LOGIN"สวัสดีค่ะคุณกฤษ น้าขอเข้าไปทำความสะอาดนะคะ"
รุ่งรัตน์ แม่บ้านที่มาทำงานได้สามเดือนแล้วเอ่ยขออนุญาตผู้เป็นเจ้าของบ้าน เธอจะมาทำความสะอาดที่นี่สัปดาห์ละ 2 วัน (วันพฤหัสบดี 5 โมงเย็นถึง 3 ทุ่มและวันอาทิตย์ 8 โมงเช้าถึงบ่าย 2 รับค่าจ้างเป็นรายวันตามสัญญาจ้าง ที่เลือกตกลงเป็นสองวันนี้เพราะว่าวันพฤหัสบดีกฤษณะจะเลิกงานเร็ว และเขาจะหยุดทำงานทุกวันอาทิตย์ ทำให้มีเวลาเปิดบ้านให้ช่วงเวลานี้พอดีโดยไม่ต้องรบกวนใครอื่น
ปกติแล้วทุกวันพฤหัสบดีแม่บ้านรุ่งรัตน์จะต้องเจอพี่เลี้ยงเด็กเสมอเพราะพี่เลี้ยงจะอยู่จนถึงเวลาพาถุงแป้งเข้านอนถึงจะกลับซึ่งหลายครั้งก็เป็นเวลาไล่เลี่ยกับเวลาที่แม้บ้านรุ่งรัตน์ใกล้จะเลิกงาน แต่วันนี้แปลกไป เธอไม่เห็นเงาของใครนอกจากผู้ว่าจ้างของเธอที่นั่งอ่านเอกสารบางอย่างอยู่ในชุดลำลอง ข้าง ๆ ตัวเขามีเจ้าตัวน้อยนอนส่งเสียงอ้อแอ้อยู่เป็นระยะ สีหน้าของคนเป็นพ่อดูเคร่งเครียดจนทำให้เธออดที่จะถามขึ้นไม่ได้
"วันนี้พี่เลี้ยงหนูถุงแป้งกลับไปแล้วหรือคะ"
กฤษณะส่ายหน้าแต่ก็ไม่พูดอะไรไปมากกว่านั้น ชายหนุ่มถอนหายใจยกมือขึ้นกุมขมับราวกับมีเรื่องในใจให้คิดมากมาย บางทีเขาก็อยากที่จะระบายให้ใครสักคนฟัง แต่ คนรอบข้างที่เคยใส่ใจใยดีก็ห่างหายไปหมดเมื่อรู้ว่าเขาเป็นสาเหตุที่ทำให้ภรรยาตัวเองตาย ตอนนี้เขาแทบไม่เหลือใคร
"แงงงงง"
ในขณะที่แม่บ้านรุ่งรัตน์กำลังจะเริ่มทำความสะอาด ถุงแป้งก็ร้องไห้ออกมาเสียงดัง เจ้าตัวเล็กดิ้นขลุกขลักอยู่บนเบาะรองนอนสีชมพูอ่อนนั่น รุ่งรัตน์เห็นกฤษณะวิทยาเงอะงะทำตัวไม่ถูกเหมือนไม่รู้จะทำอย่างไรต่อ อากัปกิริยาละม้ายคล้ายสามีของเธอตอนที่เพิ่งหัดเลี้ยงลูกใหม่ ๆ ไม่มีผิด
เจ้าตัวเล็กยังคงแผดเสียงร้องดังต่อเนื่อง กฤษณะอุ้มลูกขึ้นมากอดเอาไว้แนบอก เขาทำงานเป็นล่ามให้กับบริษัทญี่ปุ่นแห่งหนึ่ง แม้งานจะมีมากจนล้นมือแต่ก็สามารถจัดการบริหารได้อย่างดีเยี่ยม แต่พอเป็นเรื่องความสัมพันธ์กับเด็กตัวแค่นี้เขากลับทำอะไรไม่ได้เลยและไม่รู้จะทำอย่างไรด้วย
แม้บ้านรุ่งรัตน์แอบมองอยู่ห่าง ๆ การที่เด็กคนหนึ่งจะร้องไห้ขึ้นมาย่อมต้องมีสาเหตุ แต่หน้าที่ของเธอมันไม่ได้เกี่ยวข้องกับการดูแลเด็กจึงไม่คิดจะเข้าไปยุ่ง
— แต่พี่เลี้ยงเด็กนี่ก็ยังไงกันนะ แม้จะคนละหน้าที่แต่ถ้าเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับน้องก็น่าจะช่วยกันดูช่วยกันทำความสะอาดบ้าง —
สุขอนามัยสำหรับเด็กเป็นสิ่งสำคัญมาก เมื่อไหร่ที่แม่บ้านรุ่งรัตน์มาเห็นสภาพบ้านที่เต็มไปด้วยข้าวของระเกะระกะทีไรก็ได้แต่ต้องบ่นในใจทุกทีขณะที่สองมือก็จัดการเก็บข้าวของที่วางกระจัดกระจายอยู่ตามพื้นให้เข้าที่ไปด้วย
"เงียบสิ!"
เสียงตวาดเด็กดังลั่นทำให้คนที่กำลังก้มหน้าก้มทำหน้าที่ของตนอย่างขมักเขม้นอยู่ถึงกับต้องหันไปมอง
"หยุดร้องได้แล้ว!"
แต่ยิ่งใช้เสียงขู่เด็กก็ยิ่งร้อง ถ้าหากปล่อยให้จัดการเองคงไม่ดีแน่ สุดท้ายคนที่มีสัญชาตญาณความเป็นแม่อยู่ในตัวก็ต้องละมือออกจากสิ่งที่ทำอยู่ตรงหน้า
"ให้น้าช่วยไหมคะ"
แม้จะถามออกไปตามมารยาทแต่รุ่งรัตน์ก็ยื่นมือไปรอรับเด็กโดยไม่ลังเล เธอเองก็เสียสามีไปตั้งแต่ลูกยังเล็กเช่นกันจึงเข้าใจดีว่าการเลี้ยงต้องเลี้ยงลูกน้อยคนเดียวมันเหนื่อยและหนักหนาแค่ไหน
กฤษณะเงียบลงเหมือนเพิ่งจะรู้สึกตัวกับอารมณ์ที่พลั้งเผลอของตัวเอง เขามีสีหน้ากระอักกระอ่วนก่อนจะส่งลูกให้กับแม่บ้านรุ่งรัตน์
"ไหนขอยายดูหน่อยสิลูก หนูร้องไห้ทำไมคะ"
แม่บ้านรุ่งรัตน์พูดด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน เธอค่อย ๆ ตรวจดูตามร่างกายเล็ก ๆ นั่นทีละส่วนเพื่อดูว่าทำไมเจ้าตัวเล็กถึงได้ร้องไห้ไม่หยุด แล้วก็พบสาเหตุ
"ผื่นแดงเต็มง่ามขาเลย คุณกฤษเปลี่ยนแพมเพิสให้ลูกตั้งแต่เมื่อไหร่คะ"
แม่บ้านรุ่งรัตน์ถามเพราะค่อนข้างตกใจกับสภาพร่างกายของเด็กที่เห็น นอกจากผื่นแดงแล้ว ทั้งอึและฉี่ยังคงหมักหมมอยู่แบบนั้นเหมือนมันไม่ได้ถูกผลัดเปลี่ยนเลย
"ตั้งแต่เมื่อคืนมั้งครับ"
"ตายจริง มิน่าล่ะถึงได้ร้องไห้เสียยกใหญ่"
แม้จะตกใจแต่ก็ไม่ได้รีรอ แม่บ้านรุ่งรัตน์จัดการทำความสะอาดเนื้อตัวให้เด็กน้อยและปล่อยให้บริเวณที่อับชื้นนั้นได้สัมผัสกับอากาศบ้างโดยการปล่อยท่อนล่างของเด็กให้เปลือยเปล่าไว้อย่างนั้นก่อน
แม่บ้านรุ่งรัตน์อยากจะออกความเห็นแต่ก็ไม่รู้จะพูดยังไงดีด้วยความที่พ่อของเด็กคนนี้คือนายจ้างของเธอ การจะบ่นหรือตำหนินั้นอาจจะไม่ใช่สิ่งที่ควรกระทำ เพราะหากว่ากันตามตรงแล้วตัวแม่บ้านเองที่เป็นคนอาสาเข้าไปยุ่งวุ่นวายเองทั้งที่ไม่ใช่หน้าของตน แต่เห็นเป็นแบบนี้แล้วก็คงจะปล่อยเอาไว้ไม่เหลียวแลไม่ได้
"ปกติแล้วควรจะเปลี่ยนแพมเพิสให้แกทุก 2 หรือ 3 ชั่วโมงนะคะ หรือถ้าหากเป็นไปได้ก็เปลี่ยนหลังจากที่แกขับถ่ายเสร็จแล้ว ไม่อย่างนั้นมันจะทำให้เกิดผื่นแดงได้อย่างที่เห็น"
กฤษณะยืนนิ่งมองดูเลือดเนื้อเชื้อไขที่เขาสร้างขึ้นมาเองกับมือด้วยสายตาอันว่างเปล่า เขาไม่เคยรู้มาก่อนว่าเด็กอ่อนต้องเปลี่ยนแพมเพิสบ่อยขนาดนี้
TBC.
[เช้าวันถัดมา] "คุณไม่ใช่คนที่ผมต้องการ" "ครับ?" มารุตเอียงคอทำสีหน้าฉงน วันนี้แม่ให้เขาเข้ามาคุยรายละเอียดงานที่บ้านของผู้ว่าจ้าง แต่เข้ามายังไม่ทันได้หย่อนตัวลงนั่งบนเก้าอี้ด้วยซ้ำก็โดนปฏิเสธแล้ว "แม่บ้านรุ่งรัตน์บอกว่าวันนี้จะมีคนมาสมัครงาน คือคุณใช่ไหม ถ้าใช่ ผมไม่รับ" "ทำไมล่ะครับ เรายังไม่ได้คุยรายละเอียดอะไรเลยนะ" "ผมต้องการพี่เลี้ยงที่เป็นผู้หญิงไม่ใช่ผู้ชาย แค่นี้คุณสมบัติคุณก็ไม่ตรงแล้ว" มารุตขมวดคิ้วเป็นปม ได้แต่กระพริบตาปริบ ๆ มองตามเจ้าของบ้านที่กำลังเปิดประตูเชื้อเชิญให้เขาออกไป สรุปที่เขาตัดสินใจและพร่ำบอกตัวเองทั้งคืนให้พยายามสู้กับงานนี้ก็ต้องสูญเปล่าเพราะเขาไม่ใช่ผู้หญิงอย่างนั้นเหรอ "คุณด่วนตัดสินใจไปหรือเปล่าครับ ผมยังไม่ได้ทดลองงานเลยนะ" "ไม่" กฤษณะตอบกลับด้วยน้ำเสียงที่เหมือนกำลังไม่พอใจ เขาอุตส่าห์ยอมเสียเวลาลางานอีกวันเพียงเพื่อจะได้จัดการเรื่องพี่เลี้ยงคนใหม่ให้เรียบร้อย แต่ดูเหมือนจะไม่ใช่ตามที่คิด ตอนแรกเขานึกว่าผู้ชายคนนี้จะเป็นคนที่มาคุยเ
"แม่ว่าไงนะครับ" "แม่ถามว่า หมอกสนใจงานพี่เลี้ยงเด็กหรือเปล่า" หลังจากที่กลับมาถึงบ้าน รุ่งรัตน์ก็ชั่งใจอยู่นานก่อนจะตัดสินใจถามคนใกล้ตัวที่สุดนั่นก็คือมารุตลูกชายของเธอเอง "ทำไมอยู่ดี ๆ แม่มาถามหมอกแบบนี้ครับ ไหนแม่บอกว่าไม่อยากให้หมอกทำงานประเภทนี้ยังไงล่ะ" มารุตขมวดคิ้วถามกลับ แม่เป็นคนบอกกับเขาเองว่างานประเภทนี้มันเหนื่อย ไม่อยากให้เขาทำ แต่ทำไมวันนี้กลับยกเรื่องนี้ขึ้นมาพูด "ก็แม่เห็นว่าลูกกำลังหางานทำอยู่ แล้วแม่ก็คิดว่าลูกน่าจะเหมาะกับงานนี้ ลูกเรียนเกี่ยวกับการดูแลเด็กมาไม่ใช่หรือ" "หมอกเรียนวรรณกรรมสำหรับเด็กครับ" "นั่นแหละที่แม่หมายถึง แหมเด็กคนนี้นี่จริง ๆ เลย ผิดนิดผิดหน่อยไม่ได้" มารุตอมยิ้มน้อย ๆ แม่ไม่เคยเรียกชื่อสาขาวิชาที่เขาเรียนถูกเลย แต่ที่แม่พูดมันก็ไม่เชิงผิดเพราะว่าเอกที่เขาเรียนมันเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับเด็กทั้งสิ้น แม้จะเน้นหนักไปทางด้านวรรณกรรมแต่มันก็ยังมีวิชาที่ให้ได้ศึกษาเกี่ยวกับพัฒนาการของเด็กด้วย ดังนั้นเรื่องของการดูแลเด็กก็เป็นปัจจัยพื้นฐานที่คนที่เรียนอ
สองสามวันที่ผ่านมาพี่เลี้ยงเด็กที่เป็นคนรู้จักที่กฤษณะจ้างวานเอาไว้ไม่มาทำงานเลยสร้างปัญหาให้กับเขาเป็นอย่างมาก งานก็เยอะแถมยังต้องกระเตงลูกอ่อนไปไหนมาไหนด้วยอีก ยังดีที่พอมีที่ฝากเลี้ยงได้แต่เขาก็ไม่ได้มีเวลาไปรับไปส่งลูกขนาดนั้น จะไปฝากไว้ยาว ๆ ก็ดูจะผิดต่อภรรยาที่ต้องเอาลูกไปทิ้งขว้างไว้ที่ไกลหูไกลตา วันนี้เขาจึงขอลาหยุดเพื่อจะได้มีเวลาทบทวนหลาย ๆ สิ่งเกี่ยวกับชีวิตตัวเอง การมีเด็กอ่อนในบ้านทำให้ชีวิตเขาวุ่นวายได้แทบจะในทุก ๆ วินาที -- นี่เขาเผลอโยนความผิดให้ลูกตัวเองอีกแล้ว -- แม่บ้านรุ่งรัตน์มองหน้าคุณพ่อมือใหม่อย่างเคลือบแคลง ทั้ง ๆ ที่ลูกสาวของกฤษณะก็อายุย่างเข้าเดือนที่ 10 แล้ว แต่ทำไมเขาถึงกลับได้ไม่รู้อะไรเกี่ยวกับการดูแลเด็กเลย ชายหนุ่มดูไม่กระตือรือร้น ไม่สนไม่แคร์อะไรนัก ขนาดเห็นผื่นแดงที่ตัวลูกก็ยังดูไม่ตกใจด้วยซ้ำ พฤติกรรมผิดวิสัยคนเป็นพ่อมาก แม้จะสงสัยแต่ก็ได้แต่เก็บความขุ่นมัวเอาไว้ในใจก่อนจะไปทำหน้าที่ของตัวเองต่อ "ผมเป็นพ่อที่ไม่ได้เรื่องเลยใช่ไหม" น้ำเสียงของกฤษณะที่เปล่งออกมามีความสั่นไหวอยู่เล็กน้อย อีกฝ่าย
"สวัสดีค่ะคุณกฤษ น้าขอเข้าไปทำความสะอาดนะคะ" รุ่งรัตน์ แม่บ้านที่มาทำงานได้สามเดือนแล้วเอ่ยขออนุญาตผู้เป็นเจ้าของบ้าน เธอจะมาทำความสะอาดที่นี่สัปดาห์ละ 2 วัน (วันพฤหัสบดี 5 โมงเย็นถึง 3 ทุ่มและวันอาทิตย์ 8 โมงเช้าถึงบ่าย 2 รับค่าจ้างเป็นรายวันตามสัญญาจ้าง ที่เลือกตกลงเป็นสองวันนี้เพราะว่าวันพฤหัสบดีกฤษณะจะเลิกงานเร็ว และเขาจะหยุดทำงานทุกวันอาทิตย์ ทำให้มีเวลาเปิดบ้านให้ช่วงเวลานี้พอดีโดยไม่ต้องรบกวนใครอื่น ปกติแล้วทุกวันพฤหัสบดีแม่บ้านรุ่งรัตน์จะต้องเจอพี่เลี้ยงเด็กเสมอเพราะพี่เลี้ยงจะอยู่จนถึงเวลาพาถุงแป้งเข้านอนถึงจะกลับซึ่งหลายครั้งก็เป็นเวลาไล่เลี่ยกับเวลาที่แม้บ้านรุ่งรัตน์ใกล้จะเลิกงาน แต่วันนี้แปลกไป เธอไม่เห็นเงาของใครนอกจากผู้ว่าจ้างของเธอที่นั่งอ่านเอกสารบางอย่างอยู่ในชุดลำลอง ข้าง ๆ ตัวเขามีเจ้าตัวน้อยนอนส่งเสียงอ้อแอ้อยู่เป็นระยะ สีหน้าของคนเป็นพ่อดูเคร่งเครียดจนทำให้เธออดที่จะถามขึ้นไม่ได้ "วันนี้พี่เลี้ยงหนูถุงแป้งกลับไปแล้วหรือคะ" กฤษณะส่ายหน้าแต่ก็ไม่พูดอะไรไปมากกว่านั้น ชายหนุ่มถอนหายใจยกมือขึ้นกุมขมับราวกับม
-- มินขอโทษนะกฤษที่มินทำตัวเป็นภาระ แต่มินก็รักยัยหนูเกินกว่าที่จะพาลูกไปด้วย มินฝากลูกด้วยนะกฤษ ถือว่าเป็นคำขอสุดท้ายของมิน -- มินตรา -- มิน!!! มิน ผมขอโทษ ตื่นมาคุยกับผมก่อน ผมขอโทษ – -- เฮือก! -- ร่างสูงสะดุ้งตื่นพร้อมกับเหงื่อที่ผุดพรายขึ้นเต็มตัว เขาฝันร้ายแบบนี้มาได้สามเดือนแล้วนับตั้งแต่เธอจากไป ความรู้สึกผิดยังคงติดตรึงฝังอยู่ในก้นบึ้งของหัวใจ ไม่ใช่แค่เขาที่สูญเสียภรรยา แต่ลูกก็ต้องมากำพร้าแม่ด้วย "แงงงงง" ไม่ใช่แค่ฝันร้ายแต่ยังมีเสียงร้องไห้ของเด็กตัวน้อยที่ปลุกให้เขาตื่น กฤษณะมองดูนาฬิกาที่อยู่บนโต๊ะข้างหัวเตียง นี่เพิ่งจะเข้าเที่ยงคืนเท่านั้นแต่ถุงแป้งกลับตื่นมาร้องไห้งอแงไม่รู้ว่าเป็นเพราะอะไร ลูกสาวเขามักจะร้องไห้กลางดึกเสมอไม่เวลาใดก็เวลาหนึ่ง ร่างสูงใหญ่ลุกขึ้นนั่งก่อนจะสูดหายใจเข้าปอดให้ลึกที่สุดเรียกพละกำลังของตัวเอง ช่วงนี้นอกจากเขาจะยังคงทำงานหนักแล้วยังต้องมาเลี้ยงลูกอีก วัน ๆ แทบไม่ได้นอน จริงอยู่แม้เขาจะจ้างพี่เลี้ยงเด็กมาคอยดูแลยัยหนูแต่มันก็ยังช่วยแบ่งเบาภาระของเขาได้ไม่มากอยู่ดี เพราะพี่เลี้ยงจะอยู่มากสุดก็แค่ส่งยัยหนูเข้านอนเท่านั






![นายบำเรอของมาเฟีย [Mpreg]](https://acfs1.goodnovel.com/dist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)
![สถานะเมียในสมรส [Omegaverse]](https://acfs1.goodnovel.com/dist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)