LOGIN"เลว" นอกจากคำนี้เธอไม่รู้จะเอาคำไหนมาบัญญัติได้อีกแล้ว เพราะพ่อกับลูกก็ไม่ต่างอะไรกันเลย "ขอบคุณครับที่ชม.. ค่ำแล้วไปดีกว่า" ชายหนุ่มทำเหมือนไม่ทุกข์ร้อนอะไร ลุกขึ้นได้เขาก็เดินตรงมาที่ประตู ซึ่งมีเธอยืนอยู่ไม่ไกลจากตรงนั้น มือเรียวยื่นไปคว้าแขนของเขาไว้โดยที่ไม่มองสบตา และไม่ได้หันหน้าไปทางเขาเลยด้วยซ้ำ "คุณต้องการอะไรเพื่อแลกกับทุกอย่างของพ่อฉันคืนมา" เวลานี้ไม่มีอะไรสำคัญเท่ากับครอบครัวของเธออีกแล้ว เพราะเธอรู้ดี ว่าพ่อหวงสิ่งที่มีอยู่มาก หวงยิ่งกว่าตัวเธอสะอีก สายตาคมมองตั้งแต่ใบหน้า ต่ำลงไปจนถึงปลายเท้า แล้วก็มองกลับขึ้นมาอีกครั้ง "..ก็ลองเสนอมาก่อนสิ เผื่อฉันจะเก็บไปพิจารณา" "ฉันขอร้อง..ขอให้คุณช่วยพ่อของฉัน ช่วยให้ท่านพ้นคดีความ ช่วยให้ท่านได้ทุกอย่างคืนกลับมา ตัวฉันอาจจะไม่มีค่าอะไรมากพอ แต่ฉันก็มีแค่ตัวที่จะขอแลกกับทุกสิ่ง"
View Moreเสียงเครื่องสายของชาวจงหยวนดังอึงมี่ก้องไปไกลคงราวร้อยลี้ จากนั้นไม่นานทุกสายตาก็ได้เห็นขบวนเกี้ยวเจ้าสาวอันยิ่งใหญ่โผล่พ้นหัวโค้งก่อนถึงตำหนักชินหวาง 'หานไท่หมิง' แห่งหนานสุ่ย ปีนี้คือรัชศกต้าเต๋อปีที่หก ปกครองโดยคนแซ่หาน พระนามว่า 'หานไท่สือ' องค์จักรพรรดิลำดับที่สามสิบหกในราชวงศ์หาน หลายหน้าหนาวที่ผ่านพ้น มหานครเทียนคงเฉิงแห่งนี้สงบสุขไร้ทุกข์ ทั้งภัยสงคราม ภัยธรรมชาติ และโรคระบาดผ่านมาหลายหน้าหนาวที่มิได้เข้ามาแผ้วพานชาวเมืองเทียนคงเฉิง โดยการปกครองซึ่งเป็นธรรม และมากปัญญาขององค์จักรพรรดิหนุ่มวัยยี่สิบสองหนาว
จึงทำให้หน้าหนาวปีนี้ เมืองหลวงแห่งหนานสุ่ยเจริญรุ่งเรืองอย่างยิ่ง ชาวประชาใบหน้าสดใส ข้าวเปลือกและพืชพรรณญญาหารในยุ้งฉางของแต่ละจวน และบ้านเรือนล้วนต่างเต็มแน่นไม่ขาดแคลน การค้าการขายก็ก้าวไกลไปหลายดินแดน มากมายไปด้วยพ่อค้าวาณิชต่างแดน ร้านค้าหรือก็มีมากขึ้น ขอทานและคนจนยากไร้ ผู้ที่ขาดที่อยู่อาศัยเร่ร่อนแทบจะไม่มีให้พบเจอภายในเมืองหลวงแห่งนี้เช่นในอดีตเมื่อหลายฤดูหนาวก่อน จึงกล่าวได้ว่าฮ่องเต้หรือองค์จักรพรรดิผู้นี้เป็นบุรุษผู้ทรงธรรมไม่น้อย
และส่วนอีกหนึ่งผู้ที่ช่วยเหลือส่งเสริมให้การปกครองขององค์จักรพรรดิหนุ่มนั้นดำเนินไปได้โดยปกติสุขก็ยังมี 'ท่านอ๋องสิบแปด' หรือชินหวางแห่งหนานสุ่ย พระนาม ว่า 'หานไท่หมิง' บุรุษวัยเพียงสิบเก้าหนาว ทว่ากลับเป็นแม่ทัพใหญ่ของหนานสุ่ยมานับตั้งแต่เขามีวัยเพียงสิบสี่หนาวเท่านั้น เพราะไม่ว่าจะเป็นศึกน้อยใหญ่ หรือศึกนอกดินแดนที่มารุกราน หรือเป็นศึกในจากพวกเหล่ากบฏ ชินหวางหนุ่มแน่นผู้นี้เขาก็ล้วนเผชิญหน้าปกป้องชาวหนานสุ่ยมาด้วยดีตลอดห้าฤดูหนาวที่ผ่านมา เคียงข้างผู้เป็นพี่ชายมิเคยย่อท้อต่อศึกใดเลยสักเพียงนิด
ดังนั้นเมื่อมีการศึกใดบังเกิด หากเอ่ยถึงกองทัพกิเลนเพลิงพิฆาตที่มีจอมทัพผู้เป็นน้องชายร่วมบิดามารดาเดียวกันเช่นชินหวางหานไท่หมิง หรือท่านอ๋องสิบแปดผู้นี้ออกหน้าเผชิญศึกคราวใด องค์จักรพรรดิหนุ่มแห่งหนานสุ่ยล้วนวางใจกินอิ่มนอนหลับ สบายใจปลอดโปร่งไร้กังวลใดมาแผ้วพาน
เช่นนั้นในวันนี้มีข่าวว่าตำหนักชินหวางของจอมทัพหนุ่มวัยสิบเก้าหนาวนั้นกำลังจะมีงานมงคล ตบแต่งทั้งพระชายาเอกและพระชายารองพร้อมกันในวันเดียวนี้ ชาวบ้านจึงออกมาดูชม หวังใจว่าพวกเขาจะมีบุญวาสนาได้ยลโฉมท่านอ๋องสิบแปดผู้ถูกขนานนามว่าเป็นเทพแห่งสงครามของยุคนี้สักครา
แล้วก็ไม่ผิดหวังพวกเขาต่างได้ยลโฉมของบุรุษที่มีร่างกายสูงสง่าซึ่งสวมอาภรณ์มงคลสีแดงเจิดจ้าสะท้อนแสงแดดอ่อนของต้นยามเฉิน ที่เพิ่งทอแสงลงมายังพื้นพิภพของมหานครเทียนคงเฉิงที่ยังคงมีหิมะปกคลุมพื้นถนน ส่องประกายแวววาวงดงามเกินจะบรรยาย ภาพเจ้าบ่าวผู้นำขบวนจึงหล่อเหลา และงามสง่าดังกับเขาคือเทพเซียนที่กำลังลงมาเยือนโลกมนุษย์มิผิดไป เพียงแต่หากใบหน้านั้นจะมีรอยยิ้มแตะแต้มสักนิด ความงดงามและหล่อเหลาที่ผสานกันอย่างลงตัวนั้นคงจะไม่ลดน้อยถอยลงไปถึงกึ่งหนึ่งเช่นนี้
“เกิดมาหนึ่งชีวิตนับว่าข้าไม่สูญเปล่าแล้ว”
แม่เฒ่านางหนึ่งพึมพำ ดวงตานั้นก็ยังคงจับจ้องติดตามขบวนเจ้าสาวทั้งสองไปด้วยสายตาตื้นตันจนถึงกับหลั่งน้ำตา บัดนี้เหล่าสาวงามต่างก็ล้วนริษยาเจ้าสาวทั้งสอง ส่วนบุรุษนั้นพวกเขาย่อมริษยาบุรุษผู้นั่งองอาจอยู่บนหลังอาชาศึกตัวโตสายพันธุ์ดีเฉกเช่นเดียวกันที่สามารถตบแต่งภรรยาเข้าเรือนได้ถึงสองนางในคราวเดียวกันเช่นนี้ นับว่าชินหวางแห่งหนานสุ่ยนี้มิธรรมดาจริงแท้
“แต่ก็แปลกนะ ปกติแล้วเหล่าเชื้อพระวงศ์แห่งหนานสุ่ยของพวกเราหาได้เคยมีผู้ใดต้องออกมารับเกี้ยวเจ้าสาวด้วยตนเองสักพระองค์ เหตุใดท่านอ๋องสิบแปดจึงแหวกม่านประเพณีเช่นนี้เล่า”
มีคนชื่นชมย่อมต้องมีคนติฉินนินทาอยู่คู่ใต้หล้ามาเนิ่นนาน ดังนั้นพอขบวนเกี้ยวยิ่งใหญ่ผ่านเลยไปไม่ไกลก็บังเกิดเสียงหนึ่งดังขึ้นมากลางปล้องไม่กลัวตายสักนิดขึ้นทันใด
“หุบปาก!”
เป็นท่านป้าผู้หนึ่งที่คงจะอดคันริมฝีปากไม่ได้ จึงเผลอวิจารณ์ออกมาอย่างไม่รักชีวิต เดือดร้อนให้สามีของนางต้องเร่งมืออุดปากคนหาความเดือดร้อนมาสู่ครอบครัวทันที ก็นั่นเชื้อพระวงศ์ พวกเขาคือชาวบ้านหาเช้ากินค่ำ มีสิทธิ์ใดไปก้าวก่ายกันเล่า
“เห็นว่าเพราะคุณหนูรองสกุลจางผู้ถูกตบแต่งเข้ามาเป็นพระชายารองนั้นเป็นสตรีซึ่งท่านอ๋องสิบแปดผูกใจรักมั่นคงมานานหลายฤดูหนาวแล้ว ทว่าสุดท้ายท่านอ๋องมิอาจรับนางตบแต่งเป็นพระชายาเอกได้ วันนี้จึงเพียงเอาใจว่าที่พระชายารอง ท่านอ๋องสิบแปดถึงกับออกปากทูลขอต่อฝ่าบาทให้ละเว้นประเพณีของราชวงศ์ ชดเชยที่ไม่อาจตบแต่งคุณหนูรองแซ่จางผู้นั้นก็เพียงเท่านั้น”
อย่างที่กล่าวคำคนเช่นไรก็ยากจะปิดบัง ดังนั้นจากเดิมเริ่มที่ท่านป้าไม่กลัวตายก็ขยายกว้างไปรวดเร็วยิ่งกว่าไฟไหม้ฟางกลางท้องทุ่งนาเสียอีก โดยเฉพาะเรื่องเหล่านั้นเป็นไปในทางที่เสื่อมเสีย เพราะถึงชินหวางผู้นี้จะมีพระคุณต่อแผ่นดินหนานสุ่ยไม่น้อย หากแต่นิสัยเอาแต่พระทัยตนเองเป็นใหญ่ กับอารมณ์ที่ทั้งร้อนและร้าย ชาวบ้านในเทียนคงเฉิงแห่งนี้รู้แจ้งกันมาเนิ่นนาน เช่นนั้นเพียงเขาอยากแหวกม่านประเพณีเช่นนี้จึงไม่นับว่าแปลกอันใดเลย ก็เขามีทั้งไทเฮาให้ท้าย องค์จักรพรรดิส่งเสริม จึงไม่แปลกที่หานไท่หมิงผู้นี้เขาจะทระนงตนเหนือผู้คนทั่วไปอยู่หลายส่วน
...คนเรามีดีล้วนย่อมมีข้อเสียเป็นปกติวิสัยของปุถุชนมนุษย์ทั่วไป มิอาจละเช่นไปได้...
“อ้าวเช่นนั้นวันนี้เป็นผู้ใดกันที่มากวาสนาได้ตบแต่งมาเป็นพระชายาเอกกระนั้นหรือยายเฒ่ากั๋ว”
สามเดือนผ่านไปตอนนี้ท้องของมิลานก็เริ่มโตขึ้นจนโผล่พ้นออกมาให้เห็นมากแล้ว"ทำไมกลับบ้านเร็วล่ะคะ" หลายวันมานี้สามีกลับบ้านก่อนเวลาตลอด"ว่าจะไม่ไปทำงานด้วยซ้ำ""ทำไมล่ะ""ก็เป็นห่วงคุณไง ดูสิจะเดินจะนั่งก็ดูลำบากไปหมด" ชายหนุ่มพูดพร้อมกับประคองภรรยาค่อยๆ นั่งลงที่โซฟา"ฉันอยู่ที่บ้านกับคุณแม่ไม่เห็นมีอะไรต้องน่าเป็นห่วงเลยค่ะ"ถึงแม้ว่าแม่ของเขาจะดูแลเธอเป็นอย่างดี แต่ผู้เป็นสามีก็อดห่วงไม่ได้ เพราะอยากจะดูแลเธอเอง มือหนาลูบไล้หน้าท้องของภรรยาซึ่งตอนนี้เด็กดื้อที่อยู่ในนั้นกำลังดิ้นแรงมาก"เหลืออีกตั้งสี่เดือนกว่า ลูกถึงจะคลอด ถ้าไม่ไปทำงานใครจะดูงานให้ล่ะคะ""ก็ให้ท่านรองประธานดูไปสิ""คุณเสกสรรนะเหรอ""ไอ้เสกมันทำงานเก่งไม่เป็นแบบที่คุณคิดหรอกนะ" ใครจะคิดว่าเสกสรรจะเก่งในการทำงานขนาดนี้ เพราะเคยเห็นแต่สำมะเลเทเมาไปวันวานพอรู้ว่าโปรเจคงานที่ก่อปัญหาในครั้งนั้นเป็นผลงานของเสกสรร เหนือตะวัน และพ่อของมิลานก็มองเสกสรรใหม่ จนตอนนี้ให้ตำแหน่งเขาเป็นถึงท่านรองประธาน เพื่อที่จะมาดูงานช่วยกันอีกแรงแต่เสกสรรจะยอมรับตำแหน่งนั้น ถ้าให้ภรรยาของเขาเป็นเลขาส่วนตัว เพราะทีแรกจั๊กจั่นขอไปทำงานที่แ
เช้าวันต่อมา.."ถ้ามีโอกาส เราจะมาเที่ยวเล่นที่นี่อีกนะ" ประไพเอ่ยพูดขึ้นกับลุงพงษ์และป้าวรรณีที่เดินมาส่งตรงท้ายหมู่บ้านเพื่อจะขึ้นรถไปสนามบิน"เชิญพวกท่านทั้งสองได้เสมอเลยครับ" ลุงพงษ์ตอบกลับไปแบบนอบน้อม"ถ้าเมื่อไรอยากได้ถนน กับไฟฟ้า ให้บอกมาได้ตลอดเลยนะ เดี๋ยวให้คนมาจัดการให้" คำพูดนี้ท่านรัฐมนตรีเป็นคนพูดเอง เพราะถ้าเป็นคำสั่งของท่านคงใช้เวลาไม่นาน"ก็ไอ้หำน่ะสิ..เออ..ขอโทษครับ" ลุงพงษ์เผลอปากเรียกลูกชายท่านว่าหำต่อหน้า"ไม่เป็นไรหรอกครับลุง ลุงถนัดแบบไหนก็พูดแบบนั้นเถอะ" เหนือตะวันที่ยืนอยู่ข้างๆ ก็ได้พูดให้ลุงคลายกังวล"ลูกหลานมันอยากจะเก็บบรรยากาศแบบนี้ไว้ ก็ทำตามคนที่เขาอยู่อาศัยต่อเถอะครับท่าน" มันยิ่งทำให้ป้าและลุงรักหลานชายคนนี้เพิ่มขึ้น เพราะเขาไม่ใช่คนธรรมดา แต่ยังมาอาศัยอยู่กับพวกท่าน ถือว่าบุญเก่าเคยทำมาร่วมกัน"คุณพ่อกับคุณแม่กลับไปก่อนนะครับ ถ้าพ้นช่วงฮันนีมูนแล้วเดี๋ยวผมจะพาลูกสะใภ้กลับไปหาเอง" เหนือตะวันพูดพร้อมกับเปิดประตูให้ผู้เป็นพ่อกับแม่ได้ขึ้น"ฝากดูแลท่านทั้งสองด้วยนะเสก" เขายังหันไปพูดกับเสกสรรที่กำลังจะขึ้นรถอีกคัน"ได้สิ มึงอย่าลืมนะว่านี่ก็พ่อตาแม่ยายกูเ
"คิดถึง""คะ?" จะตกใจอะไรก่อนดี ระหว่าคำที่ท่านบอกว่าคิดถึง หรือมือที่ท่านยื่นมาโอบกอด สัมผัสแบบนี้ไม่เคยเจอมาเป็นสิบปีแล้ว ถึงแม้เวลามันจะยาวนาน แต่นางก็นับวันนับคืน ว่าเมื่อไรสามีจะหันหน้ากลับมาหา แต่ยิ่งท่านหันหลังให้ก็ยิ่งเดินห่างไกลออกไป วิ่งตามเท่าไรก็ตามไม่ทัน"ท่านไม่สบายหรือเปล่าคะ" ความคิดนี้พุ่งขึ้นมาในหัว ส่วนมากถ้าคนที่เป็นโรคร้าย ชอบจะกลับมาตายรังแบบนี้เสมอ เพราะอีหนูพวกนั้นคงดูแลไม่ได้"ทำไมคิดแบบนั้นล่ะ""ก็ดูท่านเปลี่ยนไป" นอกจากคำว่าคุณแล้ว ประไพชอบเรียกสามีว่าท่าน เพราะยังไงนางก็อายุน้อยกว่าเป็นสิบปี"ถ้าผมไม่สบายจริง คุณจะดูแลไหม"เพียงไม่นานก็ได้ยินเสียงสะอื้นของภรรยาเก่า พร้อมกับมือที่ขยับขึ้นปาดน้ำตาตัวเองออก"คุณเป็นอะไร" สำราญตกใจ รีบลุกขึ้นนั่ง จะจุดไฟตะเกียงก็ทำไม่ได้แล้วเพราะทำไม่เป็น"คุณป่วยระยะที่เท่าไรแล้วคะ""ระยะที่เท่าไรหมายความว่ายังไง""คุณเป็นมะเร็งใช่ไหม คุณไปหาหมอมาหรือยัง แล้วทำไมคุณไม่รีบกลับมาหาฉัน" สิ้นประโยคคำพูดเสียงสะอื้นของนางก็ดังขึ้นเรื่อยๆ ที่ประไพคิดแบบนี้ ก็เพราะมีไม่กี่โรคหรอกคนรุ่นราวคราวนี้ที่จะเจอ"ใจเย็นก่อนสิคุณ""ทำไมคุณไม่รี
ในเวลาเดียวกันนั้นที่บ้านปลายนา..หลังจากร่วมรับประทานอาหารเย็นกันเสร็จแล้ว ลุงพงษ์กับป้าวรรณี และคู่ที่มาฮันนีมูนก็ได้กลับบ้าน ซึ่งปล่อยให้ท่านรัฐมนตรีกับอดีตภรรยาได้อยู่ด้วยกันแค่สองคน ในบ้านหลังที่พ่อและแม่ของมิลานเคยอาศัยอยู่เรามารู้จักกับท่านรัฐมนตรีและภรรยาเก่ากันบ้าง สำราญ ชายวัย 57 ปี แต่รูปร่างหน้าตาก็ไม่ได้เป็นไปตามอายุเท่าไร เพราะดูแลร่างกายดี ส่วนประไพ ซึ่งอายุน้อยกว่าสามีเก่าถึง 10 ปี ตอนที่เรียนมหาวิทยาลัยในปีนั้นนางก็ได้คว้าดาวมหาวิทยาลัยมาครอง ความสวยของนางก็ยังคงมีอยู่ แต่ด้วยความไม่พอของสามี จึงยังต้องการเด็กสาวเข้ามาเติมเต็ม"คุณนอนได้ไหมล่ะคะ""นอนได้สิ" สำราญพูดพร้อมกับค่อยๆ หย่อนกายมุดเข้าไปในมุ้งแบบลำบากเพราะไม่เคยนอนแบบนี้มาก่อน"หึ..มันก็สรรหาที่มาอยู่นะ""แต่ผัวเมียคู่นั้นก็ดูรักลูกเราดีนะคะ""อืมม..ชีวิตแบบนี้ก็ดีไปอีกแบบ""คุณนอนไปก่อนเลยนะคะ ฉันจะลงไปเล่นข้างล่าง" ว่าแล้วนางก็แยกตัวลงมาก่อน ..อายุปูนนี้แล้วทำไมหัวใจยังเต้นแรงอยู่อีกควรพอได้แล้วมั้งประไพ เข้าใกล้สามีเก่าแล้วรู้สึกหวั่นไหวจนต้องได้ตำหนิตัวเองพอลงมาถึงข้างล่างนางก็มองขึ้นไปบนท้องฟ้า ซึ่งตอนน
ชายหนุ่มลุกขึ้นแล้วค่อยๆ ก้าวถอยหลังออกไปในความมืด ทั้งสามได้แต่มองตาม เพราะไม่รู้ว่าเขากำลังคิดอะไรอยู่ แต่ที่รู้ใครจะไปทำได้ เพราะนั่นมันแสดงถึงการปฏิเสธสิ่งที่เขาขอพ่อของเธอมา"ขึ้นบ้านได้แล้ว" ภูธรหันไปสั่งภรรยากับลูกสาว ..มิลานได้แต่เดินตามหลังผู้เป็นพ่อขึ้นบ้าน แต่สายตาของเธอยังมองไปในความมืดตร
หญิงสาวไม่รอช้าเดินมุ่งหน้าเข้ามาในหมู่บ้าน ..ในระหว่างที่เดินมาก็คิดถึงทุกครั้งเวลาที่เขาตั้งวงดื่มเหล้า ก็จะมีผู้หญิงคนนั้นนั่งอยู่เคียงข้าง"ทำไมวันนี้มึง ดูแปลกๆ วะ" เสกสรรถามเพื่อน ที่เอาแต่ดื่มเอาดื่มเอาจนเหล้าไม่พอกิน"กูแปลกตรงไหน? ตรงไหนที่กูแปลก!!""อ้าวไอ้นี่..พูดแค่นี้ก็ต้องใส่อารมณ์ด้วย""ส
เขาไม่เป็นอันทำอะไร มัวแต่จ้องมองไปที่บ้านหลังนั้น เพื่อรอเวลาให้พ่อของเธอออกจากบ้านไปก่อน ส่วนแม่..ต้องชั่งใจดูก่อนว่าวันนี้ท่านจะตามไปที่สวนผักไหม"ป้าจะไปไหนเหรอครับ" ชายหนุ่มถามขึ้นเมื่อเห็นว่าป้ากำลังจะเดินไปที่บ้านของเธอ"ไม่ได้ยินหรือไงว่าลุงจะลงผักใหม่ ก็จะไปชวนแม่ของหนูมิลานไปช่วยกันจะได้เสร็
"กลับลงมาอีกทำไม"ได้ยินเสียงที่คุ้นหูอยู่ใต้ถุนบ้าน ใบหน้างามรีบหันไปมอง"นาย" เมื่อรู้ว่าเป็นใครหัวใจเริ่มเต้นแรงขึ้น ..นี่เราเป็นอะไร ความรู้สึกแบบนี้ไม่เคยมีให้ใครมาก่อน"ถามว่าลงมาอีกทำไม" เท้าแกร่งค่อยๆ ก้าวเดินออกมาจากความมืด ที่เธอมองไม่เห็นก็เพราะแสงเดือนสาดส่องเข้าไปไม่ถึงใต้ถุนบ้าน"ลงมาดูว่า
reviews