Masukสองสามีทานสำรับเย็นพร้อมกันฟางลี่อินยังคงเอาอกเอาใจสามีเช่นเคย เว่ยอ๋องไม่ได้ปฏิเสธความหวังดีของหญิงสาวเพราะคิดว่าอย่างไรทั้งคู่ก็เป็นสามีภรรยากันเขาไม่ควรทำร้ายจิตใจของนางด้วยความเย็นชา ก่อนจะฝืนยิ้มให้นางทุกครั้งที่อีกฝ่ายพยายามคีบอาหารที่นางชอบให้เขาลิ้มรส ก่อนที่เขาจะคิดในใจว่าเหตุใดนางจะต้องคีบทุกอย่างที่นางชอบให้เขาลิ้มรสด้วยนะ! เหตุใดนางจึงไม่กินเสียเอง ชายหนุ่มแอบกลอกตาหลายครั้งหากแต่ก็ยังกินทุกอย่างที่นางคีบให้โดยไม่บ่น
หลังจากที่รับสำรับเย็นกันเสร็จแล้ว ก็ถึงเวลาที่ทั้งสองควรจะแยกย้ายกันไปพักผ่อนที่เรือนของตนเอง หากแต่ฟางลี่อินมิได้ทำเช่นนั้นนางยังคงเดินตามชายหนุ่มกลับมาที่เรือนของเขา เว่ยอ๋องมองดูร่างบางของหญิงสาวด้วยแววตางุนงง ก่อนจะเอ่ยถามนางด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล
"ฮูหยิน เหตุใดจึงเดินตามข้ามา หรือว่าเจ้ามีสิ่งใดจะสนทนากับข้างั้นหรือ"
"เปล่าเจ้าคะ ข้ากำลังจะกลับไปพักผ่อน" เว่ยอ๋องมองซ้ายมองขวาก่อนจะเอ่ยต่อ
"มิใช่ว่าเรือนของเจ้าอยู่ทางด้านโน้นหรอกหรือ" ชายหนุ่มเอ่ยขึ้น
"เอ๋!" ฟางลี่อินอุทานออกมาพร้อมกับสีหน้างุนงง
"ฮูหยิน! เจ้าเป็นอันใดงั้นหรือ"
"มิใช่ว่าข้าต้องนอนห้องเดียวกับท่านหรอกหรือเจ้าคะ" ฟางลี่อินเอ่ยออกมาหน้าตาเฉยพร้อมกับทำตาโตด้วยความแปลกใจ ทำเอาชายหนุ่มถึงกับขมวดคิ้วเป็นปม
"เอ่อ..." เว่ยอ๋องที่ได้ยินเช่นนั้นก็ราวกับถูกชกเข้าที่ท้องอย่างแรงทำให้จุกจนกล่าวสิ่งใดไม่ออก
"สามีภรรยาเหตุใดต้องแยกห้องนอนด้วยหรือเจ้าคะ" ฟางลี่อินไม่ใช่ว่าไม่เข้าใจ หากแต่นางตีมึนเพียงเท่านั้น
"เจ้า... ต้องการนอนห้องเดียวกันกับข้า" ชายหนุ่มเอ่ยทบทวนความต้องการของหญิงสาวอย่างช้าๆ พร้อมกับชี้นิ้วเข้าหาตัวเอง
"เจ้าค่ะ"
"คือข้า... ข้า" ชายหนุ่มตั้งใจจะปฏิเสธนางหากแต่ไม่รู้ว่าเขาควรจะเอ่ยคำพูดเช่นไรกับนางดีที่จะไม่ให้หญิงสาวเสียหน้า ฟางลี่อินเองก็พอดูออกนางคิดเอาไว้แล้วว่าสามีของนางจะต้องปฏิเสธอย่างแน่นอน เพียงแต่นางแค่อยากจะลองตีมึนดูสักครั้งและเมื่อเห็นท่าทางอึดอัดใจของเขาหญิงสาวก็เข้าใจได้ในทันที ก่อนจะแสร้งหัวเราะกลบเกลื่อนออกมา
ฮ่าๆ ฮ่าๆ
"เหล่ากง! ข้าเพียงกลั่นแกล้งท่านเล่นเท่านั้น เอาละ...ข้ากลับเรือนของข้าดีกว่า ถ้าเช่นนั้นคืนนี้ ฝันดีนะเจ้าคะ" พูดจบฟางลี่อินก็โน้มตัวเข้าหาอีกฝ่ายแต่เพราะเว่ยอ๋องรูปร่างสูงใหญ่ทำให้นางต้องเขย่งฝ่าเท้าขึ้นก่อนจะแนบริมฝีปากจุมพิตที่แก้มของเขาเป็นการบอกลาฝันดีในแบบของนาง ทำเอาชายหนุ่มที่ยังไม่ทันตั้งตัวถึงกับตัวแข็งทื่อแต่เมื่อตั้งสติได้และคิดจะว่ากล่าวนาง หญิงสาวก็เผ่นแน่บไปไกลเสียแล้ว
"จะ เจ้า..." ในยามนั้นมือหนาก็ยกขึ้นลูบที่แก้มก่อนจะสัมผัสได้ถึงร่องรอยความอุ่นซ่านของหญิงสาวยังคงไม่จางหาย
ทางด้านฟางลี่อินที่รีบหนีออกมาได้ไกลพอสมควรก่อนจะวิ่งไปหลบอยู่หลังต้นไม้ พร้อมกับมองซ้ายแลขวาให้แน่ใจว่าอีกฝ่ายไม่ได้ติดตามมาด่านางก็ได้แต่ถอนหายใจ ก่อนจะยกมือขวาขึ้นกุมที่หน้าอกซ้ายทั้งยังสัมผัสได้ถึงจังหวะการเต้นของหัวใจที่รุนแรงมากกว่าปกติ พร้อมกับยกมือทั้งสองข้างขึ้นกอบกุมที่ใบหน้าแล้วยกยิ้มอย่างมีความสุข เอาละวันนี้นางหลอกกินเต้าหู้สามีได้แล้ว เช่นนั้นก็คงหลับฝันดีแล้ว คิดเช่นนั้นฟางลี่อินก็เดินฮัมเพลงช้าๆกลับเรือนของนางด้วยความอิ่มเอมหัวใจ
ในค่ำคืนนี้ยังคงเป็นฟางลี่อินที่นอนหลับอย่างสุขสบาย ต่างจากชายหนุ่มที่นอนมองเพดานห้องด้วยดวงตาที่ค้างเติ่ง ความคิดเอาแต่วนเวียนคิดถึงสัมผัสของหญิงสาวตลอดทั้งคืน
เช้าวันต่อมา
เพราะเหตุการณ์เมื่อวานนี้ทำให้เว่ยอ๋องไม่กล้าสู้หน้าฟางลี่อิน ในยามเช้าหญิงสาวมาหาเขาแต่เช้าหากแต่เมื่อได้ยินเสียงเรียกของนางก็ทำให้เขาแทบสะดุ้ง
"เหล่ากง! ท่านตื่นแล้วหรือ..." ฟางลี่อินยังพูดไม่ทันจบคำชายหนุ่มก็เดินตัวปลิวเข้าห้องตำราไปอย่างรวดเร็ว พร้อมกับสั่งองครักษ์ว่าวันนี้มีภารกิจสำคัญไม่อนุญาตให้ใครเข้าพบ ก่อนที่นางจะเอ่ยอย่างไม่ทุกข์ร้อน
"ได้! เหล่ากง เดี๋ยวข้ามาหาท่านใหม่นะเจ้าคะ" พูดจบนางก็เดินอารมณ์ดีกลับเรือนไปในทันที
ยามอู่ (11.00น.-12.59น.)
ฟางลี่อินก็กลับมาอีก ในขณะนั้นชายหนุ่มก็ออกมาจากห้องตำราพอดี เมื่อหญิงสาวพบหน้าสามีก็ยกมือขึ้นโบกไม้โบกมืออย่างดีใจที่เห็นเขาทำงานเสร็จแล้ว
"เหล่ากง! ข้ามาแล้วเจ้าค่ะ" ท่ามกลางสายตาของเหล่าขุนนางทั้งหลาย พวกเขาต่างพากันอมยิ้ม ที่แท้พระชายาก็งดงามถึงเพียงนี้มิน่าเล่ายามที่ปรึกษาหารือกัน ท่านอ๋องจึงดูไม่ค่อยมีสมาธิเท่าที่ควร ที่แท้ก็คิดถึงพระชายาอยู่นี่เอง พวกเขาต่างคำนับหญิงสาวอย่างนอบน้อม
"คารวะพระชายา ยินดีกับท่านอ๋องด้วยพ่ะย่ะค่ะ พระชายาช่างงดงามยิ่งนัก"
"คารวะทุกท่านเจ้าค่ะ"
"มิกล้าๆ เชิญพระชายากับท่านอ๋อง พวกกระหม่อมไม่รบกวนเวลาส่วนตัวของท่านทั้งสองแล้ว"
"เอ่อ... ทุกท่านเดินทางปลอดภัย" เว่ยอ๋องได้แต่เอ่ยลาเหล่าขุนนาง
"กระหม่อมทูลลา" ทั้งสองฝ่ายต่างคารวะซึ่งกันและกัน ท่ามกลางรอยยิ้มของเหล่าขุนนาง ไม่เพียงเท่านั้นหากแต่คนที่ยิ้มกว้างที่สุดเห็นจะเป็นฟางลี่อินที่ถูกชมว่างดงามเป็นครั้งแรก ก็ในยามที่อยู่ตระกูลฟางพี่สาวทั้งสองของนางงดงามเป็นเลิศทำให้สตรีเช่นนางดูธรรมดาที่สุด แต่ในยามนี้มีเพียงนางผู้เดียวฟางลี่อินจึงดูเหมือนงดงามยิ่ง หลังจากที่คนเหล่านั้นกลับไปแล้วหญิงสาวยังหันกลับมาเอ่ยกับสามีอย่างภูมิใจหนักหนา
"เหล่ากง! ข้างดงามหรือไม่" ฟางลี่อินใช้สองมือกุมที่ใบหน้าของนางแย้มยิ้มในท่วงท่าที่คิดว่าตนเองงดงามที่สุดแล้วหันไปเอ่ยถามสามีอย่างมั่นใจ
"สิ่งใดทำให้เจ้าคิดเช่นนั้นกัน!" ชายหนุ่มที่เห็นสีหน้าภูมิใจของหญิงสาวก็นึกอยากกลั่นแกล้งนางขึ้นมา ก่อนจะเอ่ยถามนางกลับไป นอกจากฟางลี่อินจะไม่โกรธแล้วยังกล่าวต่อ
"ก็พวกเขากล่าวเมื่อครู่นี้อย่างไรเล่า ท่านก็ได้ยินไม่ใช่หรือ" พูดจบฟางลี่อินก็กะพริบตาขึ้นลงเร็วๆราวกับกำลังพยายามสวย
"หึ พวกเขาก็เพียงกล่าวไปเช่นนั้นเอง"
"แต่ข้าว่าไม่จริงหรอก ข้าก็ว่าข้าก็งามอยู่นะเจ้าคะ" ฟางลี่อินเอ่ยออกมาอย่างไม่อายปาก ทำเอาชายหนุ่มถึงกับส่ายหน้ากับความมั่นใจของนาง
"อืม เจ้าก็คงจะงดงามอยู่เพราะที่จวนแห่งนี้มีเจ้าเพียงผู้เดียวนี่น่ะ" ชายหนุ่มกล่าวจบก็เดินจากไป ก่อนจะทิ้งให้หญิงสาวยืนงงอยู่เพียงลำพัง
"นี่เหล่ากงชมข้างั้นหรือ ผูเถาท่านอ๋องชมข้าใช่หรือไม่" ฟางลี่อินหันไปถามสาวใช้คนสนิท ผูเถาที่ยืนอยู่เงียบๆมานานถึงกับแอบหลั่งน้ำตา นางควรจะตอบนายสาวว่าอย่างไรดี ท่านอ๋องเองก็ช่างสรรหาเรื่องราวนัก! จะชมคุณหนูของนางตรงๆเลยมิได้หรืออย่างไรกัน
"เจ้าค่ะ งามมากเจ้าค่ะ"
"เจ้าปากหวานนัก! ไป ไปกินข้าวกัน"
"..." ผูเถาเองก็หมดคำจะกล่าวกับนายสาวของนาง
"เหล่ากง! รอข้าด้วยเจ้าค่ะ" ก่อนที่ฟางลี่อินจะหันมาสนใจสามีของนางอีกครั้ง
หลังจากที่ทานสำรับเที่ยงกันเสร็จ ชายหนุ่มก็กลับไปทำงานของเขาอีกครั้ง หญิงสาวได้แต่มองตามร่างสูงของสามีหายลับไปในห้องตำรา นางเองก็กลับไปดูแลสวนผักของนางและในทุกๆวันก็เป็นเช่นนี้เสมอ จนกระทั่งสวนผักของหญิงสาวเริ่มเติบโตและเริ่มเข้าสู่การเก็บเกี่ยว ผักที่งดงามถูกเก็บเกี่ยวอย่างดีพร้อมกับจัดส่งไปยังจวนของขุนนางในท้องที่ทุกจวนตามคำสั่งของหญิงสาว หลังจากแจกจ่ายไปจนครบแล้วก็ยังคงเหลือผักอีกมาก ฟางลี่อินคิดที่จะมีร้านผักเป็นของตัวเอง หากแต่นางยังไม่เคยออกไปสำรวจตลาดในเมืองเลยสักครั้งตั้งแต่มาที่ซานตงแห่งนี้ฟางลี่อินยังไม่เคยออกจากจวนอ๋องเลยแม้แต่ครั้งเดียว เพราะในทุกๆวันนอกจากดูแลแปลงผักแล้วหญิงสาวก็เอาแต่ตามติดชีวิตสามี ซึ่งก็ดูเหมือนว่าเขาก็มักจะทำตัวยุ่งแทบจะตลอดเวลา
ในเช้าวันหนึ่งที่หญิงสาวทานสำรับเช้าเสร็จก็ได้เอ่ยกับผิงเซียว
"ผิงเซียว เจ้าช่วยพาข้าออกไปตลาดได้หรือไม่"
"พระชายาต้องการสิ่งใดหรือเจ้าคะ ให้บ่าวไปจัดการให้ดีหรือไม่" ฟางลี่อินส่ายหน้า นางอยากจะไปด้วยตนเองมากกว่า
"ข้าอยากไปด้วยตนเอง ได้หรือไม่"
"ได้เจ้าค่ะ เดี๋ยวบ่าวจะไปเรียนท่านอ๋องให้ท่านเอง"
"อื้ม ไปกันเลยได้หรือไม่"
"เจ้าค่ะ เช่นนั้นพระชายาทรงรอบ่าวสักครู่เถิด บ่าวจะไปแจ้งคนบังคับม้า"
"ได้ เจ้าไปเถิด"
"แต่ข้าปรารถนาจะได้มันมาครอบครอง" สตรีผู้นั้นกล่าวอย่างต้องการเอาชนะ แท้จริงแล้วนางคือจางเหมยฮวา คุณหนูใหญ่แห่งจวนเสนาบดีกรมคลังคนใหม่หญิงสาวเดินทางมาที่นี่ก็เพื่อต้องการแต่งเข้าจวนเว่ยอ๋อง แต่เพราะบิดาไม่เห็นด้วยจึงได้หลบหนีจากจวนมาพร้อมกับองครักษ์ นางได้ยินว่าพระชายาเว่ยอ๋องนั้นไม่งดงามเท่านางและเมื่อได้ยลโฉมของอีกฝ่ายจางเหมยฮวาก็คิดว่าข่าวลือนั้นช่างไม่น่าเชื่อถือแม้แต่น้อย เพราะฟางลี่อินไม่ใช่ว่าไม่งดงามเท่านางหากแต่เทียบนางไม่ได้แม้แต่กระผีกเดียวด้วยซ้ำ"ข้าตกลงซื้อเครื่องดนตรีชิ้นนี้แล้ว ทั้งคนขายก็ยังตกลงแล้วว่าจะขายมันให้กับข้าไม่ทราบว่าแม่นางท่านนี้ไม่รู้จักคำว่ามารยาทหรอกหรือจึงได้เสนอหน้าเข้ามาแย่งชิงสิ่งของของผู้อื่น" ฟางลี่อินเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงราบเรียบ สตรีเช่นนี้ทั้งชีวิตของนางเจอมานักต่อนักดูท่านางคงไม่ได้ต้องการจะซื้อไวโอลินเครื่องนี้เพราะอยากจะได้จริงๆ เพียงแค่ต้องการอยากจะเอาชนะก็เท่านั้นเองวาจาตรงไปตรงมาของฟางลี่อินทำให้จางเหมยฮวารู้สึกโกรธจนควันออกหู เพราะถูกเลี้ยงดูมาอย่างตามใจจึงทำให้นางมองไม่เห็นหัวผู้ใดทั้งสิ้น เป็นพระชายาเว่ยอ๋องแล้วอย่างไร ยามนี้ก็อายุมาก
เจ็ดปีผ่านไปซานตงกลายเป็นเขตพื้นที่ที่แสนอุดมสมบูรณ์ จากเมื่อก่อนที่แสนแห้งแล้งชาวเมืองยากแค้นหลังจากที่เว่ยอ๋องใช้เวลากว่าสิบปีที่นี่ก็กลายเป็นเขตพื้นที่ที่เจริญรุ่งเรืองไม่แพ้เมืองหลวง ผู้คนต่างเดินทางไปมาเพื่อทำมาค้าขาย ชาวเมืองอยู่ดีกินดี มีเนื้อให้กิน มีผักให้ปลูก ยามหน้าหนาวก็มีถ่านให้ใช้ ยามหน้าร้อนก็ยังมีน้ำแข็งให้ได้ลอง ทุกอย่างล้วนเกิดจากแรงกายที่มุ่งหวังที่จะให้ชาวบ้านมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นของเว่ยอ๋องทั้งสิ้นนอกจากสินค้าทุกอย่างจะถูกตรวจสอบเพื่อกำหนดไม่ให้มีราคาที่แพงเกินไปแล้ว หากร้านค้าใดที่จำหน่ายสินค้าแพงเกินคุณภาพจะต้องถูกปรับและจะต้องถูกยึดใบอนุญาตค้าขายอีกด้วยท่าเรือก็มีการแลกเปลี่ยนซื้อขายกับชาวโพ้นทะเลของแปลกตาหลายสิ่งหลายอย่างอย่างถูกนำมาจัดวางขาย หากสิ่งใดที่เป็นที่คุ้นตาในโลกก่อนก็มักจะถูกฟางลี่อินซื้อมาเก็บไว้ที่จวน ตัวอย่างเช่นเครื่องดนตรี ทำให้เว่ยอ๋องต้องสั่งช่างไม้ให้สร้างเรือนหลังใหม่ให้กับนางเพื่อเอาไว้ใช้เก็บข้าวของเหล่านี้โดยเฉพาะ"พระชายาเพคะ มีข่าวลือว่าวันนี้เรือของชาวโพ้นทะเลจะเทียบท่าเจ้าค่ะ" หลันซีเอ่ยรายงานให้นายหญิงของตนได้ทราบ"จริงหรื
"ท่านอย่ามาล้อข้าเล่นนะ! " หญิงสาวเริ่มจะมีโทสะจริงๆ เสียแล้ว เจียงสือที่เห็นท่าทีที่เข้าใจยากของสตรีตรงหน้าก็ได้แต่ถอนหายใจออกมา เขาเกี้ยวนางมานานเกือบปีแล้วแต่ดูเหมือนนางจะไม่เคยรู้ตัวเลยสักนิด"เหตุใดข้าต้องล้อเล่น เอาละ ตาข้าถามเจ้าบ้าง เจ้ากำลังคิดที่จะแต่งงานเช่นนั้นหรือ? " หลี่เซียงมองหน้าชายหนุ่มอย่างไม่เข้าใจหากแต่ก็ตอบไปตามจริง"ถูกต้องแล้ว""เจ้าคิดจะแต่งกับผู้ใด" เจียงสือเอ่ยถามนางด้วยสีหน้าจริงจัง เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายไม่ได้มีท่าทีล้อเล่นหลี่เซียงจึงนั่งลงที่บนเก้าอี้ที่อยู่อีกฝั่งของโต๊ะน้ำชา"ผู้ใดก็ได้ ไม่จำเป็นต้องรักข้าขอเพียงให้เกียรติข้าและยินยอมให้ข้าทำทุกสิ่งได้ตามใจต้องการก็พอ" หญิงสาวเอ่ยอย่างจริงจัง นางไม่ได้ต้องการความรัก นางต้องการเพียงอิสระที่จะได้ใช้ชีวิตอย่างที่นางต้องการ สามีจะมีอนุภรรยาสักกี่คนก็ล้วนได้ทั้งหมด ขอเพียงเขายังคงให้เกียรตินางในฐานะภรรยาและยินยอมให้นางทำสิ่งใดก็ได้อย่างอิสระ เท่านั้นก็นับว่าดีพอแล้ว"เช่นนั้นก็แต่งกับข้า" เจียงสือเอ่ยออกมาตามจริงโดยไม่ต้องคิดให้มากความ เดิมทีเขาเองก็ชอบพอนางอยู่แล้ว เรื่องตามใจนั้นก็ล้วนเป็นที่แน่นอนหากนางต้อง
พักหลังมานี้หลี่เซียงใช้เวลาทุ่มเทฝึกฝนน้องชายให้กลายเป็นผู้นำตระกูลที่เข้มแข็งในภายหน้าทำให้นางแทบจะไม่มีเวลาดูแลตนเองเลย โชคดีที่ได้เคล็ดลับการบำรุงผิวมาจากพระชายาเว่ยอ๋อง ทำให้แม้ว่านางจะตรากตรำทำงานหนักนอนดึกเพียงใดรอยเหี่ยวย่นก็ไม่สามารถทำร้ายนางได้แม้แต่น้อย"คุณหนูเจ้าคะ น้ำมันแกะนี้ดียิ่งเจ้าค่ะบ่าวรู้สึกว่าผิวของท่านดูเหมือนจะขาวผ่องขึ้นกว่าเดิมมากนัก" สาวใช้ของหลี่เซียงเอ่ยชม"ข้าก็คิดเช่นนั้น เจ้าว่าหากว่าเรานำมาขายคงจะได้กำไรดีไม่น้อยเพียงแต่ต้นทุนสูงยิ่งทั้งยังมีจำนวนจำกัด""คุณหนูท่านเก็บเอาไว้ใช้เองดีกว่าเจ้าค่ะ" สาวใช้เอ่ยตามจริงของมีไม่มากทั้งยังราคาแพงมิสู้ให้คุณหนูของนางเก็บเอาไว้บำรุงตนเองดีเสียกว่า"อื้ม เสียดายยิ่ง ข้าคิดว่าจะหากำไรจากมันได้อีกมากเสียอีก เอ้อ! จริงสิข้าว่าข้าเดินทางขึ้นเหนือสักครั้งดีกว่า""จะดีหรือเจ้าคะ? ผู้ใดก็รู้ว่าแดนเหนือนั้นมีแต่หิมะทั้งยังหนาวเย็นตลอดทั้งปีระยะทางก็ไกลแสนไกล ผู้อาวุโสในตระกูลจะต้องไม่เห็นด้วยเป็นแน่เจ้าค่ะ""เฮ้อ! ข้าอยากจะมีอิสระบ้าง" อยู่ ๆ หลี่เซียงก็ตะโกนออกมาเสียงไม่เบานัก นางเบื่อที่จะต้องมานั่งคำนวณบัญชีในทุกๆ วันค
เดินทางมานานกว่าสองชั่วยามสุดท้ายก็มาถึงชายป่าแห่งหนึ่งทั้งสองก็ต้องลงเดินอีกราวครึ่งชั่วยาม ก่อนจะถึงที่พักที่เป็นเรือนที่ตั้งอยู่บนหุบเขา เส้นทางไม่ได้ลำบากราวกับถูกเตรียมไว้เป็นอย่างดี เรือนไม้ไผ่งดงามเหมือนพึ่งถูกสร้างขึ้นใหม่ไม่นานนี้ ตั้งตระหง่านท่ามกลางป่าดอกเหมยที่กินพื้นที่เรือนโดยรอบทั้งหมด ฟางลี่อินที่เห็นที่นี่เป็นครั้งแรกก็พึงพอใจเป็นอย่างมาก ที่นี่งดงามมากจริงๆ ทั้งยังเงียบสงบอีกต่างหาก"เรือนผู้ใดหรือเจ้าคะ?" หญิงสาวหันไปเอ่ยถามสามี"ของเจ้า""ของข้า? " เมื่อได้ยินว่าเป็นเรือนที่ชายหนุ่มสร้างไว้เพื่อนาง หญิงสาวจึงรู้สึกทั้งประหลาดใจและยินดียิ่ง ก่อนจะนึกว่าเขาเอาเวลาใดมาสร้างเรือนที่งดงามเช่นนี้ให้กับนาง เหตุใดนางจึงไม่ระแคะระคายแม้แต่น้อย"อื้ม เข้าไปข้างในกันเถิด""เจ้าค่ะ"ภายในเรือนมีข้าวของเครื่องใช้วางอยู่พอประมาณ เดินผ่านฉากกั้นเข้าไปก็เป็นในส่วนของเตียงนอนที่มีขนาดไม่เล็กไม่ใหญ่สามารถนอนได้สองคนพอดิบพอดี"ชอบหรือไม่? " เว่ยอ๋องเดินเข้ามาสวมกอดหญิงสาวจากด้านหลังก่อนจะก้มลงจุมพิตที่ซอกคอของหญิงสาวทำเอาฟางลี่อินถึงกับขนลุกเกรียว ท่าทางเช่นนี้นางย่อมเข้าใจได้ดีว่าชา
หลังจากที่ตลอดสามเดือนนั้นไม่ได้พักผ่อนอย่างเต็มอิ่ม สุดท้ายแล้วเว่ยอ๋องก็ได้มีวันเวลาดีๆ เช่นผู้อื่นเสียที ใครกันที่กล่าวว่าการเป็นอ๋องปกครองนั้นสุขสบายเขาอยากจะจับพวกมันมาทำงานแทนเขายิ่งนัก แต่แม้จะไม่ได้สุขสบายเช่นอยู่ในเมืองหลวงก็ตาม หากแต่มีอิสระอย่างที่เมืองหลวงไม่สามารถมีได้ ชายหนุ่มกำลังนอนหนุนอยู่บนตักของภรรยา ในขณะที่ฟางลี่อินกำลังใช้ไม้ปลายขนนกทำความสะอาดหูให้เขา เว่ยอ๋องสั่งให้แม่นมนำตัวจิ้นฝูซานไปดูแลเพราะวันนี้เขาต้องการอยู่กับภรรยาเพียงลำพังโดยที่ไม่มีผู้ใดมาขัดขวาง หากเจ้าก้อนกลมนั่นอยู่ด้วยภรรยาก็จะเอาแต่ดูแลบุตรชายและละเลยเขาในที่สุด"เหล่ากง เหตุใดวันนี้จึงได้ว่างได้เจ้าคะ?" นางเอ่ยถามด้วยความสงสัย"จัดการกับกลุ่มค้าเกลือเถื่อนเสร็จก็ส่งมอบคนให้เจียงสือนำตัวพวกเขาเข้าเมืองหลวงไปแล้ว""แล้วท่านไม่ต้องไปด้วยหรอกหรือเจ้าคะ? ""ไม่ต้องหรอก"เว่ยอ๋องตอบภรรยาในขณะที่ดวงตาของเขายังปิดสนิท"คุณชายเจียงนี่ ใช่คุณชายใหญ่ตระกูลเจียงหรือไม่? " เมื่อเว่ยอ๋องได้ยินภรรยาเอ่ยถามถึงบุรุษอื่น ดวงตาคมเข้มก็เบิกกว้างขึ้นในทันที ก่อนจะลุกขึ้นนั่งพร้อมกับจดจ้องมาที่หญิงสาวพร้อมกับกลิ่นน้
หลังจากที่ฟางลี่อินตั้งครรภ์ได้ราวสี่เดือน หญิงสาวก็คิดว่าตนเองควรตอบรับเทียบเชิญสักใบจึงได้ให้ต้วนกงกงส่งตอบรับเทียบเชิญหนึ่ง ซึ่งเป็นงานเลี้ยงของฮูหยินผู้เฒ่าเจียงผู้เป็นมารดาของแม่
ผิงเซียวแจ้งความประสงค์ว่าพระชายาต้องการออกไปเดินเล่นในเมือง จิ้นฝานเห็นว่าไม่มีอะไรต้องกังวลอีกอย่างหญิงสาวคงจะรู้สึกเบื่อที่เอาแต่ตามติดเขาจึงต้องการเปิดหูเปิดตานอกจวนเสียบ้างจ
ทางด้านฟางลี่อินที่หลังจากกลับมาจากเรือนของสามีก็เอาแต่ยิ้มอารมณ์ดีทั้งวัน นางสั่งให้โรงครัวเตรียมทำมือเย็นแสนอร่อยเอาไว้รอท่าสามีหลังจากที่เขาตื่น เย็นนี้จะได้ทานอาหารด้วยกัน
หลายวันที่ชายหนุ่มไม่อยู่ที่จวนอ๋อง ฟางลี่อินได้เข้ามาคอยดูแลความเป็นอยู่ทุกอย่างของจวนแห่งนี้ ก่อนที่นางจะได้รู้ว่าสามีของนางช่างเป็นคนที่ใช้ชีวิตได้อย่างเรียบง่ายเหลือเกิน เสื้อผ้าที่เขาชอบใส่นั้นก็มีเพียงไม่กี่ชุด แม้จะมีชุดที่ประณีตและถูกตัดเย็บอย่างดีส่งมาจากวังหลวงหากแต่น้อยครั้งนักที่จะถูก







