เข้าสู่ระบบ"คารวะท่านอ๋อง ทรงกลับมาแล้วหรือพ่ะย่ะค่ะ"
"อืม" ถังเสียนองครักษ์คนสนิทลอบมองชายหนุ่มก่อนจะอมยิ้ม
"คุณหนูสามเป็นอย่างไรบ้าง พ่ะย่ะค่ะ งดงามมากหรือไม่ ข้าน้อยได้ยินว่าคุณหนูใหญ่กับคุณหนูรองเป็นยอดพธูของแคว้นจิ้น คุณหนูสามเองก็คงงดงามไม่ต่างจากพี่สาวทั้งสองกระมัง"
"หึ! เจ้าพูดมากเกินไปแล้ว จะว่าไปนางนับว่างดงามน้อยที่สุด" ชายหนุ่มกล่าวออกไปก่อนที่สายตาจะจับจ้องอยู่ที่รายงานบนโต๊ะ
"งดงามน้อยที่สุด หมายความว่างดงามใช่หรือไม่ พ่ะย่ะค่ะ"
"หึเจ้านี่อย่างไร หากอยากจะรู้เหตุใดเจ้าจึงไม่ไปดูเองเสียเล่า"
"ข้าน้อยมิกล้า! พ่ะย่ะค่ะ"
"หึ งดงามหรือไม่หาได้สำคัญ แต่สิ่งสำคัญคือนางช่างเป็นสตรีหน้าเงินยิ่งนัก" เมื่อชายหนุ่มนึกถึงคำพูดของฟางลี่อินก็ทำให้เขารู้สึกหัวจะปวดขึ้นมาในทันที นอกจากจะหน้าเงินแล้วนางยังแอบคิดไม่ดีไม่ร้ายกับเขาอีก เหตุใดตระกูลฟางจึงได้มีหลานสาวที่มีกิริยาไม่เรียบร้อยเช่นนางได้ ทั้ง ๆที่พี่สาวทั้งสองนั้นงดงามมากแท้ๆ แต่นางกลับ...เฮ้อ!
"คารวะท่านอ๋อง" องครักษ์ผู้หนึ่งก้าวเข้ามาในห้องก่อนจะทำความเคารพชายหนุ่ม พร้อมกับเดินเข้ามากระซิบบางอย่างที่ข้างหู
"จัดการให้เรียบร้อย"
"ข้าน้อยทราบแล้ว พ่ะย่ะค่ะ"
"ออกไปได้"
"พ่ะย่ะค่ะ"
"ท่านอ๋องยังคงให้คนตามหาสตรีผู้นั้นอยู่หรือ พ่ะย่ะค่ะ"
"อื้ม แต่ไม่ว่าอย่างไรก็ตามหาไม่พบเสียที หรือว่านางอาจจะไม่ได้อยู่ที่นั่นหากแต่เป็นคนที่อื่นกันแน่!"
"แต่นี่ก็ผ่านมาสองปีแล้วนะ พ่ะย่ะค่ะ"
"นั่นนะสิ! นานถึงเพียงนี้แล้ว ป่านนี้นางก็คงจะแต่งงานออกเรือนไปแล้วกระมัง"
"ยามนั้นหากได้เห็นใบหน้าของนางชัดๆก็อาจจะตามหาได้ง่ายขึ้น เสียดายยิ่งนักมิเช่นนั้นพระองค์ไม่ต้องแต่งงานกับคุณหนูสาม..." ถังเสียน กล่าวออกมาอย่างไม่ระวังก่อนจะเงียบเสียงลง แล้วลอบมองเจ้านายอย่างหวั่นเกรงหากแต่ก็พบเพียงดวงตาที่มองเหม่อเช่นเดิม ใจหนึ่งก็รู้สึกสงสารเจ้านายของเขา ใจหนึ่งก็นึกเห็นใจคุณหนูสามที่ได้ตบแต่งกับท่านอ๋องของเขาหากแต่หญิงสาวจะรู้หรือไม่ว่านางคงได้เพียงแค่ร่างกายเพราะจิตใจของเว่ยอ๋องนั้นได้มอบให้สตรีอื่นไปแล้วนั่นเอง
"เจ้าอย่าได้กล่าวเช่นนี้อีก"
"ข้าน้อยทราบแล้ว พ่ะย่ะค่ะ"
"ถึงอย่างไรนางก็เป็นภรรยาของข้า แม้ไม่รักแต่ข้าก็ต้องดูแลนางให้ดีที่สุด ท่านราชครูเองก็นับว่าเป็นอาจารย์ผู้หนึ่งของข้าทั้งยังเป็นขุนนางที่ดี อย่างไรก็ไม่ควรทำให้เขาผิดหวัง"
"ข้าน้อยทราบแล้ว" ถังเสียนได้แต่กล่าวไว้อาลัยแทนฟางลี่อิน แท้จริงแล้วคุณหนูฟางผู้นั้นช่างโชคร้ายนัก ได้แต่งกับราชนิกุลแล้วอย่างไร สามีไร้ใจภรรยาย่อมไร้ค่า เช่นนั้นมิสู้แต่งกับคนธรรมดาที่มีรักจริงมิดีกว่าหรือ แต่เขาเป็นเพียงองครักษ์มิอาจกล่าวสิ่งใดให้มากความได้และท่านอ๋องเองก็มิอาจขัดราชโองการของฝ่าบาทได้เช่นกัน ชายหนุ่มพยายามนึกว่าหากวันหนึ่งท่านอ๋องตามหาสตรีผู้นั้นพบแล้วคุณหนูฟางจะทำเช่นไรกัน ก็คงจะเป็นดั่งรักสามเส้าเราสามคนแต่เจ็บคนเดียวเป็นแน่! แค่คิดก็หัวจะปวดแล้วเขาได้แต่ภาวนาว่าอย่าให้ท่านอ๋องตามหาสตรีผู้นั้นพบเลยในชาตินี้ หรือไม่ก็ให้นางแต่งงานออกเรือนไปเสียจะได้สิ้นสุดวาสนาด้ายแดงกันในชาตินี้ไม่มีผู้ใดต้องเจ็บปวด
ทางด้านฟางลี่อินที่กำลังนั่งดีดลูกคิดอย่างเคร่งเครียดอยู่นั้นก็จามอีกมาติดๆกันหลายครั้ง
ฮัดชิ้ววว
"คุณหนูพักผ่อนเถิดเจ้าค่ะ นี่ก็ดึกมากแล้ว"
"อีกเดี๋ยวก็เสร็จแล้ว"
ฮัดชิ้ววว
"โถ่ว คุณหนูเจ้าค่ะ"
"ข้าว่าต้องมีใครบางคนคิดถึงข้าเป็นแน่!" ฟางลี่อินกล่าวอย่างอารมณ์ดี ผูเถาสาวใช้คนสนิทได้แต่ถอนหายใจก่อนจะส่ายหน้าอย่างเอือมระอา คุณหนูของนางจะว่างดงามก็งดงามอยู่หรอกหากแต่เพี้ยนไปนิด ขี้งกไปหน่อย หน้าเงินเล็กน้อย สรุปแล้วก็คืองดงามแต่หน้าเงินนั่นแหละ! ตอนเด็กๆผูเถาจดจำได้ว่าคุณหนูของนางนั้นอ่อนแอและขี้โรคยิ่งนัก นางเคยถูกคนที่สำนักศึกษากลั่นแกล้งจนกระทั่งตกลงไปในสระน้ำแล้วสลบไปถึงสามวัน ในตอนแรกหมอหลวงกล่าวว่านางอาจจะไม่รอดแล้วหากแต่อยู่ดีๆคุณหนูของนางก็ฟื้นขึ้นมา ก่อนจะชอบกล่าววาจาแปลกๆเป็นเช่นนั้นอยู่นานหลายเดือนกว่าสติจะเข้าที่เข้าทาง จนมีข่าวลือว่าคุณหนูสามตระกูลฟางตกน้ำจนสติวิปลาสไปแล้ว
หากจำไม่ผิดในตอนนั้นคุณหนูพึ่งจะอายุเพียงสิบสองปีเท่านั้นเองแต่หลังจากนั้นราวครึ่งปีคุณหนูของนางก็มีท่าทีแปลกประหลาดมากขึ้น อย่างเช่น นับเงินทองเสียคล่องมือ ใช้ลูกคิดและคำนวณตัวเลขได้ราวกับตาเห็นรวดเร็วว่องไวอย่างกับลิง เอ้ย! นางหมายถึงเทพเซียนน่ะนะ ทั้งยังคิดทำการค้าอีก ในตอนแรกผูเถาเองก็แทบอยากจะร้องไห้เหตุใดคุณหนูของนางจึงได้เปลี่ยนไปมากถึงเพียงนี้ แต่พอนานวันเข้าก็พบว่าคุณหนูช่างเก่งกาจสามารถยิ่งนัก หากจะนับรวมถึงความสามารถนี้คุณหนูของนางย่อมเป็นหนึ่งไม่มีสอง ร้านค้าทุกร้านล้วนทำกำไรได้มากมายนักในแต่ละเดือน นึกถึงตอนที่คุณหนูตัดสินใจขายร้านค้าเพื่อมาเป็นสินเดิมผูเถาเองก็นึกเสียดายไม่น้อยทีเดียว ก็คุณหนูของนางอุส่าสร้างพวกมันมาเองกับมือนี่นา
"คุณหนูเจ้าคะ พักผ่อนเถิดเจ้าค่ะ"
"เอาละ! เสร็จแล้ว บัญชีเหล่านี้ยามที่เจ้าพบกับเจ้าของใหม่ที่มาซื้อกิจการของข้าเจ้าก็มอบให้เขาไปด้วยก็แล้วกัน อีกฝ่ายจะได้ไม่ต้องเสียเวลานั่งคำนวณรายได้ที่ผ่านมา ยามนั้นกิจการจะได้ดำเนินต่อไปอย่างราบรื่น ถึงอย่างไรเสียข้าก็เป็นคนทำให้ร้านค้าเหล่านั้นมาถึงจุดนี้ได้นับว่าไม่ง่ายนักและข้าเองก็ยังต้องการให้มันเจริญรุ่งเรืองสืบไป แม้จะไม่ได้อยู่ในมือของข้าแล้วก็ตาม"
"เจ้าค่ะ บ่าวจะจัดการให้ท่านเป็นอย่างดีเจ้าค่ะ"
"เจ้าเองก็ไปพักผ่อนได้แล้ว ไม่ต้องอยู่รอข้าหรอก"
"ได้อย่างไรเจ้าคะ" ผูเถาเอ่ยแย้ง
"เหตุใดจะไม่ได้ ข้าโตแล้วทำเองได้ เจ้าไปนอนเถิด"
"เจ้าค่ะ เช่นนั้นบ่าวไปแล้วนะเจ้าคะ"
"อื้ม ไปเสียที" ฟางลี่อินกล่าวอย่างรำคาญใจ
"คุณหนู! ท่านคงไม่แอบนั่งทำงานต่อกระมัง เอาไม่ดีกว่า... บ่าวจะอยู่รอจนกว่าท่านจะหลับแล้วค่อยกลับไปนอน"
"เอ๊ะ! เจ้าเห็นข้าเป็นคนโป้ปดหรืออย่างไร" ผูเถาหรี่ตาคุณหนูของนางมิใช่คนโป้ปดแต่เป็นสตรีขี้งกต่างหาก
"อันใดกัน! เจ้ามองข้าด้วยสายตาเช่นนี้หมายความว่าอย่างไร เจ้ากำลังด่าว่าข้าเป็นสตรีขี้งกใช่หรือไม่" ฟางลี่อินกล่าวขึ้นอย่างรู้ทัน
"เปล่าน่ะเจ้าคะ!" ผูเถาเอ่ยเสียงสูงดูไม่น่าเชื่อถือ
"เหอะ! แล้วเหตุใดต้องเสียงสูง เอาละๆข้าจะนอนจริงๆแล้ว ง่วงมาก" ฟางลี่อินยกมือขึ้นปิดปากก่อนจะส่งเสียงหาวออกมา ดวงตาของนางก็หรี่มองสาวใช้ก่อนจะพบว่าอีกฝ่ายเองก็จดจ้องนางอยู่ ก่อนที่นางจนใจจะกล่าวแล้วสาวเท้าตรงไปยังเตียงกว้าง พร้อมกับล้มตัวลงนอนโดยที่มีสาวใช้คอยห่มผ้าให้อีกที ผูเถาที่ต้องการความมั่นใจหลังจากทิ้งเวลาผ่านไปราวเค่อ จึงได้ชะโงกหน้าไปมองดูก่อนจะพบว่านายสาวหลับแล้วจึงได้ลงมือดับเทียนแล้วก้าวเท้าออกจากห้องนอนไปพร้อมกับปิดประตูจนแน่น
ส่วนฟางลี่อินเองที่หลังจากได้ยินฝีเท้าของสาวใช้เดินจากไปแล้ว นางจึงได้ลืมตาขึ้นพร้อมกับนอนหงายมือทั้งสองข้างประสานกันที่หน้าท้องแบนราบ ดวงตามองเหม่อขึ้นไปบนเพดานอย่างครุ่นคิด
ตามจริงลี่อินเองไม่ได้ครุ่นคิดไปถึงเรื่องแต่งงาน นางคิดเพียงว่าอยากจะอยู่เป็นโสดเช่นนี้ไปเรื่อย ๆเผื่อว่าวันหนึ่งอาจจะพบคนที่ถูกใจ แต่ที่ไหนได้สุดท้ายกลับต้องมาลงเอยกับคนที่ไม่เคยเห็นแม้กระทั่งหน้าตากันเช่นนี้! เหตุใดชีวิตในยุคนี้จึงได้ยุ่งยากนักหากไม่นับว่าคนที่จวนเองก็ดีต่อนางมากนัก นางอาจจะคิดเนรคุณหนีงานแต่งไปเสียเลย แต่หากว่านางทำเช่นนั้นตระกูลฟางก็อาจจะหัวหลุดจากบ่ากันทั้งตระกูลเช่นนี้คำว่าอกตัญญูก็อาจจะน้อยเกินไป นางอาจจะต้องตกนรกอเวจีปอยเปตแปดแสนล้านภพแปดแสนล้านชาติก็เป็นได้ เอาเถิดขอเพียงเขามีใบหน้าที่ไม่ขี้ริ้วก็นับว่าดีมากแล้วในความคิดของนาง เพราะฟางลี่อินสนับสนุนให้สตรีมีสามีหล่อเหลาแม้กินไม่ได้แต่มันชุ่มชื่นหัวใจ
"แต่ข้าปรารถนาจะได้มันมาครอบครอง" สตรีผู้นั้นกล่าวอย่างต้องการเอาชนะ แท้จริงแล้วนางคือจางเหมยฮวา คุณหนูใหญ่แห่งจวนเสนาบดีกรมคลังคนใหม่หญิงสาวเดินทางมาที่นี่ก็เพื่อต้องการแต่งเข้าจวนเว่ยอ๋อง แต่เพราะบิดาไม่เห็นด้วยจึงได้หลบหนีจากจวนมาพร้อมกับองครักษ์ นางได้ยินว่าพระชายาเว่ยอ๋องนั้นไม่งดงามเท่านางและเมื่อได้ยลโฉมของอีกฝ่ายจางเหมยฮวาก็คิดว่าข่าวลือนั้นช่างไม่น่าเชื่อถือแม้แต่น้อย เพราะฟางลี่อินไม่ใช่ว่าไม่งดงามเท่านางหากแต่เทียบนางไม่ได้แม้แต่กระผีกเดียวด้วยซ้ำ"ข้าตกลงซื้อเครื่องดนตรีชิ้นนี้แล้ว ทั้งคนขายก็ยังตกลงแล้วว่าจะขายมันให้กับข้าไม่ทราบว่าแม่นางท่านนี้ไม่รู้จักคำว่ามารยาทหรอกหรือจึงได้เสนอหน้าเข้ามาแย่งชิงสิ่งของของผู้อื่น" ฟางลี่อินเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงราบเรียบ สตรีเช่นนี้ทั้งชีวิตของนางเจอมานักต่อนักดูท่านางคงไม่ได้ต้องการจะซื้อไวโอลินเครื่องนี้เพราะอยากจะได้จริงๆ เพียงแค่ต้องการอยากจะเอาชนะก็เท่านั้นเองวาจาตรงไปตรงมาของฟางลี่อินทำให้จางเหมยฮวารู้สึกโกรธจนควันออกหู เพราะถูกเลี้ยงดูมาอย่างตามใจจึงทำให้นางมองไม่เห็นหัวผู้ใดทั้งสิ้น เป็นพระชายาเว่ยอ๋องแล้วอย่างไร ยามนี้ก็อายุมาก
เจ็ดปีผ่านไปซานตงกลายเป็นเขตพื้นที่ที่แสนอุดมสมบูรณ์ จากเมื่อก่อนที่แสนแห้งแล้งชาวเมืองยากแค้นหลังจากที่เว่ยอ๋องใช้เวลากว่าสิบปีที่นี่ก็กลายเป็นเขตพื้นที่ที่เจริญรุ่งเรืองไม่แพ้เมืองหลวง ผู้คนต่างเดินทางไปมาเพื่อทำมาค้าขาย ชาวเมืองอยู่ดีกินดี มีเนื้อให้กิน มีผักให้ปลูก ยามหน้าหนาวก็มีถ่านให้ใช้ ยามหน้าร้อนก็ยังมีน้ำแข็งให้ได้ลอง ทุกอย่างล้วนเกิดจากแรงกายที่มุ่งหวังที่จะให้ชาวบ้านมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นของเว่ยอ๋องทั้งสิ้นนอกจากสินค้าทุกอย่างจะถูกตรวจสอบเพื่อกำหนดไม่ให้มีราคาที่แพงเกินไปแล้ว หากร้านค้าใดที่จำหน่ายสินค้าแพงเกินคุณภาพจะต้องถูกปรับและจะต้องถูกยึดใบอนุญาตค้าขายอีกด้วยท่าเรือก็มีการแลกเปลี่ยนซื้อขายกับชาวโพ้นทะเลของแปลกตาหลายสิ่งหลายอย่างอย่างถูกนำมาจัดวางขาย หากสิ่งใดที่เป็นที่คุ้นตาในโลกก่อนก็มักจะถูกฟางลี่อินซื้อมาเก็บไว้ที่จวน ตัวอย่างเช่นเครื่องดนตรี ทำให้เว่ยอ๋องต้องสั่งช่างไม้ให้สร้างเรือนหลังใหม่ให้กับนางเพื่อเอาไว้ใช้เก็บข้าวของเหล่านี้โดยเฉพาะ"พระชายาเพคะ มีข่าวลือว่าวันนี้เรือของชาวโพ้นทะเลจะเทียบท่าเจ้าค่ะ" หลันซีเอ่ยรายงานให้นายหญิงของตนได้ทราบ"จริงหรื
"ท่านอย่ามาล้อข้าเล่นนะ! " หญิงสาวเริ่มจะมีโทสะจริงๆ เสียแล้ว เจียงสือที่เห็นท่าทีที่เข้าใจยากของสตรีตรงหน้าก็ได้แต่ถอนหายใจออกมา เขาเกี้ยวนางมานานเกือบปีแล้วแต่ดูเหมือนนางจะไม่เคยรู้ตัวเลยสักนิด"เหตุใดข้าต้องล้อเล่น เอาละ ตาข้าถามเจ้าบ้าง เจ้ากำลังคิดที่จะแต่งงานเช่นนั้นหรือ? " หลี่เซียงมองหน้าชายหนุ่มอย่างไม่เข้าใจหากแต่ก็ตอบไปตามจริง"ถูกต้องแล้ว""เจ้าคิดจะแต่งกับผู้ใด" เจียงสือเอ่ยถามนางด้วยสีหน้าจริงจัง เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายไม่ได้มีท่าทีล้อเล่นหลี่เซียงจึงนั่งลงที่บนเก้าอี้ที่อยู่อีกฝั่งของโต๊ะน้ำชา"ผู้ใดก็ได้ ไม่จำเป็นต้องรักข้าขอเพียงให้เกียรติข้าและยินยอมให้ข้าทำทุกสิ่งได้ตามใจต้องการก็พอ" หญิงสาวเอ่ยอย่างจริงจัง นางไม่ได้ต้องการความรัก นางต้องการเพียงอิสระที่จะได้ใช้ชีวิตอย่างที่นางต้องการ สามีจะมีอนุภรรยาสักกี่คนก็ล้วนได้ทั้งหมด ขอเพียงเขายังคงให้เกียรตินางในฐานะภรรยาและยินยอมให้นางทำสิ่งใดก็ได้อย่างอิสระ เท่านั้นก็นับว่าดีพอแล้ว"เช่นนั้นก็แต่งกับข้า" เจียงสือเอ่ยออกมาตามจริงโดยไม่ต้องคิดให้มากความ เดิมทีเขาเองก็ชอบพอนางอยู่แล้ว เรื่องตามใจนั้นก็ล้วนเป็นที่แน่นอนหากนางต้อง
พักหลังมานี้หลี่เซียงใช้เวลาทุ่มเทฝึกฝนน้องชายให้กลายเป็นผู้นำตระกูลที่เข้มแข็งในภายหน้าทำให้นางแทบจะไม่มีเวลาดูแลตนเองเลย โชคดีที่ได้เคล็ดลับการบำรุงผิวมาจากพระชายาเว่ยอ๋อง ทำให้แม้ว่านางจะตรากตรำทำงานหนักนอนดึกเพียงใดรอยเหี่ยวย่นก็ไม่สามารถทำร้ายนางได้แม้แต่น้อย"คุณหนูเจ้าคะ น้ำมันแกะนี้ดียิ่งเจ้าค่ะบ่าวรู้สึกว่าผิวของท่านดูเหมือนจะขาวผ่องขึ้นกว่าเดิมมากนัก" สาวใช้ของหลี่เซียงเอ่ยชม"ข้าก็คิดเช่นนั้น เจ้าว่าหากว่าเรานำมาขายคงจะได้กำไรดีไม่น้อยเพียงแต่ต้นทุนสูงยิ่งทั้งยังมีจำนวนจำกัด""คุณหนูท่านเก็บเอาไว้ใช้เองดีกว่าเจ้าค่ะ" สาวใช้เอ่ยตามจริงของมีไม่มากทั้งยังราคาแพงมิสู้ให้คุณหนูของนางเก็บเอาไว้บำรุงตนเองดีเสียกว่า"อื้ม เสียดายยิ่ง ข้าคิดว่าจะหากำไรจากมันได้อีกมากเสียอีก เอ้อ! จริงสิข้าว่าข้าเดินทางขึ้นเหนือสักครั้งดีกว่า""จะดีหรือเจ้าคะ? ผู้ใดก็รู้ว่าแดนเหนือนั้นมีแต่หิมะทั้งยังหนาวเย็นตลอดทั้งปีระยะทางก็ไกลแสนไกล ผู้อาวุโสในตระกูลจะต้องไม่เห็นด้วยเป็นแน่เจ้าค่ะ""เฮ้อ! ข้าอยากจะมีอิสระบ้าง" อยู่ ๆ หลี่เซียงก็ตะโกนออกมาเสียงไม่เบานัก นางเบื่อที่จะต้องมานั่งคำนวณบัญชีในทุกๆ วันค
เดินทางมานานกว่าสองชั่วยามสุดท้ายก็มาถึงชายป่าแห่งหนึ่งทั้งสองก็ต้องลงเดินอีกราวครึ่งชั่วยาม ก่อนจะถึงที่พักที่เป็นเรือนที่ตั้งอยู่บนหุบเขา เส้นทางไม่ได้ลำบากราวกับถูกเตรียมไว้เป็นอย่างดี เรือนไม้ไผ่งดงามเหมือนพึ่งถูกสร้างขึ้นใหม่ไม่นานนี้ ตั้งตระหง่านท่ามกลางป่าดอกเหมยที่กินพื้นที่เรือนโดยรอบทั้งหมด ฟางลี่อินที่เห็นที่นี่เป็นครั้งแรกก็พึงพอใจเป็นอย่างมาก ที่นี่งดงามมากจริงๆ ทั้งยังเงียบสงบอีกต่างหาก"เรือนผู้ใดหรือเจ้าคะ?" หญิงสาวหันไปเอ่ยถามสามี"ของเจ้า""ของข้า? " เมื่อได้ยินว่าเป็นเรือนที่ชายหนุ่มสร้างไว้เพื่อนาง หญิงสาวจึงรู้สึกทั้งประหลาดใจและยินดียิ่ง ก่อนจะนึกว่าเขาเอาเวลาใดมาสร้างเรือนที่งดงามเช่นนี้ให้กับนาง เหตุใดนางจึงไม่ระแคะระคายแม้แต่น้อย"อื้ม เข้าไปข้างในกันเถิด""เจ้าค่ะ"ภายในเรือนมีข้าวของเครื่องใช้วางอยู่พอประมาณ เดินผ่านฉากกั้นเข้าไปก็เป็นในส่วนของเตียงนอนที่มีขนาดไม่เล็กไม่ใหญ่สามารถนอนได้สองคนพอดิบพอดี"ชอบหรือไม่? " เว่ยอ๋องเดินเข้ามาสวมกอดหญิงสาวจากด้านหลังก่อนจะก้มลงจุมพิตที่ซอกคอของหญิงสาวทำเอาฟางลี่อินถึงกับขนลุกเกรียว ท่าทางเช่นนี้นางย่อมเข้าใจได้ดีว่าชา
หลังจากที่ตลอดสามเดือนนั้นไม่ได้พักผ่อนอย่างเต็มอิ่ม สุดท้ายแล้วเว่ยอ๋องก็ได้มีวันเวลาดีๆ เช่นผู้อื่นเสียที ใครกันที่กล่าวว่าการเป็นอ๋องปกครองนั้นสุขสบายเขาอยากจะจับพวกมันมาทำงานแทนเขายิ่งนัก แต่แม้จะไม่ได้สุขสบายเช่นอยู่ในเมืองหลวงก็ตาม หากแต่มีอิสระอย่างที่เมืองหลวงไม่สามารถมีได้ ชายหนุ่มกำลังนอนหนุนอยู่บนตักของภรรยา ในขณะที่ฟางลี่อินกำลังใช้ไม้ปลายขนนกทำความสะอาดหูให้เขา เว่ยอ๋องสั่งให้แม่นมนำตัวจิ้นฝูซานไปดูแลเพราะวันนี้เขาต้องการอยู่กับภรรยาเพียงลำพังโดยที่ไม่มีผู้ใดมาขัดขวาง หากเจ้าก้อนกลมนั่นอยู่ด้วยภรรยาก็จะเอาแต่ดูแลบุตรชายและละเลยเขาในที่สุด"เหล่ากง เหตุใดวันนี้จึงได้ว่างได้เจ้าคะ?" นางเอ่ยถามด้วยความสงสัย"จัดการกับกลุ่มค้าเกลือเถื่อนเสร็จก็ส่งมอบคนให้เจียงสือนำตัวพวกเขาเข้าเมืองหลวงไปแล้ว""แล้วท่านไม่ต้องไปด้วยหรอกหรือเจ้าคะ? ""ไม่ต้องหรอก"เว่ยอ๋องตอบภรรยาในขณะที่ดวงตาของเขายังปิดสนิท"คุณชายเจียงนี่ ใช่คุณชายใหญ่ตระกูลเจียงหรือไม่? " เมื่อเว่ยอ๋องได้ยินภรรยาเอ่ยถามถึงบุรุษอื่น ดวงตาคมเข้มก็เบิกกว้างขึ้นในทันที ก่อนจะลุกขึ้นนั่งพร้อมกับจดจ้องมาที่หญิงสาวพร้อมกับกลิ่นน้
หลังจากที่ฟางลี่อินตั้งครรภ์ได้ราวสี่เดือน หญิงสาวก็คิดว่าตนเองควรตอบรับเทียบเชิญสักใบจึงได้ให้ต้วนกงกงส่งตอบรับเทียบเชิญหนึ่ง ซึ่งเป็นงานเลี้ยงของฮูหยินผู้เฒ่าเจียงผู้เป็นมารดาของแม่
ผิงเซียวแจ้งความประสงค์ว่าพระชายาต้องการออกไปเดินเล่นในเมือง จิ้นฝานเห็นว่าไม่มีอะไรต้องกังวลอีกอย่างหญิงสาวคงจะรู้สึกเบื่อที่เอาแต่ตามติดเขาจึงต้องการเปิดหูเปิดตานอกจวนเสียบ้างจ
สองสามีทานสำรับเย็นพร้อมกันฟางลี่อินยังคงเอาอกเอาใจสามีเช่นเคย เว่ยอ๋องไม่ได้ปฏิเสธความหวังดีของหญิงสาวเพราะคิดว่าอย่างไรทั้งคู่ก็เป็นสามีภรรยากันเขาไม่ควรทำร้ายจิตใจของนางด้วยคว
ทางด้านฟางลี่อินที่หลังจากกลับมาจากเรือนของสามีก็เอาแต่ยิ้มอารมณ์ดีทั้งวัน นางสั่งให้โรงครัวเตรียมทำมือเย็นแสนอร่อยเอาไว้รอท่าสามีหลังจากที่เขาตื่น เย็นนี้จะได้ทานอาหารด้วยกัน







