Mag-log in“เจ้ารู้หรือไม่ว่าในวังนี้…มีแต่คนที่อยากได้สายตาข้าแบบนี้” เขาพูดช้า ๆ “แต่เจ้ากลับทำหน้าราวกับกำลังถูกลากไปเชือด”
“กะ…ก็…” จีน่าพูดไม่ออก
เขาไม่เปิดโอกาสให้เธอคิดต่อ มือใหญ่ของเขาเลื่อนมาจับท้ายทอยเธอ ดึงให้เข้าใกล้มากขึ้น กลิ่นกายอุ่นและกลิ่นสมุนไพรอ่อน ๆ จากชุดของเขาแผ่ซ่านเข้ามา
หัวใจจีน่าเต้นแรงจนเหมือนจะระเบิดออกมา
“หายใจไม่ออก…” เธอพึมพำเบา ๆ
“หึ” เขาเลิกคิ้ว “แค่ข้าเข้าใกล้ เจ้าก็หอบเสียแล้ว ถ้าข้าลงมือจริง ๆ เจ้าจะไม่ขาดใจตายหรือ?”
ไม่ได้ตายนะ…แต่อาจจะหมดแรงลุกไม่ขึ้นเป็นอาทิตย์…
ความคิดนั้นทำเอาเธอหน้าแดงหูแดง อยากมุดเตียงหนีตัวเองให้ได้เดี๋ยวนั้น
“ฝ่าบาท…” เธอพยายามรวบรวมไหวพริบแบบมนุษย์ออฟฟิศ “ในนิ…เอ่อ…ในตำหนัก ข้าได้ยินมาว่า หากฝ่าบาททรงฝืนผู้ป่วยมากเกินไป เกรงจะเป็นลางไม่ดีต่อโชคชะตาเพคะ”
“ลาง?” เขาเลิกคิ้วอีกครั้ง มุมปากยกขึ้นนิด ๆ “เจ้าคิดว่าข้าจะถูกลางร้ายทำอะไรได้?”
เออ…ในพล็อตเขาก็แกร่งเกินเหตุจริง ๆ นั่นแหละ แต่จีน่าก็ไม่ยอมแพ้ง่าย ๆ
“อย่างน้อย…ก็ลางร้ายต่อเอวข้าเพคะ”
เงียบไปหนึ่งจังหวะ…
แล้วหลงจวิ้นก็หัวเราะออกมาโดยไม่ทันห้าม เสียงหัวเราะของเขาทุ้มต่ำ ออกจะหายากสำหรับคนที่ทั้งวังกลัว
“เจ้ากล้าพูดแบบนี้กับเรา…” เขาส่ายหน้าเล็กน้อย “อิงอวี้ของวันนี้…แปลกขึ้นทุกวัน”
เขาโน้มหน้าลงมาใกล้ขึ้นพอให้ปลายจมูกแทบจะแตะกัน มืออีกข้างเลื่อนลงมาที่เอวเธอ ดึงให้เข้าไปชิดแผงอกกว้าง ความร้อนจากกายเขาซึมผ่านผ้าเพียงชั้นเดียวทะลุเข้ามาถึงผิว จีน่ารู้สึกเหมือนตัวเองกลายเป็นลูกกวางในกรงเสือ
“ข้าเคยคิดว่าตัวเจ้ามีแต่ไฟ” เขากระซิบ “แต่วันนี้…ดูเหมือนจะมีอะไรอื่นแฝงอยู่ด้วย”
“อะ…อะไรเพคะ…” เสียงเธอสั่น
“ความกลัว…หรือว่า…” ดวงตาเขากวาดมองริมฝีปากแดงระเรื่อของเธอ “…ความอยากลองของใหม่กันแน่”
“ฝ่าบาท!” เธอหน้าร้อนผ่าว
“ข้าไม่ได้...”
ริมฝีปากเขาเลื่อนเฉียดแก้มขึ้นมา เหมือนจงใจไม่แตะตรงกลางปาก เพื่อปล่อยให้ความคาดหวังค่อย ๆ สุมไฟในหัวใจเธอ ลมหายใจอุ่น ๆ รดข้างหูจนขนอ่อนลุกชัน
“เจ้าพูดปากแข็งเกินไปแล้ว อิงอวี้”
มือใหญ่ของเขาลูบแผ่นหลังเปลือยเปล่าใต้ชุดนอนบางเบาอย่างชำนาญ เพียงสัมผัสเบา ๆ ร่างของจีน่าก็เกร็งตัวโดยอัตโนมัติ
หัวใจเต้นแรง…
ลมหายใจติดขัด… สมองเริ่มไม่ฟังเหตุผล…ไม่ได้นะ มึงต้องหนี! เธอตะโกนใส่ตัวเองในใจ
“ฝ่าบาท…เจ็บ…” เธอรีบคว้าเอวเขาไว้ “เอ่อ…หนัก…ข้าหายใจไม่ออกจริง ๆ เพคะ”
เขาชะงักเล็กน้อย ก่อนจะขยับตัวถอยออกนิดหนึ่งให้เธอได้หายใจโล่งขึ้น
“เจ้าบอบบางขนาดนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่” เขาบ่นเบา ๆ “ปกติ…เจ้าไม่เคยร้องว่าเจ็บแม้แต่น้อย”
‘ก็เพราะคนเดิมไม่ใช่ข้านี่คะ!’
จีน่าถอนหายใจแรงเหมือนคนรอดจากการจมน้ำ เธอรีบใช้จังหวะนั้นขยับถอยไปให้พ้นจากอกเขาหน่อย แม้จะยังอยู่บนเตียงเดียวกัน
“ข้า…” เธอกัดริมฝีปาก “วันนี้ไม่เหมือนทุกวันที่ผ่านมาเพคะ”
หลงจวิ้นนิ่งไป เจ้าตัวจ้องหน้าเธอเหมือนจะอ่านทุกอย่างจากแววตา
“…นั่นสิ” เขาพึมพำ “ไม่เหมือนจริง ๆ”
ความดุเถื่อนในดวงตาเริ่มเบาบางลง แทนที่ด้วยแววประหลาดใจปนสนใจ
“ดวงตาเจ้า…คำพูดเจ้า…ทุกอย่างของเจ้าวันนี้ ทำให้ข้าอยากรู้…”
เขาโน้มหน้าเข้ามาอีกครั้ง แต่คราวนี้ไม่ใช่แรงบีบบังคับเหมือนตอนแรก หากเป็นความใคร่รู้ที่ดิบไม่แพ้กัน
“…ว่าเจ้าคืออิงอวี้คนเดิม…หรือเป็นใครกันแน่ที่มาอยู่ในร่างนี้”
คำพูดนั้นทำให้จีน่าชะงัก เขา…เริ่มสงสัยแล้ว
หลงจวิ้นปรายตามองร่างเล็กของเธอที่พยายามเบียดตัวชิดหัวเตียงราวกับอยากละลายหายเข้าไปในหมอน
สุดท้าย เขากลับถอนตัวออกช้า ๆ มือใหญ่ละออกจากเอวเธอ น้ำเสียงยังทุ้มต่ำและอันตราย แต่เย็นลงเล็กน้อย
“วันนี้ข้าจะไม่บังคับเจ้าต่อ…”
จีน่าหันขวับมองเขาทันที ในอกโล่งวาบเหมือนหายใจได้เต็มปอดครั้งแรกในคืนนี้ แต่ยังไม่ทันยิ้ม เขาก็ก้มลงมากระซิบข้างหู
“แต่จำไว้ อิงอวี้...”
ริมฝีปากอุ่นแนบลงบนข้างแก้มเธออย่างหนักแน่น เป็นรอยจูบที่ไม่ปิดบังความเป็นเจ้าของ
“หนีได้คืนนี้…ไม่ได้แปลว่าหนีได้ทุกคืน”
จีน่าขนลุกซู่ เขาลุกจากเตียงอย่างสง่างาม จัดชายเสื้อคลุมให้เรียบร้อย พลางมองเธอด้วยสายตาแบบเสือที่ยอมปล่อยเหยื่อแค่ชั่วคราว
“พักผ่อนเสีย” เขาว่า “เพราะคืนต่อ ๆ ไป…ข้าอาจไม่ใจดีแบบคืนนี้อีกแล้ว”
พูดจบ ฮ่องเต้หลงจวิ้นก็หมุนตัวออกจากห้องไป ปล่อยให้จีน่านั่งตัวสั่นอยู่บนเตียง ผ้าห่มกอดแนบอกเหมือนเกราะชิ้นสุดท้าย หัวใจยังเต้นแรงไม่หยุด ความร้อนที่เขาทิ้งไว้บนแก้มยังไม่จาง
นี่สินะ…คืนแรกกับฮ่องเต้เถื่อน
ดีอย่างเดียว...คืนนี้เธอรอดมาได้แบบครึ่ง ๆ กลาง ๆ เสือเถื่อนยังหิว แต่ลูกกวางอย่างเธอก็ยังไม่โดนกินจนหมดตัว
ทว่า…ในความโล่งใจนั้น ยังมีอีกความรู้สึกบางอย่างแทรกอยู่เงียบ ๆ ในอก เมื่อเธอยกมือแตะแก้มตัวเองตรงที่เขาจูบ ใบหน้าก็ร้อนขึ้นมาอีกครั้งอย่างห้ามไม่อยู่
ให้ตาย…ไอ้เสือเถื่อนนี่มันอันตรายเกินไปจริง ๆ
บรรยากาศในศาลาเปลี่ยนทันที คำว่า “ของขวัญ” ในวังหลัง…หมายถึงหลายอย่าง ทั้งเครื่องประดับ ทั้งคน ทั้งยา สายตาหลายคู่หันกลับไปมองเหม่ยซินโดยอัตโนมัติ เพราะทุกคนรู้อยู่แก่ใจว่า ใครคือคนที่ชอบส่งยาบำรุงไปตำหนักอื่นในคราบคำว่า ‘หวังดี’เหม่ยซินนิ่งไปเสี้ยววินาที แต่ก็ยังรักษารอยยิ้มไว้ได้“อิงอวี้” นางหัวเราะเบา ๆ “เจ้าพูดอะไร ข้าฟังไม่ค่อยเข้าใจเลย”“ไม่เข้าใจก็ดีแล้วเพคะ” จีน่าตอบ “เพราะบางเรื่อง…ถ้าเข้าใจเร็วเกินไป อาจทำให้ต้องนอนหลับไม่สนิทในตำหนักตัวเอง”ทุกคนเงียบ…เงียบแบบที่แม้แต่เสียงลมพัดผ่าน ก็ยังได้ยินชัดในความเงียบนั้น มีเสียงหนึ่งดังขึ้นเบา ๆ จากมุมศาลา เป็นเสียงของสนมลำดับกลาง ๆ คนหนึ่งที่ปกติไม่เคยโผล่ขึ้นมามีบทบาท“ข้าว่า…” นางกล่าวเสียงเบา “ต่อให้มีข่าวลือว่าเสียนเฟยเล่นตัวใส่ฝ่าบาท แต่ทุกคนก็เห็นว่าช่วงนี้ฝ่าบาทยังเสด็จไปตำหนักเสียนเฟยอยู่บ่อย ๆ แสดงว่า…คนที่พระองค์เชื่อ คงไม่ใช่ข่าวลือข้างนอกหรอกเพคะ”คำพูดนั้นเหมือนกำปั้นนิ่ม ๆ ที่ต่อยใส่ข่าวลือของเหม่ยซินไปหนึ่งที หลายคนพยักหน้าคล้อยตาม เพราะความจริง…ไม่มีใครปฏิเสธได้ว่า ฮ่องเต้ยังเข้าหาอิงอวี้อย่างเปิดเผยเหม่ยซินสบตา
ตอนบ่าย มีการประชุมเล็ก ๆ ระหว่างสนมจากตำหนักต่าง ๆ ที่ศาลากลางสวน อ้างว่าเป็นงานดื่มชา ชมดอกไม้ แต่ทุกคนรู้ดี...ยิ่งช่วงวังหลังเริ่มวุ่น ‘งานดื่มชา’ ก็คืองานสอดส่องหน้ากันดี ๆ นี่เองจีน่าไปถึงพร้อมเสี่ยวหลัน ถูกนั่งจัดตำแหน่งไว้ด้านหนึ่งของวง ไม่ใกล้เหม่ยซิน แต่ก็ไม่ไกลพอจะไม่เจอดวงตาอีกฝ่ายเหม่ยซินในชุดปักลายหงส์สีอ่อน ยิ้มหวานเหมือนเคย ดวงตาเรียวยาวของนางมีประกายอ่อนโยนแบบคนดี แต่จีน่าตอนนี้…มองออกแล้วว่านั่นแค่ ‘เปลือก’“เสียนเฟยอิงอวี้มาถึงแล้ว” เจ้ากรมวังหญิงกล่าวเสียงดัง แต่ท่าทางสุภาพ “พวกเรากำลังดื่มชากันอยู่เชียว”เหม่ยซินหันมาทางจีน่า รอยยิ้มหวานจัดจนเหมือนน้ำผึ้งจะหยดออกมาจากมุมปาก“อิงอวี้ ข้ามองหาเจ้าอยู่พอดี” นางกล่าว “ช่วงนี้ไม่ค่อยเห็นเจ้ามาเดินเล่นในสวนเลย หรือว่ามัวแต่เหนื่อย…จนไม่มีแรงออกจากตำหนักแล้ว”ผู้หญิงหลายคนหัวเราะเบา ๆ คำว่า “เหนื่อย” ที่เหม่ยซินใช้…ทุกคนในที่นี้ตีความได้คำเดียว…เหนื่อยจากเตียงมังกรจีน่าแกล้งยิ้ม เดินไปนั่งในตำแหน่งของตัวเองอย่างไม่รีบร้อน“เหนื่อยก็จริงเพคะ” เธอตอบเสียงเรียบ “แต่โชคดีที่ฝ่าบาททรงเมตตา ทำให้หม่อมฉันยังมีแรงมานั่งดื่มชาก
เสียงลมตอนสายพัดผ่านยอดหลังคากระเบื้องสีคราม คล้ายจะบอกว่าอีกวันหนึ่งในวังหลวงเริ่มต้นขึ้นแล้ว…อีกวันหนึ่งที่จีน่ารู้สึกเหมือนตัวเองกำลังเดินอยู่บนคมมีดบาง ๆ ที่พร้อมบาดเท้าได้ทุกเมื่อเช้าวันนี้ เธอนั่งกินโจ๊กข้าวหอมอยู่ในศาลาหน้าตำหนัก เสี่ยวหลันคอยตักกับข้าวให้ ส่วนเสี่ยวไป๋ยืนอยู่ด้านหลังเหมือนปกติ แต่กลิ่นในอากาศ…ไม่เหมือนเดิม“เจ้าได้กลิ่นไหม เสี่ยวหลัน” จีน่าถามพลางคนน้ำแกงไปมา “กลิ่นเหม็นอะไรไม่รู้…ลอยอยู่เต็มวังเลย”เสี่ยวหลันชะงัก “กลิ่น…อะไรหรือเพคะ”จีน่ายิ้มบาง ๆ “กลิ่นนินทาไง”ไม่ทันขาดคำ เสียงฝีเท้าก็วิ่งมาอย่างลนลาน นางกำนัลตัวเล็กจากห้องครัวรีบคุกเข่าลงหน้าศาลา หอบหายใจ“ท่านเสียนเฟยเพคะ…!” เสียงนางสั่น “ขะ…ข้าไม่ได้ตั้งใจจะแอบฟัง แต่ที่ลานซักผ้าเมื่อครู่…มีคนพูดถึงท่าน”เสี่ยวหลันกับเสี่ยวไป๋หันมามองหน้ากันแวบหนึ่ง แววตาแข็งขึ้นทันทีจีน่าโยนช้อนลงถ้วยอย่างเบา ๆ “พูดต่อสิ”นางกำนัลตัวเล็กเม้มปาก “พวกนางบอกว่า…ช่วงนี้ท่านเสียนเฟยทำตัว ‘เล่นตัวใส่ฝ่าบาท’ เพคะ บอกว่าฝ่าบาทเสด็จมาหาบ่อย แต่ท่านกลับป่วยบ้าง เหนื่อยบ้าง แกล้งหลับบ้าง ถึงขั้นว่า…ทำให้ฝ่าบาทต้องกลับตำหนักหลั
“จิตของนางยังไม่หายไปไหน” อาจารย์เสิ่นตอบ “เพียงแต่หลบลงไปลึกมาก เหมือนคนที่กำลังหลับในห้วงน้ำ หากเจ้าเปลี่ยนเส้นทางของชะตานี้ได้ วันหนึ่งนางจะได้หลับอย่างสงบ ไม่ใช่หลับในฐานะคนที่ถูกเรียกว่า ‘สนมราคะจัด’ แต่เป็นหญิงที่ครั้งหนึ่งเคยถูกทำร้าย…แล้วมีคนมาช่วยชดใช้แทน”จีน่ารู้สึกว่าคำว่า “ชดใช้” กลับมาอีกครั้งในคืนนี้เธอหัวเราะในลำคอ “งั้นสรุปคือ…ข้าเป็นทั้ง ตัวเปลี่ยนชะตา ตัวชดใช้กรรม และภรรยาคอยจับหางเสือไม่ให้มันคลั่ง รวมในหนึ่งแพ็กเกจเลยสินะคะ”อาจารย์เสิ่นยกมือไหว้ขมับเล็กน้อย “เจ้าพูดในแบบของเจ้า…ก็ใช่”เธอมองเขานิ่ง ๆ ก่อนจะสูดหายใจยาว ปล่อยลมหายใจออกมาช้า ๆ“ก็ได้ค่ะ” น้ำเสียงเธอหนักแน่นขึ้นอย่างเห็นได้ชัด “ในเมื่อข้ามาแล้ว ในเมื่อใช้ร่างนี้แล้ว ในเมื่อหัวใจข้ากำลัง…ผูกกับเสือเถื่อนนั่นทีละนิดอยู่แล้ว ข้าก็จะลองดู”มุมปากเธอยกขึ้นเล็กน้อย “แต่บอกไว้ก่อนนะคะ…ข้าไม่ใช่นางเอกสายเย่อหยิ่ง ที่จะพูดว่า ‘ข้าจะไม่รักเขา!’ แล้วทำหน้าแข็งใส่ ข้ากลัวอยู่เหมือนกัน กลัวว่าถ้าวันหนึ่งเขาคลั่งจนไม่มีหัวใจ…คนแรกที่จะเจ็บ ก็คือข้าเอง”อาจารย์เสิ่นพยักหน้า “การรู้ว่าตัวเองกลัว…ดีกว่าทำตัวไม่กลัวแ
จีน่ากลืนน้ำลาย ใช่…เธอสัมผัสได้จากคืนที่เขากอดเธอแน่นเกินควร จากแววตาเขายามฝันร้าย จากท่าทางเขาเวลาเงียบแล้วจู่ ๆ ดูเหมือนไม่เหลืออะไรให้ยึดจับ“มันคืออะไรคะ” เธอถามเบา ๆ “ข้าสัมผัสได้ว่าเขามีอะไรบางอย่างไม่เหมือนคนธรรมดา แต่ยังเรียบเรียงไม่ออก”อาจารย์เสิ่นเงียบไปอึดใจ ก่อนตอบด้วยเสียงทุ้มต่ำ“คือพลังมืดที่ถูกอัดแน่นอยู่ในร่างของเขา”จีน่าขนลุกเกรียว “พลัง…มืด?”“ใช่”เขาเดินถอยไปเล็กน้อย โบกมือข้างหนึ่งเบา ๆ หมอกขาวรอบตัวทั้งคู่พลันเปลี่ยนสี กลายเป็นเงาเทา ๆ หม่น ๆ ลอยวนอยู่รอบ ๆ เหมือนฝุ่นควันจากกองไฟที่ดับไม่สนิท“ในวันที่เขาขึ้นเป็นฮ่องเต้” อาจารย์เสิ่นเอ่ย “เขาต้องแลกอะไรไปหลายอย่าง ทั้งเลือด ทั้งความรัก ทั้งความไว้ใจ ในความมืดของราชสำนัก มีสิ่งหนึ่ง…มองเห็น ‘แผล’ ของเขา จึงเลือกจะซึมเข้าไปอยู่ในร่างของเขา”จีน่ารู้สึกหนาวทั้งที่ไม่มีลม “สิ่งนั้นคือ…”“พลังมืดของความแค้น ความโดดเดี่ยว ความไม่เชื่อใจมนุษย์” เขาตอบ “มันไม่ใช่ปีศาจในรูปแบบที่เจ้าคิดหรอก แต่เป็นพลังที่เกิดจากความคิดและอารมณ์ของคนจำนวนมาก ที่หมักหมมอยู่บนบัลลังก์นี้มาหลายรัชศก จนกลายเป็น ‘เงา’ ที่พร้อมจะเกาะวิญญาณขอ
คืนนั้น…หลังหมอหลวงอวี่เหวินหมิงจากไป หลังความจริงเรื่อง ยาที่ทำให้อิงอวี้เสพติดสัมผัส ถูกเปิดโปง หัวใจของจีน่าก็อยู่ไม่สุขอีกต่อไป ทั้งความสงสารอิงอวี้ร่างเดิม ทั้งความรู้สึกเหมือนตัวเองกำลัง ‘รับช่วงกรรม’ ต่อ ทั้งภาพใบหน้าฮ่องเต้เมื่อคืน…ตอนที่พูดว่าอยากได้หัวใจเธอมากกว่าตัวทุกอย่างปั่นรวมกันเป็นก้อนใหญ่ ๆ ในอก จนเธอนอนกลิ้งไปมาบนเตียง ชั่วครู่ก็หงาย ชั่วครู่ก็ตะแคง สุดท้ายก็เหนื่อยจนหลับไปในที่สุด แต่การหลับของเธอ…ในคืนนี้ ไม่ได้พาไปสู่ความว่างเปล่าอย่างที่คิด หากแต่พาไปสู่ ‘อีกที่หนึ่ง’ แทน---เธอรู้ตัวว่าตัวเองยืนอยู่กลางทะเลหมอกสีขาว ข้างใต้เท้า…ไม่มีพื้นชัดเจน แต่เธอกลับไม่ตก ด้านบน…ไม่มีท้องฟ้า ทุกอย่างเป็นพื้นที่ว่างสีขาวนวล นุ่มตา เหมือนอยู่ในฝันที่ไม่มีขอบเขต“ที่นี่…ที่ไหนอีกเนี่ย” จีน่าพึมพำ ลองก้มมองตัวเอง…ยังอยู่ในชุดนอนของสนม ผมยาวสลวยปลิวเบา ๆ โดยไม่มีลม ทุกอย่างนิ่ง…แต่ใจเธอเต้นแรงอย่างแปลก ๆในจังหวะที่เธอกำลังหันซ้ายหันขวาไม่รู้จะเดินไปทางไหน หมอกข้างหน้าก็เกิดคลื่นบาง ๆ ขึ้น จากนั้นร่างหนึ่งก็ค่อย ๆ ปรากฏตัวออกมาจากความขาวนั้นชายชุดขาว…ผมยาวสีดำเกล้าหลวม ๆ ด้วย
คืนนั้น…แสงจันทร์ส่องลอดผ่านช่องหน้าต่าง ม่านบางสีอ่อนพัดนิด ๆ ตามลมกลางคืน เทียนในห้องถูกจุดจนสว่างเป็นวงนุ่มล้อมเตียงใหญ่กลางตำหนักจีน่านั่งบนเตียงในชุดนอนผ้าไหมตัวเดิมที่เสี่ยวหลันคอยจัดให้เรียบร้อยที่สุดเท่าที่ผ้าบาง ๆ จะพอทำได้ เธอห่มผ้าจนถึงคอ ผมยาวถูกปล่อยสยาย แต่ใบหน้าถูกแต่งให้ดูซีดบางนิ
ตอนที่ 8“วิธีแรก...” จีน่าเริ่มเสนอ “วิธีคลาสสิกสุด...แกล้งป่วย!”เสี่ยวหลันพยักหน้าแรง “ได้เพคะ! เมื่อวานเราพอทำแล้ว ดูเนียนพอใช้ได้ ท่านทำหน้าเหนื่อย ๆ ซีด ๆ หายใจแผ่ว ๆ …ฝ่าบาทก็ดูเป็นห่วงอยู่เหมือนกันเพคะ”“ใช่” จีน่ายกนิ้ว “แต่ปัญหาคือ…เขาลองจับชีพจรแล้วรู้ทันไง ว่าเราไม่ได้ป่วยจริง”ทั้งคู่เ
กลิ่นซุปสมุนไพรหอมกรุ่นลอยฟุ้งไปทั่วห้องกินข้าวเล็ก ๆ ในตำหนักเสียนเฟย จีน่านั่งอยู่หลังโต๊ะกลมเตี้ย ทำหน้าที่เสวยมื้อกลางวัน แบบที่จริง ๆ แล้วก็คือกินข้าวปกติ แต่ต้องทำท่าทีให้สมเป็นสนมชั้นสูงนิดหนึ่งในชามเป็นโจ๊กข้าวหอมผสมเก๋ากี้และไก่ฉีก เคียงด้วยผักดองนิดหน่อย เธอถือช้อนตักอย่างใจลอย คิดถึงเรื
ตอนที่ 6เธอถอนหายใจเบา ๆ“…แล้วกับคนรับใช้ล่ะ” เธอถาม “ข้าปฏิบัติกับพวกเจ้า…แบบไหน?”สองคนนั้นหยุดนิ่งไปอีกครั้ง เสี่ยวหลันมองเธอผ่านกระจก แววตาลังเล“ท่าน…ก็…ใจดีเพคะ”จีน่าหรี่ตา “พูดความจริง”เสี่ยวหลันเงียบไป แล้วค่อย ๆ เอ่ยเสียงเบา “ท่าน…ไม่เคยลงโทษพวกหม่อมฉันด้วยการเฆี่ยนตีเพคะ แต่บางครั้งอา







