถ้าแม่ของลูกเป็นเด็กดีก็รับบ้านไป มูลค่าสิบกว่าล้านเลยนะบ้านเดี่ยวในโครงการใหญ่หลังนั้น เด็กเลี้ยงของเขาน่ารัก นิสัยว่าง่าย อยู่ในร่องในรอย ไม่เคยก้าวก่ายเรื่องส่วนตัวเขา
หล่อนเรียนมหาวิทยาลัยถึงชั้นปีสุดท้าย เหลือแค่ฝึกงานสามเดือนก็จะจบอย่างไม่เป็นทางการ เส้นตายสุดท้ายที่ภารนัยจะต้องยกบ้านให้หล่อน และลดสถานะ ไม่สามารถหลับนอนกับหล่อนได้อีก
ธารธารายังเด็ก แต่เลี้ยงลูกได้ดี มีเขากับแม่บ้านคอยช่วยอีกสองแรง หล่อนขยันเรียนหนังสือได้เกรดเอหลายตัว รู้จักขายของออนไลน์หารายได้เสริม ทุ่มความสนใจให้การเรียนกับลูกสาว ไม่เอาเวลามาก้าวก่ายชีวิตส่วนตัวภารนัย สนใจเขาเฉพาะตอนอยู่ด้วยกันกับลูก แต่ถ้าอยู่นอกบ้าน หล่อนจะไม่พาลูกมาเดินใกล้ๆ ไม่เคยไม่เปิดเผยความสัมพันธ์ในที่สาธารณะ ออกหน้าเป็นซิงเกิลมัมเลี้ยงลูกสาวคนเดียว จนตอนนี้หนูพริกหวานอายุสองขวบครึ่ง แม่เขา ญาติเขา ไม่มีใครเลยสักคนระแคะระคายว่าเขาแอบซุกลูกซ่อนเมียไว้ลับๆ
“อยู่ไหนคะลูก คุณพ่อมาถึงโรงพยาบาลแล้วนะ จะมารับพริกหวานกลับบ้าน หนูเป็นอะไรทำไมมีเลือด คุณแม่อยู่ด้วยไหมคะ” ยิงคำถามชุดใหญ่ ลูกสาวส่งเสียงงอแงไม่ให้พ่อพูด ให้พ่อฟังอย่างเดียว ใจอ่อนยวบเลยสิ เสียงลูกสาวพูดออกมาแอะเดียว ใจพ่อหดเล็กลง
‘กาเป๋า แม่แม่ กับ พริกหวาน’ กระเป๋าธารธาราอยู่กับพริกหวาน ภารนัยเชี่ยวชาญภาษาเด็กแปลความหมายออกเร็วทันใจ
‘พริกหวาน อยู่กับ คูมหมอ แม่แม่ ร้องไห้ แง แง’
แม่ร้องไห้? ธารธาราน่ะเหรอ?
ใครเป็นอะไร แม่หรือลูก งงแล้วนะเนี่ย
“พริกหวานขา ลูกจ๋าลูก พริกหวานอยู่กับคุณหมอใช่ไหมคะ เอาโทรศัพท์ของคุณแม่ให้คุณหมอนะ ให้คุณพ่อคุยกับคุณหมอ คุณพ่อจะได้รู้ว่าพริกหวานอยู่ตรงไหน คุณพ่อจะได้ไปหาพริกหวานไงลูก”
ลูกพ่อขนานแท้มีถอนหายใจใส่โทรศัพท์ วิ่งไวๆ ไปหาคุณหมอ
‘คุณพ่อของหนูพริกหวาน สามีคุณธารธาราใช่ไหมคะ’
“ครับ ตอนนี้ผมมาถึงโรงพยาบาล แต่ไม่รู้ว่าต้องไปตรงไหน”
ภารนัยตอบรับเต็มปากเต็มคำ ทั้งสถานะพ่อ และสถานะสามี
รู้ตำแหน่งจากการบอกเล่ารวบรัด ภารนัยสับเท้าไฟวิ่งอย่างเร็ว มาถึงหน้าห้องเสียงเล็กๆ ของหนูพริกหวานร้องเรียก ‘พ่อพ่อ’ วิ่งเตาะแตะเข้ามาอ้อนขอกอด
ภารนัยย่อตัวลงไปอุ้มลูกสาวขึ้นมากอด หอมแก้มไปหลายครั้งให้หายคิดถึง ทั้งที่เจอหน้ากันทุกวันก็ยังคิดถึงลูกสาว สายตาภารนัยอ่อนโยนขณะทอดมองเลือดเนื้อเชื้อไขของตน
แรกเริ่มไม่เชื่อว่าธารธาราตั้งท้องกับเขา จนได้รับผลตรวจทางพันธุกรรม แต่ต่อให้ไม่ส่งตรวจดีเอ็นเอ รอให้โตอีกนิดเขาก็เชื่อ หนูพริกหวานมีเค้าโครงใบหน้าเหมือนเขาค่อนข้างมาก น่ารัก น่าเอ็นดูที่สุดเลยลูกสาวคุณพ่อ ฮึ่ม มันเขี้ยว คุณพ่อรักลูกหลงลูกสาวมากที่สุด วางลูกลง นั่งยองสำรวจตามเรียวแขนเล็กหารอยแผลและรอยเลือด ยังไม่ทันได้ดูขา เท้าเล็กๆ คู่นั้นวิ่งบนรองเท้าแตะมีไฟแสงสีในตัวเวลาน้ำหนักกดทับ นำทางเข้าไปข้างในไปหา ‘แม่แม่’ ที่นอนน้ำตาท่วมหน้าอยู่บนเตียง หน้าแดงๆ ของธารธาราน่ารักและน่ามันเขี้ยวในเวลาเดียวกัน
“แม่แม่ หกล้ม เลือดไหลเยอะเลย”
กำลังจะถามว่าเกิดอะไรขึ้น ได้ยินคำที่ลูกเล่าแล้วภารนัยปล่อยหัวไหล่ลู่ลง กลอกตามองขึ้นเพดาน ก่อนเลื่อนลงสบตากับยัยเด็กซุ่มซ่าม ไปหกล้มท่าไหนถึงเข่าแตกจนได้เย็บหลายเข็ม
เชื่อเขาเลย! ภารนัยจะบ่น แต่ขอบตาธารธารายังแดงอยู่เลย เก็บคำพูดไว้ในคลังสมอง อุ้มลูกสาวถอยออกมานั่งรอมุมห้องให้หมอกับพยาบาลทำแผลจนเสร็จก่อนจึงรับกลับบ้านด้วยกัน
“แม่แม่ เป่าเพี้ยง โอ๋นะ” หนูพริกหวานเอี้ยวลำตัวกลับมาเช็ดน้ำตาให้คุณแม่ ปากเล็กเป่าลมผ่านแมสค์เด็กลายคิตตี้
แม่บ้านอื่นปลอบลูก แม่บ้านนี้ให้ลูกปลอบ ภารนัยส่ายหน้า แยกไม่ออกว่าระหว่างแม่ของลูกกับลูกสาว เขาควรเหนื่อยกับคนไหน
“คุณแม่เจ็บจังเลย พริกหวานเป็นคุณหมอให้คุณแม่ได้ไหมคะ”
“ได้ค่ะ พริกหวานจะ ฉีดยาให้ แม่แม่ ทุกวัน” หนูน้อยยกนิ้วชี้เหยียดตรง จิ้มเข้าที่ท่อนแขนคุณแม่แรงเหมือนโกรธมาเป็นชาติ ช่างเป็นคุณหมอที่น่ากลัวอะไรอย่างนี้ลูกสาวคุณแม่ “อย่างนี้!”
“คุณแม่ไม่ฉีดยาได้ไหมคะ คุณแม่กลัวเข็ม” มองลูกตาปริบๆ
“ไม่ได้ค่ะ พริกหวานบอกคุณแม่ไปลูก ไม่ฉีดยาไม่ได้ จะไม่หาย” คุณพ่อพูดแทรก ขณะเข็นวีลแชร์พาลูกสาวที่นั่งบนตักแม่ไปรอรับยา เลือกที่นั่งว่างไกลผู้คนสักหน่อย เพื่อจะได้ก้มหน้าลงมาพูดใกล้ๆ
“วันนี้วันเสาร์นะ ห้ามลืมเด็ดขาด ขั้นต่ำสามเข็ม ต้องฉีดย้ำๆ ให้ตรงจุด” ยิ้มมีเลศนัย แม่ของลูกแก้มแดงเพราะเข้าใจความหมาย
“พริกหวานบอกคุณพ่อให้คุณแม่ได้ไหมคะ วันนี้งดฉีดยา เข็มเดียวก็ไม่ให้ฉีด ถ้าอยากจริงๆ ให้กินยาเม็ดทางปากได้อย่างเดียว”
“แค่ยาเม็ดมันจะไปพออะไรเล่า ไม่รู้แหละ ยังไงก็จะฉีดให้ได้”
“คนเอาแต่ใจ” สะบัดหน้างอน ให้กับชายหนุ่มที่จ่ายค่าเลี้ยงดูไม่ขาด มาตลอดระยะเวลานับจากหนูพริกหวานลืมตาดูโลก
ธารธาราต้องเลี้ยงลูกให้เขา และยอมให้เขามีอะไรด้วยสัปดาห์ละหนึ่งวัน ลาไม่ได้ ป่วยก็ไม่ยอมให้ขาดงาน จับมามีอะไรกันสม่ำเสมอจนน่าน้อยใจ เขารักษาสิทธิ์ตัวเองได้อย่างยอดเยี่ยม วันอื่นไม่เคยแตะต้อง ยกเว้นวันเสาร์ จะเคลียร์งานทุกอย่างเพื่อมาจุดจุดจุดให้เต็มที่
ไปทำงานต่างจังหวัดหรือต่างประเทศยังไม่เคยไปตรงกับวันเสาร์ เขามันคนหื่น! กล่อมลูกสาวเข้านอนได้ อุ้มไปห้องข้างๆ มาราธอนยาวเริ่มจากสี่ทุ่มไปจบที่ตีสองตีสามของอีกวัน
ธารธาราตื่นสายในเช้าวันอาทิตย์เป็นประจำ
“พ่อพ่อ ดุ แม่แม่”
แหงนหน้ามองพ่อพ่อกับแม่แม่สลับกัน
“ไม่ใช่ค่ะ คุณพ่อไม่ได้ดุคุณแม่นะคะ คุณแม่หน้าบึ้งเป็นยักษ์เพราะหิวต่างหาก พริกหวานหิวไหม เราไปกินพี่หมูยิ้มกันไหม”
“กินค่ะ!” ตัวป่วนยกมือสูง ขยับตัวบ่อยจนภารนัยกลัวแขนหรือขาลูกสาวจะปัดไปโดนผ้าพันแผลบนหัวเข่าธารธารา อุ้มลูกออกจากตักหล่อน ให้หล่อนนั่งหน้างอนรอบนวีลแชร์ ก่อนไปรอคิวรับยา
สายเรียกเข้าจากเจนจิรา เชื่อมต่อจากโทรศัพท์ภารนัยเข้ามาในเครื่องเสียงรถยนต์ ธารธาราผินหน้าแสนเศร้าไปทางอื่นแสร้งว่าไม่ได้มอง อยู่กับเขามาสามปี ทำไมจะไม่รู้ว่าผู้หญิงที่โทรเข้ามาเป็นใครสถานะเด็กเลี้ยงแบบผูกปิ่นโต ต้องอยู่ให้เงียบที่สุดเท่าที่จะเงียบได้ ทำร้ายผู้หญิงด้วยกันเฉพาะตอนนี้เท่านั้น พ้นสามเดือนสุดท้ายของการฝึกงานไปได้ก็จะจบการศึกษา ไม่ต้องให้ภารนัยเลี้ยงดูปูเสื่อ ธารธาราจะทำงานหาเงินเลี้ยงดูตัวเองกับลูกสาวให้อยู่รอดให้ได้ส่วนเขาก็จะได้กลับไปหาคู่หมั้นสาวสวย ไม่ต้องทรยศความไว้ใจของฝ่ายนั้นด้วยการมาหลับนอนกับผู้หญิงไร้หัวนอนปลายเท้าสงสารพริกหวาน วัยกำลังน่ารักกลับต้องกำพร้าพ่อ ถ้าโตกว่านี้ลูกน่าจะเข้าใจ ไม่ใช่ว่าภารนัยไม่รักลูก แต่เพราะลูกเกิดจากผู้หญิงอย่างธารธารา จะพาไปเปิดตัวก็อาจจะอับอายขายหน้าญาติพี่น้อง“เลยไฟแดงนี้ไป คุณนัยจะจอดรถสักครู่ก็ได้นะคะ ธารจะพาลูกไปรอข้างนอก” ให้เขามีเวลาส่วนตัวคุยกับคู่หมั้นสาว ไม่ให้มีเสียงหนูพริกหวานแทรกเข้าไป ธารธาราไม่เคยทำตัวมีปัญหากับเขา หล่อนรู้สถานะของตัวเองดี อยู่เป็น แต่ลูกสาวเนี่ยสิ ไม่มีทางเข้าใจว่าภารนัยไม่เคยบอกใครว่ามีลูก อาจจ
“บาร์บีก้อน บาร์บีก้อน ไปกินพี่หมูสีชมพู เย่!” ใส่ทำนอง ร้องปลุกใจวัยรุ่นฟันน้ำนมที่ถูกรัดเข็มขัดติดกับคาร์ซีท ภารนัยมีรถใช้แค่คันเดียวมักจะขับไปไหนมาไหนด้วยตัวเอง ยกเว้นออกไปทำงานนอกสถานที่จะใช้รถตู้บริษัทที่มีคนขับประจำ กลับบ้านไปกินข้าวกับมารดาเอาคันนี้กลับ รับเจนจิราไปกินข้าวเมื่อครู่ก็ไปคันนี้คาร์ซีทติดมาตั้งแต่ลูกแรกเกิด ไม่มีใครเอะใจถามเขาสักคน จะว่าปิดบัง 100% ก็ดูเหมือนว่าจะไม่ใช่ ไม่แน่นะ ถ้าคุณนายภาวินีสงสัยถามลูกชายสักนิด ภารนัยอาจจะบอกท่านและพาลูกสาวไปกราบคุณย่า แม่ขี้เหงา อยู่บ้านกับแม่บ้านไม่ค่อยได้ออกไปไหน คงจะดีใจที่มีหลานให้อุ้ม นับจากอุบัติเหตุที่คร่าชีวิตบิดา มารดากลายเป็นผู้พิการ ไม่สามารถเดินได้ ภารนัยเป็นลูกที่แย่ เขาทำงานหนักจนไม่มีเวลาดูแลท่าน นอกจากเวลางานเขามักจะมาอยู่กับลูกแทนที่จะกลับไปบ้านใหญ่ ก็หนูพริกหวานลูกสาวเขาน่ารักขนาดนี้ จะไม่ให้พ่อหลงได้อย่างไร“หมูชมพู” หนูพริกหวานชูมือสูง อารมณ์ดีไปตามคุณพ่อธารธาราแอบแยกเขี้ยวใส่ลูกสาว ก็เพราะใครกันล่ะไม่ยอมกินข้าว ถึงต้องไล่จับจนหกล้มเข่าแตก ทีตอนนี้หน้าระรื่น คุณพ่อพาไปกินอะไรก็ดูอยากกินไปหมด งอนพ่อของลูกเ
‘พ่อพ่อ เลือด เลือดไหล พริกหวาน อยู่โรงบาล’‘เจ็บ พ่อพ่อ มาหาพริกหวาน ได้ไหมคะ’หนูพริกหวานใช้โทรศัพท์แม่ส่งข้อความเสียงหาพ่อพ่อหัวใจคุณพ่อหล่นลงตาตุ่ม ห่วงใยลูกสาวมากกว่าใครในโลก เข้าเช็กตำแหน่งปัจจุบันซึ่งเชื่อมโยงมาจากแอปเปิลวอช อุปกรณ์ไฮเทค ใส่ติดตัวไว้ประจำเพื่อสอดส่องความปลอดภัยลูกสาวพบว่าหนูพริกหวานยอดดวงใจของคุณพ่ออยู่โรงพยาบาลจริง ใคร ทำอะไร ที่ไหน อย่างไร เมื่อไหร่ ไม่มีคำถามเหล่านั้นหลุดออกจากปาก ทิ้งทุกอย่างที่อยู่ตรงหน้า บึ่งรถมาถึงโรงพยาบาลภายในสิบนาที“รับสายสิธาร”โรงพยาบาลกว้างขวางไม่รู้ว่าธารธาราพาลูกสาวไปรักษาตัวที่ไหน แล้วมันเกิดอะไรขึ้น ลูกถึงมีเลือดขณะรอการตอบรับ ภารนัยก้าวเท้ายาวกึ่งเดินกึ่งวิ่งเข้าไปตามหา จะไปถามประชาสัมพันธ์ ชะงักฝีเท้าเมื่อเสียงเล็กๆ ตอบกลับ‘พ่อพ่อ’เรียกพ่อครั้งเดียวไม่ได้ ติดปากเรียกพ่อพ่อ ซึ่งฝ่ายพ่อพ่อของหนูพริกหวานไม่ขัดใจลูก ลูกอยากเรียกอะไรเรียกได้เลย“พริกหวาน ลูก!”โล่งอกหลังจากได้ยินเสียงเล็กวันไนท์สแตนกับแม่ของลูกคืนเดียว ผ่านไปเก้าเดือนได้หนูพริกหวานมาอุ้มแบบงงๆ แทบจะยกเท้าขึ้นก่ายหน้าผาก เพราะแม่ของลูกยังเรียนมหาวิทยาลัยอยู่
“พริกหวานของคุณแม่ ไปหลบอยู่ตรงไหนนะ” ธารธารา คุณแม่วัยสาวอายุเพียงแค่ยี่สิบสองปี แกล้งมองไม่เห็นร่างเล็กกระจิริดของลูกสาว หลบหลังกองพัสดุรอจัดส่งนับร้อยกล่อง ปกติแล้วธารธาราจะปิดประตูไว้ไม่ให้ลูกสาวเข้ามาวิ่งเล่น ป้องกันอันตรายจากของหล่นทับลูก และป้องกันไม่ให้ถูกพ่อของลูกบ่นแต่วันนี้จับไม่ทันจริงๆ ไวเหลือเกิน แพ็คของเสร็จเหนื่อยๆ เข้าครัวไปเอาอาหารลูกที่แม่บ้านทำไว้มาป้อน หนูพริกหวานวิ่งเข้าห้องเร็วเป็นพายุหมุน ก้นกลมๆ หายลับเข้ามาภายใน ซ่อนตัวมิดชิดไม่ให้แม่จับได้ แต่ซ่อนแบบไหนถึงส่งเสียงหัวเราะตามประสาเด็กมาให้ได้ยินพื้นที่ในห้องรับแขกค่อนข้างกว้าง ถูกบีบอัดให้เล็กลงโดยชั้นวางของขนาดใหญ่ ซึ่งมีเสื้อผ้าแฟชั่นหลากหลายสไตล์วางเรียงเป็นเซต ให้สะดวกต่อการหยิบจับมาแพ็คลงกล่อง เวลาลูกค้าสั่งสินค้า อีกมุมหนึ่งของห้อง ระเกะระกะไปด้วยกล่องพัสดุเปล่าหลายขนาดกองสูง อุปกรณ์แพ็คสินค้าจำพวกปริ้นเตอร์ กระดาษ กรรไกรกองเต็ม รกและสกปรกไปบ้างตามธรรมดาของอาชีพแม่ค้าออนไลน์ธารธาราพรีออเดอร์เสื้อผ้าแฟชั่นจากต่างประเทศมาขาย ไม่มีหน้าร้าน ขายเองง่ายๆ ในช่องทางโซเชียลมีเดีย ตอบเอง แพ็คเองทุกรายการ นางแบ
“พี่นัยดูไม่ตื่นเต้นเลยนะคะ ที่เจอน้องเจน” คนที่อุตส่าห์ลากกระเป๋ามาจากท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ทำหน้างอนใส่คู่หมั้นที่ตกใจมากกว่าตื่นเต้น เมื่อพบหล่อนมาเซอร์ไพรส์ถึงห้องทำงาน“ตื่นเต้นสิครับ ก็เราไม่ได้เจอกันตั้งเกือบปี” เขาปั้นหน้ายิ้ม“แต่หน้าตาไม่ดีใจเลยนะคะ” เจนจิราตอบเสียงงอน“วันรับปริญญาบัตร พี่นัยก็ไม่ไปร่วมแสดงความยินดี”จากบ้านเกิดเมืองนอนไปเรียนต่อปริญญาโทในประเทศอังกฤษหลายปี กว่าจะจบการศึกษาตามตั้งใจ คู่หมั้นหนุ่มไม่เคยบินไปเยี่ยม จะได้เจอกันก็ตอนที่เจนจิราปิดเทอมกลับมาเยี่ยมบ้านเข้าใจว่างานเขายุ่งมาก นับจากลุงภควัตผู้เป็นคุณพ่อเสียไปโดยอุบัติเหตุ ภารนัยไม่พร้อมเลื่อนขึ้นมาเป็นผู้บริหาร แต่ก็ต้องทำ เพื่อสานต่อบริษัทขนาดใหญ่ธุรกิจหลักของครอบครัว เพราะท่องจำคำว่าเข้าใจขึ้นหัว เจนจิราจึงไม่ค่อยงอนหากคู่หมั้นหนุ่มไม่มีเวลาให้“งานพี่เยอะมากเลยครับน้องเจน พี่พามาเลี้ยงอาหารต้อนรับแล้วไงครับ น้องเจนไม่ดีใจเหรอ” ภารนัยมีสีหน้าเหน็ดเหนื่อย เขาผายมืออวดอาหารหลายรายการบนโต๊ะเอาใจคู่หมั้นสาว ที่ผู้ใหญ่จับให้หมั้น ตั้งแต่ก่อนที่เจนจิราจะวางแผนไปเรียนต่อต่างประเทศเขาดำรงตำแหน่งผู้บริห







