Mag-log inแสงแดดยามเช้าสาดลอดผ่านช่องหน้าต่างไม้เล็ก ๆ เข้ามาในตำหนัก ผสมกับกลิ่นเครื่องหอมอ่อน ๆ ที่ยังคงหลงเหลือจากเมื่อคืน ทำให้บรรยากาศในห้องนอนดูฟุ้ง ๆ อุ่น ๆ จนคนบนเตียงไม่อยากลืมตา
ถ้าเป็นเมื่อก่อน จีน่าคงนอนกลิ้งต่ออย่างไม่สนโลก แต่ตอนนี้...
โลกที่เธออยู่ คือวังหลัง สถานะที่เธอมี คือ สนมของฮ่องเต้ และผู้ชายเมื่อคืน…คือฮ่องเต้หลงจวิ้น พระเอกดิบเถื่อนที่เธอเคยอ่านแต่ในนิยาย
คิดมาถึงตรงนี้ หัวใจก็เต้น ตึก ตัก ขึ้นมาอีกครั้งอย่างไม่มีเหตุผล
ภาพร่างสูงใหญ่ที่โน้มลงมาใกล้ จนลมหายใจแทบจะปะทะกันตรงริมฝีปาก เสียงทุ้มต่ำที่กระซิบเตือนว่า หนีได้คืนนี้…ไม่ได้แปลว่าหนีได้ทุกคืน และจูบหนักแน่นบนแก้มที่ยังร้อนวาบเหมือนเพิ่งจะเกิดไม่กี่ลมหายใจ
…ทั้งหมดนั้นยังชัดเจนเหมือนเมื่อครู่
“โอ๊ยยย…” จีน่าคว่ำหน้าเอาหมอนกดหัวตัวเอง พลางบ่นอู้อี้ “ใครก็ได้เอากลับไปตายที่รถไฟฟ้าเถอะ กูรับมิตินี้ไม่ไหวแล้วจริง ๆ…”
ก่อนที่เธอจะได้ม้วนตัวกลิ้งบนเตียงต่อ เสียงเคาะประตูเบา ๆ ก็ดังขึ้น
“ก๊อก ๆ ๆ”
ตามด้วยเสียงเรียบเสมอต้นเสมอปลายของขันทีที่คุ้น ๆ หู
“ท่านเสียนเฟย…ถึงเวลาเสวยเช้าและเตรียมองค์แล้วพ่ะย่ะค่ะ”
จีน่าค่อย ๆ โผล่หัวขึ้นมาจากหมอน ผมเผ้ายุ่งเหยิงทั้งที่เมื่อคืนแทบไม่ได้ทำอะไรนอกจากภาวนาในใจให้ตัวเองรอด
ประตูเลื่อนถูกเปิดออก เสี่ยวหลันเดินเข้ามาก่อนเป็นคนแรก ตามด้วยเงาร่างโปร่งในชุดขันทีสีหม่นที่เดินตามมาอย่างจงใจย่อตัวให้เล็กที่สุด
เสี่ยวหลันชะงักไปหนึ่งจังหวะเมื่อเห็นเจ้านายยังนั่งกอดหมอนอยู่บนเตียง แววตาโล่งใจแวบหนึ่งเหมือนยืนยันได้ว่าท่านเสียนเฟยยังมีชีวิตอยู่ปลอดภัยหลังคืนที่ฮ่องเต้เสด็จมา
ส่วนขันทีคนนั้น พอเงยหน้าขึ้นสบตากับเธอ ก็รีบก้มซบแทบพื้นแล้วพูดเสียงแผ่ว
“ขอถวายพระพรท่านเสียนเฟย หม่อมฉันเสี่ยวไป๋พ่ะย่ะค่ะ”
อ้อ…นี่เอง เสี่ยวไป๋ ขันทีสายเมาท์ตามพล็อตในไฟล์ ตัวจริงดูเกร็ง ๆ มากกว่าที่คิดแฮะ
จีน่าปรับผ้านวมให้ปิดเนื้อหนังที่โผล่ออกมามากเกินไป แล้วแกล้งกระแอมเบา ๆ เพื่อเรียกสติ
“อืม…อรุณ…อะไรดีล่ะ…อรุณสวัสดิ์?” เธอหลุดคำพูดสมัยใหม่ออกมาก่อนจะรีบกลืนลงคอ “เอ่อ…เช้านี้อากาศดีนะ”
เสี่ยวหลันกับเสี่ยวไป๋เหลือบมองหน้ากันเล็กน้อยเหมือนได้ยินอะไรแปลกหู แต่เพียงชั่ววินาทีเดียว เสี่ยวหลันก็รีบเดินเข้ามาทำหน้าที่เหมือนทุกวัน
“หม่อมฉันเตรียมน้ำอุ่นสำหรับล้างพระพักตร์ไว้แล้วเพคะ” เสี่ยวหลันพูด พลางค่อย ๆ ช่วยประคองให้เธอลุกขึ้นจากเตียง
พอลุกเต็มตัว จีน่าก็เพิ่งตระหนักว่า...ชุดนอนของเธอยังหลวมและบางเหมือนเดิม ไหล่ข้างหนึ่งยังเปลือยออกมามากเกินกว่าจะเรียกว่าเรียบร้อย
เสี่ยวหลันเห็นเข้า ก็รีบคว้าผ้าคลุมสีพาสเทลมาโอบให้ “ระวังสิเพคะท่านเสียนเฟย หากมีคนอื่นมาเห็น…จะโดนนินทาได้นะเพคะ”
“อ่า…ขอบใจ” จีน่าตอบเสียงเบา
เธอปล่อยให้เสี่ยวหลันช่วยพยุงไปนั่งหน้ากระจกกลมบานใหญ่ที่วางอยู่เหนือโต๊ะไม้แกะสลัก แสงแดดอ่อน ๆ สาดกระทบเงาในกระจก เห็นผู้หญิงคนเดิม ผิวขาวจัด ดวงตาหวานสวย ริมฝีปากแดงระเรื่อ แต่ใต้ตาเริ่มมีร่องรอยความล้า
เสี่ยวหลันเริ่มหวีผมให้อย่างเบามือ เสี่ยวไป๋ยืนด้านข้าง ถือผ้าเช็ดมือและขันน้ำล้างหน้าอย่างสงบเรียบร้อย ทั้งสองคน…เงียบกริบจนบรรยากาศเริ่มอึดอัด
จีน่ากระแอมอีกครั้ง “เอ่อ…เมื่อคืน ข้า…หลับดี” เธอพูดทั้งที่เมื่อคืนใจจะวายอยู่หลายรอบ “พวกเจ้าล่ะ…เป็นอย่างไรบ้าง?”
เสี่ยวหลันชะงักมือ หวีที่กำลังลูบผ่านเส้นผมหยุดอยู่กลางศีรษะ
เสี่ยวไป๋มองกระจก แล้วรีบหลบตาก้มหน้า
“หม่อมฉัน…สบายดีเพคะ” เสี่ยวหลันตอบ แต่ยังฟังดูเกร็ง ๆ “ฝ่าบาทเสด็จมาทรงพระเมตตาเมื่อคืน…ตำหนักเราถือว่าสงบเรียบร้อยเพคะ”
คำว่า “พระเมตตา” ทำให้คนฟังรู้สึกหน้าเริ่มร้อนอีกครั้ง ภาพที่เขานั่งอยู่บนเตียง โน้มตัวลงใกล้จนแทบไม่เหลือช่องว่างระหว่างกัน…ผุดขึ้นมาในหัวทันที
จีน่าสะบัดความคิดออก แล้วตัดสินใจถามตรง ๆ “เสี่ยวหลัน ข้า…อยากรู้เรื่อง ‘อิงอวี้’ หน่อย”
ทั้งสองคนเงยหน้าขึ้นแทบพร้อมกัน เสี่ยวหลันมองผ่านกระจกสบตากับจีน่าอย่างไม่แน่ใจ
“หมายถึง…ตัวท่านเองเพคะ?”
“ก็มันเป็นชื่อของข้าในที่นี่ไม่ใช่หรือ” จีน่าพยายามรักษาฟอร์ม “ก่อนหน้านี้ ข้า…เป็นคนแบบไหนกันแน่?”
เสี่ยวไป๋หลุดเสียง “เอ๊ะ” ออกมาเบา ๆ ก่อนจะรีบก้มหน้าลงเหมือนเดิม
เสี่ยวหลันมองซ้ายมองขวา แล้วกระซิบเบา ๆ เหมือนกลัวว่าผนังห้องจะมีหู
“เอ่อ…หม่อมฉันไม่กล้าพูดมากเพคะ แต่…ในวังหลัง ทุกคนรู้จักท่านเสียนเฟยในนาม…” เธอเว้นจังหวะนิดหนึ่ง แล้วพูดออกมาช้า ๆ “ ‘สนมเถื่อนประจำวังหลัง’ เพคะ”
จีน่าแทบสำลักน้ำลายตัวเอง “หา!?”
เธอหันขวับจนผมแทบจะสลัดหวีหลุดจากมือเสี่ยวหลัน “ว่าไงนะ? สนม…อะไรนะ!?”
เสี่ยวหลันสะดุ้ง รีบก้มหน้าจนแทบจะจุ่มเข้ากับแผงอกตัวเอง
“ขะ...ขอโทษเพคะ! หม่อมฉันไม่ได้ตั้งใจจะพูดไม่เพราะ…แต่ว่า…คนในวังหลังชอบเรียกกันแบบนั้นจริง ๆ เพคะ”
เสี่ยวไป๋ที่ยืนอยู่ข้าง ๆ แอบพยักหน้าเห็นด้วยเบา ๆ
“ก็…เพราะนิสัยของท่านเสียนเฟย…ก่อนหน้านี้…ออกจะดุ…ตรง…และ…เอ่อ…ชอบทำให้คนอื่นเดือดร้อนนิดหน่อยพ่ะย่ะค่ะ” ขันทีเอ่ยเสริมเสียงแผ่ว
จีน่าอ้าปากพะงาบ ๆ เหมือนปลาทองในตู้
“เดือดร้อน…แบบไหน?” เธอถามอย่างไม่อยากจะเชื่อ
เสี่ยวหลันกัดริมฝีปาก ลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนตัดสินใจเล่าแบบกลั้นยิ้มกลั้นหัวเราะไม่อยู่
“ก็…ท่านเสียนเฟยไม่ค่อยเกรงใจใครเพคะ เวลามีสนมคนอื่นลองมาแอบแขวะหรือพูดจาเสียดสี…ท่านก็จะ…”
“จะ…?” จีน่าลุ้น
“จะตอบกลับไปตรง ๆ ทันทีเพคะ” เสี่ยวหลันบอก “แบบตรงมาก…จนบ่อยครั้งอีกฝ่ายน้ำตาคลอ หรือไม่ก็เป็นลมไปเลยเพคะ”
เสี่ยวไป๋รีบเสริม “ครั้งหนึ่ง โหวเฟยจากตำหนักตะวันออกเคยบอกว่าท่านเสียนเฟย ‘คงจับฝ่าบาทไว้ได้เพราะท่านร้อนแรงกว่าคนอื่น’ …ท่านก็เลยตอบไปต่อหน้าคนทั้งศาลาว่า ‘อย่างน้อยข้าก็เคยได้ขึ้นเตียง แต่คนบางคนได้แต่ขึ้นเสียง’ …จากนั้น…โหวเฟยก็เป็นลมพ่ะย่ะค่ะ”
จีน่านิ่งค้างไปสามวินาที ก่อนหลุด “พรวด!” ทั้งน้ำลายทั้งอากาศออกมาพร้อมกัน
“กู...เอ่อ ข้าเคยพูดแบบนั้นจริง ๆ ?!?”
ภาพในหัวเธอเริ่มปะติดปะต่อ สนมเถื่อนผู้ขึ้นชื่อเรื่องปากจัด ดิบ ดุ ไม่แคร์สายตาใคร และไม่ยอมให้ใครมาเหยียบหัวง่าย ๆ
“…แล้วคนอื่นในวัง เขารู้สึกยังไงกับข้า?” เธอถามอย่างแผ่วเบา
เสี่ยวหลันนิ่งคิด ก่อนตอบอย่างระมัดระวัง “ก็…เกรงใจ…และกลัวท่านเพคะ”
“เกรงใจ…กับ…” จีน่าพึมพำ
“และอิจฉา…มาก ๆ ด้วยเพคะ” เสี่ยวหลันรีบพูดต่อ “เพราะฝ่าบาทโปรดท่านเสียนเฟยที่สุดในวังหลัง ไม่มีตำหนักไหนได้รับพระเมตตาถี่เท่าเราเลยเพคะ”
เสี่ยวไป๋แอบกระแอม แล้วพูดเสริมอย่างตรงไปตรงมา “ที่ว่าทรงโปรด…คือเสด็จมาที่ตำหนักนี้เป็นหลักทุกคืนพ่ะย่ะค่ะ สนมอื่นบางคน…อาจได้พระพักตร์เดือนละครั้งหรือสองครั้งเท่านั้นเอง”
จีน่าก้มหน้ามองมือของตัวเองบนตัก สนมเถื่อน…ที่ทั้งวังกลัว และเป็นตัวโปรดที่ทุกคนอิจฉา
แบบนี้เหรอ…ตัวตนเดิมของอิงอวี้
บรรยากาศในศาลาเปลี่ยนทันที คำว่า “ของขวัญ” ในวังหลัง…หมายถึงหลายอย่าง ทั้งเครื่องประดับ ทั้งคน ทั้งยา สายตาหลายคู่หันกลับไปมองเหม่ยซินโดยอัตโนมัติ เพราะทุกคนรู้อยู่แก่ใจว่า ใครคือคนที่ชอบส่งยาบำรุงไปตำหนักอื่นในคราบคำว่า ‘หวังดี’เหม่ยซินนิ่งไปเสี้ยววินาที แต่ก็ยังรักษารอยยิ้มไว้ได้“อิงอวี้” นางหัวเราะเบา ๆ “เจ้าพูดอะไร ข้าฟังไม่ค่อยเข้าใจเลย”“ไม่เข้าใจก็ดีแล้วเพคะ” จีน่าตอบ “เพราะบางเรื่อง…ถ้าเข้าใจเร็วเกินไป อาจทำให้ต้องนอนหลับไม่สนิทในตำหนักตัวเอง”ทุกคนเงียบ…เงียบแบบที่แม้แต่เสียงลมพัดผ่าน ก็ยังได้ยินชัดในความเงียบนั้น มีเสียงหนึ่งดังขึ้นเบา ๆ จากมุมศาลา เป็นเสียงของสนมลำดับกลาง ๆ คนหนึ่งที่ปกติไม่เคยโผล่ขึ้นมามีบทบาท“ข้าว่า…” นางกล่าวเสียงเบา “ต่อให้มีข่าวลือว่าเสียนเฟยเล่นตัวใส่ฝ่าบาท แต่ทุกคนก็เห็นว่าช่วงนี้ฝ่าบาทยังเสด็จไปตำหนักเสียนเฟยอยู่บ่อย ๆ แสดงว่า…คนที่พระองค์เชื่อ คงไม่ใช่ข่าวลือข้างนอกหรอกเพคะ”คำพูดนั้นเหมือนกำปั้นนิ่ม ๆ ที่ต่อยใส่ข่าวลือของเหม่ยซินไปหนึ่งที หลายคนพยักหน้าคล้อยตาม เพราะความจริง…ไม่มีใครปฏิเสธได้ว่า ฮ่องเต้ยังเข้าหาอิงอวี้อย่างเปิดเผยเหม่ยซินสบตา
ตอนบ่าย มีการประชุมเล็ก ๆ ระหว่างสนมจากตำหนักต่าง ๆ ที่ศาลากลางสวน อ้างว่าเป็นงานดื่มชา ชมดอกไม้ แต่ทุกคนรู้ดี...ยิ่งช่วงวังหลังเริ่มวุ่น ‘งานดื่มชา’ ก็คืองานสอดส่องหน้ากันดี ๆ นี่เองจีน่าไปถึงพร้อมเสี่ยวหลัน ถูกนั่งจัดตำแหน่งไว้ด้านหนึ่งของวง ไม่ใกล้เหม่ยซิน แต่ก็ไม่ไกลพอจะไม่เจอดวงตาอีกฝ่ายเหม่ยซินในชุดปักลายหงส์สีอ่อน ยิ้มหวานเหมือนเคย ดวงตาเรียวยาวของนางมีประกายอ่อนโยนแบบคนดี แต่จีน่าตอนนี้…มองออกแล้วว่านั่นแค่ ‘เปลือก’“เสียนเฟยอิงอวี้มาถึงแล้ว” เจ้ากรมวังหญิงกล่าวเสียงดัง แต่ท่าทางสุภาพ “พวกเรากำลังดื่มชากันอยู่เชียว”เหม่ยซินหันมาทางจีน่า รอยยิ้มหวานจัดจนเหมือนน้ำผึ้งจะหยดออกมาจากมุมปาก“อิงอวี้ ข้ามองหาเจ้าอยู่พอดี” นางกล่าว “ช่วงนี้ไม่ค่อยเห็นเจ้ามาเดินเล่นในสวนเลย หรือว่ามัวแต่เหนื่อย…จนไม่มีแรงออกจากตำหนักแล้ว”ผู้หญิงหลายคนหัวเราะเบา ๆ คำว่า “เหนื่อย” ที่เหม่ยซินใช้…ทุกคนในที่นี้ตีความได้คำเดียว…เหนื่อยจากเตียงมังกรจีน่าแกล้งยิ้ม เดินไปนั่งในตำแหน่งของตัวเองอย่างไม่รีบร้อน“เหนื่อยก็จริงเพคะ” เธอตอบเสียงเรียบ “แต่โชคดีที่ฝ่าบาททรงเมตตา ทำให้หม่อมฉันยังมีแรงมานั่งดื่มชาก
เสียงลมตอนสายพัดผ่านยอดหลังคากระเบื้องสีคราม คล้ายจะบอกว่าอีกวันหนึ่งในวังหลวงเริ่มต้นขึ้นแล้ว…อีกวันหนึ่งที่จีน่ารู้สึกเหมือนตัวเองกำลังเดินอยู่บนคมมีดบาง ๆ ที่พร้อมบาดเท้าได้ทุกเมื่อเช้าวันนี้ เธอนั่งกินโจ๊กข้าวหอมอยู่ในศาลาหน้าตำหนัก เสี่ยวหลันคอยตักกับข้าวให้ ส่วนเสี่ยวไป๋ยืนอยู่ด้านหลังเหมือนปกติ แต่กลิ่นในอากาศ…ไม่เหมือนเดิม“เจ้าได้กลิ่นไหม เสี่ยวหลัน” จีน่าถามพลางคนน้ำแกงไปมา “กลิ่นเหม็นอะไรไม่รู้…ลอยอยู่เต็มวังเลย”เสี่ยวหลันชะงัก “กลิ่น…อะไรหรือเพคะ”จีน่ายิ้มบาง ๆ “กลิ่นนินทาไง”ไม่ทันขาดคำ เสียงฝีเท้าก็วิ่งมาอย่างลนลาน นางกำนัลตัวเล็กจากห้องครัวรีบคุกเข่าลงหน้าศาลา หอบหายใจ“ท่านเสียนเฟยเพคะ…!” เสียงนางสั่น “ขะ…ข้าไม่ได้ตั้งใจจะแอบฟัง แต่ที่ลานซักผ้าเมื่อครู่…มีคนพูดถึงท่าน”เสี่ยวหลันกับเสี่ยวไป๋หันมามองหน้ากันแวบหนึ่ง แววตาแข็งขึ้นทันทีจีน่าโยนช้อนลงถ้วยอย่างเบา ๆ “พูดต่อสิ”นางกำนัลตัวเล็กเม้มปาก “พวกนางบอกว่า…ช่วงนี้ท่านเสียนเฟยทำตัว ‘เล่นตัวใส่ฝ่าบาท’ เพคะ บอกว่าฝ่าบาทเสด็จมาหาบ่อย แต่ท่านกลับป่วยบ้าง เหนื่อยบ้าง แกล้งหลับบ้าง ถึงขั้นว่า…ทำให้ฝ่าบาทต้องกลับตำหนักหลั
“จิตของนางยังไม่หายไปไหน” อาจารย์เสิ่นตอบ “เพียงแต่หลบลงไปลึกมาก เหมือนคนที่กำลังหลับในห้วงน้ำ หากเจ้าเปลี่ยนเส้นทางของชะตานี้ได้ วันหนึ่งนางจะได้หลับอย่างสงบ ไม่ใช่หลับในฐานะคนที่ถูกเรียกว่า ‘สนมราคะจัด’ แต่เป็นหญิงที่ครั้งหนึ่งเคยถูกทำร้าย…แล้วมีคนมาช่วยชดใช้แทน”จีน่ารู้สึกว่าคำว่า “ชดใช้” กลับมาอีกครั้งในคืนนี้เธอหัวเราะในลำคอ “งั้นสรุปคือ…ข้าเป็นทั้ง ตัวเปลี่ยนชะตา ตัวชดใช้กรรม และภรรยาคอยจับหางเสือไม่ให้มันคลั่ง รวมในหนึ่งแพ็กเกจเลยสินะคะ”อาจารย์เสิ่นยกมือไหว้ขมับเล็กน้อย “เจ้าพูดในแบบของเจ้า…ก็ใช่”เธอมองเขานิ่ง ๆ ก่อนจะสูดหายใจยาว ปล่อยลมหายใจออกมาช้า ๆ“ก็ได้ค่ะ” น้ำเสียงเธอหนักแน่นขึ้นอย่างเห็นได้ชัด “ในเมื่อข้ามาแล้ว ในเมื่อใช้ร่างนี้แล้ว ในเมื่อหัวใจข้ากำลัง…ผูกกับเสือเถื่อนนั่นทีละนิดอยู่แล้ว ข้าก็จะลองดู”มุมปากเธอยกขึ้นเล็กน้อย “แต่บอกไว้ก่อนนะคะ…ข้าไม่ใช่นางเอกสายเย่อหยิ่ง ที่จะพูดว่า ‘ข้าจะไม่รักเขา!’ แล้วทำหน้าแข็งใส่ ข้ากลัวอยู่เหมือนกัน กลัวว่าถ้าวันหนึ่งเขาคลั่งจนไม่มีหัวใจ…คนแรกที่จะเจ็บ ก็คือข้าเอง”อาจารย์เสิ่นพยักหน้า “การรู้ว่าตัวเองกลัว…ดีกว่าทำตัวไม่กลัวแ
จีน่ากลืนน้ำลาย ใช่…เธอสัมผัสได้จากคืนที่เขากอดเธอแน่นเกินควร จากแววตาเขายามฝันร้าย จากท่าทางเขาเวลาเงียบแล้วจู่ ๆ ดูเหมือนไม่เหลืออะไรให้ยึดจับ“มันคืออะไรคะ” เธอถามเบา ๆ “ข้าสัมผัสได้ว่าเขามีอะไรบางอย่างไม่เหมือนคนธรรมดา แต่ยังเรียบเรียงไม่ออก”อาจารย์เสิ่นเงียบไปอึดใจ ก่อนตอบด้วยเสียงทุ้มต่ำ“คือพลังมืดที่ถูกอัดแน่นอยู่ในร่างของเขา”จีน่าขนลุกเกรียว “พลัง…มืด?”“ใช่”เขาเดินถอยไปเล็กน้อย โบกมือข้างหนึ่งเบา ๆ หมอกขาวรอบตัวทั้งคู่พลันเปลี่ยนสี กลายเป็นเงาเทา ๆ หม่น ๆ ลอยวนอยู่รอบ ๆ เหมือนฝุ่นควันจากกองไฟที่ดับไม่สนิท“ในวันที่เขาขึ้นเป็นฮ่องเต้” อาจารย์เสิ่นเอ่ย “เขาต้องแลกอะไรไปหลายอย่าง ทั้งเลือด ทั้งความรัก ทั้งความไว้ใจ ในความมืดของราชสำนัก มีสิ่งหนึ่ง…มองเห็น ‘แผล’ ของเขา จึงเลือกจะซึมเข้าไปอยู่ในร่างของเขา”จีน่ารู้สึกหนาวทั้งที่ไม่มีลม “สิ่งนั้นคือ…”“พลังมืดของความแค้น ความโดดเดี่ยว ความไม่เชื่อใจมนุษย์” เขาตอบ “มันไม่ใช่ปีศาจในรูปแบบที่เจ้าคิดหรอก แต่เป็นพลังที่เกิดจากความคิดและอารมณ์ของคนจำนวนมาก ที่หมักหมมอยู่บนบัลลังก์นี้มาหลายรัชศก จนกลายเป็น ‘เงา’ ที่พร้อมจะเกาะวิญญาณขอ
คืนนั้น…หลังหมอหลวงอวี่เหวินหมิงจากไป หลังความจริงเรื่อง ยาที่ทำให้อิงอวี้เสพติดสัมผัส ถูกเปิดโปง หัวใจของจีน่าก็อยู่ไม่สุขอีกต่อไป ทั้งความสงสารอิงอวี้ร่างเดิม ทั้งความรู้สึกเหมือนตัวเองกำลัง ‘รับช่วงกรรม’ ต่อ ทั้งภาพใบหน้าฮ่องเต้เมื่อคืน…ตอนที่พูดว่าอยากได้หัวใจเธอมากกว่าตัวทุกอย่างปั่นรวมกันเป็นก้อนใหญ่ ๆ ในอก จนเธอนอนกลิ้งไปมาบนเตียง ชั่วครู่ก็หงาย ชั่วครู่ก็ตะแคง สุดท้ายก็เหนื่อยจนหลับไปในที่สุด แต่การหลับของเธอ…ในคืนนี้ ไม่ได้พาไปสู่ความว่างเปล่าอย่างที่คิด หากแต่พาไปสู่ ‘อีกที่หนึ่ง’ แทน---เธอรู้ตัวว่าตัวเองยืนอยู่กลางทะเลหมอกสีขาว ข้างใต้เท้า…ไม่มีพื้นชัดเจน แต่เธอกลับไม่ตก ด้านบน…ไม่มีท้องฟ้า ทุกอย่างเป็นพื้นที่ว่างสีขาวนวล นุ่มตา เหมือนอยู่ในฝันที่ไม่มีขอบเขต“ที่นี่…ที่ไหนอีกเนี่ย” จีน่าพึมพำ ลองก้มมองตัวเอง…ยังอยู่ในชุดนอนของสนม ผมยาวสลวยปลิวเบา ๆ โดยไม่มีลม ทุกอย่างนิ่ง…แต่ใจเธอเต้นแรงอย่างแปลก ๆในจังหวะที่เธอกำลังหันซ้ายหันขวาไม่รู้จะเดินไปทางไหน หมอกข้างหน้าก็เกิดคลื่นบาง ๆ ขึ้น จากนั้นร่างหนึ่งก็ค่อย ๆ ปรากฏตัวออกมาจากความขาวนั้นชายชุดขาว…ผมยาวสีดำเกล้าหลวม ๆ ด้วย
ตอนที่ 4“เจ้ารู้หรือไม่ว่าในวังนี้…มีแต่คนที่อยากได้สายตาข้าแบบนี้” เขาพูดช้า ๆ “แต่เจ้ากลับทำหน้าราวกับกำลังถูกลากไปเชือด”“กะ…ก็…” จีน่าพูดไม่ออกเขาไม่เปิดโอกาสให้เธอคิดต่อ มือใหญ่ของเขาเลื่อนมาจับท้ายทอยเธอ ดึงให้เข้าใกล้มากขึ้น กลิ่นกายอุ่นและกลิ่นสมุนไพรอ่อน ๆ จากชุดของเขาแผ่ซ่านเข้ามาหัวใจ
“เสี่ยวหลัน” เธอพูดเสียงต่ำจริงจัง “ช่วยข้าหน่อย…คืนนี้ ข้าไม่อยากขึ้นเตียงกับฝ่าบาท”นางกำนัลทำหน้าตกใจประหนึ่งฟ้ามีสองดวง “ท่านเสียนเฟย! ท่านพูดเช่นนี้ออกมาได้อย่างไรกันเพคะ!? ถ้าฝ่าบาททรงทราบว่า...”“ก็เลยต้องทำให้ฝ่าบาท ‘ไม่ทันรู้’ ไงล่ะ!” จีน่าโพล่ง“ช่วยกันคิดสิ จะทำยังไงให้ดูเหมือนข้าป่วย…ป่
เสียงประตูปิดดัง “ปัง” ทิ้งความเงียบว่างเปล่าไว้ในตำหนักจีน่านอนนิ่งอยู่บนเตียง หัวใจเต้นกระหน่ำเหมือนตีกลองรบในอกตัวเอง มือทั้งสองกำผ้าห่มจนยับยู่ยี่ ลมหายใจยังขาด ๆ เกิน ๆ ราวกับเพิ่งวิ่งสี่ร้อยเมตรรอบสนามเมื่อครู่…ผู้ชายคนนั้น…“หลงจวิ้น…ฮ่องเต้ของแผ่นดินนี้”จีน่ากลืนน้ำลาย ฝืนยันตัวลุกขึ้นนั
เสียงหวีดเบรกของรถไฟฟ้าดังแทรกเข้าฉากวังหลังสุดร้อนแรงที่จีน่ากำลังอ่านอยู่บนหน้าจอโทรศัพท์ ขณะที่เธอกำลังจะถึงฉากที่สนมเอกถูกฮ่องเต้ดิบเถื่อนจับกดลงบนเตียงแบบชนิดที่เธอเองยังต้องกลืนน้ำลาย…“โอ๊ย! ทำไมมันค้างตรงนี้ล่ะวะ!” จีน่าพึมพำ หัวใจตึกตักเหมือนคนรอจุดพีคในชีวิต เธอเป็นสาวออฟฟิศธรรมดา ๆ ที่มี







