LOGINทางวังหลวงได้จัดงานเลี้ยงขึ้นในโอกาสพิเศษในรอบสามเดือน เพื่อให้เหล่าขุนนางได้กระชับความสัมพันธ์หลังจากเหน็ดเหนื่อยจากการทำงานกันมานานหลายเดือน
บรรยากาศในอุทยานหลวงเต็มไปด้วยกลิ่นอายความหรูหรา เจียวซือซือเดินตามหลังบิดาต้อย ๆ ด้วยท่าทางสำรวม แต่ก็ไม่พ้นสายตาของเหล่าคุณหนูตระกูลใหญ่ที่พากันซุบซิบเรื่องที่นางเคยวิ่งไล่ตามผู้ชายที่นางไม่คู่ควรจนทั่วเมืองหลวง "ดูนั่นสิ คุณหนูเจียวผู้ไร้ยางอาย วันนี้กลับมาทำตัวเป็นผ้าพับไว้เสียได้" องค์หญิงห้าผู้เอาแต่ใจเอ่ยเรียกเสียงหัวเราะจากกลุ่มสหาย เมื่อบิดาถูกขุนนางคนอื่นชวนคุยจนเผลอตัว เจียวซือซือก็ถูกรุมล้อมทันที ทั้งคำพูดถากถางและสายตาดูแคลนสาดใส่ไม่หยุด "ได้ข่าวว่าท่านอัครเสนาบดีเอือมระอาเจ้าจนสั่งถอนคนคุ้มกันออกหมดแล้วนี่ ช่างน่าสงสารจริง ๆ ที่ต้องเกาะชายเสื้อคู่หมั้นไปวัน ๆ" เจียวซือซือเพียงแค่ยิ้มบาง ๆ ไม่โต้ตอบ นางเดินเลี่ยงออกมาและได้พบกับกลุ่มสหายใหม่ที่เป็นลูกหลานขุนนางทั้งบุรุษและสตรี พูดคุยกันเรื่องบทกวีและดนตรีอย่างสนุกสนาน นางหัวเราะร่าเริงและร่วมวงสนทนาอย่างไม่ถือตัว ท่าทางร่าเริงนั้นช่างขัดกับภาพลักษณ์สตรีบ้าผู้ชายในอดีตอย่างสิ้นเชิง ทางด้านหวงจื่อเยียนซึ่งยืนโดดเด่นอยู่ท่ามกลางวงขุนนางชั้นสูง เขากำลังสนทนาอยู่กับองค์หญิงสี่ที่พยายามทอดสะพานให้เขามาตลอดอย่างเห็นได้ชัด หวงจื่อเยียนแอบเหลียวมองเจียวซือซือเป็นระยะ ในใจลึก ๆ เขาเตรียมตัวรับแรงปะทะเหมือนที่เคยเป็นมา เมื่อก่อนยามที่มางานเลี้ยงในวังหลวง หากสตรีคนใดเข้าใกล้หวงจื่อเยียน นางจะใช้สิทธิ์ความเป็นคู่หมั้นเข้ามาแทรกกลางทันที บางครั้งแสดงกิริยาราวกับเป็นเจ้าของเขาโดยสมบูรณ์แล้ว ไม่เว้นแม้แต่ลูบอกเสื้อ ซบหน้ากับแขนเขาอย่างเอาใจจนเขาสุดจะรังเกียจและไม่อยากอยู่ใกล้ แต่ทว่าครั้งนี้นางกลับยืนคุยหัวเราะต่อกระซิกอยู่กับคุณชายตระกูลหนึ่งอย่างรื่นเริง แถมยังไม่ชายตามามองเขาแม้แต่แวบเดียว "ใต้เท้าหวง ท่านฟังข้าอยู่หรือไม่" องค์หญิงสี่ถามเสียงหวานออดอ้อนเล็กน้อย "ฟังอยู่พะย่ะค่ะ" เขาตอบเสียงแข็ง สายตาจดจ้องไปที่เจียวซือซือที่ตอนนี้เริ่มไม่รักษากิริยาในสายตาเขา นางหัวเราะจนตัวโยนและยื่นมือไปรับจอกสุราจากบุรุษอื่น เขามองนางด้วยสายตาเข้มดุเป็นเชิงเตือนว่านางเป็นคู่หมั้นเขาควรรักษามารยาทบ้าง เมื่อเจียวซือซือเงยหน้ามาสบตาเขาพอดี นางเห็นสายตาดุดันและท่าทางหลงตัวเองก็ทำให้รู้สึกหมั่นไส้ถึงขีดสุด แทนที่จะก้มหน้าหลบหรือเดินเข้ามาหา นางกลับถลึงตาใส่เขาแล้วแอบแลบลิ้นปลิ้นตาใส่ท่านอัครเสนาบดีผู้ยิ่งใหญ่หนึ่งทีอย่างรวดเร็วก่อนจะหันไปสนทนาต่อ หวงจื่อเยียนถึงกับยืนตัวแข็งทื่อ พัดในมือแทบจะหักเป็นสองท่อน 'นางกล้าแลบลิ้นใส่ข้าต่อหน้าผู้คนมากมายในวังหลวง' โทสะของเขาพลุ่งพล่านจนหน้าเปลี่ยนเป็นสีเขียวคล้ำ เขาไม่เคยถูกสตรีคนไหนทำกิริยาต่ำทรามและกวนประสาทใส่ขนาดนี้มาก่อน ชั่วครู่เจียวซือซือขอตัวไปทำธุระส่วนตัว นางเดินเลี่ยงไปทางพุ่มไม้ประดับที่ค่อนข้างมืด หวงจื่อเยียนไม่รอช้าเขาเดินปลีกตัวออกมาทันที เจียวซือซือเดินฮัมเพลงเบา ๆ อย่างสะใจที่แกล้งคนอย่างหวงจื่อเยียนได้ แต่พอเลี้ยวตรงหัวมุมนางก็ชนเข้ากับอกแกร่งของใครบางคนอย่างจัง "กรี๊ดดด!" มือหนาตะปบเข้าที่ไหล่นางทันที "จะร้องหาอะไร กลัวคนเขาไม่รู้หรือไรว่าเจ้าแอบมานัดพบใครที่นี่" "ท่านเสนาบดี ท่านมาเดินลับ ๆ ล่อ ๆ อะไรตรงนี้" เจียวซือซือสะบัดตัวออก "แล้วข้าก็ไม่ได้นัดใครทั้งนั้น อย่ามากล่าวหากันลอย ๆ ไร้หลักฐาน" "เจ้ามันสตรีไร้ยางอาย" หวงจื่อเยียนต่อว่าเสียงสั่นด้วยความเดือดดาล "แลบลิ้นใส่ข้ากลางงานเลี้ยง เจ้าเอาสมองส่วนไหนคิด กิริยาเช่นนั้นข้าควรจะสั่งโบยเจ้าให้เข็ดหลาบ" "ก็ท่านมองข้าเหมือนจะกินหัวก่อนนี่ ข้าก็แค่แสดงความจริงใจกลับไปเท่านั้นเอง" ทั้งคู่เถียงกันหน้าดำหน้าแดงจนไม่ได้สังเกตว่าเดินหลุดออกมาในจุดที่มีแสงสว่าง และผู้คนในงานเริ่มหันมามองพอดิบพอดี ภาพที่เห็นคืออัครเสนาบดีหวงผู้สูงส่งยืนประชิดตัวกับเจียวซือซือในสภาพที่เสื้อผ้าหลุดลุ่ยเล็กน้อยจากการชนเมื่อครู่ แถมฝ่ายชายยังจับไหล่นางไว้อย่างแนบแน่น เสียงซุบซิบดังเกรียวกราวทันที "นั่นใต้เท้าหวงกับคุณหนูเจียวนี่ ทำไมออกมาจากมุมมืดพร้อมกัน" "ดูท่าทางใต้เท้าจะโกรธมาก หรือว่าแอบทำอะไรกันเกินเลยแล้ว" "นั่นสิ ถึงจะเป็นคู่หมั้นก็ควรรักษาเกียรติตัวเองบ้าง" หวงจื่อเยียนเห็นสายตาคนรอบข้างก็ยิ่งหงุดหงิด เขาจำใจต้องจูงกึ่งลากข้อมือเจียวซือซือเดินกลับเข้างาน "หุบปากแล้วเดินตามข้ามาเงียบ ๆ ถ้าไม่อยากให้ชื่อเสียงที่ป่นปี้ของเจ้ามันเน่าเฟะไปมากกว่านี้" เมื่อพ้นสายตาผู้คนมาได้เขาจึงส่งนางไปหาบิดาแล้วลากลับอย่างไม่สบอารมณ์ ใต้เท้าเจียวเห็นสถานการณ์ไม่ค่อยดีเข้าใจว่าบุตรสาวเหนื่อยจึงพานางกลับจวนในเวลาไล่เลี่ยกัน เช้าวันรุ่งขึ้น ทันทีที่รถม้าของบิดาพ้นประตูเมืองออกไปทำงานอีกหน เจียวซือซือก็สลัดคราบกุลสตรีผู้อมทุกข์ทิ้งทันที นางเรียกชิงชิงมาพร้อมถือถุงเงินใบใหญ่ "ชิงชิง ไปเรียกรถม้ามา ข้าจะออกไป กอบกู้เศรษฐกิจเมืองหลวงในนามว่าที่ฮูหยินอัครเสนาบดี" ตลอดทั้งวัน ชาวเมืองหลวงต่างแตกตื่นเมื่อเห็นคุณหนูเจียวเดินเข้าออกร้านแพรพรรณ ร้านเครื่องประดับ และร้านเครื่องเรือนล้ำค่า นางไม่ได้เลือกซื้อทีละชิ้น แต่ใช้วิธีกวาดไปทั้งชั้น "ผ้าไหมลายนี้สีสวยดีนะ เอามาสิบม้วน อ้อ แจกันลายมังกรนั่นด้วย เอาไปส่งที่จวนข้าที" เจียวซือซือสั่งการเสียงดังพลางโปรยยิ้มหวาน "ส่วนเรื่องเงินไม่ต้องห่วง ให้ไปเก็บที่จวนอัครเสนาบดีหวง บอกว่านี่คือของใช้จำเป็นสำหรับงานแต่งที่ท่านเสนาบดีบอกว่าให้รอไปก่อน ข้าเลยต้องเตรียมตัวรอนานหน่อย ของมันเลยเยอะแบบนี้" ชิงชิงเดินตามพลางปาดเหงื่อ "คุณหนูเจ้าคะ ค่าของพวกนี้รวมกันแล้วน่าจะเกือบหมื่นตำลึงทองเลยนะเจ้าคะ ใต้เท้าหวงจะฆ่าเราไหม" "ไม่ฆ่าหรอก เขาบอกเองว่าข้าเป็น สิ่งของของเขา ของมันก็ต้องมีค่าดูแลแพงหน่อยสิ" ตกดึก ณ กรมอาญา หวงจื่อเยียนกำลังขมวดคิ้วอ่านสำนวนคดีเคร่งเครียด ท่ามกลางกองใบแจ้งหนี้จากร้านค้าทั่วเมืองหลวงที่อี้เฝิงเพิ่งนำมาวางกองเป็นภูเขาเลากาบนโต๊ะ "หมื่นตำลึงทอง นางเอาเงินไปทำอะไรนักหนา" หวงจื่อเยียนบดกรามจนขึ้นสันนูนพึมพำคนเดียว "เรียนใต้เท้า คุณหนูเจียวส่งคนมาขอรับ" อี้เฝิงเดินเข้ามาพร้อมกล่องอาหารสามกล่อง "นางบอกว่าเห็นท่านทำงานหนัก จึงทำซุปบำรุงหัวใจมาให้ด้วยตัวเองขอรับ" หวงจื่อเยียนชะงัก แววตาที่เคยแข็งกร้าวอ่อนลงเล็กน้อย "หึ สุดท้ายก็ยังใช้วิธีเอาอกเอาใจแบบเดิม ๆ สินะ" เขาเปิดฝากล่องออกด้วยความรู้สึกที่บอกไม่ถูก แต่แล้วคิ้วของเขาก็ต้องกระตุกกลิ่นที่ลอยขึ้นมาไม่ใช่กลิ่นโสมหรือไก่ตุ๋น แต่มันคือกลิ่นมะระขี้นกต้มเค็มผสมเครื่องยาจีนกลิ่นฉุนที่ดูดำมืดเป็นน้ำหมึก "นางบอกว่า ท่านเสนาบดีเป็นคน ใจดำและปากเสีย เลยต้องใช้มะระดับพิษร้อนในใจ และใช้เครื่องยาจีนรสขมที่สุดเพื่อบำรุงปากท่านให้พูดจาหวาน ๆ บ้างขอรับ" อี้เฝิงรายงานตามที่เจียวซือซือสั่งมาเป๊ะ ๆ หวงจื่อเยียนมองซุปที่ส่งกลิ่นประหลาดพลางหยิบช้อนขึ้นมาตักชิมเพียงนิดเดียว รสชาติขมปี๋จนลิ้นชาผสมกับความเผ็ดร้อนของขิงแก่ทำเอาเสนาบดีผู้สูงศักดิ์ถึงกับหน้าเขียว "เจียว...ซือ...ซือ!" เขาสำลักจนน้ำตาเล็ด คว้าน้ำชามาดื่มหมดกาในรวดเดียว "นางกล้าดีอย่างไรเอาของที่สุนัขยังไม่กินมาให้ข้า" เขามองกองใบแจ้งหนี้สลับกับกล่องซุปสังหาร ความโกรธพุ่งทะยานจนอยากจะบุกไปที่จวนสกุลเจียวเดี๋ยวนั้น แต่พอคิดถึงใบหน้าทะเล้นตอนนางแลบลิ้นใส่เขาวันก่อน เขากลับหยุดมือลง "อี้เฝิง จ่ายเงินตามใบแจ้งหนี้พวกนี้ไปให้หมด" "หา ใต้เท้าจะยอมให้นางผลาญเงินแบบนี้จริง ๆ หรือขอรับ" "จ่ายไป!" หวงจื่อเยียนตวาด "ข้าอยากรู้นักว่านางจะซื้อของได้นานแค่ไหน ส่วนซุปนี่ เอาไปทิ้ง ไม่ใช่เอาไปเก็บไว้ ข้าจะส่งของกำนัลกลับไปให้นางเป็นการตอบแทนพรุ่งนี้เช้า" หวงจื่อเยียนกัดฟันกรอด แววตาเจ้าเล่ห์พราวระยับ 'ในเมื่อเจ้าอยากลองดีกับข้า ข้าก็จะทำให้เจ้ารู้ว่า การเป็นสิ่งของของหวงจื่อเยียน มันมีราคาทั้งทางกายและทางใจที่ต้องจ่ายคืนอย่างสาสม'เช้าวันรุ่งขึ้น หวงจื่อเยียนตื่นขึ้นมามองร่างเล็กที่ยังคงหลับใหลอยู่ในอ้อมแขน เขาใช้นิ้วเกลี่ยปอยผมของนางออกอย่างเบามือ รอยยิ้มที่หาได้ยากปรากฏบนใบหน้าชัดเจนเขาเลือกแล้ว ไม่ใช่บัลลังก์ทองที่โดดเดี่ยว แต่คือเตียงอุ่น ๆ และสตรีคนนี้ที่จะคอยเถียงเขาไปตลอดชีวิต"ซือซือ ตื่นได้แล้ว สายแล้วนะ""งื้อ... ใต้เท้าบ้า ข้าขออีกไม่นาน..."เสียงบ่นงึมงำของนางทำเอาเขาหัวเราะร่า ก่อนจะก้มลงปลุกนางด้วยจูบที่เร่าร้อนอีกครั้ง เป็นการเริ่มต้นชีวิตใหม่ในสำนักศึกษาที่กำลังจะกลายเป็นตำนานสืบไปที่ประตูเมืองทิศเหนือ ลมฤดูหนาวเริ่มพัดผ่านแต่กลับเต็มไปด้วยความซาบซึ้ง หวงจื่อเยียนในชุดบัณฑิตสีเรียบแต่ยังคงความองอาจ ยืนเคียงคู่กับเจียวซือซือเพื่อส่งขบวนของตระกูลโจวโจวเหวินในชุดเกราะรองแม่ทัพดูเติบใหญ่ขึ้นมาก เขาประสานมือคารวะสหายรัก "พี่จื่อเยียน แดนเหนืออาจจะหนาวเหน็บ แต่หน้าที่ของข้าคือการทำให้ที่นั่นสงบสุข ขอบคุณท่านมากสำหรับทุกอย่าง"แม่ทัพโจวพยักหน้าให้หวงจื่อเยียนอย่างยอมรับในตัวตนที่แท้จริง ส่วนโจวฮูหยินนั้นมองด้วยแววตาสำนึกผิด นางเลือกที่จะไปใช้ชีวิตบั้นปลายเพื่อดูแลสามีและทบทวนความผิดพลาดที่เคยกระทำต
หวงจื่อเยียนเดินออกจากท้องพระโรงท่ามกลางสายตาที่เปลี่ยนไปของขุนนางทั้งแผ่นดิน อี้เฝิงและคนของเขาเดินตามหลังเขามาราวกับองครักษ์สวรรค์"นายท่าน ท่านปลดโซ่เองได้ตั้งแต่เมื่อไหร่ขอรับ"อี้เฝิงกระซิบถามหวงจื่อเยียนปรายตาดูองครักษ์คู่ใจของเขา"ตั้งแต่ไม่ถึงครึ่งเค่อที่ข้าก้าวเข้ามา ถ้ามาช้ากว่านี้อีกนิดเดียว ข้าคงได้ใช้ศีรษะเสนาบดีคลังมาทำลูกดิ่งเล่นแล้ว"เขามองออกไปนอกกำแพงวังหลวง นึกถึงใบหน้าของเจียวซือซือที่คงกำลังรอฟังข่าวด้วยใจจดใจจ่อวันตัดสินโทษ ขุนนางต่างมารวมตัวกันที่ท้องพระโรง ฮองเฮาและพรรคพวกที่ถูกล่ามด้วยโซ่ตรวนนั่งคุกเข่า หวงจื่อเยียนมิได้ยืนเคียงข้างฮ่องเต้ แต่ยืนกลางท้องพระโรงเพื่อให้การสอบสวนเช่นเดียวกัน"ข้าตัดสินโทษ ปลดตำแหน่งฮองเฮาริบทรัพย์สินเข้าคลังหลวง ให้ไปสำนึกตนที่ตำหนักเย็นตลอดชีวิต นอกนั้นประหารให้หมด!"หวงจื่อเยียน ข้าจะคืนตำแหน่งให้เหมือนเดิม"ท่ามกลางความตระหนก ขุนนางคนหนึ่งใจกล้าก้าวออกมาประท้วงเสียงสั่น "ฝ่าบาท กฎมณเฑียรบาลระบุไว้ชัดเจน นักโทษที่ถูกปลดและมีมลทินประหารชีวิต มิอาจคืนฐานันดรได้ แผ่นดินจะไร้ระเบียบหากทรงทำตามพระทัยพะย่ะค่ะ"ใต้เท้าเจียวหันไปมอง
กลางดึกที่เงียบงัดในคุกหลวง ความเหน็บหนาวเกาะกินไปทุกอณู ทหารยามกลุ่มหนึ่งที่ถูกซื้อตัวโดยอำนาจวังหลัง ลอบเข้ามาพร้อมนักฆ่าระดับพระกาฬหกคน ทุกคนแต่งกายมิดชิดและเคลื่อนไหวไร้เสียงประหนึ่งวิญญาณร้ายหวงจื่อเยียนยังคงนั่งนิ่งอยู่ในมุมมืด ทันทีที่ประตูกรงเหล็กถูกไขออก นักฆ่าคนแรกพุ่งเข้าหาพร้อมกริชอาบยาพิษเคร้ง!เสียงโลหะกระทบกันดังสนั่น ทว่าไม่ใช่เสียงกริชปักลงบนเนื้อ แต่น่าตกใจที่หวงจื่อเยียนใช้โซ่ตรวนที่ข้อมือรับคมดาบได้อย่างแม่นยำ แม้ถูกพันธนาการแต่เขากลับใช้โซ่นั้นสะบัดวนรอบคอศัตรูแล้วกระชากจนกระดูกคอหักในพริบตา"พวกเจ้าโชคดีแล้วที่มาเป็นหนูทดลองให้อาวุธชิ้นใหม่ข้า" หวงจื่อเยียนเอ่ยเสียงเย็นเยียบ เขาใช้ทักษะการต่อสู้ในพื้นที่แคบได้อย่างเหนือชั้น เหวี่ยงโซ่ยาวฟาดเข้าที่ขมับนักฆ่าอีกคนจนล้มคว่ำ ก่อนจะคว้ากริชจากศพแรกขึ้นมาถือไว้อุปสรรคคือเขาไม่สามารถเคลื่อนที่ได้ไกลเกินรัศมีโซ่ที่ล่ามไว้กับกำแพง เขาต้อง ล่อให้พวกมันเข้ามาในระยะประชิดทีละคน หวงจื่อเยียนยอมถูกฟันที่ไหล่เพื่อแลกกับการปักกริชลงบนหัวใจของหัวหน้านักฆ่า แววตาของมัจจุราชยามเลือดอาบไหล่นั้นช่างน่าสยดสยองจนนักฆ่าที่เหลือถึงกั
ที่จวนแม่ทัพใหญ่ ขณะที่สถานการณ์ตึงเครียด โจวฮูหยินร่ำไห้ราวจะขาดใจ นางนำกริชที่เปื้อนเลือดและจดหมายที่มีตราประทับลับของหวงจื่อเยียนมาส่งให้แม่ทัพโจวดูด้วยมือที่สั่นเทา"ท่านพี่ ข้าไม่อยากเชื่อเลยว่าเด็กที่เราเห็นมาแต่เล็กแต่น้อยจะทำกับเหวินเอ๋อร์ได้ลงคอ เพียงเพราะเขามีใจให้แม่นางเจียว เขาถึงกับต้องฆ่าแกงกันเชียวหรือ"แม่ทัพโจวมองหลักฐานในมือด้วยความเจ็บปวดล้ำลึก "กริชเล่มนี้ ข้าเป็นคนมอบให้พ่อของเขาเองกับมือ จดหมายนี่ก็ลายมือเขาไม่ผิดแน่ จื่อเยียน เจ้ากลายเป็นคนกระหายเลือดขนาดนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่" ความรักที่เคยมีให้ผู้อายุน้อยกว่าพังทลายลงกลายเป็นความชิงชังที่ถูกทรยศณ ท้องพระโรง"ฝ่าบาท กระหม่อมมิอาจนิ่งเฉยได้อีกต่อไป" แม่ทัพโจวก้าวออกมากลางท้องพระโรง ทรุดเข่าลงแล้วชูกริชและจดหมายขึ้นเหนือหัว "หวงจื่อเยียนใช้อำนาจส่วนตัววางแผนฆ่าโจวเหวินเพื่อขจัดคู่แข่งหัวใจ หลักฐานมัดตัวแน่นหนาเช่นนี้ หากฝ่าบาทไม่ลงทัณฑ์ ขุนนางทั้งแผ่นดินจะยังอาศัยบารมีใครได้พะย่ะค่ะ"ฝ่าบาททรงมองหลักฐานด้วยพระพักตร์ซีดเผือด ทรงพยายามค้นหาความผิดปกติแต่ทุกอย่างกลับเป็นจริงจนเถียงไม่ออก ลายมือ ตราประทับ และพยานบุ
รถม้าหยุดหน้าจวนสกุลเจียว ใต้เท้าเจียวยืนรออยู่หน้าประตูจวนด้วยแววตาสงสัย ทันทีที่ประตูรถม้าเปิดออกหวงจื่อเยียนก้าวลงมาด้วยท่าทีนิ่งขรึมและสุขุมที่สุดเท่าที่ชีวิตนักปกครองคนหนึ่งจะทำได้ ทว่าหากสังเกตดี ๆ จะเห็นว่าชายเสื้อของเขายังยับยู่ยี่จากการถูกนางซุกตัวเมื่อครู่"พาลูกสาวข้าไปไหนมาหรือ ใต้เท้าหวง เหตุใดจึงกลับมาดึกดื่นป่านนี้" ใต้เท้าเจียวถามหยั่งเชิงหวงจื่อเยียนประสานมือคารวะ แผ่นหลังตั้งตรงดุจยอดเขาหิมะ "ข้าพานางไปเที่ยวชมทุ่งดอกไม้ใกล้ ๆ แต่อี้เฝิงและคนขับรถม้าไม่ชำนาญทาง จึงทำให้เสียเวลาหลงวนอยู่ในป่าครู่หนึ่ง ต้องขออภัยท่านอาที่ทำให้เป็นห่วง"น้ำเสียงของเขาช่างราบเรียบและภูมิฐานจนไม่มีใครกล้าสงสัยว่าบุรุษผู้นี้เพิ่งจะขโมยจูบบุตรสาวเจ้าของบ้านมาสด ๆ ร้อน ๆในขณะนั้นเอง ชิงชิงกับสาวรับใช้อีกคนก็ช่วยกันพยุงเจียวซือซือที่งัวเงียลงจากรถม้า ใต้เท้าเจียวเห็นว่าลูกสาวเพียงแค่อ่อนเพลียและไม่มีร่องรอยการบาดเจ็บจึงพยักหน้ายอมรับ "ในเมื่อไม่มีอะไรก็ดีแล้ว เชิญใต้เท้ากลับไปพักผ่อนเถิด"เมื่อกลับมาถึงห้องนอน ชิงชิงพยุงร่างบางลงบนเตียงนุ่มพลางเช็ดหน้าเช็ดตาให้ เจียวซือซือขยับกายซุกตัวลง
ภายในเจ็ดวันที่ฝ่าบาททรงกำหนด จวนอัครเสนาบดีกลายเป็นนรกบนดินสำหรับขุนนางกังฉิน หวงจื่อเยียนไม่ได้นั่งรออยู่ที่โต๊ะทำงาน แต่เขาบุกไปถึงที่ทำการแต่ละกรมพร้อมกับองครักษ์เสื้อแพรและหลักฐานมัดตัว"รองเจ้ากรมคลัง ท่านพูดเรื่องเมตตามาตลอดเจ็ดวัน แต่ความผิดที่ท่านนำงบหลวงไปใช้เปิดบ่อนพนันบังหน้านั้น กฎหมายระบุไว้เพียงอย่างเดียว คือประหารและริบทรัพย์สิน"หวงจื่อเยียนกล่าวเสียงเรียบขณะที่ยืนอยู่กลางกรมคลังรองเจ้ากรมคลังคุกเข่าตัวสั่น "ใต้เท้าหวง ได้โปรดให้โอกาสข้า ข้าจะคืนเงินทั้งหมด""โอกาสของท่าน ข้าให้ไปเมื่อเจ็ดปีที่แล้ว ตอนที่ท่านเริ่มหยิบเงินเหรียญแรกของราษฎรไป" หวงจื่อเยียนโบกมือเพียงครั้งเดียว องครักษ์ก็ลากตัวออกไปทันที "ข้าไม่ได้ไล่ท่านออก แต่ข้าส่งท่านไปรับโทษตามที่ท่านลงชื่อเห็นชอบในฎีกาเองว่าจะสังคายนากฎหมายให้ยุติธรรมไม่ใช่หรือ"การเชือดผู้นำอย่างเด็ดขาดทำเอาขุนนางทั้งกรมถึงกับหมอบกราบกับพื้น ไม่มีความเคียดแค้นมีแต่ความหวาดกลัวที่มาพร้อมความยอมรับ เพราะหลักฐานที่หวงจื่อเยียนกางออกมาคือความจริงที่เถียงไม่ได้ทว่าสำหรับขุนนางผู้น้อยที่ถูกบังคับให้ร่วมมือ หวงจื่อเยียนกลับทำในสิ่งท
ความอำมหิตของหวงจื่อเยียน กลายเป็นฝันร้ายที่ตามหลอกหลอนตำหนักแห่งวังหลัง ศพของสายลับที่ถูกส่งคืนถึงหน้าตำหนักเป็นเหมือนคำประกาศสงครามว่า "ใครกล้าแตะต้องข้า จุดจบคือความตายที่ไร้หลุมฝัง"ภายในห้องลับของฮองเฮา โจวฮูหยินนั่งตัวสั่นเทา ใบหน้าซีดเผือดจากการเห็นภาพสยองขวัญหน้าตำหนัก "พี่หญิง มันไม่ใช่ค
พายุเริ่มตั้งเค้าที่วังหลังมาแต่ไกล เมื่ออำนาจของตระกูลโจวกำลังพุ่งขึ้นสู่จุดสูงสุด ฮองเฮาจึงไม่รอช้าที่จะใช้เจียวซือซือเป็นหมากในการสั่งสอนอัครเสนาบดีหนุ่มที่ไม่ยอมสยบแทบเท้านางเจียวซือซือถูกเรียกตัวเข้าวังหลวงอย่างกะทันหันด้วยอ้างว่าฮองเฮาทรงอยากทอดพระเนตรน้ำหอมที่เลื่องลือ ทว่าเมื่อนางก้าวเท้าเ
เมื่อพายุอารมณ์สงบลง บรรยากาศภายในจวนสกุลเจียวก็กลับคืนสู่ความเรียบง่ายอีกครั้ง หลังจากเหตุการณ์วุ่นวายที่วังหลวงและเรื่องเป็นลมแดดจบลง เจียวกั๋วจงบิดาของเจียวซือซือก็เดินทางกลับมาจากต่างเมืองพอดี เมื่อทราบข่าวว่าบุตรสาวล้มพับไปต่อหน้าอัครเสนาบดี เขาก็รีบรุดมาดูอาการด้วยความห่วงใยหลังจากหมอหลวงกำช
"นั่น คนตกน้ำ ว้าย!""จมลงไปแล้วทำยังไงดี!"เสียงอื้ออึงกระทบโสตประสาทเหมือนไม่มีวันจบสิ้น เจียวซือซือพยายามตะเกียกตะกายขึ้นมาหายใจ แต่สิ่งที่สัมผัสได้กลับเป็นความหนาวเย็นที่เสียดแทงเข้าไปถึงในกระดูก ภาพสุดท้ายในความทรงจำคือเธอกำลังเร่งปั่นโปรเจกต์เสนอขายน้ำหอมแบรนด์หรูจนหัวใจวายตายคาโต๊ะทำงานเหตุ







