Masukเธอถอนหายใจเบา ๆ
“…แล้วกับคนรับใช้ล่ะ” เธอถาม “ข้าปฏิบัติกับพวกเจ้า…แบบไหน?”
สองคนนั้นหยุดนิ่งไปอีกครั้ง เสี่ยวหลันมองเธอผ่านกระจก แววตาลังเล
“ท่าน…ก็…ใจดีเพคะ”
จีน่าหรี่ตา “พูดความจริง”
เสี่ยวหลันเงียบไป แล้วค่อย ๆ เอ่ยเสียงเบา “ท่าน…ไม่เคยลงโทษพวกหม่อมฉันด้วยการเฆี่ยนตีเพคะ แต่บางครั้งอารมณ์ร้อน…ชอบปาของ…เช่น ถ้วยชา หมอน…หรือไม่ก็…หยิกแขนบ้างเวลาหม่อมฉันทำอะไรผิดมาก ๆ เพคะ”
เสี่ยวไป๋ยกแขนเสื้อขึ้นนิด ๆ โชว์รอยจาง ๆ บริเวณท่อนแขน
“ท่านเสียนเฟยเคยขว้างพัดใส่หัวหม่อมฉัน…เพราะหม่อมฉันเอาขนมที่ท่านไม่ชอบมาถวายพ่ะย่ะค่ะ แต่หลังจากนั้น…ท่านก็ให้เบี้ยขนมเพิ่มชดเชยให้หม่อมฉัน”
จีน่าฟังแล้วถอนหายใจเฮือกใหญ่
สรุปคือ…ร่างเดิมปากจัด หัวร้อน แต่ลึก ๆ ก็ไม่ถึงขั้นโหดสุดขั้ว
ยังมีความรับผิดชอบและรู้ตัวหลังทำเกินไป ไม่รู้ทำไม อยู่ ๆ เธอก็รู้สึกสงสาร อิงอวี้ตัวจริง ขึ้นมาเฉย ๆ คงต้องใช้ชีวิตอย่างระแวงคนทั้งวัง ต้องทำตัวแข็งกร้าวไว้เป็นเกราะกำบัง ต้องเต้นไปตามเกมวังหลังที่เต็มไปด้วยการแทงข้างหลังตลอดเวลา
แล้วจู่ ๆ ตอนนี้เธอ...คนอีกโลกหนึ่ง....กลับมาอยู่ในร่างนี้แทน
“ท่านเสียนเฟย…” เสียงเสี่ยวหลันดังขัดความคิด “ยกพระหัตถ์ขึ้นหน่อยเพคะ หม่อมฉันจะรัดสายคาดให้”
จีน่ายกแขนขึ้นตามสั่ง ปล่อยให้เสี่ยวหลันช่วยแต่งตัว ชุดเช้าแบบสบาย ๆ แต่ก็ยังดูดีสมฐานะสนมโปรด เย็บจากผ้าแพรสีอ่อน ปักลายเมฆและกลีบดอกไม้ละเอียดอ่อน
เสี่ยวหลันมัดผมเธอขึ้นครึ่งศีรษะ ติดปิ่นเล็ก ๆ สีเงิน ใบหน้าที่ได้เห็นในกระจกตอนนี้...ยังคงสวยสะดุดตาในแบบของอิงอวี้
แต่แววตาในกระจก…เปลี่ยนไปแล้ว
ไม่ใช่แววตาของหญิงที่พร้อมจะลุยฉะใส่ทุกคน แต่เป็นแววตาของคนที่กำลังคิดหนักว่าจะใช้ชีวิตต่อจากนี้ยังไงดี
“เสร็จแล้วเพคะ” เสี่ยวหลันถอยออกหนึ่งก้าว “วันนี้ท่านเสียนเฟยนุ่มนวลเป็นพิเศษเลยเพคะ…”
“นุ่มนวล?” จีน่าขมวดคิ้ว
“ปกติ…” เสี่ยวไป๋หลุดพูด แต่รีบยกมือปิดปากตัวเอง “คือ…ปกติท่านเสียนเฟยจะบ่นเสียงดังเวลาต้องตื่นเช้า…แล้วก็มักจะปัดมือหม่อมฉันออกเวลาหม่อมฉันเข้ามาใกล้พ่ะย่ะค่ะ”
เสี่ยวหลันรีบกระแอมกลบเกลื่อน “วันนี้ท่านดูอารมณ์ดี แถมยัง…ถามไถ่พวกหม่อมฉันด้วย…แปลกไปนิดเพคะ”
จีน่ารู้สึกเหมือนโดนจ้องจับผิดอยู่เงียบ ๆ
ใช่สิ…อยู่ดี ๆ คนที่เคยดุ ป่วน เถื่อน กลายเป็นนุ่มลง ใจดีขึ้น มันจะไม่แปลกได้ยังไง
เธอฝืนยิ้มบาง ๆ “ก็…เมื่อคืนข้า…รอดจากการถูกเขกหัวโดยฝ่าบาทมาได้นี่นะ”
เธอเผลอพูดตามความรู้สึกจริง...แต่สำหรับคนในวังคำนี้แปลออกอีกอย่าง เสี่ยวหลันหน้าแดงแจ๋ เสี่ยวไป๋มองพื้นแล้วไหล่สั่นนิด ๆ ราวกับกลั้นหัวเราะอย่างแรง
“ทะ...ท่านเสียนเฟย…” เสี่ยวหลันกระซิบ “พูดเช่นนั้น เดี๋ยวคนอื่นได้ยินเข้า…จะเข้าใจผิดกันใหญ่นะเพคะ…”
“เข้าใจผิดอะไร?” จีน่าขมวดคิ้ว
เสี่ยวหลันยิ่งหน้าแดงกว่าเดิม “ก็…เอ่อ…รอดจากฝ่าบาท…เมื่อคืน…”
เธอมองไปทางเตียงอย่างมีความหมาย จีน่าเพิ่งเก็ท หน้าเธอก็ร้อนผ่าวขึ้นมาอีกรอบ
“ไม่ใช่แบบนั้นสักหน่อย!” เธอโวยในใจ แต่ปากไม่กล้าพูดออกมาตรง ๆ ได้แต่ไอเบา ๆ กลบความเขิน
หลังแต่งองค์ทรงเครื่องเรียบร้อย จีน่านั่งมองตัวเองในกระจกอีกครั้ง แสงยามเช้าตกกระทบใบหน้าในเงาสะท้อน ทำให้ทุกอย่างดูนุ่มนวลลงกว่าที่คิด ผมลอนสวยที่เสี่ยวหลันมัดอย่างเรียบร้อย ชุดแพรสีอ่อนปักลายเมฆ และใบหน้าที่เธอ…ไม่ค่อยคุ้นเคยเท่าไร แต่ก็ไม่ได้เกลียดมัน
เสี่ยวหลันยืนข้างหลัง ยิ้มบาง ๆ อย่างโล่งใจ “วันนี้ท่านเสียนเฟย…ดูอารมณ์ดีขึ้นมากเลยเพคะ”
จีน่ากะพริบตา “…อารมณ์ดีอย่างนั้นหรือ”
“เพคะ” เสี่ยวหลันหัวเราะเบา ๆ “ปกติถ้าหม่อมฉันปลุกตอนเช้า มักจะโดนท่านเอ็ดก่อนหนึ่งคำเสมอ”
เสี่ยวไป๋ที่ยืนอยู่ใกล้ ๆ ชะงักนิดหนึ่งแล้วกล่าวเสริม “ท่านดูใจเย็นขึ้นพ่ะย่ะค่ะ ไม่เหมือนเมื่อก่อนที่…เอ่อ…”
“เหมือนเมื่อก่อนที่อะไร” จีน่าถามเบา ๆ แบบไม่กดดัน
ขันทีหนุ่มลังเล แต่ตอบอย่างสุภาพ “เมื่อก่อนท่าน…รีบปกป้องตนเองตลอดพ่ะย่ะค่ะ คงเพราะอยู่ในวังหลัง ต้องระวังทุกอย่าง…แต่วันนี้…ท่านดูสบายใจขึ้นเหมือนปล่อยลมหายใจได้มากกว่าเดิม”
จีน่านิ่งไปเล็กน้อยกับประโยคนั้น มันไม่ใช่การวิจารณ์ แต่เป็นการยืนยันว่า...ก่อนหน้านี้อิงอวี้ตัวจริงคงอยู่แบบลำบากและโดดเดี่ยวมากแค่ไหน
เธอเว้าวอนกับตัวเองในใจ
‘ถ้าร่างนี้ต้องเจ็บมามากแล้ว…ตอนนี้ก็ได้เวลาที่เราจะดูแลมันหน่อยล่ะนะ’
เธอยิ้มจาง ๆ ไม่ใช่รอยยิ้มท้าทาย แต่เป็นรอยยิ้มของคนที่ค่อย ๆ เปิดใจยอมรับเส้นทางใหม่ของตัวเอง
“เอาล่ะ” จีน่าหันมาบอกทั้งสองคน “วันนี้ข้าจะพยายาม…สงบลงกว่านี้อีกนิด”
เสี่ยวหลันรีบพยักหน้า “เพคะ! แต่ท่านจะเป็นแบบไหน หม่อมฉันก็อยู่ข้างท่านเสมอนะเพคะ”
เสี่ยวไป๋ก็ก้มหัวตาม “หม่อมฉันด้วยพ่ะย่ะค่ะ หากท่านต้องการสิ่งใด แค่สั่งมา หม่อมฉันจะจัดให้เลยพ่ะย่ะค่ะ”
จีน่ามองทั้งสองคนแล้วหัวใจอุ่นขึ้นนิดหนึ่ง ในโลกใหม่นี้…อย่างน้อยเธอก็ไม่ได้ตัวคนเดียว
เธอสูดลมหายใจเข้าช้า ๆ ปล่อยออกเบา ๆ พร้อมกับย้ำกับตัวเองว่า เธอไม่จำเป็นต้องแข็งกร้าวแบบอิงอวี้คนเดิม แต่จะไม่ยอมอ่อนแอจนให้ใครเหยียบเหมือนกัน
เธอลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ปลายผ้าแพรพลิ้วตามการเคลื่อนไหว แววตาที่มองสะท้อนในกระจกนั้น…สงบขึ้น แต่ลึกกว่าเดิม
เสี่ยวหลันเผลอพึมพำออกมา “ท่านดู…ดีขึ้นจริง ๆ เพคะ”
จีน่ายิ้มให้เธอ รอยยิ้มที่นุ่มแต่มีความมั่นใจซ่อนอยู่
เช้าวันนั้น ตำหนักเสียนเฟยจึงเต็มไปด้วยบรรยากาศแปลกประหลาด คนรับใช้ทั้งสองสังเกตได้ชัดว่าเจ้านายดู ‘นุ่มลง’ จริง พูดดีขึ้น ถามไถ่มากขึ้น ไม่ปาของใส่ใคร แต่ในแววตา…กลับมีประกายบางอย่างเพิ่มขึ้น...ประกายของคนที่พร้อมจะสู้กลับ หากมีใครคิดมองมาที่เธอด้วยสายตาดูแคลน
และนั่น…คือจุดเริ่มต้นของวัน ที่ทั้งวังหลังจะได้รู้ว่า
“สนมเถื่อน” ตนนี้…ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไปแล้ว
บรรยากาศในศาลาเปลี่ยนทันที คำว่า “ของขวัญ” ในวังหลัง…หมายถึงหลายอย่าง ทั้งเครื่องประดับ ทั้งคน ทั้งยา สายตาหลายคู่หันกลับไปมองเหม่ยซินโดยอัตโนมัติ เพราะทุกคนรู้อยู่แก่ใจว่า ใครคือคนที่ชอบส่งยาบำรุงไปตำหนักอื่นในคราบคำว่า ‘หวังดี’เหม่ยซินนิ่งไปเสี้ยววินาที แต่ก็ยังรักษารอยยิ้มไว้ได้“อิงอวี้” นางหัวเราะเบา ๆ “เจ้าพูดอะไร ข้าฟังไม่ค่อยเข้าใจเลย”“ไม่เข้าใจก็ดีแล้วเพคะ” จีน่าตอบ “เพราะบางเรื่อง…ถ้าเข้าใจเร็วเกินไป อาจทำให้ต้องนอนหลับไม่สนิทในตำหนักตัวเอง”ทุกคนเงียบ…เงียบแบบที่แม้แต่เสียงลมพัดผ่าน ก็ยังได้ยินชัดในความเงียบนั้น มีเสียงหนึ่งดังขึ้นเบา ๆ จากมุมศาลา เป็นเสียงของสนมลำดับกลาง ๆ คนหนึ่งที่ปกติไม่เคยโผล่ขึ้นมามีบทบาท“ข้าว่า…” นางกล่าวเสียงเบา “ต่อให้มีข่าวลือว่าเสียนเฟยเล่นตัวใส่ฝ่าบาท แต่ทุกคนก็เห็นว่าช่วงนี้ฝ่าบาทยังเสด็จไปตำหนักเสียนเฟยอยู่บ่อย ๆ แสดงว่า…คนที่พระองค์เชื่อ คงไม่ใช่ข่าวลือข้างนอกหรอกเพคะ”คำพูดนั้นเหมือนกำปั้นนิ่ม ๆ ที่ต่อยใส่ข่าวลือของเหม่ยซินไปหนึ่งที หลายคนพยักหน้าคล้อยตาม เพราะความจริง…ไม่มีใครปฏิเสธได้ว่า ฮ่องเต้ยังเข้าหาอิงอวี้อย่างเปิดเผยเหม่ยซินสบตา
ตอนบ่าย มีการประชุมเล็ก ๆ ระหว่างสนมจากตำหนักต่าง ๆ ที่ศาลากลางสวน อ้างว่าเป็นงานดื่มชา ชมดอกไม้ แต่ทุกคนรู้ดี...ยิ่งช่วงวังหลังเริ่มวุ่น ‘งานดื่มชา’ ก็คืองานสอดส่องหน้ากันดี ๆ นี่เองจีน่าไปถึงพร้อมเสี่ยวหลัน ถูกนั่งจัดตำแหน่งไว้ด้านหนึ่งของวง ไม่ใกล้เหม่ยซิน แต่ก็ไม่ไกลพอจะไม่เจอดวงตาอีกฝ่ายเหม่ยซินในชุดปักลายหงส์สีอ่อน ยิ้มหวานเหมือนเคย ดวงตาเรียวยาวของนางมีประกายอ่อนโยนแบบคนดี แต่จีน่าตอนนี้…มองออกแล้วว่านั่นแค่ ‘เปลือก’“เสียนเฟยอิงอวี้มาถึงแล้ว” เจ้ากรมวังหญิงกล่าวเสียงดัง แต่ท่าทางสุภาพ “พวกเรากำลังดื่มชากันอยู่เชียว”เหม่ยซินหันมาทางจีน่า รอยยิ้มหวานจัดจนเหมือนน้ำผึ้งจะหยดออกมาจากมุมปาก“อิงอวี้ ข้ามองหาเจ้าอยู่พอดี” นางกล่าว “ช่วงนี้ไม่ค่อยเห็นเจ้ามาเดินเล่นในสวนเลย หรือว่ามัวแต่เหนื่อย…จนไม่มีแรงออกจากตำหนักแล้ว”ผู้หญิงหลายคนหัวเราะเบา ๆ คำว่า “เหนื่อย” ที่เหม่ยซินใช้…ทุกคนในที่นี้ตีความได้คำเดียว…เหนื่อยจากเตียงมังกรจีน่าแกล้งยิ้ม เดินไปนั่งในตำแหน่งของตัวเองอย่างไม่รีบร้อน“เหนื่อยก็จริงเพคะ” เธอตอบเสียงเรียบ “แต่โชคดีที่ฝ่าบาททรงเมตตา ทำให้หม่อมฉันยังมีแรงมานั่งดื่มชาก
เสียงลมตอนสายพัดผ่านยอดหลังคากระเบื้องสีคราม คล้ายจะบอกว่าอีกวันหนึ่งในวังหลวงเริ่มต้นขึ้นแล้ว…อีกวันหนึ่งที่จีน่ารู้สึกเหมือนตัวเองกำลังเดินอยู่บนคมมีดบาง ๆ ที่พร้อมบาดเท้าได้ทุกเมื่อเช้าวันนี้ เธอนั่งกินโจ๊กข้าวหอมอยู่ในศาลาหน้าตำหนัก เสี่ยวหลันคอยตักกับข้าวให้ ส่วนเสี่ยวไป๋ยืนอยู่ด้านหลังเหมือนปกติ แต่กลิ่นในอากาศ…ไม่เหมือนเดิม“เจ้าได้กลิ่นไหม เสี่ยวหลัน” จีน่าถามพลางคนน้ำแกงไปมา “กลิ่นเหม็นอะไรไม่รู้…ลอยอยู่เต็มวังเลย”เสี่ยวหลันชะงัก “กลิ่น…อะไรหรือเพคะ”จีน่ายิ้มบาง ๆ “กลิ่นนินทาไง”ไม่ทันขาดคำ เสียงฝีเท้าก็วิ่งมาอย่างลนลาน นางกำนัลตัวเล็กจากห้องครัวรีบคุกเข่าลงหน้าศาลา หอบหายใจ“ท่านเสียนเฟยเพคะ…!” เสียงนางสั่น “ขะ…ข้าไม่ได้ตั้งใจจะแอบฟัง แต่ที่ลานซักผ้าเมื่อครู่…มีคนพูดถึงท่าน”เสี่ยวหลันกับเสี่ยวไป๋หันมามองหน้ากันแวบหนึ่ง แววตาแข็งขึ้นทันทีจีน่าโยนช้อนลงถ้วยอย่างเบา ๆ “พูดต่อสิ”นางกำนัลตัวเล็กเม้มปาก “พวกนางบอกว่า…ช่วงนี้ท่านเสียนเฟยทำตัว ‘เล่นตัวใส่ฝ่าบาท’ เพคะ บอกว่าฝ่าบาทเสด็จมาหาบ่อย แต่ท่านกลับป่วยบ้าง เหนื่อยบ้าง แกล้งหลับบ้าง ถึงขั้นว่า…ทำให้ฝ่าบาทต้องกลับตำหนักหลั
“จิตของนางยังไม่หายไปไหน” อาจารย์เสิ่นตอบ “เพียงแต่หลบลงไปลึกมาก เหมือนคนที่กำลังหลับในห้วงน้ำ หากเจ้าเปลี่ยนเส้นทางของชะตานี้ได้ วันหนึ่งนางจะได้หลับอย่างสงบ ไม่ใช่หลับในฐานะคนที่ถูกเรียกว่า ‘สนมราคะจัด’ แต่เป็นหญิงที่ครั้งหนึ่งเคยถูกทำร้าย…แล้วมีคนมาช่วยชดใช้แทน”จีน่ารู้สึกว่าคำว่า “ชดใช้” กลับมาอีกครั้งในคืนนี้เธอหัวเราะในลำคอ “งั้นสรุปคือ…ข้าเป็นทั้ง ตัวเปลี่ยนชะตา ตัวชดใช้กรรม และภรรยาคอยจับหางเสือไม่ให้มันคลั่ง รวมในหนึ่งแพ็กเกจเลยสินะคะ”อาจารย์เสิ่นยกมือไหว้ขมับเล็กน้อย “เจ้าพูดในแบบของเจ้า…ก็ใช่”เธอมองเขานิ่ง ๆ ก่อนจะสูดหายใจยาว ปล่อยลมหายใจออกมาช้า ๆ“ก็ได้ค่ะ” น้ำเสียงเธอหนักแน่นขึ้นอย่างเห็นได้ชัด “ในเมื่อข้ามาแล้ว ในเมื่อใช้ร่างนี้แล้ว ในเมื่อหัวใจข้ากำลัง…ผูกกับเสือเถื่อนนั่นทีละนิดอยู่แล้ว ข้าก็จะลองดู”มุมปากเธอยกขึ้นเล็กน้อย “แต่บอกไว้ก่อนนะคะ…ข้าไม่ใช่นางเอกสายเย่อหยิ่ง ที่จะพูดว่า ‘ข้าจะไม่รักเขา!’ แล้วทำหน้าแข็งใส่ ข้ากลัวอยู่เหมือนกัน กลัวว่าถ้าวันหนึ่งเขาคลั่งจนไม่มีหัวใจ…คนแรกที่จะเจ็บ ก็คือข้าเอง”อาจารย์เสิ่นพยักหน้า “การรู้ว่าตัวเองกลัว…ดีกว่าทำตัวไม่กลัวแ
จีน่ากลืนน้ำลาย ใช่…เธอสัมผัสได้จากคืนที่เขากอดเธอแน่นเกินควร จากแววตาเขายามฝันร้าย จากท่าทางเขาเวลาเงียบแล้วจู่ ๆ ดูเหมือนไม่เหลืออะไรให้ยึดจับ“มันคืออะไรคะ” เธอถามเบา ๆ “ข้าสัมผัสได้ว่าเขามีอะไรบางอย่างไม่เหมือนคนธรรมดา แต่ยังเรียบเรียงไม่ออก”อาจารย์เสิ่นเงียบไปอึดใจ ก่อนตอบด้วยเสียงทุ้มต่ำ“คือพลังมืดที่ถูกอัดแน่นอยู่ในร่างของเขา”จีน่าขนลุกเกรียว “พลัง…มืด?”“ใช่”เขาเดินถอยไปเล็กน้อย โบกมือข้างหนึ่งเบา ๆ หมอกขาวรอบตัวทั้งคู่พลันเปลี่ยนสี กลายเป็นเงาเทา ๆ หม่น ๆ ลอยวนอยู่รอบ ๆ เหมือนฝุ่นควันจากกองไฟที่ดับไม่สนิท“ในวันที่เขาขึ้นเป็นฮ่องเต้” อาจารย์เสิ่นเอ่ย “เขาต้องแลกอะไรไปหลายอย่าง ทั้งเลือด ทั้งความรัก ทั้งความไว้ใจ ในความมืดของราชสำนัก มีสิ่งหนึ่ง…มองเห็น ‘แผล’ ของเขา จึงเลือกจะซึมเข้าไปอยู่ในร่างของเขา”จีน่ารู้สึกหนาวทั้งที่ไม่มีลม “สิ่งนั้นคือ…”“พลังมืดของความแค้น ความโดดเดี่ยว ความไม่เชื่อใจมนุษย์” เขาตอบ “มันไม่ใช่ปีศาจในรูปแบบที่เจ้าคิดหรอก แต่เป็นพลังที่เกิดจากความคิดและอารมณ์ของคนจำนวนมาก ที่หมักหมมอยู่บนบัลลังก์นี้มาหลายรัชศก จนกลายเป็น ‘เงา’ ที่พร้อมจะเกาะวิญญาณขอ
คืนนั้น…หลังหมอหลวงอวี่เหวินหมิงจากไป หลังความจริงเรื่อง ยาที่ทำให้อิงอวี้เสพติดสัมผัส ถูกเปิดโปง หัวใจของจีน่าก็อยู่ไม่สุขอีกต่อไป ทั้งความสงสารอิงอวี้ร่างเดิม ทั้งความรู้สึกเหมือนตัวเองกำลัง ‘รับช่วงกรรม’ ต่อ ทั้งภาพใบหน้าฮ่องเต้เมื่อคืน…ตอนที่พูดว่าอยากได้หัวใจเธอมากกว่าตัวทุกอย่างปั่นรวมกันเป็นก้อนใหญ่ ๆ ในอก จนเธอนอนกลิ้งไปมาบนเตียง ชั่วครู่ก็หงาย ชั่วครู่ก็ตะแคง สุดท้ายก็เหนื่อยจนหลับไปในที่สุด แต่การหลับของเธอ…ในคืนนี้ ไม่ได้พาไปสู่ความว่างเปล่าอย่างที่คิด หากแต่พาไปสู่ ‘อีกที่หนึ่ง’ แทน---เธอรู้ตัวว่าตัวเองยืนอยู่กลางทะเลหมอกสีขาว ข้างใต้เท้า…ไม่มีพื้นชัดเจน แต่เธอกลับไม่ตก ด้านบน…ไม่มีท้องฟ้า ทุกอย่างเป็นพื้นที่ว่างสีขาวนวล นุ่มตา เหมือนอยู่ในฝันที่ไม่มีขอบเขต“ที่นี่…ที่ไหนอีกเนี่ย” จีน่าพึมพำ ลองก้มมองตัวเอง…ยังอยู่ในชุดนอนของสนม ผมยาวสลวยปลิวเบา ๆ โดยไม่มีลม ทุกอย่างนิ่ง…แต่ใจเธอเต้นแรงอย่างแปลก ๆในจังหวะที่เธอกำลังหันซ้ายหันขวาไม่รู้จะเดินไปทางไหน หมอกข้างหน้าก็เกิดคลื่นบาง ๆ ขึ้น จากนั้นร่างหนึ่งก็ค่อย ๆ ปรากฏตัวออกมาจากความขาวนั้นชายชุดขาว…ผมยาวสีดำเกล้าหลวม ๆ ด้วย
คืนนั้น…แสงจันทร์ส่องลอดผ่านช่องหน้าต่าง ม่านบางสีอ่อนพัดนิด ๆ ตามลมกลางคืน เทียนในห้องถูกจุดจนสว่างเป็นวงนุ่มล้อมเตียงใหญ่กลางตำหนักจีน่านั่งบนเตียงในชุดนอนผ้าไหมตัวเดิมที่เสี่ยวหลันคอยจัดให้เรียบร้อยที่สุดเท่าที่ผ้าบาง ๆ จะพอทำได้ เธอห่มผ้าจนถึงคอ ผมยาวถูกปล่อยสยาย แต่ใบหน้าถูกแต่งให้ดูซีดบางนิ
ตอนที่ 8“วิธีแรก...” จีน่าเริ่มเสนอ “วิธีคลาสสิกสุด...แกล้งป่วย!”เสี่ยวหลันพยักหน้าแรง “ได้เพคะ! เมื่อวานเราพอทำแล้ว ดูเนียนพอใช้ได้ ท่านทำหน้าเหนื่อย ๆ ซีด ๆ หายใจแผ่ว ๆ …ฝ่าบาทก็ดูเป็นห่วงอยู่เหมือนกันเพคะ”“ใช่” จีน่ายกนิ้ว “แต่ปัญหาคือ…เขาลองจับชีพจรแล้วรู้ทันไง ว่าเราไม่ได้ป่วยจริง”ทั้งคู่เ
กลิ่นซุปสมุนไพรหอมกรุ่นลอยฟุ้งไปทั่วห้องกินข้าวเล็ก ๆ ในตำหนักเสียนเฟย จีน่านั่งอยู่หลังโต๊ะกลมเตี้ย ทำหน้าที่เสวยมื้อกลางวัน แบบที่จริง ๆ แล้วก็คือกินข้าวปกติ แต่ต้องทำท่าทีให้สมเป็นสนมชั้นสูงนิดหนึ่งในชามเป็นโจ๊กข้าวหอมผสมเก๋ากี้และไก่ฉีก เคียงด้วยผักดองนิดหน่อย เธอถือช้อนตักอย่างใจลอย คิดถึงเรื
ตอนที่ 5แสงแดดยามเช้าสาดลอดผ่านช่องหน้าต่างไม้เล็ก ๆ เข้ามาในตำหนัก ผสมกับกลิ่นเครื่องหอมอ่อน ๆ ที่ยังคงหลงเหลือจากเมื่อคืน ทำให้บรรยากาศในห้องนอนดูฟุ้ง ๆ อุ่น ๆ จนคนบนเตียงไม่อยากลืมตาถ้าเป็นเมื่อก่อน จีน่าคงนอนกลิ้งต่ออย่างไม่สนโลก แต่ตอนนี้...โลกที่เธออยู่ คือวังหลัง สถานะที่เธอมี คือ สนมของฮ







