LOGINซึ่งที่หานซางจื่อคาดเดานั้นไม่ผิดเลย นับตั้งแต่จ้าวเหลียงอี้ก้าวเท้าพ้นประตูห้องหอไปไม่ถึงหนึ่งเค่อเฝิงกุ้ยเฟยก็รับทราบทุกสิ่งจากคนของนางแล้ว ใบหน้าของสตรีวัยสี่สิบหกหนาวแย้มยิ้มสมใจยิ่งนักที่บุตรชายของตนช่างได้ดังใจไปทุกสิ่ง
“หึ! พรุ่งนี้เถิด นังเด็กแซ่หานผู้นั้นมันจะต้องซาบซึ้งเชียวละว่า การที่มันคิดใฝ่สูงเป็นคางคกกลับคิดจะกินเนื้อหงส์นั้นผลตอบแทนมันจะเป็นอย่างไร!”
เพราะแต่เดิมเฝิงกุ้ยเฟยนั้นหมายตาคุณหนูใหญ่ของสกุลถานที่มีพรรคพวกอยู่เกือบกึ่งหนึ่งในราชสำนักของเทียนสุ่ย ถึงสกุลถานขุนนางบู๊มีลูกหลานเป็นทหารและผู้นำตระกูลยังเป็นแม่ทัพใหญ่ แต่ผู้ใดไม่ทราบบ้างว่าอำนาจนั้นไม่น้อยไปกว่าทางฝ่ายสกุลซ่งของซ่งฮองเฮาเลย ซึ่งหากได้รวมกับฝ่ายสกุลเฝิงของนางก็ไม่แน่ว่ารากฐานอันมั่นคงขององค์ไท่จื่ออาจมีสั่นคลอน ทว่านางยังไม่ทันลงมือซ่งฮองเฮากลับชิงตัดหน้าขอสมรสพระราชทานให้แก่ไท่จื่อกับถานจีเซียงคุณหนูใหญ่ของสกุลถานไปเสียก่อน
เพียงเท่านั้นก็แล้วไปเถิด นางยังมองคุณหนูรองของอัครมหาเสนาบดี ‘เว่ย’ เว่ยชิงกุ่ยมาทดแทนพอให้ได้ฝ่ายสนับสนุนให้บุตรชายของตนได้มีรากฐานมั่นคงอยู่ในราชสำนัก แต่ซ่งฮองเฮากลับไม่เปิดโอกาสให้นางกับจ้าวเหลียงอี้ได้หายใจ ยัดเยียดญาติฝ่ายมารดาของตนเองเช่นคุณหนูสามหานซางจื่อที่สิ้นไร้ทั้งกำลังคนหนุนหลัง รวมไปถึงบิดาของนางกับพี่ชายคนโตแน่นอนว่าต้องเป็นคนของซ่งเพ่ยหนี่ว์ สตรีสมควรตายผู้นั้นทั้งหมด แต่งสะใภ้คนนี้จึงมีแต่เสียกับเสียแล้วจะให้นางพึงใจอยู่ได้อย่างไร?!
โครม! โครม! โครม!
ยังไม่ทันพ้นยามอิ๋นดีด้วยซ้ำ หานซางจื่อกับถิงเฟยก็ถูกปลุกด้วยเสียงทุบประตูดังโครมครามกึกก้องไปทั้งฝั่งทิศตะวันออกของตำหนักซู่จิ้งอ๋องเสียแล้ว แต่เรื่องเหล่านี้ไม่ได้เหนือกว่าที่หานซางจื่อนั้นคาดเดาเอาไว้แล้ว สาวน้อยผู้เพิ่งมาเป็นสะใภ้ใหม่เลยไม่แตกตื่น แต่กลับมีสติคิดการรอตั้งรับอย่างใจเย็น
“ไปเปิดประตูเถิดนะถิงเฟย จะเกิดอันใดขึ้นก็จงอย่าแตกตื่นเสียขวัญ จงจำเอาไว้ข้ายอมรับโทษได้ แต่เจ้าต้องรักษาตัวให้รอดเอาไว้ หาไม่หากเราถูกลงโทษไปด้วยกันจะยิ่งลำบาก”
เฝิงกุ้ยเฟยต้องไม่ปล่อยนางที่เป็นหลานสาวของซ่งฮองเฮาให้ปลอดภัยเป็นแน่ ถึงไม่ลงโทษรุนแรง แต่เช่นไรทำให้ซู่จิ้งอ๋องไม่พึงใจจนหนีออกจากห้องหอคาดว่าหนีเช่นไรก็คงหนีไม่พ้นแล้วจริงๆ
“เจ้าค่ะคุณหนู”
ถิงเฟยรับคำแล้วเร่งรุดไปเปิดประตูด้วยเนื้อตัวอันสั่นเทา แต่ก็ต้องฝืนอดทนไม่แสดงอาการออกไปจนเกินงาม ซึ่งพอเปิดประตูเท่านั้นก็เผชิญหน้าเข้ากับแม่นมจางที่มีสีหน้ามึนตึงราวกับโกรธแค้นกันมาหลายภพชาติก็มิปาน
“แจ้งแก่พระชายาหานว่าให้เร่งแต่งกายให้เรียบร้อยแล้วไปเข้าเฝ้าเฝิงกุ้ยเฟยที่ตำหนักหนิงอู่ที่อยู่ทางทิศเหนือโดยเร่งด่วน!”
สีหน้าว่าน่าหวาดหวั่นแล้ว น้ำเสียงกลับเพิ่มพูนจนถิงเฟยเก็บอาการไม่ไหว มือไม้และปากคอสั่นไปหมด เห็นเช่นนั้นหานซางจื่อก็ได้แต่ถอนหายใจ ทว่าเด็กคนนี้นางทอดทิ้งไปมิได้จริงๆ
“เปิ่นหวางเฟยทราบแล้ว เชิญแม่นมจางกลับไปรอได้เลย ไม่เกินสองเค่อเปิ่นหวางเฟยจะตามไป”
สาวน้อยลุกขึ้นไปเจรจาด้วยตนเองสติตื่นเต็มตาแล้ว แม่นมจางทำเพียงเหลือบสายตามองเล็กน้อยแล้วจึงสะบัดแขนเสื้อเดินเชิดหน้าจากไป กิริยาเหล่านี้คนเป็นเพียงแม่นมแน่นอนไม่สมควรปฏิบัติต่อคนที่เป็นพระชายา เป็นนายหญิงที่เป็นรองก็เพียงซู่จิ้งอ๋องในตำหนักใหญ่แห่งนี้ ทว่าในกรณีของนาง หานซางจื่อล้วนกระจ่างดีว่า ตนเองมันต่ำต้อยเพียงใดในสายตาของคนเหล่านี้
‘จงจดจำเอาไว้นะเฉียนเกอว่า คนทั่วใต้หล้าหมิ่นเกียรติเราได้ แต่ตัวของเจ้าจะหมิ่นเกียรติและเหยียบย่ำศักดิ์ศรีของตนเองมิได้เด็ดขาด!’
พลันนั้นคำสั่งสอนของมารดาก็ดังขึ้นในหัวของหานซางจื่อในขณะที่ให้ถิงเฟยกับซูผิงช่วยกันแต่งกายแต่งผมให้นางอยู่นั้นเอง คนที่เพิ่งก้าวผ่านวัยของ ‘สาวน้อย’ มาได้เพียงหนึ่งวันจึงได้พอมีกำลังและแรงใจพอที่จะก้าวไปเผชิญหน้ากับเฝิงกุ้ยเฟยอีกครั้ง นี่ก็แค่เพียงเริ่มต้นเท่านั้น นางจะมาท้อถอยไม่ได้ จะลำบากยากไร้หรืออันตรายแค่ไหนนางต้องต่อสู้และฝ่าฟันไปจนถึงวันที่ตนเองหลุดพ้นไปจากตำหนักซู่จิ้งอ๋องในอีกสามหนาวข้างหน้า หรือจนกว่าภารกิจของตนเองจะสำเร็จ!
ขุมนรกที่มีนามว่าตำหนักซู่จิ้งอ๋องนี้จะอย่างไรก็หลบหนีไปมิได้ เห็นก็มีเพียงเผชิญหน้าอย่างมีสติ เพราะคนเราหากสิ้นสติก็เป็นเช่นคนโง่เขลา และคนโง่เขลาก็มีแต่รอคอยความตายเท่านั้น หานซางจื่อจึงเตือนตนเองให้เข้มแข็งและกล้าหาญเพียงเท่านั้น
“หงเจี๋ยเจ้ารั้งอยู่ดูแลที่ตำหนักเฟิ่งหนิงนี่ไปเถิด เปิ่นหวางเฟยจะไปพบเฝิงกุ้ยเฟยกับถิงเฟยและซูผิงเอง เอาละซูผิงนำเปิ่นหวางเฟยไปยังตำหนักเฝิงกุ้ยเฟยได้แล้ว”
เมื่อเตรียมตัวเสร็จสิ้นในเวลาไม่ถึงสองเค่อตามที่นางได้แจ้งไปกับแม่นมจางแล้วจึงหันไปบอกกับนางกำนัลนามหงเจี๋ย ก่อนจะลุกขึ้นก้าวตามซูผิงไป มีถิงเฟยเดินรั้งท้ายมุ่งหน้าไปพบพานกับมารดาสามีที่มีความชิงชังนางอยู่ล้นหัวอกมันที!!!…
‘ที่แท้ทุกสิ่งที่ข้าลืมไปกลับเป็นเรื่องสำคัญถึงเพียงนี้เชียวหรือ?’ ฉางเฉียนเกอลืมตาขึ้นหลังจากทุกสิ่งกระจ่างไม่ใช่เรื่องที่นางหลงลืมไป ทว่าแม้แต่เรื่องเมื่อครั้งนางลงไปเผชิญด่านเคราะห์เป็นมนุษย์นามว่าหานซางจื่อ ก็ล้วนจดจำได้ทั้งหมด ทั้งที่ปกติแล้วเรื่องราวเหล่านั้นจะถูกลบเลือนไป เพราะการไปเกิดเช่นนั้นก็เหมือนความฝันหนึ่งคืนตื่นมาก็จะเลือนหายไปแต่คราวนี้ฉางเฉียนเกอกลับจดจำได้ทั้งหมด แม้แต่ความรู้สึกสุดท้าย หรือคำมั่นสัญญาระหว่างตนเองและหลี่เหลียงอี้ที่อยู่ในฐานะมนุษย์ผู้หนึ่งนามว่า จ้าวเหลียงอี้ หญิงสาวเงยหน้าขึ้นไปมองบนสะพานที่มีสายฝนกำลังโปรยปรายลงมาบางเบา เท้าเรียวก้าวขึ้นไปคราวนี้ไม่มั่นคงเช่นในยามที่นางก้าวออกจากตำหนักส่วนตัวมาแม้แต่น้อยความรู้สึกผิดเป็นสาเหตุแห่งอาการไม่มั่นคงนี้ เพราะตั้งแต่ต้นจนจบฉางเฉียนเกอรู้สึกว่าเป็นนางเองที่ไม่เคยใส่ใจบุรุษผู้นั้นเลย นางทอดทิ้งเขาครั้งแล้วครั้งเล่าแถมยังลืมทุกสิ่งที่เขาทำเพื่อนาง แม้แต่การลงไปจุติผ่านด่านเคราะห์คราวนี้สำเร็จก็เป็นเขาทั้งหมด หญิงสาวรู้สึกว่าตนเองคิดค้างอีกฝ่ายมากจริงๆเท้าเรียวก้าวเนิบช้า หูสองข้างได้ยินเสียงเม็ดฝนตกกระท
ตอนพิเศษเท้าเรียวในรองเท้าปักลวดลายวิจิตรก้าวไปข้างหน้าด้วยจังหวะสม่ำเสมอและมั่นคง พาเรือนกายอรในอาภรณ์สีฟ้าสดใสตรงไปยังจุดหมายประจำที่นางรู้สึกว่า ตนเองกำลังรอคนผู้หนึ่งอยู่ แต่นางกลับจดจำมิได้ว่าตนเองกำลังรอผู้ใดกันแน่นับตั้งแต่นางลงไปผ่านด่านเคราะห์ในโลกมนุษย์เพื่อซ่อมแซมตบะที่เสียหายจากสงครามระหว่างเผ่าเทพกับดินแดนปีศาจเมื่อหนึ่งพันปีก่อน‘ฉางเฉียนเกอซ่างเสิน’ คือนามของนาง เทพสงครามจากเผ่ามังกรฟ้าที่ปกครองทะเลดินแดนบูรพามาช้านานแต่ในสงครามครั้งนั้นนางบาดเจ็บหนักจนเข้าสู่การหลับใหลไปเกือบหนึ่งพันปีเมื่อตื่นขึ้นมาตบะยังไม่มั่นคงเทียนจวินจึงให้นางลงไปผ่านด่านเคราะห์รักที่ไม่สมหวังเป็นเวลาสิบแปดหนาวในโลกมนุษย์ ซึ่งนี่ก็ผ่านมาสี่เดือนเศษแล้วที่นางได้กลับมาจากโลกมนุษย์ ร่างกายและตบะของนางนั้นกลับมาเป็นปกติดีแล้วแต่เหตุใดก็สุดจะรู้แจ้ง ความทรงจำบางช่วงกลับหายไป ซึ่งเหล่าผู้เฒ่าในเผ่ามังกรฟ้าของนางต่างลงความเห็นว่าอาจเป็นเพราะอาการบาดเจ็บนั้นรุนแรงจนเกือบดวงจิตแตกดับยังดีว่าคู่หมั้นของนาง ที่นางเองก็ยังไม่เคยพบหน้าเช่นองค์ชายจากเผ่าหงส์เพลิงใช้ตบะของเขาห้าพันปีสวรรค์ถ่ายมารักษาดวงจิตที่
ดังนั้นในยามกลางวันจ้าวเหลียงอี้จึงออกว่าราชการ พอตกค่ำก็มาอยู่เฝ้าศพ คอยจุดธูปและเผากระดาษเงินกระดาษทอง พอมีเวลาเหลือในยามกลางวันเขาก็ไปดูการก่อสร้างสุสาน พอถึงเวลากินเขาก็กินและดื่ม ชีวิตของจ้าวเหลียงอี้เป็นเช่นนั้นจนผ่านไปถึงหนึ่งหนาว สุสานเสร็จสิ้นพิธีบรรจุพระศพของพระชายาเอกของจวิ้นอ๋องจึงเริ่มขึ้นผ่านไปอีกสามหนาวจ้าวหลงเฉินที่เพิ่งขึ้นเป็นฮ่องเต้แทนผู้เป็นพระบิดาที่สละราชบัลลังก์เพื่อจะพักผ่อนในช่วงบั้นปลายของชีวิตก็ทนเห็นน้องชายคนเดียวมีชีวิตราวกับหุ่นดินเหนียวอีกต่อไม่ไม่ไหวจึงคิดจะพระราชทานสมรสให้ แต่มิคาดจ้าวเหลียงอี้กลับยื่นคำขาด หากออกพระราชโองการมายามใดเขาก็จะออกบวชเสียยามนั้น ทำเอาฮ่องเต้เองก็ไม่กล้าจะเขียนราชโองการขึ้นมาเช่นกัน!วันเวลานั้นผ่านไปราวกับสายน้ำ วันนี้ก็ครบสิบเจ็ดหนาวแล้วที่หานซางจื่อจากไป ตงหยางที่เขาและนางร่วมกันกอบกู้คืนมาเจริญรุ่งเรืองจนนับเป็นเมืองหลวงแห่งที่สองของเทียนสุ่ยได้อย่างเต็มภาคภูมิ หลังจากไปทำความสะอาดสุสานของนางแล้ว จ้าวเหลียงอี้ก็ขี่ม้าขึ้นไปบนกำแพงเมือง ในมือก็มีกิ่งของต้นฝูหรงฮวากับดอกที่เบ่งบานอยู่หลายดอกขึ้นไปด้วย“ข้าไม่เคยผิดต่อเจ้าเ
ตอนอวสานเขาขมขื่นจนบรรยายไม่ถูก เจ็บราวกับถูกควักดวงใจทั้งที่ยังหายใจอยู่เป็นเช่นไรวันนี้เขารู้ซึ้งแล้ว แต่กลับไม่อาจทำอันใดได้เลย มีเพียงยอมมองมือของพญายมควักเอาดวงใจของเขาไปต่อหน้าตาเช่นนี้้“แผ่นหลังนั้นก็คือพี่อี้ เฉียนเกอรักท่านนับตั้งแต่ยังไม่เห็นหน้า ช่างน่าขันยิ่งนัก น่าขบขันจริงๆ การตกหลุมรักนี้แค่เห็นเพียงด้านหลังของท่านเฉียนเกอกลับรักอย่างงมงายได้ในทันที หรือแท้จริงแล้ว เฉียนเกออาจตามหาเจ้าของแผ่นหลังนั้นมาตั้งแต่ชาติก่อนกันแน่ก็มิอาจทราบได้ อึก! อ้วก!”ยังกล่าวความในใจไม่หมด นางกลับอาเจียนออกมาอย่างหนัก คราวนี้แม้แต่แรงจะหายใจหานซางจื่อก็รู้สึกว่าจะไม่เหลือแล้ว ดังนั้นหลังจากจ้าวเหลียงอี้ทำความสะอาดและช่วยเปลี่ยนชุดให้นางใหม่ด้วยตนเองแล้วหญิงสาวจึงทำเพียงอิงแอบแนบใบหน้ากับหน้าอกด้านซ้ายของอีกฝ่ายแล้วฟังเสียงหัวใจของเขาเต้นไปอย่างสงบ นี่คือความสุขสุดท้ายของนางที่ไม่เคยคาดฝันว่าจะได้รับโอกาสมาก่อน“เจ้าไปรอข้าก่อนนะ อีกไม่นานข้าจะตามไปพบกับเจ้า จงรอข้าที่สะพานแห่งนั้น สัญญาว่าข้าจะไปพบเจ้าแน่นอน”“คำไหนคำนั้น...”“คำไหนคำนั้น...”สายลมของต้นยามอู่เพิ่งพัดโชยเอื่อยมาสัมผัสผิ
เฝิงกุ้ยเฟยตกตะลึงกับความจริงที่ได้ประจักษ์ ไม่ต่างจากถิงเฟย เด็กสาวไม่เคยล่วงรู้มาก่อน นายหญิงของนางเก็บซ่อนทุกสิ่ง แม้แต่นางก็ยังมิอาจได้รู้ ขนาดนางเองก็มีวิชาแพทย์นับว่าสูงผู้หนึ่งก็ตาม“หมอหลวง ตามหมอหลวงมา แล้วหมอจากเมืองหลวงเหตุใดจึงยังมาไม่ถึงสักครา?!”“ท่านอ๋องสงบพระทัยลงหน่อย ต่อให้ยกหมอหลวงมาหมดสำนักอาการของเฉียนซือก็ไม่อาจแก้ไขคืนกลับมาได้แล้ว นับจากนี้จนถึงยามจื่อก็เหลืออีกหลายชั่วยาม เช่นไรท่านอ๋องก็อยู่กับนางให้ดีเถอะ พวกกระหม่อมจะไม่รบกวน”สยงฉงจื้อไม่ใช่ว่าเขาทำใจได้ แต่คงเพราะอีกฐานะของเขาพบเจอความตายมามากย่อมเข้มแข็งได้มากกว่าจ้าวเหลียงอี้และอีกสองชีวิตเช่นถิงเฟยกับเฝิงกุ้ยเฟย“ไม่ได้นะ ซื่อจื่อ ท่านอย่าเพิ่งปล่อยมือจากนางสิ อย่าเพิ่งวางมือเลย รักษานางอีกหน่อยเถอะ”“กระหม่อมไม่ได้อยากปล่อยมือจากนางอยู่แล้ว แต่ที่กระหม่อมหยุดเพียงเท่านี้ก็เพราะรู้ดีว่า หากถ่ายเลือดและฝังเข็มอีกจะยิ่งทรมานนาง หากนางจะจากไป ท่านอ๋องคิดเองเถิดว่า จะเห็นนางทรมานจนลมหายใจเฮือกสุดท้ายหรือว่า จะเห็นนางจากไปอย่างสงบกันแน่ กระหม่อมเป็นหมอผู้หนึ่ง หากญาติผู้ป่วยต้องการเช่นไรย่อมทำตามมิอาจต่อต้า
บทที่ 56หลังจากจบศึกใหญ่โดยสูญเสียกำลังทหารของฝ่ายปราบกบฏไปห้าพัน หากเทียบกับจำนวนเต็มเจ็ดหมื่นนายนั้นช่างแสนจะน้อยนิด แต่สำหรับจ้าวเหลียงอี้เพียงหนึ่งชีวิตที่ต้องเสียก็นับว่ามากล้นแล้วและในแต่ละวันทั้งเขาและหานซางจื่อก็มีงานล้นมือจนแทบไม่มีเวลาส่วนตัว ทว่าถึงจะยุ่งจนหัวหมุน หากแต่ทุกเช้ามืดต้นยามอิ๋นทั้งสองสามีภรรยากลับไม่เคยว่างเว้นที่จะต้องไปเยี่ยมคารวะเฝิงกุ้ยเฟยไม่เคยขาด“อี้เอ๋อร์ถวายพระพรเสด็จแม่พ่ะย่ะค่ะ”“ซางจื่อถวายพระพรเฝิงกุ้ยเฟยเพคะ”เพล้ง!“ไสหัวออกไปนะนางสตรีแพศยาแซ่หาน”หากแต่ทุกวันก็ยังเป็นเช่นเดิม นี่ก็ผ่านมาหลายสิบวันแล้ว หากแต่เฝิงกุ้ยเฟยนั้นกลับปฏิบัติต่อหานซางจื่อนับวันยิ่งรุนแรง แต่หญิงสาวก็มิอาจเพิกเฉยไม่มาเยี่ยมคารวะมารดาของสามีที่อาวุโสที่สุดในตำหนักชินอ๋องแห่งนี้ได้“เสด็จแม่! เฉียนเกอ นางกตัญญูต่อท่านนะ เหตุใดท่านจึงปฏิบัติต่อสะใภ้ที่ดีเช่นนี้”จ้าวเหลียงอี้ดันเอาร่างผ่ายผอมลงไปมากของหานซางจื่อไปไว้ด้านหลังของตนเอง เพราะทราบดีกว่าอีกครู่จะต้องมีสิ่งของใกล้มือของมารดาตนเองลอยมาทำร้ายภรรยาของตนเองอีกเป็นแน่“อี้เอ๋อร์! นี่เจ้าขึ้นเสียงกับแม่แทนสตรีแพศยาเชีย







