LOGINกลิ่นหอมจาง ๆ ผสมปนเปไปกับกลิ่นของกำยานเย็น ๆ ยังคงติดอยู่ที่ปลายจมูก ใบหน้างดงามและฝ่ามืออุ่น ๆ ที่สัมผัสบริเวณเอวเมื่อคืนนี้ยังคงให้ความรู้สึกร้อนวูบวาบอยู่ตลอด ยิ่งเมื่อพยายามข่มตาหลับก็ยิ่งเห็นแต่ใบหน้างดงามวนเวียนอยู่ไม่ห่าง ทั้งคืนแม่ทัพเลือดจำต้องสะกดกลั้นอารมณ์ประหลาดเอาไว้ เมื่อแก่นกายภายใต้อาภรณ์ที่ไม่เคยได้รับการปลดปล่อย ปวดตึงและคับแน่น จนกระทั่งจวบจนรุ่งสาง หยางจื่อหลงก็ไม่ได้ข่มตาหลับลงแม้แต่สักงีบเดียว
คำพูดของใครบางคนยังทำให้แม่ทัพเลือดขบคิดทั้งคืนด้วยเช่นกัน แต่ไหนแต่ไรเขาหาเคยยอมรับว่าตนเองผิดปกติทางร่างกาย บุรุษเช่นเขาก็มีอารมณ์ใคร่ไม่ต่างกัน แต่ก็ใช่ว่าจะมิได้อยากกระทำในสิ่งที่ตนเองพึงพอใจปลดปล่อยความสุขสม แต่บางทีแล้วที่เป็นเช่นนี้อาจจะเพราะเขายังมิได้เจอผู้ใดที่ถูกใจก็เป็นได้
คิดได้เช่นนั้นร่างสูงที่เต็มไปด้วยกล้ามมัดแน่นจากการฝึก ก็ลุกขึ้นจากที่นอนสะบัดศีรษะไล่ความคิดเพ้อเจ้อออกไปจากหัว แม้กระทั่งใบหน้างดงามที่ติดตานั้นก็ด้วย แล้วก็กลับมาคิดว่าวันนี้เขาจะฝึกเหล่าทหารอย่างไรดี
“ท่านแม่ทัพขอรับ มีแขกมาขอพบท่าน” เสียงเคาะประตูห้องดังขึ้น พร้อมกับทหารยามประจำจวนเข้ามารายงาน
“ผู้ใด”
“ไม่ทราบขอรับ เขาไม่ได้บอกสิ่งใด บอกเพียงแค่ว่ามาขอพบ ท่านแม่ทัพ”
หยางจื่อหลงได้ยินว่ามีคนมาขอพบก็ได้เพียงแต่ขมวดคิ้วด้วยความสงสัย แต่ไม่ซักถามสิ่งใดอีก แค่ไล่ให้ทหารออกไปเพื่อที่เขาจะได้แต่งตัวออกไปต้อนรับแขก
“ข้าจะตามรีบไป”
ชายหนุ่มในอาภรณ์สีฟ้าอ่อนยืนทอดมองกองทหารที่กำลังฝึกร่างกายในยามเช้า นัยน์ตาของเขาเป็นประกายอย่างไม่ปิดซ่อน ทุกครั้งที่เห็นเหล่าทหารทำท่าทาง ชายหนุ่มก็เริ่มยกมือขึ้นเลียนแบบท่าทางการฝึกของเหล่าทหารตรงหน้าอย่างเก้ ๆ กัง ๆ ทว่าก็ต้องหยุดชะงักเมื่อได้ยินเสียงหัวเราะขบขันเบา ๆ จากด้านหลัง
“เสียมารยาท” ดวงตาเรียวถลึงตาใส่พร้อมกับต่อว่าเล็กน้อยอย่างจริงจัง
“เจ้าอยากฝึกแบบนั้นหรือ” ผู้ที่แอบมองเมื่อถูกจับได้จึงเฉไฉถาม
จ้าวหยุนปิงไม่ตอบ แต่กลับเอ่ยถามแทน “จวนของท่านแม่ทัพมี ชุดชงชาหรือไม่”
ความจริงแล้วจ้าวหยุนปิงเคยคิดที่จะสมัครเข้ากรมทหาร เพียงแต่ว่าตระกูลของเขาเป็นหมอหลวง อีกทั้งตัวเขาเองก็เป็นบุตรชายเพียงคนเดียวที่ต้องสืบทอดกิจการโรงหมอของท่านหมอหลวงจ้าวซื่อหนาน หมอหลวงประจำข้างพระวรกายฮ่องเต้ แม้เขาจะยอมอดทนเรียนวิชาตำราแพทย์จนกระทั่งสอบเข้าเป็นหมอหลวงได้ตามบิดา หากแต่เขาเองก็อยากที่จะเลือกทางเดินชีวิตของตนเช่นกัน การดูแลกิจการโรงหมอของตระกูลจ้าว เขาเองก็ไม่ได้ปฏิเสธ เพียงแต่…
“หอม! ที่เจ้ากำลังชงนั่นคือชาอันใดหรือ ข้าไม่เคยได้กลิ่นหอมเช่นนี้มาก่อน”
“ข้ายังไม่ทันชงเสร็จท่านก็บอกชอบแล้วหรือ” จ้าวหยุนปิงเอ่ยเย้าหยอก ก่อนจะเริ่มอธิบายให้คนตรงหน้าฟังเมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายเริ่มมีท่าที คิ้วขมวดหน้าบึ้งตึงอีกแล้ว
“ชาที่ข้านำมาเป็นชาดอกไม้ มิได้เหมือนชาทั่วไปเช่นที่ท่านดื่ม ชานี้ข้าผสมสมุนไพรบางส่วนลงไปด้วย หากดื่มแล้วจะช่วยให้ผ่อนคลายและอารมณ์ดี ข้าคิดว่าท่านคงชอบ และคิดไม่ถึงว่าท่านเองก็ชอบจริง ๆ”
จ้าวหยุนปิงอธิบายพร้อมทั้งชงชาไปด้วยอย่างเชี่ยวชาญ เริ่มจากการนำส่วนผสมต่าง ๆ ใส่ลงไปในผ้าขาวผืนบาง หย่อนลงในกาน้ำชาที่ตั้งไฟจนร้อนพอดี ปิดฝาแล้วรอสักพักเพื่อให้ส่วนผสมทั้งหมดเข้าที่ จากนั้นก็หยิบห่อผ้านั้นออก ก่อนที่จะค่อย ๆ เทน้ำชาที่อยู่ในกาใส่โถเล็ก ๆ
กลิ่นหอมเย็น ๆ เมื่อคืนลอยมาอีกแล้ว หยางจื่อหลงเริ่มคิดฟุ้งซ่านอีกครั้ง ใบหน้าหล่อเหลาเริ่มเห่อร้อนแต่ก็ไม่ได้ละสายตาจากคนตรงหน้าไปแม้แต่วินาทีเดียว มือเรียวของจ้าวหยุนปิงที่หยิบจับสิ่งของตรงหน้าอย่างชำนาญ สะกดให้เขามองดูทุกอย่างอย่างเพลิดเพลิน รู้ตัวอีกทีถ้วยน้ำชาเล็ก ๆ ก็ถูกยื่นมาให้
“เสร็จแล้ว ท่านลองดื่มดูว่าชอบหรือไม่”
มือหนาเอื้อมไปรับอย่างรวดเร็ว ก่อนจรดถ้วยน้ำชาเตะริมฝีปาก สูดดมกลิ่นหอมอ่อน ๆ แล้วจะค่อย ๆ ดื่มละเลียดชิมทีละนิดอย่างนึกเสียดายว่ามันจะหมดหากดื่มเร็วเกินไป
“ชานี้หอมมาก ข้าชอบ”
จ้าวหยุนปิงเหลือบมองถ้วยน้ำชาว่างเปล่า ก่อนจะอมยิ้มพอใจ แล้วก็บรรจงรินชาให้แม่ทัพเลือดเพิ่ม
“ท่านชอบชาของข้า หรือว่าชอบข้า”
“ท่านเป็นอันใด” จ้าวหยุนปิงเอ่นถามทันทีที่อีกฝ่ายหันกลับมาเผชิญหน้า ใบหน้าหล่อเหลายามนี้ดูบึ้งตึงอย่างเห็นได้ชัด แม้ในใจของ จ้าวหยุนปิงจะโกรธอีกฝ่าย แต่ก็ใช่ว่าเขาไม่มีเหตุผล “เจ้าช่วยงานเหยียนเต๋อเสร็จแล้วหรือไม่ เช่นนั้นก็กลับจวน” “ข้ากำลังถามท่านอยู่ว่าท่านเป็นอันใด เหตุใดจึงทำเสียมารยาทเมื่อครู่” จ้าวหยุนปิงเอ่ยถามย้ำอีกครั้ง ทว่าคนถูกถามกลับยืนนิ่งเบี่ยงใบหน้าหลบไม่กล้าสบตา นั่นจึงทำให้จ้าวหยุนปิงเริ่มที่จะโมโหขึ้นด้วยเช่นกัน “หากท่านไม่ตอบข้าก็ไม่กลับ” “ตามใจเจ้า” ทว่าหนนี้หยางจื่อหลงกลับพูดออกมาอย่างแผ่งเบา ก่อนจะเดินออกจากห้องไปทิ้งให้จ้าวหยุนปิงที่กำลังโมโหเหลือไว้เพียงความงุนงงแทน ค่ำคืนดึกสงัดจวนตระกูลหยางยังเป็นสถานที่ที่เงียบเฉียบและปลอดภัยที่สุด เจ้าของจวนอย่างหยางจื่อหลงกลับมาเพียงลำพังผิดกับตอนออกไปลิบลับ ร่างหนาค่อย ๆ ลงจากม้าส่งม้าให้กับทหารที่เข้ามารับ ก่อนจะเดินกลับเข้าจวนด้วยใบหน้าหม่นหมอง เขาทิ้งฮูหยินของตนเองไว้ที่โรงน้ำชา และหนีกลับมาอย่างไม่รีรอนั่นเพราะเขาเองก็ไม่เข้าใจว่าเหตุใดจึงเกิดความไม่พอ
หยางจื่อหลงเดิมตามเสี่ยวอ้อไปยังที่นั่งรับรองพร้อมด้วยรองแม่ทัพคู่กายอย่างจิ้นเหอ ตลอดเวลาที่นั่งรอแขกในโรงน้ำชาบางคนเป็นถึงขุนนางมีชื่อเสียง เมื่อเห็นแม่ทัพเลือดก็อดไม่ได้ที่จะเข้ามาทักทาย “ท่านแม่ทัพหยางมาชมสาวงามด้วยหรือ” แม่ทัพหยางปรายตามองชายอ้วนท้วนที่เข้ามาทักตน เขาจำไม่ได้ว่าใครอาจจะเป็นขุนนางตำแหน่งเล็ก ๆ ใบหน้าหล่อเหลาเพียงแค่พยักหน้าตอบแล้วก็หันกลับมามองตรงด้านหน้าอีกครั้ง รอว่าเมื่อไหร่สาวงามที่ว่าจะออกมาเสียที “ท่านแม่ทัพหยางแต่งฮูหยินของจวนแล้ว มาเที่ยวชมสตรีอื่นเช่นนี้ มิกลัวฮูหยินน้อยใจหรือ” พูดจบชายร่างท้วมก็หัวเราะออกมาอย่างน่าเกลียด รองแม่ทัพจิ้งเหอหมายจะลุกไปจัดการเมื่อรับรู้ได้ว่าท่านแม่ทัพไม่พึงพอใจนัก ทว่าจู่ ๆ แขกในโรงน้ำชาก็เงียบลง เป็นเวลาเดียวกับที่สาวงามที่ทุกคนรอคอยกำลังก้าวเดินออกมาจากหลังม่าน จ้าวหยุนปิงบุรุษในชุดสตรีสีฟ้าอ่อน ใบหน้างดงามถูกปกปิดด้วยผ้าผืนบางอีกเช่นเคย ริมฝีปากถูกแต่งแต้มด้วยสีชาดแดงระเรื่อชวนให้มอง แม้นจะมองเห็นไม่ชัดเจน ทว่าผู้คนต่างรู้ดีว่าภายใต้ผ้าผืนนั้นสตรีตรงหน้านี้งดงามหาผู้ใดเทียม
แสงตะวันถูกแทนที่ด้วยแสงจันทรา ฮูหยินตระกูลหยางกำลังนั่งชงชาในที่ประจำของเขา โดยมีสามีตามธรรมเนียมนั่งอยู่ข้างด้านหน้าเช่นเดิม มือเรียวยื่นถ้วยชาให้สามีเป็นรอบที่สามแล้ว หยางจื่อหลงก็ยินดีที่จะรับถ้วยชามาดื่มอย่างไม่ติดขัด ถึงแม้มือหนาจะรับถ้วยน้ำชาด้วยความยินดี ทว่าใบหน้าหล่อเหลากลับฉายแววไม่พึงพอใจ ผิดกลับจ้าวหยุนปิงที่ยังคงยิ้มแย้มเหมือนดั่งว่าไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้น “เจ้าจะไปจริงหรือ” ผู้เป็นสามีตามธรรมเนียมเอ่ยถามด้วยสีหน้าไม่พอใจเมื่อเช้าเหยียนเต๋อมาพบจ้าวหยุนปิงที่จวนและขอร้องให้ฮูหยินของตระกูลหยางไปช่วยงานที่โรงน้ำชาในค่ำนี้ เพราะเหตุว่าโรงน้ำชาเงียบเหงา สาวงามที่คอยดีดฉินเรียกแขกยามนี้หายไป อีกทั้งเวลานี้โรงน้ำชาที่เปิดใหม่ไม่ไกลนักสามารถเรียกแขกได้ดีกว่าโรงน้ำชาของเยียนเต๋อ ทำให้คุณชายเหยียนถึงกับต้องบากหน้ามาขอความช่วยเหลือจากสหายสนิทถึงจวน แม้จ้าวหยุนปิงจะปฏิเสธไปแล้วก็ตาม หากแต่เหยียนเต๋อกลับตัดพ้อเสียจนฮูหยินตระกูลหยางลำคาญใจ จึงตกปากรับคำอย่างเสียไม่ได้ ครั้นเมื่อสามีตามธรรมเนียมกลับมา หน้าที่ของภรรยาตามธรรมเนียมคือต้องรายงานสามีเสียก่อน หากแต่แม่ทั
“ท่านมีสิ่งใดในใจหรือ ข้าพอจะช่วยได้หรือไม่” แม่ทัพหยางเงยหน้าขึ้นเล็กน้อยสบตากับจ้าวหยุนปิง ก่อนจะหลบสายตาอีกครั้ง จ้าวหยุนปิงไม่ได้เร่งเร้าเพราะคิดว่าเรื่องที่อีกฝ่ายจะพูดอาจเป็นเรื่องที่ยากจะเอ่ย เขาจึงนั่งเงียบ ๆ เพื่อรอฟัง ลมหายใจถูกพ่นออกมาครั้งที่เท่าไหร่ไม่สามารถนับได้ หยางจื่อหลงสงบจิตใจลงบางส่วนแล้ว ใบหน้าหล่อเหลาเงยขึ้นสบตาอย่างไม่ปิดบังอย่างครั้งที่แล้ว ดวงตาแน่วแน่ “หลังจากนี้เจ้าจะทำเช่นไร” คนที่นั่งรอเสียตั้งนานเกิดอาการงุนงง จ้าวหยุนปิงไม่เข้าใจความหมายที่แม่ทัพหยางจะสื่อ “ทำ? อันใดหรือ?” ริมฝีปากหนาเม้มเข้าหากัน หยางจื่อหลงเกิดอาการประหม่า ก่อนจะทบทวนว่าเมื่อครู่คำถามที่เอ่ยไปอาจจะไม่ชัดเจน ดังนั้นเขาจึงถามอีกครั้ง “ข้าหมายถึงเรื่องที่เจ้าเป็นฮูหยิน” เรื่องราวระหว่างเขาและจ้าวหยุนปิง ที่อีกฝ่ายขอให้เขาแต่งงานเพื่อรับเป็นฮูหยินนั้น เหตุผลก็เพียงเพราะจ้าวหยุนปิงไม่ต้องการแต่งงานกับคุณหนูเหมยอิง ทว่ายามนี้นางได้แต่งเป็นฮูหยินจวนคหบดีไปเรียบร้อยแล้ว หยางจื่อหลงคิดเรื่องนี้มาหลายวันอีกทั้งยังเรื่องโ
ใบหน้างดงามซบอยู่กับอกแกร่ง สูดดมกลิ่นหอมของผู้เป็นสามีตามธรรมเนียมอย่างชอบใจ แม้นเนื้อตัวของแม่ทัพหยางยามนี้จะเต็มไปด้วยเหงื่อจนชุ่มกายก็ตามที มือเรียวยกขึ้นคล้องคออย่างที่อีกฝ่ายทำตอนที่เขาอุ้มอย่างไม่คิดขัดเขิน ตั้งแต่เรื่องราวในกระโจมจบลงด้วยการจับผู้อยู่เบื้องหลังกองกำลังของคนเถื่อน จ้าวหยุนปิงที่โดนมีดของแม่ทัพเฉินอี้ปักเข้าที่หัวไหล่พร้อมกับถูกพิษด้วยนั้น ทำเอาแม่ทัพหยางถึงกับใจเสียเมื่อต้องเห็นฮูหยินของตนเองหมดสติไปต่อหน้า ทว่าเรื่องทั้งหมดกลับไม่เป็นเช่นนั้น จ้าวหยุนปิงที่หมดสติเพราะถูกพิษกลับเป็นเพียงแค่การแสดงของอีกฝ่าย แผนการทั้งหมดถูกวางแผนไว้เป็นอย่างดีไม่มีผิดพลาด หากจะพลาดอย่างเดียวก็คงตอนที่แม่ทัพเลือดไว้ใจแม่ทัพเฉินอี้มากเกินไปเท่านั้น จ้าวหยุนปิงร่วมมือวางแผนกับสามีของตนเอง สตรีที่มาพร้อมกับแม่ทัพหยางในคืนนั้นช่างบังเอิญเสียจริงที่พวกนางทำบางอย่างตกไว้ในกระโจม และเป็นไปดังที่คาดไว้สิ่งที่พวกนางนำมานั้นคือยาพิษ จ้าวหยุนปิงวางแผนใช้ตนเองเป็นเหยื่อล่อ และก็เป็นไปตามที่คิดแม่ทัพเฉินอี้เดินตามแผนการอย่างง่ายดาย เพราะคิดว่าจ้าวหยุนปิงที่เป็นฮูหยิ
“ไม่คิดว่าฮูหยินของแม่ทัพหยางจะปากกล้ามิใช่น้อย” “เจ้าอยากฟังมากกว่านี้ไหมเล่า ข้าช่วยสงเคราะห์เจ้าได้”“ฮ่า…อยากพูดอันใดก็แล้วแต่เจ้าเถิด สามีเจ้ามาเมื่อใดทั้งเจ้าและแม่ทัพหยางจะไม่มีโอกาสได้พูดอีก” มือสองข้างที่ถูกมัดไว้ด้านหลังกำแน่น จ้าวหยุนปิงแค้นเคืองอย่างมากแต่มีหรือที่เขาจะยอมให้อีกฝ่ายทำอันใดสามีตามธรรมเนียมของเขา กว่าเจ้าตัวจะยอมรับเขาเป็นฮูหยินนั้นยากเย็นเสียเหลือเกิน หากทุกอย่างที่เขาเพียรทำลงไปต้องจบลงเพียงเพราะคนชั่วช้าเช่นนี้ ก็อย่าได้เอ่ยชื่อว่า จ้าวหยุนปิงอีกเด็ดขาด ชายหนุ่มนึกในใจแม้ว่าตอนนี้จะทำได้เพียงนั่งนิ่ง ๆ ก็ตามที“เจ้าก็แค่แม่ทัพหรือไม่ก็ทหารปลายแถวที่ไร้ความสามารถ มิเช่นนั้นเจ้าคงมิต้องใช้วิธีต่ำช้าเลวทรามเช่นนี้หรอก”“นกที่ตื่นเช้าย่อมจับหนอนได้ก่อนเจ้ามิรู้หรือ ข้าก็แค่ชิงลงมือก่อนที่แม่ทัพหยางจะรู้ตัวก็เท่านั้น” “เจ้าเป็นได้แค่ตั๊กแตนจับจักจั่นเท่านั้น หารู้ไม่ว่าข้างหลังยังมีนกขมิ้นอีกตัว” จ้าวหยุนปิงแสยะยิ้มอีกครั้ง ทว่าครั้งนี้เขามิได้มองใบหน้าเหี่ยวย่นนั้นให้เสียสายตา ดวงตาเรียวจ้องมองไปด้านหลังที่ยามนี้ปรากฏคนที่เขาเฝ้ารออยู่ ปลายดาบคมจ่อ
ความปวดร้าวหลังต้นคอเจ็บแปลบขึ้นจนใบหน้างดงามต้องนิ่วหน้าพร้อมกับสติที่ค่อย ๆ กลับมาทีละนิด จ้าวหยุนปิงสะบัดศีรษะเบา ๆ ไล่ความมึนงงเนื่องจากอาการปวดตึงที่ต้นคอ ครั้นจะยกมือขึ้นสำรวจก็กลับทำมิได้เพราะมือทั้งสองข้างถูกพันธนาการไว้ด้วยเชือกแน่นหนา เขาขมวดคิ้วทบทวนความจำอันเลือนรางที่ค่อย ๆ เริ่มชัดขึ
“เจ้ารักนางหรือไม่” “เหตุใดท่านจึงถามข้าเช่นนี้” ใบหน้างดงามขมวดคิ้วด้วยความสงสัย มิใช่เพราะคำถามของอีกฝ่ายแต่เพราะไม่เข้าใจที่แม่ทัพหยางกำลังจะสื่อ “ข้ามิได้รักนาง” “แต่ข้าเห็นเจ้ากอดนาง” หากมิใช่เพราะรัก บุรุษและสตรีจะกอดกันได้อย่างนั้นหรือ อีกทั้งถ้ามิใช่เพราะนั่นคือจวนต
สองร่างกายสอดประสานกันจนเป็นจังหวะหลายต่อหลายรอบตลอดค่ำคืน ใบหน้าหล่อเหลาชื้นไปด้วยเหงื่อโทรมกาย เขาถูกปรนนิบัติจากผู้ที่ได้ชื่อว่าฮูหยิน สุขสมจนแทบเจียนจะขาดใจ แขนแกร่งยกขึ้นโอบรอบลำคอ หยางจื่อหลงกัดเม้มริมฝีปากจนห้อเลือดเมื่อจ้าวหยุนปิงโหมกายสอดแทรกแก่นกายเข้ามาข้างในไม่หยุด ดวงตาเอ่อคลอไปด้วยหยา
“ไม่จริง ๆ ข้าแก่มากแล้ว จะสู้ท่านแม่ทัพหยางได้อย่างไร เอาเถิด ๆ จอกนี้ข้าขอดื่มให้กับท่านแม่ทัพอีกครั้ง” แม่ทัพเฉินอี้พูดจบก็ยกจอกสุราขึ้นดื่มจนหมด หยางจื่อหลงเองก็ทำเช่นกันเพื่อไม่เป็นการเสียมารยาท จองสุราถูกยกขึ้นดื่มนับครั้งไม่ถ้วน ใบหน้าหล่อเหลาเริ่มแดงก่ำทว่ามือหนาก็ยังมิหยุดที่จ







