Share

บทที่ 4

last update Last Updated: 2025-11-06 19:41:25

บทที่ 4

ในขณะที่หานซางจื่อเร่งฝีเท้าตรงไปยังตำหนักหนิงอู่ ซึ่งเป็นที่พักอาศัยในยามที่เฝิงกุ้ยเฟยมาอยู่ที่ตำหนักซู่จิ้งอ๋องอยู่นั้น หลินเปียวที่คอยสังเกตการณ์ตามคำสั่งของจ้าวเหลียงอี้ก็ตรงไปรายงานความคืบหน้าให้กับผู้เป็นนายของตนทราบทันที

“เช่นนั้นเปิ่นหวางก็ต้องกลับไป ‘ช่วยเหลือ’ พระชายาหานสักหน่อยจึงเหมาะสมสินะ หาไม่ก็จะกลายเป็นสวามีผู้อำมหิตเกินไป ที่ปล่อยให้นางถูกเสด็จแม่รังแก”

หลินเปียวและถงมู่สือต่างก็เหลือบสายตามองหน้ากัน แต่ก็ไม่ได้กล่าวอันใดออกไปแม้เพียงครึ่งคำ มีเพียงก้าวตามหลังของบุรุษวัยยี่สิบสามหนาวเช่นจ้าวเหลียงอี้ไปอย่างสงบเท่านั้น ทั้งหมดตรงไปยังตำหนักหนิงอู่โดยไม่รีบร้อนเท่าใดนัก เนื่องจากซู่จิ้งอ๋องของพวกตนไม่รีบ แล้วพวกเขาที่เป็นเพียงบ่าวรับใช้จะรีบร้อนไปไว

ตลอดเส้นทางที่หานซางจื่อเดินตามซูผิงไปยังตำหนักหนิงอู่ซึ่งอยู่คนละฝั่งกับตำหนักส่วนตัวของจ้าวเหลียงอี้อย่างสงบ แต่สองตาของนางก็แอบลอบสังเกตทุกคนภายในตำหนักไปด้วย หานซางจื่อเห็นทั้งเหล่านางกำนัลและขันที ที่เพียงแค่เห็นนางจากที่ไกลๆ หากหลบหลีกได้ก็รีบหลบ

ในส่วนที่หลบไม่ทันก็ต่างก้มหน้าก้มตาเสแสร้งทำเป็นมองไม่เห็นกันอย่างหน้าด้านๆ เห็นแล้วหญิงสาวจะหัวเราะก็ไม่ได้จะร้องไห้ก็ไม่กล้า ซึ่งภาพที่นางกำนัลและขันทีต่างหลบลี้หนีหน้าไม่ยอมเผชิญหน้ากับตนเอง และทำความเคารพ ต่อให้นางโง่เง่าเต่าตุ่นเพียงใดก็ยังรู้ฐานะตนเองแล้ว

ในอดีตอยู่ในสกุลหานถึงฮูหยินใหญ่จะร้ายกาจไปบ้าง แต่ก็ยังมีท่านพ่อของนางคอยปกป้อง บ่าวไพร่ภายในจวนอย่างไรก็ยกย่องให้นางเป็นนาย เป็นคุณหนูสาม เป็นบุตรสาวที่หนานไค่กั๋วกงรักใคร่เอ็นดู ส่วนพี่ใหญ่หรือหานเจาจงนั้นก็เห็นนางเป็นสตรี จะช้าจะเร็วต่อให้ไม่แต่งงานออกไป แต่เมื่ออายุครบสิบเก้าหนาวเช่นไรก็ต้องออกจากจวนหนานไค่กั๋วกงไปอยู่ดีจึงไม่ใส่ใจนางเช่นที่ใส่ใจหานซางอวี่ผู้เป็นพี่ชายมากกว่า ดังนั้นจนครบวัยสิบหกหนาวของนางในจวนหนานไค่กั๋วกงจึงนับว่าไม่เลวร้ายเท่าใดนัก แต่วันนี้ภายในตำหนักซู่จิ้งอ๋องนี้คาดว่าทั้งเกียรติและศักดิ์ศรีของนางถูกเหยียบย่ำจนตกต่ำไม่ต่างจากนางกำนัลชั้นล่างผู้หนึ่งแล้วเป็นแน่

“ช่างหยามหมิ่นกันเกินไปแล้ว” หานซางจื่อสังเกตเห็น แล้วมีหรือที่สาวใช้ซึ่งผ่านอะไรมามากมายภายในจวนหนานไค่กั๋วกงเช่นถิงเฟยจะไม่รู้แจ้งเช่นไรกัน

“สงบปากของเจ้าเสียถิงเฟย”

หานซางจื่อเร่งหันไปกำราบถิงเฟยทั้งคำพูดและสายตา ที่แห่งนี้นับเป็นถิ่นของ ‘ศัตรู’ ยืนอยู่บนคมหอกคมดาบเห็นกระจ่างแล้วหากพูดก่อนคิดมีเก้าชีวิตเท่าแมวเหมียวก็เห็นทีจะไม่พอให้สองแม่ลูกคู่นั้นบดขยี้ นางพยายามเตือนสติคนของตนเองมาโดยตลอด แต่ถิงเฟยล้วนไม่เคยจดจำ สาวน้อยในอดีตนั้นเคยให้อภัยเสมอมา หากสาวใช้ผู้นี้กล่าววาจาไม่ระวังนั่นเพราะเห็นว่าอีกฝ่ายนั้นยังเด็กอยู่มาเสมอ แต่วันนี้และที่แห่งนี้นางคงต้องเข้มงวดกับ ‘สาวใช้’ คนสนิทตัวน้อยให้มากจึงนับว่าคุ้มครองปกป้องอีกฝ่ายตามสัญญาที่ตนเองเคยให้ไว้กับมารดาของอีกฝ่ายก่อนสิ้นใจได้

“คิดแล้วจึงค่อยพูด เพราะการพูดไม่คิดอาจทำร้ายตัวของเราได้ คำสอนนี้เจ้าลืมไปหมดแล้วเช่นนั้นหรือถิงเฟย?”

คำกล่าวไม่หนักและไม่เบานี้แน่นอนว่าได้ยินกันเพียงสองคนเท่านั้น สาวน้อยถิงเฟยถึงกับกัดริมฝีปากแน่นสายตามองต่ำเพียงปลายเท้าของตนเอง ยังไม่ทันได้เอ่ยปากตอบโต้ออกไปทั้งหมดก็มาถึงด้านหน้าของตำหนักหนิงอู่กันแล้ว ซึ่งขณะเดียวกันก็มีขันทีแซ่เหลิ่งมายืนรออยู่ที่ลานกว้างซึ่งเต็มไปด้วยต้นเถาฮวาปลูกประดับรอบข้างอยู่ก่อนแล้ว

“ขอพระชายาหานทรงช้าก่อน”

เหลิ่งกงกงคนสนิทของเฝิงกุ้ยเฟยก้าวเท้าเนิบช้าลงมาพร้อมพัดกระดาษลวดลายวิจิตรที่ราคาไม่ธรรมดาตรงมาหาหานซางจื่ออย่างไร้มารยาท แต่นางกลับทำเพียงยิ้มอ่อนออกมาเท่านั้น

กิริยาที่แผ่นหลังอรชรนั้นเหยียดตั้งตรง หัวไหล่บอบบางทั้งสองก็สง่าผ่าเผย สองเท้ากลับยืนมั่นคง สองมือประสานกันไว้เรียบร้อยแต่กลับสง่างาม จนขันทีเฒ่าที่พบเห็นและคุ้นเคยกับซ่งฮองเฮามาก่อนถึงกับเผลอกลืนน้ำลายลงคออึกใหญ่ ยิ่งสายตาแน่วแน่คู่งามนั่นอีกเล่า ช่างคล้ายเฝิงกุ้ยเฟยเมื่อยังเป็นดรุณีน้อยเกินไปแล้วจริงๆ

“เฝิงกุ้ยเฟยทรงมีรับสั่งให้เปิ่นหวางเฟยมาเข้าเฝ้าเร่งด่วน มิทราบว่าท่านกงกงมาขวางเอาไว้ด้วยเหตุอันใดหรือ?”

ถามออกไปด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลแต่ไม่นุ่มนิ่ม ใบหน้างดงามนั้นแต้มรอยยิ้มน้อยๆดูราวกับเทพธิดาที่เพิ่งลงมาจากดินแดนเทพเซียนจนเหล่านางกำนัลและขันทีเฒ่าเองยังตกตะลึงแทบลืมหายใจ ความงดงามของหานซางจื่อนี้ช่างสมกับคำร่ำลือเสียจริง ในอดีตเฝิงกุ้ยเฟยนับว่าเป็นสตรีซึ่งงดงามล่มปฐพีผู้หนึ่งจึงให้กำเนิดองค์ชายหกออกมารูปโฉมงดงามจนถูกกล่าวขานว่าเป็นบุรุษผู้มีสมญานามว่า ‘มัจฉาจมวารี ปักษีตกนภา จันทร์หลบโฉมสุดา มวลผกาละอายนาง’ เช่นนั้น

แต่เมื่อได้เห็นคุณหนูสามสกุลหานผู้นี้ก็นับว่าเป็นสาวงามที่งดงามจนทุกคนอยากมอบสมญานามมัจฉาจมวารี ปักษีตกนภา จันทร์หลบโฉมสุดา มวลผกาละอายนางให้กับคุณหนูสาม หรือพระชายาหานผู้นี้ไปอีกผู้หนึ่ง หรืออาจเพราะนางเองก็เป็นหลานสาวของซ่งฮองเฮาที่มีรูปโฉมงดงาม เป็นรองอยู่ก็เพียงเฝิงกุ้ยเฟยเท่านั้นก็เป็นไปได้ นางจึงงดงามไม่แตกต่างจากคนเป็นป้าของนางเช่นนี้

นี่ขนาดนางอายุเพียงสิบเจ็ดหนาว ไม่นับว่าเป็นบุปผาที่เติบโตเต็มที่ด้วยซ้ำยังงดงามถึงเพียงนี้ ถึงตลอดสองเดือนที่ผ่านมาหานซางจื่อจะเข้าวังไปอบรมพิธีการและธรรมเนียมมากมาย แต่เหลิ่งกงกงและเหล่าบุรุษภายในวังล้วนแทบไม่เคยไปพบหน้ากับสาวน้อยใกล้ชิดเช่นนี้มาก่อน พอวันนี้ขันทีเฒ่าได้เผชิญหน้าใกล้ชิดก็ใจสั่นอย่างยากจะควบคุม ภายในใจก็มีเพียงแต่คำว่า ‘อยากได้’ เต็มไปหมด หากเขาได้สัมผัสผิวพรรณขาวผ่องนั้นสักครั้งคงยากจะลืมเลือนเป็นแน่

“ท่านขันที ท่านขันทีเหลิ่ง!”

กลับเป็นซูผิงที่เรียกขันทีเฒ่าเสียเอง เพราะไม่ชอบใจสายตาจาบจ้วงล่วงเกินสตรีของซู่จิ้งอ๋องผู้เป็นนายเช่นนั้นจะดีจะร้ายสาวน้อยผู้นี้นางก็มีชาติตระกูล เป็นถึงพระชายาที่ฮ่องเต้พระราชทานให้กับบุตรชายคนเล็ก เฝิงกุ้ยเฟยชิงชังรังเกียจได้ แต่พวกตนเป็นเพียงข้ารับใช้ไม่สมควรอย่างยิ่งจะไปตีเสมอ หรือคิดล่วงเกินเด็กสาวผู้นี้ได้

Continue to read this book for free
Scan code to download App

Latest chapter

  • สวามีของข้าได้โปรดเขียนใบหย่าให้ชายาเถิดนะ   ตอนพิเศษ(2)

    ‘ที่แท้ทุกสิ่งที่ข้าลืมไปกลับเป็นเรื่องสำคัญถึงเพียงนี้เชียวหรือ?’ ฉางเฉียนเกอลืมตาขึ้นหลังจากทุกสิ่งกระจ่างไม่ใช่เรื่องที่นางหลงลืมไป ทว่าแม้แต่เรื่องเมื่อครั้งนางลงไปเผชิญด่านเคราะห์เป็นมนุษย์นามว่าหานซางจื่อ ก็ล้วนจดจำได้ทั้งหมด ทั้งที่ปกติแล้วเรื่องราวเหล่านั้นจะถูกลบเลือนไป เพราะการไปเกิดเช่นนั้นก็เหมือนความฝันหนึ่งคืนตื่นมาก็จะเลือนหายไปแต่คราวนี้ฉางเฉียนเกอกลับจดจำได้ทั้งหมด แม้แต่ความรู้สึกสุดท้าย หรือคำมั่นสัญญาระหว่างตนเองและหลี่เหลียงอี้ที่อยู่ในฐานะมนุษย์ผู้หนึ่งนามว่า จ้าวเหลียงอี้ หญิงสาวเงยหน้าขึ้นไปมองบนสะพานที่มีสายฝนกำลังโปรยปรายลงมาบางเบา เท้าเรียวก้าวขึ้นไปคราวนี้ไม่มั่นคงเช่นในยามที่นางก้าวออกจากตำหนักส่วนตัวมาแม้แต่น้อยความรู้สึกผิดเป็นสาเหตุแห่งอาการไม่มั่นคงนี้ เพราะตั้งแต่ต้นจนจบฉางเฉียนเกอรู้สึกว่าเป็นนางเองที่ไม่เคยใส่ใจบุรุษผู้นั้นเลย นางทอดทิ้งเขาครั้งแล้วครั้งเล่าแถมยังลืมทุกสิ่งที่เขาทำเพื่อนาง แม้แต่การลงไปจุติผ่านด่านเคราะห์คราวนี้สำเร็จก็เป็นเขาทั้งหมด หญิงสาวรู้สึกว่าตนเองคิดค้างอีกฝ่ายมากจริงๆเท้าเรียวก้าวเนิบช้า หูสองข้างได้ยินเสียงเม็ดฝนตกกระท

  • สวามีของข้าได้โปรดเขียนใบหย่าให้ชายาเถิดนะ   ตอนพิเศษ(1)

    ตอนพิเศษเท้าเรียวในรองเท้าปักลวดลายวิจิตรก้าวไปข้างหน้าด้วยจังหวะสม่ำเสมอและมั่นคง พาเรือนกายอรในอาภรณ์สีฟ้าสดใสตรงไปยังจุดหมายประจำที่นางรู้สึกว่า ตนเองกำลังรอคนผู้หนึ่งอยู่ แต่นางกลับจดจำมิได้ว่าตนเองกำลังรอผู้ใดกันแน่นับตั้งแต่นางลงไปผ่านด่านเคราะห์ในโลกมนุษย์เพื่อซ่อมแซมตบะที่เสียหายจากสงครามระหว่างเผ่าเทพกับดินแดนปีศาจเมื่อหนึ่งพันปีก่อน‘ฉางเฉียนเกอซ่างเสิน’ คือนามของนาง เทพสงครามจากเผ่ามังกรฟ้าที่ปกครองทะเลดินแดนบูรพามาช้านานแต่ในสงครามครั้งนั้นนางบาดเจ็บหนักจนเข้าสู่การหลับใหลไปเกือบหนึ่งพันปีเมื่อตื่นขึ้นมาตบะยังไม่มั่นคงเทียนจวินจึงให้นางลงไปผ่านด่านเคราะห์รักที่ไม่สมหวังเป็นเวลาสิบแปดหนาวในโลกมนุษย์ ซึ่งนี่ก็ผ่านมาสี่เดือนเศษแล้วที่นางได้กลับมาจากโลกมนุษย์ ร่างกายและตบะของนางนั้นกลับมาเป็นปกติดีแล้วแต่เหตุใดก็สุดจะรู้แจ้ง ความทรงจำบางช่วงกลับหายไป ซึ่งเหล่าผู้เฒ่าในเผ่ามังกรฟ้าของนางต่างลงความเห็นว่าอาจเป็นเพราะอาการบาดเจ็บนั้นรุนแรงจนเกือบดวงจิตแตกดับยังดีว่าคู่หมั้นของนาง ที่นางเองก็ยังไม่เคยพบหน้าเช่นองค์ชายจากเผ่าหงส์เพลิงใช้ตบะของเขาห้าพันปีสวรรค์ถ่ายมารักษาดวงจิตที่

  • สวามีของข้าได้โปรดเขียนใบหย่าให้ชายาเถิดนะ   ตอนอวสาน(2)

    ดังนั้นในยามกลางวันจ้าวเหลียงอี้จึงออกว่าราชการ พอตกค่ำก็มาอยู่เฝ้าศพ คอยจุดธูปและเผากระดาษเงินกระดาษทอง พอมีเวลาเหลือในยามกลางวันเขาก็ไปดูการก่อสร้างสุสาน พอถึงเวลากินเขาก็กินและดื่ม ชีวิตของจ้าวเหลียงอี้เป็นเช่นนั้นจนผ่านไปถึงหนึ่งหนาว สุสานเสร็จสิ้นพิธีบรรจุพระศพของพระชายาเอกของจวิ้นอ๋องจึงเริ่มขึ้นผ่านไปอีกสามหนาวจ้าวหลงเฉินที่เพิ่งขึ้นเป็นฮ่องเต้แทนผู้เป็นพระบิดาที่สละราชบัลลังก์เพื่อจะพักผ่อนในช่วงบั้นปลายของชีวิตก็ทนเห็นน้องชายคนเดียวมีชีวิตราวกับหุ่นดินเหนียวอีกต่อไม่ไม่ไหวจึงคิดจะพระราชทานสมรสให้ แต่มิคาดจ้าวเหลียงอี้กลับยื่นคำขาด หากออกพระราชโองการมายามใดเขาก็จะออกบวชเสียยามนั้น ทำเอาฮ่องเต้เองก็ไม่กล้าจะเขียนราชโองการขึ้นมาเช่นกัน!วันเวลานั้นผ่านไปราวกับสายน้ำ วันนี้ก็ครบสิบเจ็ดหนาวแล้วที่หานซางจื่อจากไป ตงหยางที่เขาและนางร่วมกันกอบกู้คืนมาเจริญรุ่งเรืองจนนับเป็นเมืองหลวงแห่งที่สองของเทียนสุ่ยได้อย่างเต็มภาคภูมิ หลังจากไปทำความสะอาดสุสานของนางแล้ว จ้าวเหลียงอี้ก็ขี่ม้าขึ้นไปบนกำแพงเมือง ในมือก็มีกิ่งของต้นฝูหรงฮวากับดอกที่เบ่งบานอยู่หลายดอกขึ้นไปด้วย“ข้าไม่เคยผิดต่อเจ้าเ

  • สวามีของข้าได้โปรดเขียนใบหย่าให้ชายาเถิดนะ   ตอนอวสาน(1)

    ตอนอวสานเขาขมขื่นจนบรรยายไม่ถูก เจ็บราวกับถูกควักดวงใจทั้งที่ยังหายใจอยู่เป็นเช่นไรวันนี้เขารู้ซึ้งแล้ว แต่กลับไม่อาจทำอันใดได้เลย มีเพียงยอมมองมือของพญายมควักเอาดวงใจของเขาไปต่อหน้าตาเช่นนี้้“แผ่นหลังนั้นก็คือพี่อี้ เฉียนเกอรักท่านนับตั้งแต่ยังไม่เห็นหน้า ช่างน่าขันยิ่งนัก น่าขบขันจริงๆ การตกหลุมรักนี้แค่เห็นเพียงด้านหลังของท่านเฉียนเกอกลับรักอย่างงมงายได้ในทันที หรือแท้จริงแล้ว เฉียนเกออาจตามหาเจ้าของแผ่นหลังนั้นมาตั้งแต่ชาติก่อนกันแน่ก็มิอาจทราบได้ อึก! อ้วก!”ยังกล่าวความในใจไม่หมด นางกลับอาเจียนออกมาอย่างหนัก คราวนี้แม้แต่แรงจะหายใจหานซางจื่อก็รู้สึกว่าจะไม่เหลือแล้ว ดังนั้นหลังจากจ้าวเหลียงอี้ทำความสะอาดและช่วยเปลี่ยนชุดให้นางใหม่ด้วยตนเองแล้วหญิงสาวจึงทำเพียงอิงแอบแนบใบหน้ากับหน้าอกด้านซ้ายของอีกฝ่ายแล้วฟังเสียงหัวใจของเขาเต้นไปอย่างสงบ นี่คือความสุขสุดท้ายของนางที่ไม่เคยคาดฝันว่าจะได้รับโอกาสมาก่อน“เจ้าไปรอข้าก่อนนะ อีกไม่นานข้าจะตามไปพบกับเจ้า จงรอข้าที่สะพานแห่งนั้น สัญญาว่าข้าจะไปพบเจ้าแน่นอน”“คำไหนคำนั้น...”“คำไหนคำนั้น...”สายลมของต้นยามอู่เพิ่งพัดโชยเอื่อยมาสัมผัสผิ

  • สวามีของข้าได้โปรดเขียนใบหย่าให้ชายาเถิดนะ   บทที่56.2

    เฝิงกุ้ยเฟยตกตะลึงกับความจริงที่ได้ประจักษ์ ไม่ต่างจากถิงเฟย เด็กสาวไม่เคยล่วงรู้มาก่อน นายหญิงของนางเก็บซ่อนทุกสิ่ง แม้แต่นางก็ยังมิอาจได้รู้ ขนาดนางเองก็มีวิชาแพทย์นับว่าสูงผู้หนึ่งก็ตาม“หมอหลวง ตามหมอหลวงมา แล้วหมอจากเมืองหลวงเหตุใดจึงยังมาไม่ถึงสักครา?!”“ท่านอ๋องสงบพระทัยลงหน่อย ต่อให้ยกหมอหลวงมาหมดสำนักอาการของเฉียนซือก็ไม่อาจแก้ไขคืนกลับมาได้แล้ว นับจากนี้จนถึงยามจื่อก็เหลืออีกหลายชั่วยาม เช่นไรท่านอ๋องก็อยู่กับนางให้ดีเถอะ พวกกระหม่อมจะไม่รบกวน”สยงฉงจื้อไม่ใช่ว่าเขาทำใจได้ แต่คงเพราะอีกฐานะของเขาพบเจอความตายมามากย่อมเข้มแข็งได้มากกว่าจ้าวเหลียงอี้และอีกสองชีวิตเช่นถิงเฟยกับเฝิงกุ้ยเฟย“ไม่ได้นะ ซื่อจื่อ ท่านอย่าเพิ่งปล่อยมือจากนางสิ อย่าเพิ่งวางมือเลย รักษานางอีกหน่อยเถอะ”“กระหม่อมไม่ได้อยากปล่อยมือจากนางอยู่แล้ว แต่ที่กระหม่อมหยุดเพียงเท่านี้ก็เพราะรู้ดีว่า หากถ่ายเลือดและฝังเข็มอีกจะยิ่งทรมานนาง หากนางจะจากไป ท่านอ๋องคิดเองเถิดว่า จะเห็นนางทรมานจนลมหายใจเฮือกสุดท้ายหรือว่า จะเห็นนางจากไปอย่างสงบกันแน่ กระหม่อมเป็นหมอผู้หนึ่ง หากญาติผู้ป่วยต้องการเช่นไรย่อมทำตามมิอาจต่อต้า

  • สวามีของข้าได้โปรดเขียนใบหย่าให้ชายาเถิดนะ   บทที่56.1

    บทที่ 56หลังจากจบศึกใหญ่โดยสูญเสียกำลังทหารของฝ่ายปราบกบฏไปห้าพัน หากเทียบกับจำนวนเต็มเจ็ดหมื่นนายนั้นช่างแสนจะน้อยนิด แต่สำหรับจ้าวเหลียงอี้เพียงหนึ่งชีวิตที่ต้องเสียก็นับว่ามากล้นแล้วและในแต่ละวันทั้งเขาและหานซางจื่อก็มีงานล้นมือจนแทบไม่มีเวลาส่วนตัว ทว่าถึงจะยุ่งจนหัวหมุน หากแต่ทุกเช้ามืดต้นยามอิ๋นทั้งสองสามีภรรยากลับไม่เคยว่างเว้นที่จะต้องไปเยี่ยมคารวะเฝิงกุ้ยเฟยไม่เคยขาด“อี้เอ๋อร์ถวายพระพรเสด็จแม่พ่ะย่ะค่ะ”“ซางจื่อถวายพระพรเฝิงกุ้ยเฟยเพคะ”เพล้ง!“ไสหัวออกไปนะนางสตรีแพศยาแซ่หาน”หากแต่ทุกวันก็ยังเป็นเช่นเดิม นี่ก็ผ่านมาหลายสิบวันแล้ว หากแต่เฝิงกุ้ยเฟยนั้นกลับปฏิบัติต่อหานซางจื่อนับวันยิ่งรุนแรง แต่หญิงสาวก็มิอาจเพิกเฉยไม่มาเยี่ยมคารวะมารดาของสามีที่อาวุโสที่สุดในตำหนักชินอ๋องแห่งนี้ได้“เสด็จแม่! เฉียนเกอ นางกตัญญูต่อท่านนะ เหตุใดท่านจึงปฏิบัติต่อสะใภ้ที่ดีเช่นนี้”จ้าวเหลียงอี้ดันเอาร่างผ่ายผอมลงไปมากของหานซางจื่อไปไว้ด้านหลังของตนเอง เพราะทราบดีกว่าอีกครู่จะต้องมีสิ่งของใกล้มือของมารดาตนเองลอยมาทำร้ายภรรยาของตนเองอีกเป็นแน่“อี้เอ๋อร์! นี่เจ้าขึ้นเสียงกับแม่แทนสตรีแพศยาเชีย

More Chapters
Explore and read good novels for free
Free access to a vast number of good novels on GoodNovel app. Download the books you like and read anywhere & anytime.
Read books for free on the app
SCAN CODE TO READ ON APP
DMCA.com Protection Status