LOGINยามสายก็ถึงเวลาที่ทั้งคู่จะต้องออกไปคำนับน้ำชาบิดามารดาของฝั่งสามี ซึ่งทางด้านฝ่าบาทก็มิได้เคร่งครัดและมีพิธีรีตองมากนัก เพราะว่าทุกคนล้วนแต่เป็นครอบครัวเดียวกันทั้งยังคุ้นเคยกันมากพอสมควร
ตลอดเวลาที่ทานสำรับเที่ยงร่วมกันนั้นฟางลี่อินก็ยังไม่หยุดแสดงความคลั่งรักที่นางมีต่อสามีของนาง ทำเอาพี่สาวทั้งสองถึงกับงุนงงเล็กน้อย หากแต่เมื่อมองไปยังใบหน้าของน้องเขยก็พอเข้าใจได้ เว่ยอ๋องเป็นบุรุษรูปงามใบหน้าที่เกลี้ยงเกลานั้นยิ่งส่งเสริมให้เขาน่ามองมากยิ่งขึ้นจึงไม่แปลกที่น้องสาวของพวกนางจะหลงใหลสามีได้มากมายถึงเพียงนี้ ดูจากการเอาอกเอาใจของคนทั้งคู่ก็ทำให้พี่สาวทั้งสองวางใจได้ไม่น้อย
ในขณะที่ทานมื้อเที่ยงเสร็จฟางลี่มิและฟางลี่ถิงก็ดึงมือของน้องสาวออกมาพูดคุยที่อุทยาน
"อินเอ๋อร์ เว่ยอ๋องดีกับเจ้าหรือไม่" ฟางลี่มี่ที่เป็นพี่สาวคนโตเอ่ยขึ้น
"พี่ใหญ่ ท่านอ๋องดีกับข้ายิ่งนัก" เสแสร้งได้เก่งกว่าข้าเสียอีก! ประโยคหลังเป็นนางที่ไม่ได้เอ่ยออกไป
"เขาดีกับเจ้าพี่ก็สบายใจ อีกไม่กี่วันเจ้าก็ต้องเดินทางออกจากเมืองหลวงแล้ว เจ้าเตรียมตัวพร้อมหรือไม่ขาดเหลือสิ่งใดหรือไม่" ยังคงเป็นพี่สาวคนโตที่เอ่ยถาม ฟางลี่อินรู้สึกตื้นตันใจอย่างบอกไม่ถูก ฟางลี่ถิงพยักหน้าให้สาวใช้ของนางถือหีบเล็กสองหีบเข้ามาวางบนโต๊ะ ก่อนจะเลื่อนมันไปยังด้านหน้าของน้องสาว
"นี่มันอันใดกันเจ้าคะ" ฟางลี่อินที่เห็นหีบทั้งสองก็เข้าใจว่าคิดสิ่งใด หากแต่นางไม่กล้ารับมันแล้วก่อนหน้านี้พี่สาวทั้งสองก็ได้มอบเงินทองให้นางไม่น้อยแม้ว่าจะพยายามปฏิเสธเพียงใดทั้งคู่ก็ไม่ยินยอมทั้งยังข่มขู่ว่าหากไม่รับจะโกรธนางเสียอีก
"เจ้าเก็บเอาไว้ใช้จ่าย พวกพี่ไม่สบายใจนัก เจ้าต้องเดินทางรอนแรมไปไกลทั้งที่นั่นจะเป็นเช่นไรก็ยังมิอาจรู้ได้"
"แต่พวกท่านได้ให้ข้ามาแล้วนะเจ้าคะ จะให้ข้าอีกทำไม พวกท่านเก็บเอาไว้ใช้เถิด"
"เจ้าห้ามปฏิเสธ" ฟางลี่ถิงผู้เป็นพี่รองกล่าวขึ้น ก่อนที่ฟางลี่มี่จะกล่าวต่อ
"พวกพี่ได้ยินมาว่าเว่ยอ๋องไม่ได้เป็นที่โปรดปรานนัก แม้ว่าสินเดิมของเขาฮองเฮาจะทรงเพิ่มให้ไม่น้อยหากแต่... มันก็ไม่ได้มากมาย เจ้าเข้าใจใช่หรือไม่ ทั้งเขายังต้องเดินทางไปอยู่ในที่ห่างไกลเพียงนั้น งบประมาณใดก็ล้วนไม่ทั่วถึงยามนั้นก็จำเป็นต้องนำทรัพย์สินส่วนตัวออกมาบริหารบ้านเมือง แล้วเช่นนี้จะเหลือสิ่งใดมากมายเล่า เจ้านำติดตัวไปด้วยขาดเหลือสิ่งใดก็ส่งจดหมายมาบอกพี่สาวทั้งสองของเจ้า ห้ามปิดบังเด็ดขาด!"
"พี่ใหญ่ พี่รอง พวกท่านช่างดีกับข้ายิ่งนัก" ฟางลี่อินรู้สึกซาบซึ้งใจจนน้ำตาไหล พี่สาวทั้งสองที่เลี้ยงดูนางมาตั้งแต่ช่างดีกับนางเหลือเกิน พระคุณนี้ไม่รู้ว่าเมื่อใดจะชดใช้หมด
"ยังมีหีบทองของท่านป้าที่ฝากมาให้เจ้า แต่พวกพี่ได้ให้คนนำไปเปลี่ยนเป็นตั๋วเงินให้เจ้าแล้ว เจ้าจะให้สะดวกให้การขนย้ายและเก็บรักษา อินเอ๋อร์เจ้าจงจำคำของพี่ไว้ว่าวันข้างหน้าไม่ว่าเจ้าจะพบเจอกับสิ่งใด จงจำเอาไว้ว่าเจ้าจะต้องเข้มแข็งหากว่าเหลือบ่ากว่าแรงก็ให้คนส่งจดหมายมาที่ตระกูลฟาง ทุกคนล้วนแต่ไม่ทอดทิ้งเจ้า" ฟางลี่มี่เอ่ยย้ำเตือนกับน้องสาวอีกครั้ง ซานตงจะว่าไกลก็ไกลต้องใช้เวลาถึงสองเดือนจึงจะถึง ทั้งยังไม่รู้ว่าที่นั่นจะเป็นอย่างไรนึกถึงนิสัยเที่ยวเล่นไปวันๆพวกนางก็หวั่นใจกลัวว่าเด็กสาวจะอยู่ไม่ได้ กลัวว่าเว่ยอ๋องจะไม่ดีต่อนาง โดยที่พวกนางหารู้ไม่ว่าคนที่พวกนางต้องห่วงอาจจะเป็นเว่ยอ๋องผู้นั้น มากกว่าน้องสาวที่น่าสงสารของพวกนางเสียอีก
"พวกท่านไม่ต้องห่วง ข้าสัญญาว่าจะดูแลตัวเองให้ดีเจ้าค่ะ"
"เช่นนั้นก็ดี" ในขณะเดียวกันเว่ยอ๋องก็ยืนรอนางอยู่ไม่ไกลเป็นสัญญาณว่าเขามารอรับนางอยู่ ฟางลี่อินยิ้มกว้างก่อนจะบอกลาพี่สาวทั้งสองพร้อมกับเร่งฝีเท้าตรงไปที่ชายหนุ่มยืนรออยู่ จิ้นฝานส่งยิ้มให้หญิงสาวก่อนที่ทั้งคู่จะเดินไปยังหน้าประตูวังเพื่อขึ้นรถม้า
"พรุ่งนี้เจ้าต้องกลับบ้านเดิมใช่หรือไม่"
"ไม่ต้องแล้วเจ้าค่ะ ท่านปู่กล่าวว่าร่ำลาแค่เพียงตอนที่แต่งออกเรือนก็พอแล้ว" ฟางลี่อินเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบ แม้ว่าพี่สาวจะดีต่อนาง ท่านป้าจะดีต่อนาง หากแต่ท่านปู่ท่านย่ามักจะเป็นเช่นนี้เสมอ ฟางลี่อินจดจำได้ว่าตั้งแต่เล็กนางมักจะได้รับแต่ความเย็นชาเช่นนี้เสมอมา เพราะนางมิใช่หลานสาวคนโปรด นางไม่เก่งสักอย่างทั้งยังดีแต่สร้างเรื่องไปวันๆทำให้ทั้งสองต้องคอยปวดหัว
"ได้อย่างไร เป็นธรรมเนียมที่เจ้าสาวจะต้องกลับบ้านเดิมมิใช่หรือ" จิ้นฝานเอ่ยขึ้นพร้อมกับขมวดคิ้วด้วยความงุนงง เขาไม่คิดว่าท่านราชครูจะใจร้ายกับหลานสาวคนเล็กถึงเพียงนี้
"ไม่เป็นไรเจ้าค่ะ อีกอย่างท่านปู่กับท่านย่าก็เดินทางออกจากเมืองหลวงแล้ว ทั้งคู่กำลังเดินทางไปยังวัดฝูที่อยู่บนเขา"
"แล้วเจ้าต้องการจะเอ่ยร่ำลาผู้ใดอีกหรือไม่"
"ไม่แล้วเจ้าค่ะ ข้าลาไปหมดทุกคนแล้ว" หญิงสาวส่ายหน้า นางไม่มีสหายคนสนิท คนที่ควรลาก็ร่ำลาไปหมดทุกคนแล้ว
"ได้เช่นนั้นวันมะรืนก็เตรียมตัวออกเดินทางเถิด"
"เจ้าค่ะ"
ยามเมื่อถึงวันที่ฟางลี่อินต้องติดตามสามีเดินทางออกจากเมืองหลวง รถม้าอย่างดีสองคันรถคันแรกเป็นของเว่ยอ๋องจิ้นฝาน คันต่อมาเป็นของฟางลี่อิน ชายหนุ่มให้เหตุผลว่าระยะทางยาวไกลหากหญิงสาวเมื่อยล้าก็สามารถปูพรมหนานอนพักได้ตลอดทางจึงได้ใช้รถม้าคนละคันกับนาง แม้ว่าฟางลี่อินจะรู้ว่าเขาแสร้งทำเป็นใส่ใจนางหากแต่ก็ยังรู้สึกขอบคุณเขาไม่น้อย
ขบวนรถม้าเคลื่อนตัวออกจากประตูเมืองออกมาได้ไกลพอสมควร ฟางลี่อินจึงได้เปิดม่านขึ้นดูบรรยากาศโดยรอบ หญิงสาวเหม่อมองไปทางด้านเมืองหลวงที่จากมาพลันก็รู้สึกเศร้าใจไม่น้อย นางยังคงหวังเล็กว่าท่านปู่และท่านย่าจะมาส่งนางเป็นครั้งสุดท้าย จากกันครานี้ไม่รู้ว่าเมื่อใดจะได้พบกันอีก
ขณะเดียวกัน บนยอดเขาอีกฝั่งที่สามารถมองเห็นถนนด้านล่างได้อย่างชัดเจน ภายในรถม้ามีสองผู้เฒ่ามองดูบางอย่างจากภายในหน้าต่างรถม้า นั่นมิใช่ผู้ใดหากแต่เป็นฮูหยินผู้เฒ่าและนายท่านผู้เฒ่าตระกูลฟาง ที่คอยมาแอบส่งหลานสาวจากที่ไกลๆ ฟางจิ้งผู้เป็นปู่รู้ถึงนิสัยใจคอของหลานสาวเป็นอย่างดีเขาคิดว่าการทำเช่นนี้ย่อมเป็นการดีที่สุด หลานสาวผู้นี้ของเขายังต้องเข้มแข็งให้มากเพราะภายหน้าหากว่าไม่มีผู้เฒ่าทั้งสองแล้วนางจะได้ไม่รู้สึกเคว้งคว้าง
"ตาเฒ่า! ทำเช่นนี้จะดีหรือ"
"นางยังต้องเติบโตขึ้นอีกมาก... อย่าได้คอยให้ท้ายเอาใจนางนัก"
"หึ ท่านเองก็ช่างใจดำนัก"
"นางจากบ้านเกิดไปไกล วันข้างหน้ายังต้องเผชิญกับเรื่องราวมากมายจะมาทำตัวเป็นคุณหนูผู้อ่อนแอได้อย่างไร ถึงวันนั้นหากไม่มีเจ้ากับข้าแล้วนางจะทำเช่นไร ชีวิตคนเราจะหวังแต่คอยพึ่งพาคนอื่นไม่ได้ นางจะต้องเรียนรู้ที่จะพึ่งพาตัวเอง เช่นนี้จึงจะทำให้นางแข็งแกร่งขึ้น"
"หึ ข้าก็กลัวว่าวันข้างหน้าเว่ยอ๋องจะไม่ดีกับนาง" หญิงชรากล่าว
"เว่ยอ๋องจะดีกับนางหรือไม่ สุดท้ายแล้วมันก็ย่อมขึ้นอยู่ที่ตัวนางว่านางจะทำเช่นไรให้บุรุษผู้นั้นดีต่อนางจนวันสุดท้ายของชีวิต" ราชครูฟางผู้เป็นปู่ของฟางลี่อินเอ่ยขึ้น
"หากรู้เช่นนี้! ข้าย่อมให้นางแต่งกับบุรุษธรรมดา ชีวิตนางอาจจะพบเจอกับความสุขที่แท้จริง" หญิงชราเอ่ยขึ้น
"เว่ยอ๋องนั้นนับว่าเป็นบุรุษที่ดี ข้าเชื่อว่าเขาจะต้องดีต่อหลานสาวของเรา เจ้าเองก็วางใจได้แล้ว"
ฮูหยินผู้เฒ่าฟางลองดูขบวนรถม้าของหลานสาวจนกระทั่งอีกฝ่ายเคลื่อนตัวออกไปไกลจนสุดตา จึงได้นั่งรถม้าของตนกลับเข้าประตูเมือง ท่ามกลางความเงียบของผู้อาวุโสทั้งสอง
"แต่ข้าปรารถนาจะได้มันมาครอบครอง" สตรีผู้นั้นกล่าวอย่างต้องการเอาชนะ แท้จริงแล้วนางคือจางเหมยฮวา คุณหนูใหญ่แห่งจวนเสนาบดีกรมคลังคนใหม่หญิงสาวเดินทางมาที่นี่ก็เพื่อต้องการแต่งเข้าจวนเว่ยอ๋อง แต่เพราะบิดาไม่เห็นด้วยจึงได้หลบหนีจากจวนมาพร้อมกับองครักษ์ นางได้ยินว่าพระชายาเว่ยอ๋องนั้นไม่งดงามเท่านางและเมื่อได้ยลโฉมของอีกฝ่ายจางเหมยฮวาก็คิดว่าข่าวลือนั้นช่างไม่น่าเชื่อถือแม้แต่น้อย เพราะฟางลี่อินไม่ใช่ว่าไม่งดงามเท่านางหากแต่เทียบนางไม่ได้แม้แต่กระผีกเดียวด้วยซ้ำ"ข้าตกลงซื้อเครื่องดนตรีชิ้นนี้แล้ว ทั้งคนขายก็ยังตกลงแล้วว่าจะขายมันให้กับข้าไม่ทราบว่าแม่นางท่านนี้ไม่รู้จักคำว่ามารยาทหรอกหรือจึงได้เสนอหน้าเข้ามาแย่งชิงสิ่งของของผู้อื่น" ฟางลี่อินเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงราบเรียบ สตรีเช่นนี้ทั้งชีวิตของนางเจอมานักต่อนักดูท่านางคงไม่ได้ต้องการจะซื้อไวโอลินเครื่องนี้เพราะอยากจะได้จริงๆ เพียงแค่ต้องการอยากจะเอาชนะก็เท่านั้นเองวาจาตรงไปตรงมาของฟางลี่อินทำให้จางเหมยฮวารู้สึกโกรธจนควันออกหู เพราะถูกเลี้ยงดูมาอย่างตามใจจึงทำให้นางมองไม่เห็นหัวผู้ใดทั้งสิ้น เป็นพระชายาเว่ยอ๋องแล้วอย่างไร ยามนี้ก็อายุมาก
เจ็ดปีผ่านไปซานตงกลายเป็นเขตพื้นที่ที่แสนอุดมสมบูรณ์ จากเมื่อก่อนที่แสนแห้งแล้งชาวเมืองยากแค้นหลังจากที่เว่ยอ๋องใช้เวลากว่าสิบปีที่นี่ก็กลายเป็นเขตพื้นที่ที่เจริญรุ่งเรืองไม่แพ้เมืองหลวง ผู้คนต่างเดินทางไปมาเพื่อทำมาค้าขาย ชาวเมืองอยู่ดีกินดี มีเนื้อให้กิน มีผักให้ปลูก ยามหน้าหนาวก็มีถ่านให้ใช้ ยามหน้าร้อนก็ยังมีน้ำแข็งให้ได้ลอง ทุกอย่างล้วนเกิดจากแรงกายที่มุ่งหวังที่จะให้ชาวบ้านมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นของเว่ยอ๋องทั้งสิ้นนอกจากสินค้าทุกอย่างจะถูกตรวจสอบเพื่อกำหนดไม่ให้มีราคาที่แพงเกินไปแล้ว หากร้านค้าใดที่จำหน่ายสินค้าแพงเกินคุณภาพจะต้องถูกปรับและจะต้องถูกยึดใบอนุญาตค้าขายอีกด้วยท่าเรือก็มีการแลกเปลี่ยนซื้อขายกับชาวโพ้นทะเลของแปลกตาหลายสิ่งหลายอย่างอย่างถูกนำมาจัดวางขาย หากสิ่งใดที่เป็นที่คุ้นตาในโลกก่อนก็มักจะถูกฟางลี่อินซื้อมาเก็บไว้ที่จวน ตัวอย่างเช่นเครื่องดนตรี ทำให้เว่ยอ๋องต้องสั่งช่างไม้ให้สร้างเรือนหลังใหม่ให้กับนางเพื่อเอาไว้ใช้เก็บข้าวของเหล่านี้โดยเฉพาะ"พระชายาเพคะ มีข่าวลือว่าวันนี้เรือของชาวโพ้นทะเลจะเทียบท่าเจ้าค่ะ" หลันซีเอ่ยรายงานให้นายหญิงของตนได้ทราบ"จริงหรื
"ท่านอย่ามาล้อข้าเล่นนะ! " หญิงสาวเริ่มจะมีโทสะจริงๆ เสียแล้ว เจียงสือที่เห็นท่าทีที่เข้าใจยากของสตรีตรงหน้าก็ได้แต่ถอนหายใจออกมา เขาเกี้ยวนางมานานเกือบปีแล้วแต่ดูเหมือนนางจะไม่เคยรู้ตัวเลยสักนิด"เหตุใดข้าต้องล้อเล่น เอาละ ตาข้าถามเจ้าบ้าง เจ้ากำลังคิดที่จะแต่งงานเช่นนั้นหรือ? " หลี่เซียงมองหน้าชายหนุ่มอย่างไม่เข้าใจหากแต่ก็ตอบไปตามจริง"ถูกต้องแล้ว""เจ้าคิดจะแต่งกับผู้ใด" เจียงสือเอ่ยถามนางด้วยสีหน้าจริงจัง เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายไม่ได้มีท่าทีล้อเล่นหลี่เซียงจึงนั่งลงที่บนเก้าอี้ที่อยู่อีกฝั่งของโต๊ะน้ำชา"ผู้ใดก็ได้ ไม่จำเป็นต้องรักข้าขอเพียงให้เกียรติข้าและยินยอมให้ข้าทำทุกสิ่งได้ตามใจต้องการก็พอ" หญิงสาวเอ่ยอย่างจริงจัง นางไม่ได้ต้องการความรัก นางต้องการเพียงอิสระที่จะได้ใช้ชีวิตอย่างที่นางต้องการ สามีจะมีอนุภรรยาสักกี่คนก็ล้วนได้ทั้งหมด ขอเพียงเขายังคงให้เกียรตินางในฐานะภรรยาและยินยอมให้นางทำสิ่งใดก็ได้อย่างอิสระ เท่านั้นก็นับว่าดีพอแล้ว"เช่นนั้นก็แต่งกับข้า" เจียงสือเอ่ยออกมาตามจริงโดยไม่ต้องคิดให้มากความ เดิมทีเขาเองก็ชอบพอนางอยู่แล้ว เรื่องตามใจนั้นก็ล้วนเป็นที่แน่นอนหากนางต้อง
พักหลังมานี้หลี่เซียงใช้เวลาทุ่มเทฝึกฝนน้องชายให้กลายเป็นผู้นำตระกูลที่เข้มแข็งในภายหน้าทำให้นางแทบจะไม่มีเวลาดูแลตนเองเลย โชคดีที่ได้เคล็ดลับการบำรุงผิวมาจากพระชายาเว่ยอ๋อง ทำให้แม้ว่านางจะตรากตรำทำงานหนักนอนดึกเพียงใดรอยเหี่ยวย่นก็ไม่สามารถทำร้ายนางได้แม้แต่น้อย"คุณหนูเจ้าคะ น้ำมันแกะนี้ดียิ่งเจ้าค่ะบ่าวรู้สึกว่าผิวของท่านดูเหมือนจะขาวผ่องขึ้นกว่าเดิมมากนัก" สาวใช้ของหลี่เซียงเอ่ยชม"ข้าก็คิดเช่นนั้น เจ้าว่าหากว่าเรานำมาขายคงจะได้กำไรดีไม่น้อยเพียงแต่ต้นทุนสูงยิ่งทั้งยังมีจำนวนจำกัด""คุณหนูท่านเก็บเอาไว้ใช้เองดีกว่าเจ้าค่ะ" สาวใช้เอ่ยตามจริงของมีไม่มากทั้งยังราคาแพงมิสู้ให้คุณหนูของนางเก็บเอาไว้บำรุงตนเองดีเสียกว่า"อื้ม เสียดายยิ่ง ข้าคิดว่าจะหากำไรจากมันได้อีกมากเสียอีก เอ้อ! จริงสิข้าว่าข้าเดินทางขึ้นเหนือสักครั้งดีกว่า""จะดีหรือเจ้าคะ? ผู้ใดก็รู้ว่าแดนเหนือนั้นมีแต่หิมะทั้งยังหนาวเย็นตลอดทั้งปีระยะทางก็ไกลแสนไกล ผู้อาวุโสในตระกูลจะต้องไม่เห็นด้วยเป็นแน่เจ้าค่ะ""เฮ้อ! ข้าอยากจะมีอิสระบ้าง" อยู่ ๆ หลี่เซียงก็ตะโกนออกมาเสียงไม่เบานัก นางเบื่อที่จะต้องมานั่งคำนวณบัญชีในทุกๆ วันค
เดินทางมานานกว่าสองชั่วยามสุดท้ายก็มาถึงชายป่าแห่งหนึ่งทั้งสองก็ต้องลงเดินอีกราวครึ่งชั่วยาม ก่อนจะถึงที่พักที่เป็นเรือนที่ตั้งอยู่บนหุบเขา เส้นทางไม่ได้ลำบากราวกับถูกเตรียมไว้เป็นอย่างดี เรือนไม้ไผ่งดงามเหมือนพึ่งถูกสร้างขึ้นใหม่ไม่นานนี้ ตั้งตระหง่านท่ามกลางป่าดอกเหมยที่กินพื้นที่เรือนโดยรอบทั้งหมด ฟางลี่อินที่เห็นที่นี่เป็นครั้งแรกก็พึงพอใจเป็นอย่างมาก ที่นี่งดงามมากจริงๆ ทั้งยังเงียบสงบอีกต่างหาก"เรือนผู้ใดหรือเจ้าคะ?" หญิงสาวหันไปเอ่ยถามสามี"ของเจ้า""ของข้า? " เมื่อได้ยินว่าเป็นเรือนที่ชายหนุ่มสร้างไว้เพื่อนาง หญิงสาวจึงรู้สึกทั้งประหลาดใจและยินดียิ่ง ก่อนจะนึกว่าเขาเอาเวลาใดมาสร้างเรือนที่งดงามเช่นนี้ให้กับนาง เหตุใดนางจึงไม่ระแคะระคายแม้แต่น้อย"อื้ม เข้าไปข้างในกันเถิด""เจ้าค่ะ"ภายในเรือนมีข้าวของเครื่องใช้วางอยู่พอประมาณ เดินผ่านฉากกั้นเข้าไปก็เป็นในส่วนของเตียงนอนที่มีขนาดไม่เล็กไม่ใหญ่สามารถนอนได้สองคนพอดิบพอดี"ชอบหรือไม่? " เว่ยอ๋องเดินเข้ามาสวมกอดหญิงสาวจากด้านหลังก่อนจะก้มลงจุมพิตที่ซอกคอของหญิงสาวทำเอาฟางลี่อินถึงกับขนลุกเกรียว ท่าทางเช่นนี้นางย่อมเข้าใจได้ดีว่าชา
หลังจากที่ตลอดสามเดือนนั้นไม่ได้พักผ่อนอย่างเต็มอิ่ม สุดท้ายแล้วเว่ยอ๋องก็ได้มีวันเวลาดีๆ เช่นผู้อื่นเสียที ใครกันที่กล่าวว่าการเป็นอ๋องปกครองนั้นสุขสบายเขาอยากจะจับพวกมันมาทำงานแทนเขายิ่งนัก แต่แม้จะไม่ได้สุขสบายเช่นอยู่ในเมืองหลวงก็ตาม หากแต่มีอิสระอย่างที่เมืองหลวงไม่สามารถมีได้ ชายหนุ่มกำลังนอนหนุนอยู่บนตักของภรรยา ในขณะที่ฟางลี่อินกำลังใช้ไม้ปลายขนนกทำความสะอาดหูให้เขา เว่ยอ๋องสั่งให้แม่นมนำตัวจิ้นฝูซานไปดูแลเพราะวันนี้เขาต้องการอยู่กับภรรยาเพียงลำพังโดยที่ไม่มีผู้ใดมาขัดขวาง หากเจ้าก้อนกลมนั่นอยู่ด้วยภรรยาก็จะเอาแต่ดูแลบุตรชายและละเลยเขาในที่สุด"เหล่ากง เหตุใดวันนี้จึงได้ว่างได้เจ้าคะ?" นางเอ่ยถามด้วยความสงสัย"จัดการกับกลุ่มค้าเกลือเถื่อนเสร็จก็ส่งมอบคนให้เจียงสือนำตัวพวกเขาเข้าเมืองหลวงไปแล้ว""แล้วท่านไม่ต้องไปด้วยหรอกหรือเจ้าคะ? ""ไม่ต้องหรอก"เว่ยอ๋องตอบภรรยาในขณะที่ดวงตาของเขายังปิดสนิท"คุณชายเจียงนี่ ใช่คุณชายใหญ่ตระกูลเจียงหรือไม่? " เมื่อเว่ยอ๋องได้ยินภรรยาเอ่ยถามถึงบุรุษอื่น ดวงตาคมเข้มก็เบิกกว้างขึ้นในทันที ก่อนจะลุกขึ้นนั่งพร้อมกับจดจ้องมาที่หญิงสาวพร้อมกับกลิ่นน้
หลังจากที่ฟางลี่อินตั้งครรภ์ได้ราวสี่เดือน หญิงสาวก็คิดว่าตนเองควรตอบรับเทียบเชิญสักใบจึงได้ให้ต้วนกงกงส่งตอบรับเทียบเชิญหนึ่ง ซึ่งเป็นงานเลี้ยงของฮูหยินผู้เฒ่าเจียงผู้เป็นมารดาของแม่
ผิงเซียวแจ้งความประสงค์ว่าพระชายาต้องการออกไปเดินเล่นในเมือง จิ้นฝานเห็นว่าไม่มีอะไรต้องกังวลอีกอย่างหญิงสาวคงจะรู้สึกเบื่อที่เอาแต่ตามติดเขาจึงต้องการเปิดหูเปิดตานอกจวนเสียบ้างจ
สองสามีทานสำรับเย็นพร้อมกันฟางลี่อินยังคงเอาอกเอาใจสามีเช่นเคย เว่ยอ๋องไม่ได้ปฏิเสธความหวังดีของหญิงสาวเพราะคิดว่าอย่างไรทั้งคู่ก็เป็นสามีภรรยากันเขาไม่ควรทำร้ายจิตใจของนางด้วยคว
ทางด้านฟางลี่อินที่หลังจากกลับมาจากเรือนของสามีก็เอาแต่ยิ้มอารมณ์ดีทั้งวัน นางสั่งให้โรงครัวเตรียมทำมือเย็นแสนอร่อยเอาไว้รอท่าสามีหลังจากที่เขาตื่น เย็นนี้จะได้ทานอาหารด้วยกัน







