LOGINแต่เจ้าขันทีเฒ่ามากราคะผู้นั้นเขาไปดื่มดีหมีเลือดพยัคฆ์มาหรือไรจึงบังอาจมองพระชายาของซู่จิ้งอ๋องราวกับจะจับนางกลืนกินลงท้องเช่นนั้น เห็นทีตาเฒ่าเหลิ่งคงไม่อยากหายใจแล้วเป็นแน่
“เอ่อ…อะแฮ่ม!เป็นเฝิงกุ้ยเฟยที่มีรับสั่งเอาไว้ว่า ห้ามไม่ให้พระชายาหานก้าวเข้าไปภายในตำหนักแม้เพียงครึ่งก้าวพ่ะย่ะค่ะ”
“!!?” ซูผิงนั้นบังเกิดความสงสัย แต่ไม่กล้าเปิดปากสอบถามออกไป
“!!?”
ถิงเฟยเองก็เช่นกัน สาวใช้ตัวน้อยล้วนไม่แจ้งแก่ใจว่า เฝิงกุ้ยเฟยนั้นต้องการอย่างไรกันแน่ ให้คนสนิทผู้หนึ่งไปเร่งให้คุณหนูสามของตนเองมาเข้าเฝ้าโดยเร่งด่วน แต่พอมาแล้วกลับให้คนสนิทอีกคนมาขวางเอาไว้ ทำเช่นนี้เด็กสาวไม่กระจ่างใจเลยสักเพียงนิดเดียว
ฝ่ายของหานซางจื่อกลับไม่แสดงกิริยาอาการใดออกไปสักนิด นอกจากยังคงยิ้มอ่อนเต็มใบหน้าเท่านั้น แต่ภายในใจของนางกลับรู้แจ้งไปแล้วทั้งหมดถึงจุดประสงค์ของผู้ได้ชื่อว่าเป็น ‘ท่านแม่สามี’
“พระชายาหานจะไม่ถามหรือพ่ะย่ะค่ะว่า เหตุใดเฝิงกุ้ยเฟยจึงมีคำสั่งเช่นนี้”
อดไม่ได้เหลิ่งกงกงจึงต้องถามออกไปเสียเอง หากแต่เด็กสาวตรงหน้าของขันทีเฒ่ากลับไร้กิริยากังขาแม้แต่น้อยดูไม่ออกสักนิดว่าหานซางจื่อนั้นคิดเห็นเป็นประการใด
“สงสัยย่อมต้องถามกับเฝิงกุ้ยเฟยจึงจะถูกจริงหรือไม่เล่าท่านกงกง ถามท่านที่เป็นเพียงบ่าวไพร่ จะรู้ความได้อย่างไร”
กล่าวแล้วสาวน้อยก็ยิ้มไร้เดียงสาออกไปหนึ่งสาย ดูไปคล้ายจริงใจแต่มองให้ดีกลับคล้ายนางกำยังยิ้มเย้ยหยันเขาอยู่อย่างไรก็ไม่ทราบได้ คำพูดคำจาก็เหน็บแนมเจ็บปวดจนขันทีเฒ่าถึงกับคิ้วกระตุก
“ปากคอของเจ้านี่สมกับเป็นสายเลือดของซ่งฮองเฮาเสียจริงๆ นะหานซางจื่อ”
สตรีโฉมงามยากจะคาดเดาอายุแท้จริงเดินกรีดกรายออกมาจากภายในตำหนักงดงาม โดยมีแม่นมจางเดินรั้งท้ายมาไม่ห่าง หานซางจื่อนั้นทำเพียงกดรอยยิ้มอ่อนหวานและไร้เดียงสาออกไปหนึ่งสาย ก่อนจะย่อกายทำความเคารพสตรีสูงวัยผู้ได้ชื่อว่าเป็นมารดาของสวามีเต็มพิธีการ
“สะใภ้ผู้แซ่หานถวายพระพรเสด็จแม่สวามีเพคะ”
พอเฝิงกุ้ยเฟยได้ฟังว่า หลานสาวของศัตรูตัวร้ายเรียกตนเองว่า ‘เสด็จแม่สวามี’ เข้าเท่านั้น นางก็ถึงกับโมโหจนลมออกหู
“ผู้ใดคือเสด็จแม่ของเจ้ากัน เปิ่นกงคือเฝิงกุ้ยเฟย!”
“โอ๋ว? ...”
ใบหน้างดงามนั้นเงยขึ้นเล็กน้อยพร้อมกันหลุดเสียงร้องน่ารักน่าเอ็นดูออกมาหนึ่งคำ ซึ่งทั้งหมดเฝิงหลันฉวานั้นกลับมองหานซางจื่อผู้เป็นสะใภ้ใหม่ของตนเองด้วยความชิงชัง เลยเห็นแต่เพียงอีกฝ่ายที่เป็นผู้เยาว์กำลังยั่วยุโทสะของตนเองอยู่เท่านั้น
“บังอาจนัก! คุกเข่าลงไปเดี๋ยวนี้!”
หานซางจื่อถึงกับชะงักนิ่งงันไปชั่วขณะหนึ่ง เพราะยังไม่ทราบถึงความผิดที่ตนเองต้องคุกเข่า และเป็นการคุกเข่าที่กลางลานหน้าตำหนักอีกด้วย เช่นนี้ออกจะไม่สมควร และไม่สมเหตุผลเกินไปแล้วกระมัง
“สะใภ้ขอบังอาจถามว่า สะใภ้ทำความผิดใด หรือล่วงเกินเฝิงกุ้ยเฟยด้วยเรื่องอันใดไปหรือเพคะ?”
เพียะ!
“คุณหนู!”
“พระชายาหาน!”
ถิงเฟยและซูผิงกรีดร้องออกมาเมื่อใบหน้าของหานซางจื่อถูกฝ่ามือของเฝิงกุ้ยเฟยตบจนสะบัดไปตามแรง เรือนกายบอบบางกระเด็นลงไปนั่งกับพื้น พอนางหันกลับมา มุมปากจิ้มลิ้มบัดนี้กลับมีโลหิตไหลออกมาเสียแล้ว แววตาของหานซางจื่อกลับไร้ความแตกตื่นหรือเสียขวัญ อาจมีรอยกังขา แต่พอมองซ้ำกลับหายไปอย่างรวดเร็ว
เช่นเดียวกับที่เด็กสาววัยสิบเจ็ดหนาวนั้นไม่ได้รอให้สาวใช้ข้างกายกับนางกำนัลผู้ติดตามเข้ามาช่วยพยุงให้ลุกขึ้น แต่นางกลับลุกขึ้นด้วยตนเองแล้วมายืนสงบนิ่งเผชิญหน้ากับมารดาของสวามีที่ดูไร้เหตุผลที่สุดในชีวิตของเด็กสาวที่ได้พบเจอผู้คนมา
“ไม่ว่าสะใภ้ทำสิ่งใดผิดไป สะใภ้แซ่หานผู้นี้ต้องขออภัยเพคะ ขอเฝิงกุ้ยเฟยลงโทษ และระบายโทษสะใภ้โดยมิต้องชี้แจงเถิด”
เพียงถ้อยคำนอบน้อมไม่กี่ประโยคเหล่านั้นที่หลุดออกจากเรียวปากจิ้มลิ้มของสะใภ้ที่เฝิงหลันฮวาแสนจะชิงชังกลับเหมือนตนเองถูกฝ่ามือของซ่งฮองเฮาฟาดลงมาบนใบหน้าซ้ำๆตอกย้ำถึงความด้อยสติปัญญาของตนเองที่ให้ตายแล้วเกิดใหม่อีกกี่พันครั้งก็คงมิอาจเทียบได้กับสตรีเช่นซ่งเพ่ยหนี่ว์ได้ซ้ำไปซ้ำมาจนตาลาย
“นี่เจ้า!” เฝิงหลันฮวาโกรธจนหน้าดำไปแปดส่วน ความงามที่มากล้นเลือนหายไปเสียเกินกึ่งหนึ่งเมื่อนางแสดงอารมณ์โกรธเกรี้ยว
“เชิญเฝิงกุ้ยเฟยชี้แนะสะใภ้แซ่หานผู้โง่เขลาด้วยเพคะ”
เด็กสาวไม่ต้องรอให้เฝิงกุ้ยเฟยนั้นออกคำสั่งอีกครั้งก็คุกเข่าลงไปที่พื้นทันที เพราะรู้แจ้งที่แห่งนี้นางตัวคนเดียวถิ่นของผู้อื่นจะมัวรักหน้าตาตนเองมากกว่าชีวิตไม่ได้เด็ดขาด รักษาชีวิตเอาไว้จึงนับว่าเป็นยอดคน นางที่เตรียมพร้อมมาแล้วต่อให้ช่วงแรกสะดุดไปบ้างด้วยไม่ทันคิดว่า เฝิงกุ้ยเฟยจะไร้ซึ่งเหตุผลเอาแต่โทสะเป็นใหญ่เช่นนี้ แต่เมื่อตั้งตัวได้หานซางจื่อก็ไม่รีรอที่จะเสแสร้งเป็นผู้น้อยอ่อนข้อให้ผู้ใหญ่ในทันที บทบาทสะใภ้อ่อนแอนี้นางซ้อมมาแล้วเป็นแรมเดือน ถึงไม่เชี่ยวชาญแต่ก็นับว่าพอจะแสดงได้อยู่บ้าง
“สะใภ้ผู้แซ่หานสำนึกผิดแล้ว เมื่อคืนที่ผ่านมาทำให้ซู่จิ้งอ๋องมีโทสะจนไม่อยากร่วมหอล้วนเป็นสะใภ้ที่ผิดเองเพคะ เช้านี้จึงตั้งใจมาขอรับโทษจากเฝิงกุ้ยเฟยด้วยความเต็มใจ สะใภ้ขอสำนึกผิดอยู่ตรงนี้จนกว่าเฝิงกุ้ยเฟยจะเมตตาเพคะ”
กล่าวจบหานซางจื่อก็ก้มลงวางสองมือแนบไปกับพื้นดินที่ยังชื้นแฉะไปด้วยน้ำฝนที่เพิ่งจะจางหายไป หน้าผากหรือก็แนบสนิทไปกับพื้นดินเช่นเดียวกับฝ่ามือน้อยทั้งสองข้าง มีเพียงวิธีนี้เท่านั้นที่นางจะไม่ต้องเจ็บตัวไปมากกว่านี้และมีเพียงวิธีนี้เท่านั้นที่นางจะดูเป็นฝ่ายถูกทั้งซู่จิ้งอ๋องและเฝิงกุ้ยเฟยรังแก และแน่นอนอีกไม่นานคนของซ่งฮองเฮาที่แฝงกายอยู่ภายในตำหนักของซู่จิ้งอ๋องจะต้องรายงานออกไปเป็นแน่
ลงทุนยอมเป็นสุนัขรักชีวิตสักหน่อย แต่สองแม่ลูกคู่นี้จะต้องถูกฮ่องเต้ตำหนิ เด็กสาวก็ถือว่าการค้านี้ตนเองไม่ขาดทุนแล้ว ก็นางเป็นเจ้าสาวพระราชทาน อันที่จริงหากเฝิงกุ้ยเฟยจะไม่รีบร้อนเอาผิดนางเรื่องจ้าวเหลียงอี้ทอดทิ้งนางในราตรีเข้าหอก็อาจจะเก็บเงียบไม่เปิดเผยออกไปแล้ว แต่นี่สตรีสูงวัยผู้นี้กลับไร้สติเกินไป จึงโง่เขลาไม่ทันคิดว่า การที่ตนเองเอาความกับลูกสะใภ้ผลร้ายจะไปตกอยู่ที่บุตรชายของตนเอง
ยิ่งสาเหตุที่จ้าวเหลียงอี้ทอดทิ้งเจ้าสาวพระราชทานมีเพียงไปดูม้าคลอดลูกด้วยแล้ว เชื่อเถิดฮ่องเต้จะต้องพิโรธมากอย่างแน่นอน เพราะมันเท่ากับว่าบุตรชายคนเล็กนี้หยามหมิ่นเกียรติบิดาของแผ่นดิน บัดนี้หานซางจื่อไม่แปลกใจเลยที่สุดท้ายแล้ว ไม่ว่าจะนานเท่าใดเฝิงกุ้ยเฟยก็ไม่เคยเอาชนะซ่งฮองเฮาได้
“เสด็จแม่!”
จ้าวเหลียงอี้ที่ในคราวแรกนั้นคิดเพียงว่าจะมาดูชมเรื่องบันเทิงกลับต้องตกใจที่มาเห็นว่ามารดาของตนทำผิดไปเสียแล้ว เช่นนี้หากเฝิงกุ้ยเฟยมีโทสะแล้วเรียกสะใภ้คนใหม่เข้าไปตำหนิหรือลงโทษในที่ลับตาคนยังนับว่าไร้ปัญหา แต่นี่มารดาของเขากลับขาดสติมาลงโทษหานซางจื่อสะใภ้ที่ฮ่องเต้เลือกด้วยตนเองเช่นนี้ เท่ากับหยามหน้าบุรุษเหนือแผ่นดินแล้วจริงๆ
“น้องหญิงลุกขึ้นก่อน”
ต่อให้ฝืนใจจ้าวเหลียงอี้ก็ต้องทำแล้ว ชายหนุ่มตรงเข้าไปประคองให้ผู้เป็นพระชายาลุกขึ้นมายืน แต่เพียงนางเงยหน้าทุกคนถึงกับเมินหน้า เพราะจากภาพเด็กสาวงดงามและสูงศักดิ์บัดนี้มอมแมมเต็มไปด้วยดินโคลนอาภรณ์นี้กลับยิ่งดูยับเยินสองแก้มเต็มไปด้วยคราบน้ำตา หูตาดูบอบช้ำจนน่าหวาดกลัว
อึก!
ซู่จิ้งอ๋องเติบโตมายี่สิบสามหนาวกลับยังไม่เคยพบพานสตรีใดร้องไห้แล้วน่าสงสารได้ถึงเพียงนี้มาก่อน เพราะหานซางจื่อไม่ได้ร้องไห้ด้วยการส่งเสียง แต่นางร้องไห้เงียบๆมีเพียงน้ำตาที่ไหลไม่ขาดสาย ปลายจมูกเล็กแดงจัดแล้วยังมีเรียวปากเล็กจิ้มลิ้มที่ปริแตกนั้นก็บวมจัด ยิ่งดวงตาคู่งามนั้นกลับยิ่งดูร้าวราน จนเขาที่ไม่ได้ชมชอบนางเห็นแล้วยังปวดใจ
“ขอท่านอ๋องอย่าได้ขัดขวางที่เฝิงกุ้ยเฟยลงโทษหม่อมฉันเลยเพคะ เป็นหม่อมฉันที่ผิดต่อท่านอ๋องและเฝิงกุ้ยเฟยเอง”
น้ำเสียงหวานจับใจนั้นสั่นสะท้านยิ่งแววตากลับเขย่าหัวใจคนมองได้ดียิ่ง พลันนั้นจ้าวเหลียงอี้ก็พบว่าสาวน้อยที่ตนเองเคยคิดว่ากำราบได้ไม่ยากนั้น เห็นทีเขาจะมองหานซางจื่อต่ำไปแล้วจริงๆ ...
‘ที่แท้ทุกสิ่งที่ข้าลืมไปกลับเป็นเรื่องสำคัญถึงเพียงนี้เชียวหรือ?’ ฉางเฉียนเกอลืมตาขึ้นหลังจากทุกสิ่งกระจ่างไม่ใช่เรื่องที่นางหลงลืมไป ทว่าแม้แต่เรื่องเมื่อครั้งนางลงไปเผชิญด่านเคราะห์เป็นมนุษย์นามว่าหานซางจื่อ ก็ล้วนจดจำได้ทั้งหมด ทั้งที่ปกติแล้วเรื่องราวเหล่านั้นจะถูกลบเลือนไป เพราะการไปเกิดเช่นนั้นก็เหมือนความฝันหนึ่งคืนตื่นมาก็จะเลือนหายไปแต่คราวนี้ฉางเฉียนเกอกลับจดจำได้ทั้งหมด แม้แต่ความรู้สึกสุดท้าย หรือคำมั่นสัญญาระหว่างตนเองและหลี่เหลียงอี้ที่อยู่ในฐานะมนุษย์ผู้หนึ่งนามว่า จ้าวเหลียงอี้ หญิงสาวเงยหน้าขึ้นไปมองบนสะพานที่มีสายฝนกำลังโปรยปรายลงมาบางเบา เท้าเรียวก้าวขึ้นไปคราวนี้ไม่มั่นคงเช่นในยามที่นางก้าวออกจากตำหนักส่วนตัวมาแม้แต่น้อยความรู้สึกผิดเป็นสาเหตุแห่งอาการไม่มั่นคงนี้ เพราะตั้งแต่ต้นจนจบฉางเฉียนเกอรู้สึกว่าเป็นนางเองที่ไม่เคยใส่ใจบุรุษผู้นั้นเลย นางทอดทิ้งเขาครั้งแล้วครั้งเล่าแถมยังลืมทุกสิ่งที่เขาทำเพื่อนาง แม้แต่การลงไปจุติผ่านด่านเคราะห์คราวนี้สำเร็จก็เป็นเขาทั้งหมด หญิงสาวรู้สึกว่าตนเองคิดค้างอีกฝ่ายมากจริงๆเท้าเรียวก้าวเนิบช้า หูสองข้างได้ยินเสียงเม็ดฝนตกกระท
ตอนพิเศษเท้าเรียวในรองเท้าปักลวดลายวิจิตรก้าวไปข้างหน้าด้วยจังหวะสม่ำเสมอและมั่นคง พาเรือนกายอรในอาภรณ์สีฟ้าสดใสตรงไปยังจุดหมายประจำที่นางรู้สึกว่า ตนเองกำลังรอคนผู้หนึ่งอยู่ แต่นางกลับจดจำมิได้ว่าตนเองกำลังรอผู้ใดกันแน่นับตั้งแต่นางลงไปผ่านด่านเคราะห์ในโลกมนุษย์เพื่อซ่อมแซมตบะที่เสียหายจากสงครามระหว่างเผ่าเทพกับดินแดนปีศาจเมื่อหนึ่งพันปีก่อน‘ฉางเฉียนเกอซ่างเสิน’ คือนามของนาง เทพสงครามจากเผ่ามังกรฟ้าที่ปกครองทะเลดินแดนบูรพามาช้านานแต่ในสงครามครั้งนั้นนางบาดเจ็บหนักจนเข้าสู่การหลับใหลไปเกือบหนึ่งพันปีเมื่อตื่นขึ้นมาตบะยังไม่มั่นคงเทียนจวินจึงให้นางลงไปผ่านด่านเคราะห์รักที่ไม่สมหวังเป็นเวลาสิบแปดหนาวในโลกมนุษย์ ซึ่งนี่ก็ผ่านมาสี่เดือนเศษแล้วที่นางได้กลับมาจากโลกมนุษย์ ร่างกายและตบะของนางนั้นกลับมาเป็นปกติดีแล้วแต่เหตุใดก็สุดจะรู้แจ้ง ความทรงจำบางช่วงกลับหายไป ซึ่งเหล่าผู้เฒ่าในเผ่ามังกรฟ้าของนางต่างลงความเห็นว่าอาจเป็นเพราะอาการบาดเจ็บนั้นรุนแรงจนเกือบดวงจิตแตกดับยังดีว่าคู่หมั้นของนาง ที่นางเองก็ยังไม่เคยพบหน้าเช่นองค์ชายจากเผ่าหงส์เพลิงใช้ตบะของเขาห้าพันปีสวรรค์ถ่ายมารักษาดวงจิตที่
ดังนั้นในยามกลางวันจ้าวเหลียงอี้จึงออกว่าราชการ พอตกค่ำก็มาอยู่เฝ้าศพ คอยจุดธูปและเผากระดาษเงินกระดาษทอง พอมีเวลาเหลือในยามกลางวันเขาก็ไปดูการก่อสร้างสุสาน พอถึงเวลากินเขาก็กินและดื่ม ชีวิตของจ้าวเหลียงอี้เป็นเช่นนั้นจนผ่านไปถึงหนึ่งหนาว สุสานเสร็จสิ้นพิธีบรรจุพระศพของพระชายาเอกของจวิ้นอ๋องจึงเริ่มขึ้นผ่านไปอีกสามหนาวจ้าวหลงเฉินที่เพิ่งขึ้นเป็นฮ่องเต้แทนผู้เป็นพระบิดาที่สละราชบัลลังก์เพื่อจะพักผ่อนในช่วงบั้นปลายของชีวิตก็ทนเห็นน้องชายคนเดียวมีชีวิตราวกับหุ่นดินเหนียวอีกต่อไม่ไม่ไหวจึงคิดจะพระราชทานสมรสให้ แต่มิคาดจ้าวเหลียงอี้กลับยื่นคำขาด หากออกพระราชโองการมายามใดเขาก็จะออกบวชเสียยามนั้น ทำเอาฮ่องเต้เองก็ไม่กล้าจะเขียนราชโองการขึ้นมาเช่นกัน!วันเวลานั้นผ่านไปราวกับสายน้ำ วันนี้ก็ครบสิบเจ็ดหนาวแล้วที่หานซางจื่อจากไป ตงหยางที่เขาและนางร่วมกันกอบกู้คืนมาเจริญรุ่งเรืองจนนับเป็นเมืองหลวงแห่งที่สองของเทียนสุ่ยได้อย่างเต็มภาคภูมิ หลังจากไปทำความสะอาดสุสานของนางแล้ว จ้าวเหลียงอี้ก็ขี่ม้าขึ้นไปบนกำแพงเมือง ในมือก็มีกิ่งของต้นฝูหรงฮวากับดอกที่เบ่งบานอยู่หลายดอกขึ้นไปด้วย“ข้าไม่เคยผิดต่อเจ้าเ
ตอนอวสานเขาขมขื่นจนบรรยายไม่ถูก เจ็บราวกับถูกควักดวงใจทั้งที่ยังหายใจอยู่เป็นเช่นไรวันนี้เขารู้ซึ้งแล้ว แต่กลับไม่อาจทำอันใดได้เลย มีเพียงยอมมองมือของพญายมควักเอาดวงใจของเขาไปต่อหน้าตาเช่นนี้้“แผ่นหลังนั้นก็คือพี่อี้ เฉียนเกอรักท่านนับตั้งแต่ยังไม่เห็นหน้า ช่างน่าขันยิ่งนัก น่าขบขันจริงๆ การตกหลุมรักนี้แค่เห็นเพียงด้านหลังของท่านเฉียนเกอกลับรักอย่างงมงายได้ในทันที หรือแท้จริงแล้ว เฉียนเกออาจตามหาเจ้าของแผ่นหลังนั้นมาตั้งแต่ชาติก่อนกันแน่ก็มิอาจทราบได้ อึก! อ้วก!”ยังกล่าวความในใจไม่หมด นางกลับอาเจียนออกมาอย่างหนัก คราวนี้แม้แต่แรงจะหายใจหานซางจื่อก็รู้สึกว่าจะไม่เหลือแล้ว ดังนั้นหลังจากจ้าวเหลียงอี้ทำความสะอาดและช่วยเปลี่ยนชุดให้นางใหม่ด้วยตนเองแล้วหญิงสาวจึงทำเพียงอิงแอบแนบใบหน้ากับหน้าอกด้านซ้ายของอีกฝ่ายแล้วฟังเสียงหัวใจของเขาเต้นไปอย่างสงบ นี่คือความสุขสุดท้ายของนางที่ไม่เคยคาดฝันว่าจะได้รับโอกาสมาก่อน“เจ้าไปรอข้าก่อนนะ อีกไม่นานข้าจะตามไปพบกับเจ้า จงรอข้าที่สะพานแห่งนั้น สัญญาว่าข้าจะไปพบเจ้าแน่นอน”“คำไหนคำนั้น...”“คำไหนคำนั้น...”สายลมของต้นยามอู่เพิ่งพัดโชยเอื่อยมาสัมผัสผิ
เฝิงกุ้ยเฟยตกตะลึงกับความจริงที่ได้ประจักษ์ ไม่ต่างจากถิงเฟย เด็กสาวไม่เคยล่วงรู้มาก่อน นายหญิงของนางเก็บซ่อนทุกสิ่ง แม้แต่นางก็ยังมิอาจได้รู้ ขนาดนางเองก็มีวิชาแพทย์นับว่าสูงผู้หนึ่งก็ตาม“หมอหลวง ตามหมอหลวงมา แล้วหมอจากเมืองหลวงเหตุใดจึงยังมาไม่ถึงสักครา?!”“ท่านอ๋องสงบพระทัยลงหน่อย ต่อให้ยกหมอหลวงมาหมดสำนักอาการของเฉียนซือก็ไม่อาจแก้ไขคืนกลับมาได้แล้ว นับจากนี้จนถึงยามจื่อก็เหลืออีกหลายชั่วยาม เช่นไรท่านอ๋องก็อยู่กับนางให้ดีเถอะ พวกกระหม่อมจะไม่รบกวน”สยงฉงจื้อไม่ใช่ว่าเขาทำใจได้ แต่คงเพราะอีกฐานะของเขาพบเจอความตายมามากย่อมเข้มแข็งได้มากกว่าจ้าวเหลียงอี้และอีกสองชีวิตเช่นถิงเฟยกับเฝิงกุ้ยเฟย“ไม่ได้นะ ซื่อจื่อ ท่านอย่าเพิ่งปล่อยมือจากนางสิ อย่าเพิ่งวางมือเลย รักษานางอีกหน่อยเถอะ”“กระหม่อมไม่ได้อยากปล่อยมือจากนางอยู่แล้ว แต่ที่กระหม่อมหยุดเพียงเท่านี้ก็เพราะรู้ดีว่า หากถ่ายเลือดและฝังเข็มอีกจะยิ่งทรมานนาง หากนางจะจากไป ท่านอ๋องคิดเองเถิดว่า จะเห็นนางทรมานจนลมหายใจเฮือกสุดท้ายหรือว่า จะเห็นนางจากไปอย่างสงบกันแน่ กระหม่อมเป็นหมอผู้หนึ่ง หากญาติผู้ป่วยต้องการเช่นไรย่อมทำตามมิอาจต่อต้า
บทที่ 56หลังจากจบศึกใหญ่โดยสูญเสียกำลังทหารของฝ่ายปราบกบฏไปห้าพัน หากเทียบกับจำนวนเต็มเจ็ดหมื่นนายนั้นช่างแสนจะน้อยนิด แต่สำหรับจ้าวเหลียงอี้เพียงหนึ่งชีวิตที่ต้องเสียก็นับว่ามากล้นแล้วและในแต่ละวันทั้งเขาและหานซางจื่อก็มีงานล้นมือจนแทบไม่มีเวลาส่วนตัว ทว่าถึงจะยุ่งจนหัวหมุน หากแต่ทุกเช้ามืดต้นยามอิ๋นทั้งสองสามีภรรยากลับไม่เคยว่างเว้นที่จะต้องไปเยี่ยมคารวะเฝิงกุ้ยเฟยไม่เคยขาด“อี้เอ๋อร์ถวายพระพรเสด็จแม่พ่ะย่ะค่ะ”“ซางจื่อถวายพระพรเฝิงกุ้ยเฟยเพคะ”เพล้ง!“ไสหัวออกไปนะนางสตรีแพศยาแซ่หาน”หากแต่ทุกวันก็ยังเป็นเช่นเดิม นี่ก็ผ่านมาหลายสิบวันแล้ว หากแต่เฝิงกุ้ยเฟยนั้นกลับปฏิบัติต่อหานซางจื่อนับวันยิ่งรุนแรง แต่หญิงสาวก็มิอาจเพิกเฉยไม่มาเยี่ยมคารวะมารดาของสามีที่อาวุโสที่สุดในตำหนักชินอ๋องแห่งนี้ได้“เสด็จแม่! เฉียนเกอ นางกตัญญูต่อท่านนะ เหตุใดท่านจึงปฏิบัติต่อสะใภ้ที่ดีเช่นนี้”จ้าวเหลียงอี้ดันเอาร่างผ่ายผอมลงไปมากของหานซางจื่อไปไว้ด้านหลังของตนเอง เพราะทราบดีกว่าอีกครู่จะต้องมีสิ่งของใกล้มือของมารดาตนเองลอยมาทำร้ายภรรยาของตนเองอีกเป็นแน่“อี้เอ๋อร์! นี่เจ้าขึ้นเสียงกับแม่แทนสตรีแพศยาเชีย







