เข้าสู่ระบบ“พริกหวานของคุณแม่ ไปหลบอยู่ตรงไหนนะ”
ธารธารา คุณแม่วัยสาวอายุเพียงแค่ยี่สิบสองปี แกล้งมองไม่เห็นร่างเล็กกระจิริดของลูกสาว หลบหลังกองพัสดุรอจัดส่งนับร้อยกล่อง ปกติแล้วธารธาราจะปิดประตูไว้ไม่ให้ลูกสาวเข้ามาวิ่งเล่น ป้องกันอันตรายจากของหล่นทับลูก และป้องกันไม่ให้ถูกพ่อของลูกบ่น
แต่วันนี้จับไม่ทันจริงๆ ไวเหลือเกิน แพ็คของเสร็จเหนื่อยๆ เข้าครัวไปเอาอาหารลูกที่แม่บ้านทำไว้มาป้อน หนูพริกหวานวิ่งเข้าห้องเร็วเป็นพายุหมุน ก้นกลมๆ หายลับเข้ามาภายใน ซ่อนตัวมิดชิดไม่ให้แม่จับได้ แต่ซ่อนแบบไหนถึงส่งเสียงหัวเราะตามประสาเด็กมาให้ได้ยิน
พื้นที่ในห้องรับแขกค่อนข้างกว้าง ถูกบีบอัดให้เล็กลงโดยชั้นวางของขนาดใหญ่ ซึ่งมีเสื้อผ้าแฟชั่นหลากหลายสไตล์วางเรียงเป็นเซต ให้สะดวกต่อการหยิบจับมาแพ็คลงกล่อง เวลาลูกค้าสั่งสินค้า อีกมุมหนึ่งของห้อง ระเกะระกะไปด้วยกล่องพัสดุเปล่าหลายขนาดกองสูง อุปกรณ์แพ็คสินค้าจำพวกปริ้นเตอร์ กระดาษ กรรไกรกองเต็ม รกและสกปรกไปบ้างตามธรรมดาของอาชีพแม่ค้าออนไลน์
ธารธาราพรีออเดอร์เสื้อผ้าแฟชั่นจากต่างประเทศมาขาย ไม่มีหน้าร้าน ขายเองง่ายๆ ในช่องทางโซเชียลมีเดีย ตอบเอง แพ็คเองทุกรายการ นางแบบไม่ได้จ่ายเงินจ้าง สวมชุดยืนถ่ายง่ายๆ หน้ากระจก ถ่ายภาพนิ่งและวิดีโอ คำสั่งซื้อมีเข้ามาสม่ำเสมอ ไม่มาก ไม่น้อย พอมีรายได้พิเศษไว้ซื้ออาหารอร่อย กับเสื้อผ้าสวย ให้ลูกสาวตัวป่วน
“หนีออกจากบ้านแล้วเหรอคะ จะไม่คิดถึงคุณแม่เหรอ”
เล่นสนุกกับเด็กซน หลอกล่อให้หนูพริกหวานคลานออกมาด้วยตัวเอง เด็กน้อยส่งเสียงหัวเราะต่อเนื่อง ชอบใจที่แม่ตามหาไม่เจอ
“กลับมากินข้าวก่อนได้ไหมคะ จะไม่มีแรงวิ่งหนีคุณแม่นะ”
“มะ... กินค่ะ”
เด็กวัยสองขวบหกเดือนปฏิเสธอาหาร ชอบกินขนมขบเคี้ยวมากกว่าอาหารเป็นมื้อ คุณพ่อตามใจหนูพริกหวาน ลูกแกล้งร้องไห้ไม่มีน้ำตาไหลออกมาสักหยด ตามใจไปหมด เอาขนมให้ลูกกิน แต่ถ้าวันไหนคุณแม่ป้อน หนูพริกหวานมักจะถูกบังคับให้กินเสมอ กว่าจะจับป้อนข้าวได้ วิ่งเล่นรอบบ้านไปซ่อนให้แม่หาจนเวียนหัว
“ไม่กินเหรอคะ อร่อยนะ มีลูกชิ้นหมูยิ้มด้วย”
ได้ยินว่ามีหมูยิ้ม วงหน้าเล็กยื่นออกมาจากข้างกองกล่องพัสดุ
หนูพริกหวานอยากกินลูกชิ้นหมูยิ้ม แต่ไม่อยากกินข้าว ยิงฟันน้ำนมใส่คุณแม่ วางมือบนพื้นดีดตัวลุกขึ้นยืน สองเท้าเล็กวิ่งเตาะแตะออกไปนอกห้อง สนุกไปตามประสาเด็ก ให้คุณแม่ตามมาไล่จับ
“พริกหวาน วิ่งหนีคุณแม่อีกแล้วนะคะ”
แม่เหน็บกินขาลุกไม่ไหว เหตุเกิดจากนั่งแพ็คเสื้อผ้าเตรียมจัดส่งให้ลูกค้ากว่าครึ่งวัน ร่างกลมเล็กวิ่งเล่นไปรอบบ้านเดี่ยวหลังใหญ่ โถงกลางบ้านตกแต่งสไตล์มินิมอล เปิดพื้นที่โล่งให้เด็กน้อยวิ่งเล่นได้ทั้งวัน มีกระทั่งสวนสนุกในบ้าน สไลเดอร์ ม้าหมุน บ้านลม บ้านบอล คิดดูเอง คุณพ่อของหนูพริกหวานตามใจลูกสาวมากแค่ไหน
“พริกหวาน ไม่วิ่งไปหน้าบ้านนะลูก คุณพ่อยังไม่มา”
การวิ่งไล่จับลูกสาวมาป้อนข้าว กลายเป็นกิจวัตรประจำวันสำหรับธารธารา ไม่รีบจับมาป้อนข้าวตอนนี้ก็ไม่ได้ อีกเดี๋ยวรถรับพัสดุจะมาที่บ้าน ใกล้เคียงกับเวลาที่พ่อของลูกเลิกงานแวะมาหาลูก
เจอหน้าทีไรไม่ถามหรอก ธารธารากินข้าวหรือยัง ทำอะไร ถามถึงลูกสาวยอดดวงใจ กินข้าวหรือยัง อาบน้ำหรือยัง ลูกทำอะไรบ้าง คิดถึงเขาไหม ถามถึงเขากี่ครั้ง ตอบคำถามไม่หมดไม่ได้ พ่อของลูกเป็นตาแก่บ่นเก่ง บางวันฟังจนต้องยกมือไหว้กว่าเขาจะหยุดบ่น
“พริกหวาน อย่าออกไป คุณพ่อยังไม่เลิกงานค่ะลูก”
เด็กซนไม่ฟัง วิ่งหน้าตั้งไปรอรถพ่อที่หน้าบ้าน
แม่บ้านเพิ่งกลับไปตอนห้าโมงเย็นลืมปิดประตูกระจก เลื่อนเปิดไว้รับลม หนูพริกหวานหลุดออกจากบ้านแต่ละที ไปไกลยิ่งกว่าไซบีเรียนฮัสกี้ ปล่อยเสียงเล็กหัวเราะอิ๊กๆๆ ผ่านฟันน้ำนมเรียงสวยครบทุกซี่ สนุกสนานกับการวิ่งเตาะแตะๆ ออกไปยืนบนสนามหญ้า
“แม่แม่” เด็กหญิงกระโดดสูงชูมือขึ้นฟ้ารอให้แม่มาอุ้ม อยู่ในช่วงวัยฝึกพูด ชินปากเรียกพ่อพ่อกับแม่แม่ โลกทั้งใบของหนูน้อย
“พริกหวาน” ธารธาราไล่ตามมาถึงประตูเข้าบ้าน ลูกสาวแสนซนจะวิ่งหนีไปประตูรั้ว ใจหายใจคว่ำ วิ่งไม่คิดชีวิตตามไปจับลูกกลับมา สะดุดขาตัวเองคว่ำหน้าล้มลงจับกบบนพื้นคอนกรีตแข็ง
คนลูกซน คนแม่ซุ่มซ่าม อยู่ด้วยกันแต่ละวันมีแต่เรื่องบันเทิงเริงใจ สมกับที่คุณพ่อบ่นปวดหัว
“แม่แม่” ลูกสาววิ่งเตาะแตะกลับมาหา
คนแม่แหงนหน้าขึ้น น้ำตาไหลพราก ร้องไห้แง สบตาลูก ลูกก็น่ารักเหลือเกินวางฝ่ามือเล็กแปะลงบนหัวคุณแม่ เลียนแบบเวลาคุณแม่ปลอบหนูพริกหวาน
“แม่แม่ เจ็บไหม” หนูพริกหวานนั่งยอง มือเล็กแนบไปตามข้างแก้ม “ไม่ร้องไห้นะ พริกหวาน จะพา ไปหาคูมหมอ”
“พริกหวาน คุณแม่เจ็บจังเลยค่ะ ฮือ” อ้าปากกว้างร้องไห้แงเป็นหนูพริกหวานสอง มองเลือดสดไหลออกจากแผลบริเวณหัวเข่า
“เลือด เลือด ไปหาคูมหมอ” หนูพริกหวานฉลาด เข้าบ้านไปลากกระเป๋าของคุณแม่ออกมา “กา เป๋า”
เข้าบ้านอีกครั้งคราวนี้ไปเอาขวดนม
“แม่แม่ ปิดบ้าน คนจา ขโมยขนมพริกหวาน”
หวงขนม กลัวคนมาขโมย โธ่ ลูกสาวคุณแม่ ธารธารามองหน้าลูก เจ็บจนลุกเดินเองไม่ไหว ยังคงร้องไห้โฮจนลูกต้องมากอดปลอบ
ดึกสงัด ไม่มีเสียงใดทำลายความเงียบภายในหมู่บ้านจัดสรรโครงการดัง ซึ่งแวดล้อมไปด้วยผู้รากมากดีคนมีเงินเข้ามาซื้ออาศัย เจ้าของรถยุโรปขับผ่านถนนเส้นกลางหมู่บ้าน เข้ามาจอดหน้าบ้านเดี่ยวไซซ์เล็กที่สุดในโครงการ ในอีกครึ่งชั่วโมงให้หลัง เขาเสียเวลาไปกับการตัดกุหลาบชุดใหม่ ทดแทนชุดเดิมที่ลืมไว้บนรถ ถูกแดดเผาทั้งวันจนกลีบเหี่ยว เขาโยนทิ้งไม่เสียดาย ตัดสดใหม่ให้ธารธาราโดยเฉพาะธารธาราเป็นเด็กน่ารัก ได้ยินว่าเขาจะกลับมาค้างคืน ก็อยู่รอดึกดื่น เปิดไฟในบ้านสว่างโร่ เจอหน้าจะจับมาหอมแก้มให้หายคิดถึงภารนัยขำตัวเอง แค่เห็นแสงไฟจากในบ้านก็มีความสุข เรื่องนี้อย่าบอกให้หล่อนรู้เชียวเขาไม่บ้าอำนาจบีบแตรรบกวนลูกเมีย ลงมาเลื่อนเปิดประตูรั้วนำรถเข้ามาจอดด้วยตัวเอง อุ้มกุหลาบช่อใหญ่เข้ามาในบ้าน หน้าชาตอนที่ไขกุญแจ แต่ประตูไม่ได้ลงกลอนให้เรียบร้อย สะเพร่าจังเลย อยู่กันสองคน โจรบุกมาคงจะหวานหมูพวกมัน“ธาร ผมกลับมาแล้ว” เขาหาที่เหมาะๆ วางช่อดอกกุหลาบ จัดง่ายๆ ด้วยกระดาษเอสี่“คอแห้งจังเลย ขอน้ำอุ่นได้ไหมครับ”ส่งเสียงอ้อน ให้หล่อนมาหา“ธาร”ผลุบวงหน้าหล่อเกินต้านเข้ามาในห้องรับแขก ซึ่งธารธาราใช้เป็นห้องทำงาน ม
“คุณแม่รู้ได้ยังไงครับ ว่าผมคบกับอีกคน”“ตอนแรกแม่ไม่รู้ แต่เพิ่งจะแน่ใจเมื่อไม่กี่วินาทีนี้จ้ะ”“คุณแม่!” ภารนัยกุมขมับ ถูกท่านหลอกอาการป่วยไม่พอ ยังจะหลอกถามเรื่องส่วนตัวเขาอีก จะใจร้ายเกินไปหรือเปล่า“ไม่อยากคุยด้วยแล้ว ผมเอาเวลาไปทำงานดีกว่า” “กล้าดียังไงมาทำเสียงงอนใส่แม่ แม่สิควรงอนนัย ชอบคิดว่าแม่เป็นภาระอยู่เรื่อย”“ภาระอะไรกันครับ ผมรักคุณแม่ตาย”“รักแล้วทำไมไม่ยอมเล่าเรื่องส่วนตัวให้แม่ฟัง ถึงแม่จะขลุกอยู่ในบ้าน ไม่รู้เรื่องงานในบริษัท ทำอะไรก็ไม่เป็น แต่แม่ไม่ได้ไม่อยากรับรู้เรื่องงาน รวมถึงเรื่องส่วนตัวของนัยนะลูก นัยมีปัญหา มีทุกข์ มีสุข แม่อยากรับฟัง รอให้นัยเล่า แต่นัยไม่เคยเล่าให้แม่ฟัง แล้วจะไม่ให้แม่คิดว่านัยมองแม่เป็นภาระได้ยังไง แม่เสียใจจะแย่...”“ไม่ต้องแกล้งร้องไห้เลย” ดรามาเก่ง ไม่ชอบกลับบ้านก็เพราะแบบนี้ ภารนัยถอนหายใจ ยอมแพ้เทคนิคการอ้อนลูกชาย“มองออกด้วยเหรอ” คุณภาวินีขำแห้ง มีความสุขไปกับบทสนทนาเล็กๆ น้อยๆ ที่ได้พูดคุยกับลูกชายเพียงคนเดียว“โอเคครับ ผมยอมรับ ว่าผมมีคนที่ชอบอยู่แล้ว เราอยู่ด้วยกันมาสักพักใหญ่ๆ จนมั่นใจว่ารู้นิสัยใจคอของกันเป็นอย่างดี เธอไม่
“คุณนัย! คุณผู้หญิงวูบค่ะ”“คุณแม่!”“สมใจ! ไปเตรียมออกซิเจนเร็วเข้า!”ภารนัยรุดเข้าไปดูอาการ เขย่าท่อนแขนเรียกสติมารดา ใบหน้าเขาไร้ซึ่งสีสัน ตกใจเหตุการณ์ทั้งหมดที่เกิดขึ้น สอดมือใต้ข้อขาพับอุ้มมารดาตามหลังป้าน้อมกับเด็กรับใช้ในบ้าน ไปยังห้องนอนกว้างขวาง ตะโกนสั่งให้เปิดแอร์เย็นๆ ใส่หน้ากากออกซิเจน มีแค่เจนจิราคนเดียวที่ทำตัวไม่ถูก ยืนมองอยู่ห่างๆ ไม่กล้าเข้าใกล้ กลัวจะเกะกะขวางทางเดินคนในบ้าน“ให้รอรถพยาบาล ผมจะรอไหวได้ยังไง ผมจะไปเอารถออก!” เขาวิ่งออกจากห้องนอน ชนเข้ากับไหล่เจนจิราที่ขยับเข้ามาขวางทาง“พี่นัย ป้าภาเป็นยังไงบ้าง มีอะไรที่น้องเจนพอจะช่วยได้ไหมคะ”“สมใจ! รีบบอกลุงให้เอารถออก ไปส่งคุณเจนที่บ้าน” คว้าไหล่ไม่ให้ร่างเล็กเสียหลักตามแรงชน ตะโกนสั่งเด็กรับใช้“แต่พี่นัยคะ น้องเจนยังไม่อยากกลับ น้องเจนอยากอยู่ดูอาการป้าภา” เรียวขาก้าวสั้นสลับยาวไล่ตามหลังคู่หมั้นไม่ลดละ“น้องเจนจะอยู่รอให้อาการคุณแม่พี่แย่ลงเหรอ!” เขาหันหลังกลับมาตำหนิ“พี่ขอบคุณมาก ที่น้องเจนมีน้ำใจอยากชวนคุณแม่พี่ไปทำบุญ แต่น้องเจนก็รู้ไม่ใช่เหรอ ว่าคุณแม่พี่ป่วย ท่านพูดมากไม่ได้ ทำงานก็ไม่ได้ ถ้าท่านเหนื่อ
ปาเข้าไปสี่ทุ่ม แต่เจนจิรายังไม่ยอมกลับบ้าน หล่อนตามติดภารนัยทั้งวันจากที่ทำงานกลับมาถึงบ้าน ร่วมโต๊ะรับประทานอาหารค่ำกับมารดาชายหนุ่ม ระหว่างที่รับประทานอาหารได้ยินคุณภาวินีเปรยถึงสามีผู้ล่วงลับ หากท่านยังมีชีวิต พรุ่งนี้จะอายุครบหกสิบหกปี หล่อนอยากเอาใจคุณภาวินี ชวนท่านไปทำบุญที่วัด กระตือรือร้นลากแขนภารนัยออกจากบ้านไปซื้อข้าวของเครื่องใช้จำเป็นมาจำนวนมาก ช่วยกันคนละไม้คนละมือจัดเตรียมชุดถวายสังฆทานด้วยตัวเอง เรียนผิดเรียนถูกจากในเน็ตจนออกมาเป็นรูปร่าง“เสร็จแล้วค่ะ เป็นยังไงบ้างคะ ฝีมือน้องเจน มืออาชีพใช่ไหม”ขอความคิดเห็นจากคู่หมั้นหนุ่ม รอยยิ้มจางลง เมื่อเขาไม่ได้สนใจฟัง สายตาคู่คมจดจ้องมองหน้าจอโทรศัพท์แสดงชื่อธารา คุณธาราคนนี้เป็นใครที่ไหนไม่รู้หรอกนะ แต่นี่มันสี่ทุ่ม ไม่ใช่เวลางาน หรือต่อให้ไม่ใช่เรื่องงาน ก็ไม่ควรโทรมารบกวนคู่หมั้นหล่อนในเวลาดึกๆ ดื่นๆ“น้องเจน!”คนที่ท้วงไม่ใช่ภารนัย กลับเป็นคุณภาวินี ท่านตาไว มองตามมือเรียวเล็กที่ไวมากกว่า ถือวิสาสะกดตัดสายในเครื่องคนอื่นหน้าตาน่ารักน่าเอ็นดู แต่การกระทำไม่น่ารักเอาซะเลย“ไปกดตัดสายเครื่องพี่เขาได้ยังไง ถ้าเครื่องหนูก็ว่า
“วันไหนครับ”เขาจำยอม เมื่อหญิงสาวยกชื่อพ่อหล่อนมาข่มขู่“ต้นเดือนหน้าค่ะ น้องเจนทนรอนานกว่านี้ไม่ไหว” สาวขี้งอนคนเมื่อครู่กลับมามีรอยยิ้มร่าเริงสดใส พอใจที่คู่หมั้นหนุ่มยอมตามใจ“เลขาฯ พี่นัยเคลียร์ตารางงานวันศุกร์เสาร์อาทิตย์ให้เรา 2 คืน 3 วัน ที่เราจะได้อยู่ด้วยกัน ไม่นานเกินไปใช่ไหมคะ ถ้า 1 คืนก็น้อยเกินไป” พูดเสียงอ่อนมีจริตมารยา ทั้งที่ไส้ในสื่อถึงเรื่องอย่างว่าโจ่งแจ้งภารนัยวางตัวดีสุภาพบุรุษกับเจนจิรามาตลอด ได้ไปเที่ยวค้างคืน ตั้งใจจะยั่วยวนให้ชายหนุ่มหลงรักหัวปักหัวปำ รีบคุกเข่าขอแต่งงาน ชีวิตเจนจิราสมบูรณ์แบบมาก ถ้ามีเขาเป็นสามี ก็จะเพอร์เฟกต์คูณสอง กลายเป็นคู่รักนักธุรกิจ ที่มีทรัพย์สินรวมกันติดลำดับต้นๆ ของประเทศ“พูดตอบน้องเจนหน่อยสิคะ พี่นัยคนดี คนเก่ง ไปเที่ยวกันนะ นะๆๆ”“ก็ได้ครับ”รับปากจะไปกับเจนจิรา แต่ภาพในหัวกลับสะท้อนใบหน้าผู้หญิงอีกคนร้องไห้มองมาที่เขาด้วยแววตาผิดหวัง ขอโทษ เขาอยากเลือกธารธารา แต่สถานการณ์หลายๆ อย่าง ทำให้เขาตัดเจนจิราไม่ได้ หรือเขาจะกลายเป็นชายชั่ว จับปลาสองมือ มีเมียสองคน“พี่นัยน่ารักที่สุดเลยค่ะ”สาวหัวสมัยใหม่ไม่แคร์เรื่องขนบธรรมเนียม จับก
“ถ้าป้าทนความเหนื่อยจากการเดินทางไปกลับไม่ไหว พูดเรื่องลาออกขึ้นมาอีกเราจะทำยังไงกันดีคะ พริกหวานจะอยู่กับใคร”พี่เลี้ยงคนปัจจุบันทำงานดีมาก ดูแลหนูพริกหวานตั้งแต่แรกคลอดจนโตสองขวบครึ่ง ถ้าจะต้องหาพี่เลี้ยงคนใหม่แทนคนเดิม หัวอกคนเป็นแม่มีเหรอจะไม่คิดมาก กลัวคนใหม่จะไม่ใจดีกับลูกสาวก่อนออกจากบ้านพ่อกับแม่ผลัดกันหอมแก้มพริกหวาน ลูกออกมายืนส่งหน้าประตูโบกมือหย็อยๆ ท่าทางน่ารักให้กำลังพ่อกับแม่ ธารธารามีลูกสาวเป็นญาติทางสายเลือดคนเดียว ห่วงลูกทุกลมหายใจ“ธารอย่าคิดมากเลยนะ ป้ารับปากผมแล้ว จะอยู่ช่วย เราเชื่อใจป้าไปก่อน แต่ถ้าฉุกเฉิน ป้าไม่ไหวการเดินทางจริงๆ เราค่อยปรึกษากันอีกที” คนขับรถกิตติมศักดิ์ระดับเจ้าของบริษัทใหญ่ เลื่อนฝ่ามือมากุมบนมือเล็ก บีบให้กำลังใจ เข้าใจความรู้สึก ตัวเขาก็ห่วงพริกหวานไม่แพ้กัน ยอมพาลูกไปกราบคุณย่า ขอให้ย่าช่วยดูแลระหว่างวัน ยังจะดีกว่าพาลูกไปฝากเลี้ยงที่อื่น แม่อาจจะโกรธที่เขาปิดบัง แต่ท่านไม่ได้ใจร้ายพอที่จะทำร้ายหลานในสายเลือด เชื่อว่าท่านจะเอ็นดูพริกหวาน“ธารห่วงลูก ให้ธารเลิกฝึกงานดีกว่าให้ลูกอยู่กับคนแปลกหน้า”“อย่าพูดอย่างนั้นสิ ธารอดทนเรียนมาถึงขั้น







