LOGIN“เสี่ยวหลัน” เธอพูดเสียงต่ำจริงจัง “ช่วยข้าหน่อย…คืนนี้ ข้าไม่อยากขึ้นเตียงกับฝ่าบาท”
นางกำนัลทำหน้าตกใจประหนึ่งฟ้ามีสองดวง “ท่านเสียนเฟย! ท่านพูดเช่นนี้ออกมาได้อย่างไรกันเพคะ!? ถ้าฝ่าบาททรงทราบว่า...”
“ก็เลยต้องทำให้ฝ่าบาท ‘ไม่ทันรู้’ ไงล่ะ!” จีน่าโพล่ง
“ช่วยกันคิดสิ จะทำยังไงให้ดูเหมือนข้าป่วย…ป่วยมาก…จนแตะไม่ได้เลยสักนิด”
เสี่ยวหลันอ้าปากค้าง นิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะพึมพำเบา ๆ “…หรือไม่แน่ว่าท่านอาจ…ถูกผีสิงจริง ๆ ก็ได้นะเพคะ ท่านเสียนเฟยไม่เคยพูดแบบนี้เลย”
“ผีสิงบ้านเธอสิ!” จีน่าหลุดปาก ก่อนรีบเปลี่ยนคำ “เอ่อ…หมายถึง วิญญาณเปลี่ยนนิสัยต่างหาก! เอาล่ะ ๆ เรามาวางแผนกันเถอะ!”
ตลอดบ่ายวันนั้น ตำหนักเสียนเฟยจึงกลายเป็นที่ทดลองการ ‘แกล้งป่วย’ ของจีน่า
เธอให้เสี่ยวหลันเอาแป้งข้าวมาทาหน้าตัวเองให้ซีด กัดปากจนแดงเหมือนคนเป็นไข้ เอาผ้าเย็นประคบหน้า แถมยังนอนไขว้เขวบนเตียงแล้วซ้อมไอ
“แค่ก ๆ ๆ ๆ”
เสี่ยวหลันมองแล้วน้ำตาเล็ดด้วยความสงสาร “ฝ่าบาททรงโปรดท่านมาก ท่านจะปฏิเสธพระองค์จริง ๆ หรือเพคะ…”
“ไม่ใช่ปฏิเสธตลอดไปสักหน่อย!” จีน่าเผลอพูดตามความคิดในหัว “แค่…คืนนี้…ข้าไม่ไหวจริง ๆ…”
ทั้งเพราะตกใจ ทั้งเพราะหัวใจยังเต้นแรงไม่หยุดเมื่อนึกถึงร่างสูงใหญ่ของเขาโน้มลงมาใกล้ ทั้งเพราะ…ภาพสัมผัสจากเมื่อตอนสายยังชัดเจนอยู่
มือใหญ่ของเขาที่ลูบผ่านไหล่ ลมหายใจอุ่นที่เป่ารดข้างหู สายตาคมกริบที่มองเธออย่างจะกลืนกินไม่เหลือแม้แต่กระดูก แค่คิด…ใบหน้าก็ร้อนผ่าวขึ้นมาอีกครั้ง
เออ…ก็หล่อจริง ดิบจริง ร้อนแรงจริง
แต่จะให้เธอกระโดดขึ้นเตียงแบบคนเดิมที่เคยทำ…เธอทำไม่ลง!
จนกระทั่งตะวันลับขอบฟ้า เสียงดนตรีเบา ๆ จากนอกตำหนักก็เริ่มจางหาย เหลือแค่เสียงจิ้งหรีดแว่วมา เทียนในห้องถูกจุดจนสว่างไปทั้งพื้นที่ บรรยากาศทุกอย่างบ่งบอกว่า…
นี่คือช่วงเวลาโปรดของฮ่องเต้
จีน่านอนนิ่งใต้ผ้าห่ม แสร้งทำตัวเหมือนคนจะตาย หน้าซีดด้วยแป้ง ขอบตาคล้ำเพราะทั้งวันไม่เป็นอันกินอันนอนด้วยความกังวล เสี่ยวหลันนั่งเฝ้าอยู่ข้างเตียง มือกำชายเสื้อแน่น
จนกระทั่ง…เสียงขันทีหน้าตำหนักร้องขึ้น
“ฝ่าบาทเสด็จจจจจ!”
ผ้าม่านหน้าประตูถูกเลิกขึ้นพร้อมเสียงฝีเท้าหนัก ๆ เดินเข้ามาอย่างไม่รีบร้อน แต่แฝงแรงกดดันจนเสี่ยวหลันก้มหน้าจนหน้าผากแทบติดพื้น
“ถวายพระพรฝ่าบาทเพคะ!”
จีน่าหลับตาปี๋ ใจเต้นแรงเหมือนจะกระเด็นออกมานอกอก ฝ่าบาทกลับมาแล้ว…
เสียงรองเท้าหนังนุ่มเหยียบพื้นไม้ดังเป็นจังหวะนิ่ง ๆ จนกระทั่งหยุดอยู่ข้างเตียง
เงาดำของชายร่างสูงทาบลงมาเหนือม่านเตียง
“ออกไป” เพียงคำเดียวจากเสียงทุ้มต่ำ เสี่ยวหลันก็สะดุ้งเฮือก
“เพคะ!” นางถอยออกจากห้องไปอย่างรวดเร็ว ประตูถูกปิดลง เหลือแค่ความเงียบ…และเสียงหัวใจของจีน่าที่เต้นดัง ตุบ ตุบ ตุบ อยู่ใต้ผ้าห่ม
เตียงยวบลงเล็กน้อย เธอรู้ว่าเขานั่งลงข้าง ๆ แล้ว ลมหายใจอุ่นของเขาใกล้เข้ามา…
“อิงอวี้”
จีน่าหายใจแผ่ว ทำเสียงแหบ “หืม…”
“วันนี้เจ้าแปลกไป”
ปลายนิ้วอุ่นลากเบา ๆ จากหน้าผากลงมาถึงปลายคาง สัมผัสนั้นทำให้เธอแทบเผลอลืมตา
“อุณหภูมิไม่สูง” เขาบ่นพึมพำ “ชีพจรปกติ”
เอ้า…ฮ่องเต้เวอร์ชันนี้จับชีพจรเป็นด้วยเหรอ!?
“แต่เสี่ยวหลันบอกว่าเจ้าป่วย…” เสียงเขาทุ้มต่ำลง “…หรือเจ้ากำลังหนีข้า?”
จีน่าตัวแข็งทื่อ โอ๊ยตาย! เธอลืมคิดไปว่าคนยุคนี้ไม่ได้ดูแต่หน้า ยังจับชีพจรได้อีก!
“มะ…มิได้หนีเพคะ” เธอรีบเปลี่ยนสรรพนามแบบโบราณ “เพียงแต่…ร่างกายข้าอ่อนเพลีย…กลัวจะรับพระเมตตาฝ่าบาทไม่ไหว”
คำว่า “พระเมตตา” นั้นเธอกัดฟันพูดออกไปเอง เพราะรู้อยู่เต็มอกว่ามันแปลว่าอะไรในคืนนี้
ฮ่องเต้หัวเราะในลำคอเบา ๆ “หืม…เจ้ากลัวว่าตัวเองจะ ‘รับไม่ไหว’…หรือกลัวว่า ‘ข้า’ จะไม่ไหวกันแน่?”
จีน่ากัดริมฝีปาก พึมพำในใจ ทั้งสองอย่างนั่นแหละค่ะท่าน…
“ฝ่าบาทเพคะ…” เธอรวบรวมความกล้า “วันนี้ข้าอยาก…พักจริง ๆ”
เงียบ…
ความเงียบที่ทำให้เธออยากขุดหลุมหนีตัวเอง
สายตาคมกริบคู่นั้นจับจ้องเธอแม้ผ่านม่านเตียง ใช้เวลาเพียงครู่เดียว ก่อนเสียงเรียบแต่กดต่ำจะเอ่ยออกมา
“เจ้ากล้าปฏิเสธเรา?”
ดี…สวยแล้วมึงจีน่า
ลมหายใจของเขาเปลี่ยนไปเล็กน้อย หนักขึ้น อุ่นขึ้น ความกดดันในอากาศก็หนาขึ้นตาม
เตียงยุบลงอีกครั้งเมื่อเขาโน้มตัวเข้ามาใกล้ขึ้น มือใหญ่ยกม่านเตียงขึ้นเพียงนิด ดวงตาคมดุจอินทรีมองลอดเข้ามาหา จีน่าเผลอถอยหลังหนี แต่หลังติดหมอนอยู่แล้ว
“ลืมตา” เขาสั่งเสียงเบา
เธอไม่กล้า…แต่เปลือกตาก็สั่นระริก ก่อนค่อย ๆ เปิดขึ้น ทันทีที่ดวงตาของเธอประสานกับเขา โลกเหมือนหยุดหมุนชั่วขณะ หลงจวิ้นในระยะประชิด หล่อจนทุกอย่างรอบตัวเบลอไปหมด ดวงตาคมเข้ม จมูกโด่ง ริมฝีปากหยักที่ยามยิ้มดูอันตรายเกินคำว่า ‘หล่อ’
และตอนนี้…เขาไม่ยิ้ม
สายตาเขาเต็มไปด้วยอะไรบางอย่าง ทั้งแรงปรารถนา ทั้งการสำรวจ ทั้งความสงสัยว่าทำไม ‘อิงอวี้’ คนนี้ถึงกล้าพูดคำปฏิเสธ
บรรยากาศในศาลาเปลี่ยนทันที คำว่า “ของขวัญ” ในวังหลัง…หมายถึงหลายอย่าง ทั้งเครื่องประดับ ทั้งคน ทั้งยา สายตาหลายคู่หันกลับไปมองเหม่ยซินโดยอัตโนมัติ เพราะทุกคนรู้อยู่แก่ใจว่า ใครคือคนที่ชอบส่งยาบำรุงไปตำหนักอื่นในคราบคำว่า ‘หวังดี’เหม่ยซินนิ่งไปเสี้ยววินาที แต่ก็ยังรักษารอยยิ้มไว้ได้“อิงอวี้” นางหัวเราะเบา ๆ “เจ้าพูดอะไร ข้าฟังไม่ค่อยเข้าใจเลย”“ไม่เข้าใจก็ดีแล้วเพคะ” จีน่าตอบ “เพราะบางเรื่อง…ถ้าเข้าใจเร็วเกินไป อาจทำให้ต้องนอนหลับไม่สนิทในตำหนักตัวเอง”ทุกคนเงียบ…เงียบแบบที่แม้แต่เสียงลมพัดผ่าน ก็ยังได้ยินชัดในความเงียบนั้น มีเสียงหนึ่งดังขึ้นเบา ๆ จากมุมศาลา เป็นเสียงของสนมลำดับกลาง ๆ คนหนึ่งที่ปกติไม่เคยโผล่ขึ้นมามีบทบาท“ข้าว่า…” นางกล่าวเสียงเบา “ต่อให้มีข่าวลือว่าเสียนเฟยเล่นตัวใส่ฝ่าบาท แต่ทุกคนก็เห็นว่าช่วงนี้ฝ่าบาทยังเสด็จไปตำหนักเสียนเฟยอยู่บ่อย ๆ แสดงว่า…คนที่พระองค์เชื่อ คงไม่ใช่ข่าวลือข้างนอกหรอกเพคะ”คำพูดนั้นเหมือนกำปั้นนิ่ม ๆ ที่ต่อยใส่ข่าวลือของเหม่ยซินไปหนึ่งที หลายคนพยักหน้าคล้อยตาม เพราะความจริง…ไม่มีใครปฏิเสธได้ว่า ฮ่องเต้ยังเข้าหาอิงอวี้อย่างเปิดเผยเหม่ยซินสบตา
ตอนบ่าย มีการประชุมเล็ก ๆ ระหว่างสนมจากตำหนักต่าง ๆ ที่ศาลากลางสวน อ้างว่าเป็นงานดื่มชา ชมดอกไม้ แต่ทุกคนรู้ดี...ยิ่งช่วงวังหลังเริ่มวุ่น ‘งานดื่มชา’ ก็คืองานสอดส่องหน้ากันดี ๆ นี่เองจีน่าไปถึงพร้อมเสี่ยวหลัน ถูกนั่งจัดตำแหน่งไว้ด้านหนึ่งของวง ไม่ใกล้เหม่ยซิน แต่ก็ไม่ไกลพอจะไม่เจอดวงตาอีกฝ่ายเหม่ยซินในชุดปักลายหงส์สีอ่อน ยิ้มหวานเหมือนเคย ดวงตาเรียวยาวของนางมีประกายอ่อนโยนแบบคนดี แต่จีน่าตอนนี้…มองออกแล้วว่านั่นแค่ ‘เปลือก’“เสียนเฟยอิงอวี้มาถึงแล้ว” เจ้ากรมวังหญิงกล่าวเสียงดัง แต่ท่าทางสุภาพ “พวกเรากำลังดื่มชากันอยู่เชียว”เหม่ยซินหันมาทางจีน่า รอยยิ้มหวานจัดจนเหมือนน้ำผึ้งจะหยดออกมาจากมุมปาก“อิงอวี้ ข้ามองหาเจ้าอยู่พอดี” นางกล่าว “ช่วงนี้ไม่ค่อยเห็นเจ้ามาเดินเล่นในสวนเลย หรือว่ามัวแต่เหนื่อย…จนไม่มีแรงออกจากตำหนักแล้ว”ผู้หญิงหลายคนหัวเราะเบา ๆ คำว่า “เหนื่อย” ที่เหม่ยซินใช้…ทุกคนในที่นี้ตีความได้คำเดียว…เหนื่อยจากเตียงมังกรจีน่าแกล้งยิ้ม เดินไปนั่งในตำแหน่งของตัวเองอย่างไม่รีบร้อน“เหนื่อยก็จริงเพคะ” เธอตอบเสียงเรียบ “แต่โชคดีที่ฝ่าบาททรงเมตตา ทำให้หม่อมฉันยังมีแรงมานั่งดื่มชาก
เสียงลมตอนสายพัดผ่านยอดหลังคากระเบื้องสีคราม คล้ายจะบอกว่าอีกวันหนึ่งในวังหลวงเริ่มต้นขึ้นแล้ว…อีกวันหนึ่งที่จีน่ารู้สึกเหมือนตัวเองกำลังเดินอยู่บนคมมีดบาง ๆ ที่พร้อมบาดเท้าได้ทุกเมื่อเช้าวันนี้ เธอนั่งกินโจ๊กข้าวหอมอยู่ในศาลาหน้าตำหนัก เสี่ยวหลันคอยตักกับข้าวให้ ส่วนเสี่ยวไป๋ยืนอยู่ด้านหลังเหมือนปกติ แต่กลิ่นในอากาศ…ไม่เหมือนเดิม“เจ้าได้กลิ่นไหม เสี่ยวหลัน” จีน่าถามพลางคนน้ำแกงไปมา “กลิ่นเหม็นอะไรไม่รู้…ลอยอยู่เต็มวังเลย”เสี่ยวหลันชะงัก “กลิ่น…อะไรหรือเพคะ”จีน่ายิ้มบาง ๆ “กลิ่นนินทาไง”ไม่ทันขาดคำ เสียงฝีเท้าก็วิ่งมาอย่างลนลาน นางกำนัลตัวเล็กจากห้องครัวรีบคุกเข่าลงหน้าศาลา หอบหายใจ“ท่านเสียนเฟยเพคะ…!” เสียงนางสั่น “ขะ…ข้าไม่ได้ตั้งใจจะแอบฟัง แต่ที่ลานซักผ้าเมื่อครู่…มีคนพูดถึงท่าน”เสี่ยวหลันกับเสี่ยวไป๋หันมามองหน้ากันแวบหนึ่ง แววตาแข็งขึ้นทันทีจีน่าโยนช้อนลงถ้วยอย่างเบา ๆ “พูดต่อสิ”นางกำนัลตัวเล็กเม้มปาก “พวกนางบอกว่า…ช่วงนี้ท่านเสียนเฟยทำตัว ‘เล่นตัวใส่ฝ่าบาท’ เพคะ บอกว่าฝ่าบาทเสด็จมาหาบ่อย แต่ท่านกลับป่วยบ้าง เหนื่อยบ้าง แกล้งหลับบ้าง ถึงขั้นว่า…ทำให้ฝ่าบาทต้องกลับตำหนักหลั
“จิตของนางยังไม่หายไปไหน” อาจารย์เสิ่นตอบ “เพียงแต่หลบลงไปลึกมาก เหมือนคนที่กำลังหลับในห้วงน้ำ หากเจ้าเปลี่ยนเส้นทางของชะตานี้ได้ วันหนึ่งนางจะได้หลับอย่างสงบ ไม่ใช่หลับในฐานะคนที่ถูกเรียกว่า ‘สนมราคะจัด’ แต่เป็นหญิงที่ครั้งหนึ่งเคยถูกทำร้าย…แล้วมีคนมาช่วยชดใช้แทน”จีน่ารู้สึกว่าคำว่า “ชดใช้” กลับมาอีกครั้งในคืนนี้เธอหัวเราะในลำคอ “งั้นสรุปคือ…ข้าเป็นทั้ง ตัวเปลี่ยนชะตา ตัวชดใช้กรรม และภรรยาคอยจับหางเสือไม่ให้มันคลั่ง รวมในหนึ่งแพ็กเกจเลยสินะคะ”อาจารย์เสิ่นยกมือไหว้ขมับเล็กน้อย “เจ้าพูดในแบบของเจ้า…ก็ใช่”เธอมองเขานิ่ง ๆ ก่อนจะสูดหายใจยาว ปล่อยลมหายใจออกมาช้า ๆ“ก็ได้ค่ะ” น้ำเสียงเธอหนักแน่นขึ้นอย่างเห็นได้ชัด “ในเมื่อข้ามาแล้ว ในเมื่อใช้ร่างนี้แล้ว ในเมื่อหัวใจข้ากำลัง…ผูกกับเสือเถื่อนนั่นทีละนิดอยู่แล้ว ข้าก็จะลองดู”มุมปากเธอยกขึ้นเล็กน้อย “แต่บอกไว้ก่อนนะคะ…ข้าไม่ใช่นางเอกสายเย่อหยิ่ง ที่จะพูดว่า ‘ข้าจะไม่รักเขา!’ แล้วทำหน้าแข็งใส่ ข้ากลัวอยู่เหมือนกัน กลัวว่าถ้าวันหนึ่งเขาคลั่งจนไม่มีหัวใจ…คนแรกที่จะเจ็บ ก็คือข้าเอง”อาจารย์เสิ่นพยักหน้า “การรู้ว่าตัวเองกลัว…ดีกว่าทำตัวไม่กลัวแ
จีน่ากลืนน้ำลาย ใช่…เธอสัมผัสได้จากคืนที่เขากอดเธอแน่นเกินควร จากแววตาเขายามฝันร้าย จากท่าทางเขาเวลาเงียบแล้วจู่ ๆ ดูเหมือนไม่เหลืออะไรให้ยึดจับ“มันคืออะไรคะ” เธอถามเบา ๆ “ข้าสัมผัสได้ว่าเขามีอะไรบางอย่างไม่เหมือนคนธรรมดา แต่ยังเรียบเรียงไม่ออก”อาจารย์เสิ่นเงียบไปอึดใจ ก่อนตอบด้วยเสียงทุ้มต่ำ“คือพลังมืดที่ถูกอัดแน่นอยู่ในร่างของเขา”จีน่าขนลุกเกรียว “พลัง…มืด?”“ใช่”เขาเดินถอยไปเล็กน้อย โบกมือข้างหนึ่งเบา ๆ หมอกขาวรอบตัวทั้งคู่พลันเปลี่ยนสี กลายเป็นเงาเทา ๆ หม่น ๆ ลอยวนอยู่รอบ ๆ เหมือนฝุ่นควันจากกองไฟที่ดับไม่สนิท“ในวันที่เขาขึ้นเป็นฮ่องเต้” อาจารย์เสิ่นเอ่ย “เขาต้องแลกอะไรไปหลายอย่าง ทั้งเลือด ทั้งความรัก ทั้งความไว้ใจ ในความมืดของราชสำนัก มีสิ่งหนึ่ง…มองเห็น ‘แผล’ ของเขา จึงเลือกจะซึมเข้าไปอยู่ในร่างของเขา”จีน่ารู้สึกหนาวทั้งที่ไม่มีลม “สิ่งนั้นคือ…”“พลังมืดของความแค้น ความโดดเดี่ยว ความไม่เชื่อใจมนุษย์” เขาตอบ “มันไม่ใช่ปีศาจในรูปแบบที่เจ้าคิดหรอก แต่เป็นพลังที่เกิดจากความคิดและอารมณ์ของคนจำนวนมาก ที่หมักหมมอยู่บนบัลลังก์นี้มาหลายรัชศก จนกลายเป็น ‘เงา’ ที่พร้อมจะเกาะวิญญาณขอ
คืนนั้น…หลังหมอหลวงอวี่เหวินหมิงจากไป หลังความจริงเรื่อง ยาที่ทำให้อิงอวี้เสพติดสัมผัส ถูกเปิดโปง หัวใจของจีน่าก็อยู่ไม่สุขอีกต่อไป ทั้งความสงสารอิงอวี้ร่างเดิม ทั้งความรู้สึกเหมือนตัวเองกำลัง ‘รับช่วงกรรม’ ต่อ ทั้งภาพใบหน้าฮ่องเต้เมื่อคืน…ตอนที่พูดว่าอยากได้หัวใจเธอมากกว่าตัวทุกอย่างปั่นรวมกันเป็นก้อนใหญ่ ๆ ในอก จนเธอนอนกลิ้งไปมาบนเตียง ชั่วครู่ก็หงาย ชั่วครู่ก็ตะแคง สุดท้ายก็เหนื่อยจนหลับไปในที่สุด แต่การหลับของเธอ…ในคืนนี้ ไม่ได้พาไปสู่ความว่างเปล่าอย่างที่คิด หากแต่พาไปสู่ ‘อีกที่หนึ่ง’ แทน---เธอรู้ตัวว่าตัวเองยืนอยู่กลางทะเลหมอกสีขาว ข้างใต้เท้า…ไม่มีพื้นชัดเจน แต่เธอกลับไม่ตก ด้านบน…ไม่มีท้องฟ้า ทุกอย่างเป็นพื้นที่ว่างสีขาวนวล นุ่มตา เหมือนอยู่ในฝันที่ไม่มีขอบเขต“ที่นี่…ที่ไหนอีกเนี่ย” จีน่าพึมพำ ลองก้มมองตัวเอง…ยังอยู่ในชุดนอนของสนม ผมยาวสลวยปลิวเบา ๆ โดยไม่มีลม ทุกอย่างนิ่ง…แต่ใจเธอเต้นแรงอย่างแปลก ๆในจังหวะที่เธอกำลังหันซ้ายหันขวาไม่รู้จะเดินไปทางไหน หมอกข้างหน้าก็เกิดคลื่นบาง ๆ ขึ้น จากนั้นร่างหนึ่งก็ค่อย ๆ ปรากฏตัวออกมาจากความขาวนั้นชายชุดขาว…ผมยาวสีดำเกล้าหลวม ๆ ด้วย
คืนนั้น…แสงจันทร์ส่องลอดผ่านช่องหน้าต่าง ม่านบางสีอ่อนพัดนิด ๆ ตามลมกลางคืน เทียนในห้องถูกจุดจนสว่างเป็นวงนุ่มล้อมเตียงใหญ่กลางตำหนักจีน่านั่งบนเตียงในชุดนอนผ้าไหมตัวเดิมที่เสี่ยวหลันคอยจัดให้เรียบร้อยที่สุดเท่าที่ผ้าบาง ๆ จะพอทำได้ เธอห่มผ้าจนถึงคอ ผมยาวถูกปล่อยสยาย แต่ใบหน้าถูกแต่งให้ดูซีดบางนิ
ตอนที่ 8“วิธีแรก...” จีน่าเริ่มเสนอ “วิธีคลาสสิกสุด...แกล้งป่วย!”เสี่ยวหลันพยักหน้าแรง “ได้เพคะ! เมื่อวานเราพอทำแล้ว ดูเนียนพอใช้ได้ ท่านทำหน้าเหนื่อย ๆ ซีด ๆ หายใจแผ่ว ๆ …ฝ่าบาทก็ดูเป็นห่วงอยู่เหมือนกันเพคะ”“ใช่” จีน่ายกนิ้ว “แต่ปัญหาคือ…เขาลองจับชีพจรแล้วรู้ทันไง ว่าเราไม่ได้ป่วยจริง”ทั้งคู่เ
กลิ่นซุปสมุนไพรหอมกรุ่นลอยฟุ้งไปทั่วห้องกินข้าวเล็ก ๆ ในตำหนักเสียนเฟย จีน่านั่งอยู่หลังโต๊ะกลมเตี้ย ทำหน้าที่เสวยมื้อกลางวัน แบบที่จริง ๆ แล้วก็คือกินข้าวปกติ แต่ต้องทำท่าทีให้สมเป็นสนมชั้นสูงนิดหนึ่งในชามเป็นโจ๊กข้าวหอมผสมเก๋ากี้และไก่ฉีก เคียงด้วยผักดองนิดหน่อย เธอถือช้อนตักอย่างใจลอย คิดถึงเรื
ตอนที่ 6เธอถอนหายใจเบา ๆ“…แล้วกับคนรับใช้ล่ะ” เธอถาม “ข้าปฏิบัติกับพวกเจ้า…แบบไหน?”สองคนนั้นหยุดนิ่งไปอีกครั้ง เสี่ยวหลันมองเธอผ่านกระจก แววตาลังเล“ท่าน…ก็…ใจดีเพคะ”จีน่าหรี่ตา “พูดความจริง”เสี่ยวหลันเงียบไป แล้วค่อย ๆ เอ่ยเสียงเบา “ท่าน…ไม่เคยลงโทษพวกหม่อมฉันด้วยการเฆี่ยนตีเพคะ แต่บางครั้งอา







