เข้าสู่ระบบบรรยากาศในท้องพระโรงเช้าวันต่อมาหนาวเหน็บยิ่งกว่าเหมันตฤดู เมื่อหวงจื่อเยียนก้าวออกมาข้างหน้าพร้อมถุงสีแดงที่บรรจุบัญชีลับจากจวนขุนนางกรมคลังที่เพิ่งถูกกวาดล้างไปเมื่อวาน เขาอ่านรายชื่อขุนนางที่เกี่ยวข้องด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อย ทว่าทุกชื่อที่หลุดจากปากกลับทำให้ขุนนางผู้นั้นแทบล้มทั้งยืน
"เงินคลังคือหยาดเหงื่อของราษฎร ผู้ใดแตะต้องย่อมต้องแลกด้วยโลหิต" เขาสรุปสั้น ๆ ก่อนจะปรายตาคมกริบกวาดมองไปทั่วห้องจนทุกคนต้องก้มหน้าหลบตา เมื่อเสร็จสิ้นการประชุม ขณะที่เหล่าขุนนางรีบแยกย้ายราวกับกลัวโดนลูกหลง หวงจื่อเยียนกลับเอ่ยเรียกขุนนางผู้หนึ่งไว้ด้วยน้ำเสียงที่ดูให้เกียรติเป็นพิเศษ "ใต้เท้าเจียว โปรดรอสักครู่" เจียวกั๋วจง เสนาบดีกรมโยธาที่กำลังรีบเร่งจะไปตรวจการสร้างเขื่อนนอกเมืองหยุดชะงัก เขาหันมาประสานมือคารวะอัครเสนาบดีหนุ่มด้วยความชื่นชม "ฝีมือการตรวจจวนของท่านเสนาบดีหวงช่างเด็ดขาดนัก ข้านับถือในความเที่ยงธรรมของท่านจริง ๆ" หวงจื่อเยียนยิ้มบาง ๆ เป็นรอยยิ้มที่ดูสุภาพจนน่าขนลุก "ท่านชมเกินไปแล้ว ข้าเพียงแต่ทำตามหน้าที่ ทราบว่าท่านต้องเดินทางไปคุมงานสร้างเขื่อนนอกเมืองหลายวัน เดินทางคราวนี้โปรดรักษาตัวด้วย แผ่นดินยังต้องการขุนนางตงฉินเช่นท่าน" เขากล่าวคำอวยพรที่เปี่ยมไปด้วยมารยาท โดยไม่ปริปากบอกแม้แต่น้อยว่าเขาสั่งกักบริเวณบุตรสาวผู้เป็นแก้วตาดวงใจของเจ้ากรมโยธาธิการมาสองวันแล้ว เมื่อเจียวกั๋วจงกลับถึงจวน เขาเรียกบุตรสาวเข้าพบทันทีเพื่อสั่งเสียก่อนเดินทาง เจียวซือซือเดินเข้ามาด้วยท่าทางเบื่อหน่ายจากการถูกกักบริเวณ นางไม่ได้บอกเรื่องที่ถูกหวงจื่อเยียนรังแกเพราะไม่อยากให้บิดาที่งานล้นมือต้องกังวล "ซือซือ พ่อต้องไปนอกเมืองหลายวัน เจ้าอยู่จวนก็สำรวมตนให้ดี" "ท่านพ่อเจ้าคะ" เจียวซือซือเริ่มแผนการทันที "ในระหว่างที่ท่านไม่อยู่ ข้าขออนุญาตเปิดร้านน้ำหอมเล็ก ๆ ได้ไหมเจ้าคะ ข้าอยากจะช่วยแบ่งเบาภาระท่านพ่อ ช่วยกอบกู้ฐานะตระกูลเจียวของเราที่กำลังย่ำแย่ให้กลับมามั่นคงอีกครั้ง" เจียวกั๋วจงที่กำลังจิบชาถึงกับชะงัก เขาสำลักน้ำชาออกมาอย่างแรง ใบหน้าแดงก่ำด้วยความโกรธ "เจ้าพูดว่าอะไรนะ กอบกู้ฐานะ ตระกูลเจียวเราตกต่ำตั้งแต่เมื่อไหร่!" เจียวซือซือหน้าเหวอไปทันที "อ้าว ก็ข้าจำได้ว่าเรามีหนี้สินรุงรัง บ้านเรามีหนี้สินจนข้าต้อง..." "เหลวไหล!" เจียวกั๋วจงทุบโต๊ะเสียงดัง "ตระกูลเจียวเรามีกินมีใช้ มีที่ดินพระราชทาน มีเบี้ยหวัดขุนนางไม่เคยขาด ที่เจ้าไปกู้หนี้ยืมสินมานั่นเพราะเจ้าเอาเงินไปซื้อของขวัญล้ำค่าไปประเคนให้ท่านอัครเสนาบดีจนหมดคลังส่วนตัวของเจ้าต่างหาก" เขากำมือแน่นเมื่อนึกถึงความไร้ยางอายของบุตรสาวที่ไม่เชื่อฟัง "ตอนนี้ก็ประหยัดใช้เงินเบี้ยรายเดือนที่ได้รับก็พอ หากข้ารู้คราวนี้ข้าไม่ตามใช้หนี้ให้เจ้า จะปล่อยให้เจ้าหนี้ประจานเจ้าทั่วเมืองหลวง!" บางครั้งเขาก็นึกเจ็บใจตัวเองที่ตามใจนางเกินไปเพียงเพราะเห็นว่านางกำพร้ามารดา ไม่นึกว่าการชดเชยความรักด้วยการตามใจจะทำให้นางเสียคนได้ถึงเพียงนี้ ความทรงจำส่วนลึกของร่างเดิมพลันผุดขึ้นมาดุจน้ำหลาก ที่แท้เจียวซือซือคนเก่าปั้นเรื่องโกหกเพื่อขอยืมเงินเจ้าหนี้มาซื้อหยกหายาก ซื้อตำรากวีโบราณราคาแพงลิบไปฝากหวงจื่อเยียนเพื่อเรียกร้องความสนใจ กระนั้นเขาก็ไม่เหลียวแลนางแม้แต่หางตา "เจ้าเป็นสตรีของจวนขุนนาง เป็นถึงว่าที่ฮูหยินอัครเสนาบดีที่คนทั้งเมืองยำเกรง" เจียวกั๋วจงอบรมนางชุดใหญ่ "จงเตรียมตัวออกเรือน ทำตัวให้สมฐานะ อย่าได้คิดเรื่องการค้าขายที่ต่ำต้อยนั่นอีก เข้าใจไหม" นางก้มหน้างุดอย่างตกใจที่บิดาโกรธจัดไม่กล้าโต้เถียงแม้แต่คำเดียว "ไปไหนก็ไปเถอะ" เจียวกั๋วจงโบกมือเมื่อเห็นนางเงียบเหมือนสำนึกผิด นางโค้งคำนับบิดาแล้วขอตัวกลับเรือน ในใจยังหวาดหวั่นไม่จางหาย เจียวซือซือเดินออกจากห้องโถงด้วยใบหน้าซีดสลับแดงเรื่อ ทั้งอับอายตัวเอง อับอายบิดาและโกรธเจ้าของร่างเดิมในคราวเดียวกัน นางเบะปากแรงจนแทบจะถึงหู ตลอดทางกลับเรือนพักนางบ่นพึมพำสาปแช่งบุรุษหน้านิ่งคนนั้นไม่หยุด "กอบกู้ฐานะอะไรกัน ยัยซือซือคนเก่านี่มันบ้าผู้ชายจนเสียสติจริง ๆ" นางสบถออกมาเบา ๆ "แล้วคนหน้าตายหวงจื่อเยียนนั่นอีก ใครเขายำเกรงข้าไม่รู้ รู้แต่ว่าข้ารังเกียจ ยิ่งใหญ่คับฟ้านักหรือไร สุดท้ายก็แค่คนปากเสียขี้เก๊กแถมสติฟั่นเฟือน!" นางเดินกระทืบเท้าเข้าห้องอย่างอารมณ์เสีย "ชิงชิง เตรียมน้ำอาบให้ข้าที ข้าอยากจะล้างความซวยที่ชื่อหวงจื่อเยียน ออกจากหัวข้าให้หมด" ขณะเดียวกันภายในจวนอัครเสนาบดี "แค่ก!" หวงจื่อเยียนสำลักน้ำชาที่เพิ่งจิบได้เพียงอึกเดียว "ใต้เท้าเป็นอะไรมากไหมขอรับ" อี้เฝิงเห็นเขาไอจนหน้าแดงก็รีบเข้ามาดู หวงจื่อเยียนเพียงยกมือขึ้นส่ายหน้าเบา ๆ แล้วโบกมือให้เขาออกไปได้ไม่ต้องห่วง จวนตระกูลเจียวเช้ามืดวันต่อมา "อยู่ที่จวนก็รักษาตัวให้ดี หากพ่อเสร็จงานจะรีบกลับมา" "ท่านพ่อเดินทางดี ๆ เจ้าค่ะ" หลังจากส่งบิดาขึ้นรถม้าเดินทางออกนอกเมืองหลวงไปพร้อมกับคณะขุนนางกรมโยธา เจียวซือซือก็ลอบถอนหายใจยาวด้วยความโล่งอก ทันทีที่ลับตาคน นางก็รีบสั่งให้ชิงชิงปิดประตูเรือน แอบนำชุดบุรุษที่เตรียมไว้ออกมาผลัดเปลี่ยน "คุณหนูเจ้าคะ เราทำอย่างนี้จะดีหรือเจ้าคะ ถ้าใต้เท้าหวงรู้เข้า หัวของท่านกับข้าต้องหลุดจากบ่าแน่ ๆ" ชิงชิงมือสั่นพะวักพะวนขณะช่วยติดหนวดปลอมบนริมฝีปากบางของคุณหนูของนาง "เงียบน่าชิงชิง พ่อข้าไม่อยู่ตั้งสามวัน ใครจะมาจับได้" เจียวซือซือส่องกระจก สำรวจใบหน้าคมเข้มแบบเก๊ ๆ ของตนเอง "เงินเบี้ยรายเดือนก็เรื่องหนึ่งแต่เงินที่ข้าหาเองมันอีกเรื่อง ข้าต้องมีทุนสำรองไว้เผื่อวันไหนทนเสนาบดีปากเสียนั่นไม่ไหว จะได้มีทางหนีทีไล่ไม่ต้องง้อใคร" สองหนุ่มน้อยร่างบางในชุดผ้าฝ้ายธรรมดา แอบมุดออกทางประตูหลังจวนมุ่งหน้าสู่ตลาดค้าสมุนไพรทิศตะวันออก เจียวซือซือเดินกร่างเลียนแบบท่าทางบุรุษที่ดูเหมือนแมวพองขน นางกว้านซื้อทั้งพิมเสน ดอกกุหลาบอบแห้ง และน้ำมันหอมสกัดกลิ่นหายากจนเต็มสองมือ "สนุกจริง ๆ เลยชิงชิง เห็นไหมว่าโลกข้างนอกกว้างใหญ่จะตายไป ใครจะอยากอุดอู้อยู่แต่ในจวนคอยรับคำสั่งคนบ้าอำนาจเล่า" "เมื่อก่อนคุณหนูไม่เป็นอย่างนี้นะเจ้าคะ ท่านเป็นอะไรไป" ชิงชิงหน้ามุ่ยยังกังวลกับของเต็มไม้เต็มมือจนจะถือไม่ไหว "เมื่อก่อนข้าโง่เขลา ตอนนี้ฉลาดแล้วไงล่ะ" นางเอ่ยยิ้มกว้างอย่างอารมณ์ดี "ถอยไป รถม้าท่านอัครเสนาบดีกำลังผ่านทาง" เสียงประกาศกังวานจากทหารนำขบวนทำให้ผู้คนบนถนนสายหลักรีบหลบเข้าข้างทางทันที เจียวซือซือใจกระตุกวูบ หนังตาขวากระตุกยิก ๆ "คุณหนู เอ๊ย พี่ชาย นั่นรถม้าใต้เท้าหวง" ชิงชิงกระซิบเสียงสั่น แทบจะมุดลงไปใต้แผงขายผัก "เห็นแล้ว หลบเร็ว" เจียวซือซือรีบคว้ากระจาดสมุนไพรมาบังใบหน้าครึ่งล่าง แล้วหันหลังพิงเสาร้านขายผ้าข้างทาง ทำทีเป็นเลือกดูเนื้อผ้าอย่างขะมักเขม้น รถม้าสีดำสนิทประดับตราสัญลักษณ์อัครเสนาบดีค่อย ๆ เคลื่อนผ่านไปอย่างช้า ๆ หวงจื่อเยียนที่นั่งอยู่ภายในกำลังหลับตาพักผ่อนหลังจากเหนื่อยล้าจากราชกิจในวังหลวง แต่ทว่าจมูกที่ไวต่อกลิ่นของเขากลับสัมผัสได้ถึงกลิ่นหอมบางอย่างที่คุ้นเคย มันไม่ใช่กลิ่นกำยานในวังหลวง ไม่ใช่กลิ่นแป้งร่ำของเหล่านางกำนัล แต่มันคือกลิ่นกุหลาบผสมพิมเสนที่เขาเคยได้กลิ่นจากตัวของนางในจวนสกุลเจียว เขาลืมตาขึ้นทันที มือเรียวยาวเลิกม่านรถม้าขึ้นเล็กน้อย สายตาคมดุจเหยี่ยวตวัดมองไปยังกลุ่มฝูงชนข้างทาง เขาสะดุดตาเข้ากับบุรุษร่างเล็กสองคนที่ยืนหันหลังหลบมุมอยู่ คนหนึ่งดูท่าทางลนลานผิดปกติ อีกคนหนึ่งแม้จะใส่ชุดหยาบ ๆ แต่ท่วงท่าการยืนกลับดูคุ้นตาอย่างประหลาด โดยเฉพาะแผ่นหลังบอบบาง 'หึ คนเมืองหลวงยามนี้ นิยมติดหนวดปลอมเดินตลาดกันแล้วหรือ' หวงจื่อเยียนคิดในใจ มุมปากยกยิ้มเย็นชาที่ชวนให้คนมองต้องขนลุก "ใต้เท้า มีอะไรหรือขอรับ" องครักษ์อี้เฝิงควบม้าขนาบข้างรถเข้ามาถาม "เปล่า" เขาปล่อยม่านลง "กลับจวน พรุ่งนี้เช้าเตรียมคนไว้สี่คน ข้าจะไปเยี่ยมเยียนจวนสกุลเจียวแต่หัววัน" เมื่อรถม้าลับสายตาไป เจียวซือซือรีบถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่จนหนวดปลอมเกือบหลุด นางปาดเหงื่อที่หน้าผากอย่างโล่งอก "เกือบไปแล้ว เกือบไปแล้วจริง ๆ คนตาเหยี่ยวนั่น ถ้าเขาเห็นข้ามีหวังโดนสั่งโบยแน่ ๆ" "คุณหนู เรากลับเถอะเจ้าค่ะ ข้าหัวใจจะวายแล้ว" "กลับก็กลับ ได้ของครบแล้ว พรุ่งนี้ข้าจะเริ่มปรุงน้ำหอมชุดแรกรับรองว่าถ้าแอบนำออกขายต้องขายดีถล่มทลายแน่" เจียวซือซือเดินกลับจวนด้วยความลำพองใจ คิดว่าตนเองรอดพ้นสายตามัจจุราชมาได้หวุดหวิด โดยไม่รู้เลยว่า มัจจุราชตนนั้นกำลังลับเขี้ยวรอเรียบร้อยแล้วเช้าวันรุ่งขึ้น หวงจื่อเยียนตื่นขึ้นมามองร่างเล็กที่ยังคงหลับใหลอยู่ในอ้อมแขน เขาใช้นิ้วเกลี่ยปอยผมของนางออกอย่างเบามือ รอยยิ้มที่หาได้ยากปรากฏบนใบหน้าชัดเจนเขาเลือกแล้ว ไม่ใช่บัลลังก์ทองที่โดดเดี่ยว แต่คือเตียงอุ่น ๆ และสตรีคนนี้ที่จะคอยเถียงเขาไปตลอดชีวิต"ซือซือ ตื่นได้แล้ว สายแล้วนะ""งื้อ... ใต้เท้าบ้า ข้าขออีกไม่นาน..."เสียงบ่นงึมงำของนางทำเอาเขาหัวเราะร่า ก่อนจะก้มลงปลุกนางด้วยจูบที่เร่าร้อนอีกครั้ง เป็นการเริ่มต้นชีวิตใหม่ในสำนักศึกษาที่กำลังจะกลายเป็นตำนานสืบไปที่ประตูเมืองทิศเหนือ ลมฤดูหนาวเริ่มพัดผ่านแต่กลับเต็มไปด้วยความซาบซึ้ง หวงจื่อเยียนในชุดบัณฑิตสีเรียบแต่ยังคงความองอาจ ยืนเคียงคู่กับเจียวซือซือเพื่อส่งขบวนของตระกูลโจวโจวเหวินในชุดเกราะรองแม่ทัพดูเติบใหญ่ขึ้นมาก เขาประสานมือคารวะสหายรัก "พี่จื่อเยียน แดนเหนืออาจจะหนาวเหน็บ แต่หน้าที่ของข้าคือการทำให้ที่นั่นสงบสุข ขอบคุณท่านมากสำหรับทุกอย่าง"แม่ทัพโจวพยักหน้าให้หวงจื่อเยียนอย่างยอมรับในตัวตนที่แท้จริง ส่วนโจวฮูหยินนั้นมองด้วยแววตาสำนึกผิด นางเลือกที่จะไปใช้ชีวิตบั้นปลายเพื่อดูแลสามีและทบทวนความผิดพลาดที่เคยกระทำต
หวงจื่อเยียนเดินออกจากท้องพระโรงท่ามกลางสายตาที่เปลี่ยนไปของขุนนางทั้งแผ่นดิน อี้เฝิงและคนของเขาเดินตามหลังเขามาราวกับองครักษ์สวรรค์"นายท่าน ท่านปลดโซ่เองได้ตั้งแต่เมื่อไหร่ขอรับ"อี้เฝิงกระซิบถามหวงจื่อเยียนปรายตาดูองครักษ์คู่ใจของเขา"ตั้งแต่ไม่ถึงครึ่งเค่อที่ข้าก้าวเข้ามา ถ้ามาช้ากว่านี้อีกนิดเดียว ข้าคงได้ใช้ศีรษะเสนาบดีคลังมาทำลูกดิ่งเล่นแล้ว"เขามองออกไปนอกกำแพงวังหลวง นึกถึงใบหน้าของเจียวซือซือที่คงกำลังรอฟังข่าวด้วยใจจดใจจ่อวันตัดสินโทษ ขุนนางต่างมารวมตัวกันที่ท้องพระโรง ฮองเฮาและพรรคพวกที่ถูกล่ามด้วยโซ่ตรวนนั่งคุกเข่า หวงจื่อเยียนมิได้ยืนเคียงข้างฮ่องเต้ แต่ยืนกลางท้องพระโรงเพื่อให้การสอบสวนเช่นเดียวกัน"ข้าตัดสินโทษ ปลดตำแหน่งฮองเฮาริบทรัพย์สินเข้าคลังหลวง ให้ไปสำนึกตนที่ตำหนักเย็นตลอดชีวิต นอกนั้นประหารให้หมด!"หวงจื่อเยียน ข้าจะคืนตำแหน่งให้เหมือนเดิม"ท่ามกลางความตระหนก ขุนนางคนหนึ่งใจกล้าก้าวออกมาประท้วงเสียงสั่น "ฝ่าบาท กฎมณเฑียรบาลระบุไว้ชัดเจน นักโทษที่ถูกปลดและมีมลทินประหารชีวิต มิอาจคืนฐานันดรได้ แผ่นดินจะไร้ระเบียบหากทรงทำตามพระทัยพะย่ะค่ะ"ใต้เท้าเจียวหันไปมอง
กลางดึกที่เงียบงัดในคุกหลวง ความเหน็บหนาวเกาะกินไปทุกอณู ทหารยามกลุ่มหนึ่งที่ถูกซื้อตัวโดยอำนาจวังหลัง ลอบเข้ามาพร้อมนักฆ่าระดับพระกาฬหกคน ทุกคนแต่งกายมิดชิดและเคลื่อนไหวไร้เสียงประหนึ่งวิญญาณร้ายหวงจื่อเยียนยังคงนั่งนิ่งอยู่ในมุมมืด ทันทีที่ประตูกรงเหล็กถูกไขออก นักฆ่าคนแรกพุ่งเข้าหาพร้อมกริชอาบยาพิษเคร้ง!เสียงโลหะกระทบกันดังสนั่น ทว่าไม่ใช่เสียงกริชปักลงบนเนื้อ แต่น่าตกใจที่หวงจื่อเยียนใช้โซ่ตรวนที่ข้อมือรับคมดาบได้อย่างแม่นยำ แม้ถูกพันธนาการแต่เขากลับใช้โซ่นั้นสะบัดวนรอบคอศัตรูแล้วกระชากจนกระดูกคอหักในพริบตา"พวกเจ้าโชคดีแล้วที่มาเป็นหนูทดลองให้อาวุธชิ้นใหม่ข้า" หวงจื่อเยียนเอ่ยเสียงเย็นเยียบ เขาใช้ทักษะการต่อสู้ในพื้นที่แคบได้อย่างเหนือชั้น เหวี่ยงโซ่ยาวฟาดเข้าที่ขมับนักฆ่าอีกคนจนล้มคว่ำ ก่อนจะคว้ากริชจากศพแรกขึ้นมาถือไว้อุปสรรคคือเขาไม่สามารถเคลื่อนที่ได้ไกลเกินรัศมีโซ่ที่ล่ามไว้กับกำแพง เขาต้อง ล่อให้พวกมันเข้ามาในระยะประชิดทีละคน หวงจื่อเยียนยอมถูกฟันที่ไหล่เพื่อแลกกับการปักกริชลงบนหัวใจของหัวหน้านักฆ่า แววตาของมัจจุราชยามเลือดอาบไหล่นั้นช่างน่าสยดสยองจนนักฆ่าที่เหลือถึงกั
ที่จวนแม่ทัพใหญ่ ขณะที่สถานการณ์ตึงเครียด โจวฮูหยินร่ำไห้ราวจะขาดใจ นางนำกริชที่เปื้อนเลือดและจดหมายที่มีตราประทับลับของหวงจื่อเยียนมาส่งให้แม่ทัพโจวดูด้วยมือที่สั่นเทา"ท่านพี่ ข้าไม่อยากเชื่อเลยว่าเด็กที่เราเห็นมาแต่เล็กแต่น้อยจะทำกับเหวินเอ๋อร์ได้ลงคอ เพียงเพราะเขามีใจให้แม่นางเจียว เขาถึงกับต้องฆ่าแกงกันเชียวหรือ"แม่ทัพโจวมองหลักฐานในมือด้วยความเจ็บปวดล้ำลึก "กริชเล่มนี้ ข้าเป็นคนมอบให้พ่อของเขาเองกับมือ จดหมายนี่ก็ลายมือเขาไม่ผิดแน่ จื่อเยียน เจ้ากลายเป็นคนกระหายเลือดขนาดนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่" ความรักที่เคยมีให้ผู้อายุน้อยกว่าพังทลายลงกลายเป็นความชิงชังที่ถูกทรยศณ ท้องพระโรง"ฝ่าบาท กระหม่อมมิอาจนิ่งเฉยได้อีกต่อไป" แม่ทัพโจวก้าวออกมากลางท้องพระโรง ทรุดเข่าลงแล้วชูกริชและจดหมายขึ้นเหนือหัว "หวงจื่อเยียนใช้อำนาจส่วนตัววางแผนฆ่าโจวเหวินเพื่อขจัดคู่แข่งหัวใจ หลักฐานมัดตัวแน่นหนาเช่นนี้ หากฝ่าบาทไม่ลงทัณฑ์ ขุนนางทั้งแผ่นดินจะยังอาศัยบารมีใครได้พะย่ะค่ะ"ฝ่าบาททรงมองหลักฐานด้วยพระพักตร์ซีดเผือด ทรงพยายามค้นหาความผิดปกติแต่ทุกอย่างกลับเป็นจริงจนเถียงไม่ออก ลายมือ ตราประทับ และพยานบุ
รถม้าหยุดหน้าจวนสกุลเจียว ใต้เท้าเจียวยืนรออยู่หน้าประตูจวนด้วยแววตาสงสัย ทันทีที่ประตูรถม้าเปิดออกหวงจื่อเยียนก้าวลงมาด้วยท่าทีนิ่งขรึมและสุขุมที่สุดเท่าที่ชีวิตนักปกครองคนหนึ่งจะทำได้ ทว่าหากสังเกตดี ๆ จะเห็นว่าชายเสื้อของเขายังยับยู่ยี่จากการถูกนางซุกตัวเมื่อครู่"พาลูกสาวข้าไปไหนมาหรือ ใต้เท้าหวง เหตุใดจึงกลับมาดึกดื่นป่านนี้" ใต้เท้าเจียวถามหยั่งเชิงหวงจื่อเยียนประสานมือคารวะ แผ่นหลังตั้งตรงดุจยอดเขาหิมะ "ข้าพานางไปเที่ยวชมทุ่งดอกไม้ใกล้ ๆ แต่อี้เฝิงและคนขับรถม้าไม่ชำนาญทาง จึงทำให้เสียเวลาหลงวนอยู่ในป่าครู่หนึ่ง ต้องขออภัยท่านอาที่ทำให้เป็นห่วง"น้ำเสียงของเขาช่างราบเรียบและภูมิฐานจนไม่มีใครกล้าสงสัยว่าบุรุษผู้นี้เพิ่งจะขโมยจูบบุตรสาวเจ้าของบ้านมาสด ๆ ร้อน ๆในขณะนั้นเอง ชิงชิงกับสาวรับใช้อีกคนก็ช่วยกันพยุงเจียวซือซือที่งัวเงียลงจากรถม้า ใต้เท้าเจียวเห็นว่าลูกสาวเพียงแค่อ่อนเพลียและไม่มีร่องรอยการบาดเจ็บจึงพยักหน้ายอมรับ "ในเมื่อไม่มีอะไรก็ดีแล้ว เชิญใต้เท้ากลับไปพักผ่อนเถิด"เมื่อกลับมาถึงห้องนอน ชิงชิงพยุงร่างบางลงบนเตียงนุ่มพลางเช็ดหน้าเช็ดตาให้ เจียวซือซือขยับกายซุกตัวลง
ภายในเจ็ดวันที่ฝ่าบาททรงกำหนด จวนอัครเสนาบดีกลายเป็นนรกบนดินสำหรับขุนนางกังฉิน หวงจื่อเยียนไม่ได้นั่งรออยู่ที่โต๊ะทำงาน แต่เขาบุกไปถึงที่ทำการแต่ละกรมพร้อมกับองครักษ์เสื้อแพรและหลักฐานมัดตัว"รองเจ้ากรมคลัง ท่านพูดเรื่องเมตตามาตลอดเจ็ดวัน แต่ความผิดที่ท่านนำงบหลวงไปใช้เปิดบ่อนพนันบังหน้านั้น กฎหมายระบุไว้เพียงอย่างเดียว คือประหารและริบทรัพย์สิน"หวงจื่อเยียนกล่าวเสียงเรียบขณะที่ยืนอยู่กลางกรมคลังรองเจ้ากรมคลังคุกเข่าตัวสั่น "ใต้เท้าหวง ได้โปรดให้โอกาสข้า ข้าจะคืนเงินทั้งหมด""โอกาสของท่าน ข้าให้ไปเมื่อเจ็ดปีที่แล้ว ตอนที่ท่านเริ่มหยิบเงินเหรียญแรกของราษฎรไป" หวงจื่อเยียนโบกมือเพียงครั้งเดียว องครักษ์ก็ลากตัวออกไปทันที "ข้าไม่ได้ไล่ท่านออก แต่ข้าส่งท่านไปรับโทษตามที่ท่านลงชื่อเห็นชอบในฎีกาเองว่าจะสังคายนากฎหมายให้ยุติธรรมไม่ใช่หรือ"การเชือดผู้นำอย่างเด็ดขาดทำเอาขุนนางทั้งกรมถึงกับหมอบกราบกับพื้น ไม่มีความเคียดแค้นมีแต่ความหวาดกลัวที่มาพร้อมความยอมรับ เพราะหลักฐานที่หวงจื่อเยียนกางออกมาคือความจริงที่เถียงไม่ได้ทว่าสำหรับขุนนางผู้น้อยที่ถูกบังคับให้ร่วมมือ หวงจื่อเยียนกลับทำในสิ่งท
เมื่อพายุอารมณ์สงบลง บรรยากาศภายในจวนสกุลเจียวก็กลับคืนสู่ความเรียบง่ายอีกครั้ง หลังจากเหตุการณ์วุ่นวายที่วังหลวงและเรื่องเป็นลมแดดจบลง เจียวกั๋วจงบิดาของเจียวซือซือก็เดินทางกลับมาจากต่างเมืองพอดี เมื่อทราบข่าวว่าบุตรสาวล้มพับไปต่อหน้าอัครเสนาบดี เขาก็รีบรุดมาดูอาการด้วยความห่วงใยหลังจากหมอหลวงกำช
เช้าตรู่ที่ควรจะเงียบสงบ เจียวซือซือต้องสะดุ้งตื่นเพราะเสียงเคาะไม้เท้าดังปัง ๆ อยู่หน้าประตูห้องนอน พอเปิดประตูออกมานางก็ต้องหน้าซีดเมื่อพบกับสตรีวัยกลางคนหน้าตึงที่ดูราวกับหลุดออกมาจากตำรากุลสตรีโบราณ"คุณหนูเจียว ข้าคือแม่นมกุ้ยอดีตหัวหน้านางกำนัลฝ่ายใน ภายใต้คำสั่งของอัครเสนาบดีหวง ตั้งแต่วันนี
ทางวังหลวงได้จัดงานเลี้ยงขึ้นในโอกาสพิเศษในรอบสามเดือน เพื่อให้เหล่าขุนนางได้กระชับความสัมพันธ์หลังจากเหน็ดเหนื่อยจากการทำงานกันมานานหลายเดือนบรรยากาศในอุทยานหลวงเต็มไปด้วยกลิ่นอายความหรูหรา เจียวซือซือเดินตามหลังบิดาต้อย ๆ ด้วยท่าทางสำรวม แต่ก็ไม่พ้นสายตาของเหล่าคุณหนูตระกูลใหญ่ที่พากันซุบซิบเรื่
ยามสายวันรุ่งขึ้น จวนสกุลเจียวที่ดูเงียบสงบผิดปกติ ทว่าความเงียบนั้นถูกทำลายลงด้วยเสียงฝีเท้าหนักแน่นของทหารสี่นายที่เดินนำหน้าหวงจื่อเยียนเข้ามาภายในเขตเรือนชั้นในเขายังคงสวมชุดขุนนางสีดำขลิบทองดูสง่างามทว่าเย่อหยิ่ง ดวงตาคมกริบคู่เดิมมองสำรวจไปทั่วราวกับเป็นเจ้าของบ้านที่มาตรวจตราทรัพย์สิน เขาหย







