Share

6 ชั่งใจ

last update Tanggal publikasi: 2026-03-08 21:50:00

[เช้าวันถัดมา]

วันนี้เป็นวันอาทิตย์ซึ่งเป็นวันหยุดงานของกฤษณะ แม้จะเป็นวันหยุดแต่เขาก็ตื่นเช้าเป็นปกติ ยิ่งเมื่อคืนเกิดมีปากเสียงกับพี่เลี้ยงเด็กด้วยแล้ว ยิ่งทำให้เขานอนหลับไม่ลง หลับ ๆ ตื่น ๆ เพราะพะวงกับหลาย ๆ เรื่อง

เมื่อออกจากห้องมาก็พบว่ามีคนตื่นอยู่ก่อนแล้วและมารุตก็กำลังเปลี่ยนผ้าอ้อมให้กับลูกเขาอยู่พอดี กฤษณะไม่พูดอะไร เขาเดินเข้าไปหาคนทั้งคู่ ชายตามองคนหนุ่มกว่าเล็กน้อยแล้วก็เดินผ่านไป สุดท้ายก็เป็นมารุตเองที่ทนไม่ไหวต้องพูดขึ้นก่อน

"ถ้าคุณหาพี่เลี้ยงคนใหม่ไม่ทัน ผมจะช่วยดูถุงแป้งให้ก่อนก็ได้"

มารุตเองก็นอนไม่หลับมาทั้งคืน คิดไม่ตกว่าจะทำอย่างไรต่อจากนี้ ตามจริงเขาเองก็อยู่ในช่วงหางานมาตลอด ดังนั้นถ้าจะตกงานตอนนี้ก็ไม่ได้น่าตกใจเท่าไหร่ ก็แค่กลับไปเริ่มต้นหางานใหม่ก็เท่านั้น

"ฉันไม่ได้คิดจะหาพี่เลี้ยงคนใหม่"

สิ่งที่กฤษณะพูดทำให้คนฟังถึงกับต้องหยุดมือ นี่เขาคิดจะไล่คนออกแล้วยังจะไม่หาคนใหม่อีกเหรอ

"นี่คุณไม่ห่วงลูกสาวคุณเลยใช่ไหม คุณไม่มีเวลาแล้วยังจะไม่หาพี่เลี้ยงมาดูแลถุงแป้งอีก คุณคิดอะไรอยู่คุณกฤษ"

"ก็นายยังไม่ได้ลาออกนี่"

มารุตชะงักปาก ปกติแล้วถ้าโดนว่าแบบนั้น นายจ้างของเขาคงไม่นิ่งเฉยแน่ แต่นี่กลับไม่เถียงสักคำแถมยังพูดเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นอีก

"..."

"ฉันมาคิดดูแล้ว เรื่องที่มันเป็นปัญหาเมื่อคืนเราอาจจะเจอกันคนละครึ่งทางได้"

"คุณหมายความว่าไง"

"ถ้านายอยากจะรู้เรื่องของฉันมากขนาดนั้นฉันก็คงต้องทำใจ แต่คำถามไหนที่มันเกินขอบเขตหรือก้าวก่ายฉันขอไม่ตอบ แบบนี้นายจะโอเคไหม"

"ผมก็มีเงื่อนไขที่อยากจะบอกคุณเหมือนกัน ถ้าคุณโอเค ผมก็โอเค"

มารุตเปลี่ยนผ้าอ้อมให้ถุงแป้งเสร็จ ก็ตบก้นเด็กเบา ๆ ด้วยความมันเขี้ยว เจ้าตัวน้อยส่งเสียงอ้อแอ้พร้อมถีบขาไปมาก่อนจะพลิกตัวคลานเล่นในคอกกั้น

"ว่ามา"

"คุณจ้างผมให้มาเป็นพี่เลี้ยงเด็ก หน้าที่เลี้ยงลูกของคุณมันก็คืองานของผม ผมจะต้องใช้เวลาใช้ชีวิตอยู่กับเขา ตัวติดกันเหมือนเงา คุณน่าจะรู้ว่าไม่ว่ายังไงเด็กจะต้องได้รับอิทธิพลจากคนเลี้ยง ดังนั้นผมขอเถอะ ถ้าคุณเลือกผมแล้ว เรื่องเกี่ยวกับเด็กคุณควรจะให้ผมเป็นคนตัดสินใจหรือไม่ก็ฟังผมบ้าง"

"ดูนายจะขอมากเกินไป"

"คุณก็บอกเองว่าคุณดูแลลูกตัวเองไม่ได้ คุณถึงได้หาพี่เลี้ยงมาช่วย คิดว่าตัวเองเลี้ยงไม่ดีจนถึงขั้นจะยกลูกให้คนอื่น สรุปแล้วคุณหาพี่เลี้ยงที่สามารถดูแลลูกแทนคุณได้ หรือคุณหาพี่เลี้ยงที่เลี้ยงลูกตามใจคุณล่ะครับ ถ้าเป็นอย่างหลัง งั้นคุณจ้างใครก็ได้ ไม่ต้องหาคนที่เหมาะสมที่สุดหรอก"

"…"

"ผมขอโทษที่ผมพูดไม่ดีกับคุณ แต่ผมแค่อยากให้คุณเปิดใจรับฟังคนอื่นบ้าง"

กฤษณะใช้ความคิดอย่างหนัก มารุตพูดถูก ก็เพราะเขาคิดว่าตัวเองเลี้ยงลูกไม่ดี เลี้ยงลูกไม่ได้ ถึงต้องหาพี่เลี้ยงมาช่วยเลี้ยงลูก แน่นอนว่าคนเลี้ยงก็คือโมเดลตัวอย่างที่เด็กจะลอกเลียนแบบและคนที่เขาตัดสินใจเลือกเองก็คือมารุต

"แล้วฉันจะมั่นใจได้ยังไงว่าฉันเลือกคนถูก"

"คุณเป็นคนเลือกและคุณก็เลือกได้ว่าคุณอยากได้แบบไหน ถ้าคุณเห็นว่าผมไม่เหมาะ คุณก็แค่ตัดผมออกจากช้อยส์แล้วหาตัวเลือกใหม่"

ขณะที่พูด เจ้าตัวเล็กก็ตะเกียกตะกายเกาะแขนพี่เลี้ยง พยายามทรงตัวเพื่อจะลุกขึ้นยืน แต่ขาเล็ก ๆ นั่นสั่นจนเกือบล้มหงายหลังถ้ามารุตไม่อุ้มไว้ซะก่อน แม้จะล้มลุกคลุกคลานด้วยความยากลำบาก แต่ดูเหมือนเด็กที่ไม่รู้เรื่องรู้ราวอย่างถุงแป้งกำลังชอบใจ เขย่งตัวโดดเหยง ๆ จากการที่มารุตช่วยพยุงตัวให้พร้อมกับหัวเราะเสียงใส

"ก็ได้ ฉันจะให้โอกาสนาย"

แม้จะลังเลในตอนแรก แต่พอเห็นปฏิกิริยาของลูกสาวตัวน้อยก็ทำให้กฤษณะตัดสินใจได้ ที่จริงแล้วเขาไม่ใช่คนเลือก แต่ลูกสาวเขาต่างหากที่เลือก

"พ่อจ๋าตกลงแล้ว งั้นพี่หมอกไปทำอะไรให้หนูหม่ำ ๆ ดีกว่าเนอะ"

"เลิกเรียกฉันแบบนั้นซะที"

"อะไรของคุณ คำนี้น่ารักออก ถุงแป้งชอบให้เรียกด้วย ใช่ไหมคะ"

ปากก็ว่าพลางจับเจ้าตัวเล็กที่กำลังคลานดุ๊กดิ๊กให้ยืนขึ้นแล้วทำท่าเหมือนกำลังตั้งไข่เล่น ถุงแป้งโงนเงนไปมาพร้อมหัวเราะคิกคักด้วยความชอบใจ เป็นภาพที่กฤษณะไม่ได้เห็นมานานแล้วนับตั้งแต่ภรรยาเขาจากไป ภาพของมารุตที่สามารถทำให้เด็กตัวน้อยส่งเสียงหัวเราะอย่างมีความสุขทำให้เขานึกถึงมินตราไปชั่วขณะ

"หยุดทำแบบนั้นเลยนะ"

กฤษณะเอ่ยปราม เมื่ออีกฝ่ายเผลอไผลไปกับความน่ารักน่าชังของลูกเขา มารุตหอมแก้มถุงแป้งอย่างลืมตัว ทำให้คนเป็นพ่อพูดด้วยน้ำเสียงขึงขังและถลึงตาใส่ในทันที

"ไม่ทำก็ได้ ไว้เราอยู่กันสองคนค่อยว่ากันเนอะ"

มารุตพูดเสียงเบา แต่ก็ยังคงดังพอที่จะทำให้คนที่ยืนอยู่ใกล้ ๆ ได้ยิน แต่จะไม่ได้ยินได้ยังไง ในเมื่อเขาจงใจพูดให้ฟังนี่นา

"ปกติคุณอยู่บ้าน คุณจัดการเรื่องอาหารยังไงครับ ผมฝากถุงแป้งไว้กับคุณสักแป๊บได้ไหม ผมว่าจะไปตลาดหน่อย ลืมไปว่ายังไม่ได้ซื้อของกินผู้ใหญ่มาตุนเลย"

ยังไม่ทันที่จะได้คำตอบ เสียงออดก็ดังขึ้น กฤษณะเดินไปเปิดประตูให้กับผู้มาเยือน

"สวัสดีค่ะคุณกฤษ น้าขอเข้าไปทำความสะอาดนะคะ

"แม่"

"ว่าไงลูก เป็นยังไงบ้าง"

แม่บ้านรุ่งรัตน์เอ่ยประโยคทักทายอันคุ้นเคยกับเจ้าของบ้านก่อนจะเดินสีหน้ายิ้มแย้มเข้ามาข้างใน วันนี้เป็นคิวทำความสะอาดของเธอซึ่งเป็นวันที่เธอเองก็รอคอย เพราะจะได้ถือโอกาสมาเจอหน้าลูกชายด้วย แต่ไม่รู้ว่าระหว่างนั้นเกิดอะไรขึ้นบ้างเพราะพอเดินเข้ามาก็รู้สึกได้ว่าบรรยากาศมันแปลก ๆ ชอบกล

"หมอกลืมไปเลยว่าวันนี้แม่จะมาทำความสะอาด แต่ทำไมวันนี้ถึงมาเช้าจังล่ะครับ นี่ยังไม่ 8 โมงเลยนะ"

"ก็แม่จะมาดู ว่าลูกแม่ทำงานเป็นยังไงบ้าง คุณกฤษคะ ลูกดิฉันทำงานเป็นยังไงบ้าง ป่วนคุณหรือเปล่า ถ้าเขาทำอะไรเกินเลยดิฉันต้องขอโทษแทนด้วยนะคะ"

"ป่วนอะไรกันแม่ พูดอย่างกับหมอกเป็นเด็กไปได้ หมอกทำงานเป็นพี่เลี้ยงคนแล้วนะ"

ขณะที่มารุตพูด กฤษณะก็หัวเราะหึหึในลำคอ ทำเอามารุตถึงกับต้องหันมาค้อนขวับให้จนแม่เขาแอบตีแขนเจ้าตัวเบา ๆ

"เดี๋ยวเถอะลูก อยู่บ้านคุณเขาก็ทำตัวดี ๆ ผู้ใหญ่เขาจะได้เอ็นดู"

"เคยเอ็นดูที่ไหนล่ะครับ แต่ช่างเถอะ นี่แม่ดูสิ ผื่นแดงที่ขาถุงแป้งดีขึ้นแล้วนะ"

ไม่ว่าเปล่ามารุตแง้มเปิดผ้าอ้อมของถุงแป้งที่มัดผูกไว้หลวม ๆ ให้แม่ตัวเองดูด้วยความภาคภูมิใจราวกับได้ทำภารกิจอันยิ่งใหญ่สำเร็จลุล่วงไปด้วยดี

"ไหนใครบอกไม่เด็ก ทำแค่นี้ยังจะมาอวดแม่อีก อ่ะนี่จ้ะแม่ซื้อกับข้าวแล้วก็อาหารสดมาเผื่อไว้ให้ แม่ฝากจัดการให้คุณกฤษด้วยนะลูก เดี๋ยวแม่จะรีบไปทำความสะอาดก่อน จะได้มีเวลาคุยกัน

"คร้าบ หมอกว่าจะไปตลาดอยู่พอดี แต่แม่ก็จัดการให้ก่อน สบายหมอกเลย"

มารุตพูดพลางส่งเจ้าตัวเล็กที่ยังอยู่ในอ้อมกอดลงไปนั่งเล่นตรงพื้นที่คอกกั้นเด็ก ก่อนจะเขาจะไปตระเตรียมมื้อเช้าให้ทั้งคุณพ่อและลูก ไม่ได้รู้เลยว่าตัวเองตกอยู่ในสายตาของผู้เป็นเจ้าของบ้านทุกการแสดงออกทุกการกระทำ

-- มีมุมอ้อน ๆ แบบนี้กับเขาด้วยงั้นเหรอมารุต นึกว่าจะเถียงเก่งอย่างเดียวซะอีก –

------

เนื่องจากวันนี้เป็นวันพักผ่อนและกฤษณะเองก็ยังไม่ได้กำหนดวันหยุดสำหรับงานของมารุตให้แน่ชัด เขาจึงปล่อยให้มารุตได้มีเวลาคุยกับแม่ตัวเองตามสมควร ดูแล้วแม่ลูกคู่นี้มีความสัมพันธ์ที่ค่อนข้างดีต่อกันทีเดียว เห็นได้จากคำพูดและแววตาของคนทั้งคู่ ทำให้เขาอดนึกถึงภรรยาที่ล่วงลับของตัวเองไม่ได้ เขาคงจะไม่มีวันได้เห็นภาพเธอตอนแก่นั่งคุยกับลูกสาวด้วยความรักและเอ็นดูแบบนี้แล้ว

"ถ้าอย่างนั้นมีอะไรก็โทรหาแม่นะลูก ดูแลน้องดี ๆ อย่าไปก่อเรื่องปวดหัวให้คุณกฤษเขาล่ะ เข้าใจไหมจ๊ะ"

"โถ่ แม่ก็ หมอกไม่ทำแบบนั้นหรอกครับ ถ้าคุณเขาไม่ทำหมอกก่อน"

"หมอก"

"ครับ ๆ หมอกจะตั้งใจทำงาน จะไม่ทำให้ใครเดือดร้อน แม่หายห่วงได้ กลับบ้านดี ๆ นะครับ หมอกไม่ได้ไปส่งแม่นะ"

มารุตกอดแม่แน่นเพื่อเติมพลังล๊อตสุดท้ายให้กับตัวเองก่อนที่แม่ของเขาจะเดินออกพ้นประตูไป หลังจากที่แม่ของมารุตกลับไปแล้ว ในบ้านก็กลับสู่ความเงียบงันอีกครั้ง วันหยุดแบบนี้กฤษณะมักจะเลือกอยู่บ้านมากกว่าออกไปไหน เพราะปกติที่ผ่านมามันคือวันหยุดของเขาและยังวันหยุดของพี่เลี้ยงด้วย ดังนั้นอยู่บ้านเลี้ยงลูกจึงเป็นหนทางที่สะดวกที่สุด แต่ตอนนี้เขามีมารุตแล้ว ดังนั้นก็เลยทำให้ผ่อนคลายตัวเองได้และเริ่มที่จะทำอะไรได้สะดวกมากขึ้น ไม่ต้องคอยห่วงหน้าพะวงหลังกลัวลูกจะเล็ดรอดสายตา

"คุณกฤษครับ แถวนี้มีสวนสาธารณะหรือที่เดินเล่นบ้างไหม"

"สวนสาธารณะใหญ่ ๆ ต้องขับรถไปอีกหน่อย แต่ถ้าจะเป็นสวนขนาดเล็ก ๆ ก็พอมี อยู่กลางหมู่บ้านนี่เอง นายถามทำไม"

"ก็ผมกะว่าจะพาถุงแป้งออกไปเดินเล่นหน่อย"

"ไม่ได้"

"ทำไมล่ะครับ อย่างน้อยพาถุงแป้งออกไปรับแดดรับลม ไปเจอสภาพแวดล้อมใหม่ ๆ บ้าง ดีกว่าอุดอู้อยู่แต่ในห้องนะ"

"พี่เลี้ยงคนก่อนหน้าพาลูกฉันออกไปข้างนอก กลับมาถึงบ้านก็ป่วย ตัวอะไรไม่รู้กัดลูกฉันจนเนื้อตัวเป็นจ้ำ ๆ ฉันไม่อยากให้พายัยหนูออกไป"

"เฮ้อ ดูสิถุงแป้ง พ่อจ๋าหนูใจร้ายอีกแล้ว ปากก็บอกจะให้โอกาส แต่พอถึงเวลาก็ไม่เคยทำอย่างที่พูดเลย"

กฤษณะถอนหายใจ เขาหันไปหามารุตซึ่งกำลังพูดจากระทบกระเทียบเขาอยู่ เด็กคนนี้ร้ายไม่เบา รู้จักใช้คำพูดจี้ใจดำทำให้เขาต้องยอมทุกที

"ถ้าคุณไม่ไว้ใจผมขนาดนั้น คุณจะไปด้วยก็ได้นะครับ เผื่อคุณอยากจะพาลูกออกไปเดินเล่น"

"ฉันเนี่ยนะ"

"ก็ใช่น่ะสิครับ ไหน ๆ คุณก็หยุดทั้งที จะไม่ใช้เวลากับลูกหน่อยเหรอ นี่ก็บ่ายคล้อยแล้วอากาศไม่ร้อนเท่าไหร่ด้วย"

กฤษณะนิ่งไป นั่นสินะ นับตั้งแต่มีลูก เขานึกไม่ออกเลยว่าเคยพาครอบครัวไปเที่ยวเล่นอีกตอนไหน

"ฉันกลัวเขาจะงอแง รบกวนคนอื่นเปล่า ๆ "

"เด็กร้องไห้ก็เป็นเรื่องปกตินี่ครับ แต่ผมไม่เห็นว่าถุงแป้งจะงอแงเลย เป็นเด็กดีจะตาย ใช่ไหมครับสาวน้อย"

"แอ๊"

ลูกสาวตัวน้อยที่กำลังนั่งพิงกับคอกกั้นหันมาทางมารุต ส่งเสียงอ้อแอ้ให้เหมือนรู้ว่าเขากำลังคุยด้วย สองมือเล็กนั่นกำลังหยิบจับเอาตุ๊กตาหมาน้อยสีขาวเข้าปาก แต่ตัวมันมีขนาดใหญ่กว่าจึงทำได้แค่เพียงเอาปากจูจุ๊บและแก้มถูไถเท่านั้น

เมื่อเห็นคนเป็นพ่อนิ่งงันราวกับไม่มั่นใจ มารุตจึงอาสาจัดการเองทุกอย่าง เขาเตรียมชงนม น้ำ ผ้าอ้อม รถเข็นเด็กและอีกสารพัดที่พอจะอำนวยความสะดวกให้ได้ เตรียมพร้อมจนกฤษณะยอมแพ้ให้กับความตั้งใจของเขา

สุดท้ายกฤษณะจึงตัดสินใจเลือกพาไปลูกไปเดินเล่นที่สวนสาธารณะใหญ่ที่ต้องขับรถไปอีกหน่อยเพียงเพราะอยากให้ลูกได้สัมผัสบรรยากาศที่ไกลออกไปจากบริเวณบ้าน และระหว่างทางที่ขับรถไป เขาก็อดไม่ได้ที่จะพูดสิ่งที่อยู่ในใจออกมา

"ถ้าลูกฉันป่วยขึ้นมาอีกล่ะก็ ฉันจะไม่ให้นายพายัยหนูออกไปไหนอีก"

"งั้นถ้าถุงแป้งไม่ป่วย ผมก็พาเขาออกไปเดินเล่นอีกได้ใช่ไหม"

"นายนี่มันต่อปากต่อคำเก่งเสียจริง"

"ผมไม่ได้ต่อปากต่อคำ ผมแค่ต่อรองในสิ่งที่ถุงแป้งควรจะได้รับต่างหาก"

กฤษณะส่ายหัวไม่รู้จะว่ายังไงดีแล้ว เขาเองก็ไม่อยากจะเอาใครต่อ ๆ ใครมาเทียบกัน แต่ถ้าให้ว่ากันตามตรงเขาก็ไม่เคยเห็นใครที่เหมือนมารุตมาก่อน แม้อายุจะอ่อนกว่าเขาหลายปี คำพูดคำจาก็เหมือนเด็กที่ยังไม่โต แต่ความรอบรู้และความรับผิดชอบนั้นเต็มเปี่ยมจนเขาเองยังต้องยอมรับ แต่คงจะไม่บอกหรือชมออกไปตรง ๆ หรอกไม่อย่างนั้นคงจะได้ใจเถียงเขาอีก

Lanjutkan membaca buku ini secara gratis
Pindai kode untuk mengunduh Aplikasi

Bab terbaru

  • สอนรักพ่อลูกอ่อน   36 ตอนจบ

    "หมอก""ครับ""มานี่หน่อย""คุณกฤษมีอะไรหรือเปล่าครับ""เปล่า แค่อยากเห็นหน้า""เล่นอะไรของคุณเนี่ย...ถ้าไม่มีไร ผมไปทำความสะอาดครัวต่อละ""มานี่ก่อน"มารุตจิ๊ปากแต่ก็เดินเข้าไปหา ในมือยังคงถือผ้าเช็ดโต๊ะไม่ยอมวาง พอไปถึงเขาก็ถูกรวบตัวจับให้นั่งลงบนตัก"ทำไมต้องให้ผมนั่งบนตักคุณด้วย ตัวผมไม่ใช่เบา ๆ นะ""ไว้ตัวใหญ่กว่าฉันก็ค่อยให้ฉันนั่งตักนายแทนก็ได้""ผมไม่ได้หมายความว่าอย่างนั้น ผมหมายถึผมนั่งข้าง ๆ คุณก็ได้ต่างหาก"มารุตกลอกตาไปมาก่อนจะพูดด้วยน้ำเสียงฮัดฮัด แต่ก็ดูเหมือนจะไม่ได้ระคายหูคนฟังนัก กฤษณะกอดคนตรงหน้าแน่นขึ้น เขาเกยคางลงบนบ่าอีกฝ่าย เลื่อนกรอบหน้าเข้าไปใกล้หูที่กำลังเริ่มขึ้นสีระเรื่อจนแนบชิด"ปีนี้นายอายุเท่าไหร่""ปีนี้ผม 26 แล้ว คุณถามทำไมครับ""ปีนี้ฉัน 33""ครับ ผมรู้อยู่แล้ว คุณห่างกับผมตั้ง 7 ปี เป็นพี่ผมได้สบาย ๆ ""ถ้าอย่างนั้นทำไมไม่เรียกฉันพี่ซะล่ะ""ได้ไงล่ะครับ คุณโตกว่าผมมากแถมยังเป็นเจ้านายผมกับแม่ด้วย""แต่ฉันว่ามันฟังดูห่างเหิน เรื่องว่าจ้างก็ปล่อยให้เป็นเรื่องว่าจ้าง แต่เรื่องความสัมพันธ์นายก็ต้องปล่อยให้มันเป็นไปตามที่ควรเป็นสิ""เอ่อ ผม""ฉันขอมากไปงั

  • สอนรักพ่อลูกอ่อน   35 จริงจังแค่ไหน แค่ไหนเรียกจริงจัง

    "คุณกฤษครับ แป้งน้อยไม่สบาย ผมพาไปหาหมอมาแล้ว....ครับ....มีไข้แต่ตอนนี้ไข้เริ่มลดแล้ว...ครับ...เจอกันตอนเย็นครับ"มารุตวางสายก่อนจะหันมาดูเจ้าตัวเล็กที่นอนกระสับกระส่ายอยู่บนที่นอนของตัวเองอย่างน่าสงสาร หลายวันที่ผ่านมาพวกเขาคงจะพาไปตากแดดตากลมมากไปหน่อยจึงทำให้ล้มป่วย"หายไว ๆ นะเด็กดี"เมื่อเห็นว่าถุงแป้งหลับสนิทแล้วร่างโปร่งก็เดินออกมาด้านนอกเพื่อเตรียมอุปกรณ์เช็ดตัว ปกติแล้วมารุตไม่ค่อยมีปัญหาเรื่องการดูแลเด็กสักเท่าไหร่ หากเรื่องไหนเขาไม่แน่ใจก็มักจะโทรถามแม่ตัวเองอยู่ตลอด แต่กับเรื่องเจ็บไข้ได้ป่วย แม่เขาจะบอกให้เขาจำใส่ใจไว้เสมอว่าอันดับแรกที่ควรทำก็คือพาเด็กส่งถึงมือหมอให้เร็วที่สุด และนั่นก็เป็นคำแนะนำที่ดีมากสำหรับเขาระหว่างนั้นมารุตก็แวะเข้าไปดูถุงแป้งอยู่ตลอด เธอจะร้องงอแงบ้างเมื่อรู้สึกไม่สบายตัว ทำให้มารุตต้องคอยอยู่ปลอบจนสงบเป็นระยะ ๆ"ยัยหนูเป็นยังไงบ้าง""คุณกฤษ ทำไมรีบกลับล่ะครับ แล้วงานล่ะ"จู่ ๆ กฤษณะก็เดินทางกลับมาถึงบ้านหลังจากที่วางสายจากมารุตไปได้ไม่ถึงชั่วโมง"ฉันเป็นห่วงลูก เลยลางานครึ่งวันน่ะ"กฤษณะเดินเข้ามาในห้องของลูก เขายังไม่ทันจะวางสัมภาระที่พกติดตัวม

  • สอนรักพ่อลูกอ่อน   34 คำตัดสิน

    ถึงวันฟังคำตัดสิน กฤษณะขอลางานเดินทางไปศาลพร้อมกับลูกและมารุต หลายอาทิตย์ที่ผ่านมาพวกเขามีชีวิตที่ค่อนข้างกดดันเพราะต้องแบกรับเรื่องต่าง ๆ เอาไว้กับตัวทั้งหมด แม้แต่แม่บ้านรุ่งรัตน์ มารุตเองก็ไม่ได้เล่าอะไรให้ฟังเพราะไม่อยากให้แม่ไม่สบายใจ"ตาาาาาาา พ่อจ๋า ตาาา"คำเรียกที่จากปากเจ้าตัวเล็กหลังจากที่ยกมือไหว้ตามคนเป็นพ่อและพี่เลี้ยงทำให้นพพลถึงกับหยุดชะงัก นี่หลานเขาโตจนพูดได้ขนาดนี้แล้วเชียวหรือ สุดท้ายแม้ไม่อยากจะรับไหว้แต่ก็ต้องจำยอมพยักหน้าให้ครอบครัวเจ้าตัวน้อย เพียงเพราะอยากเห็นรอยยิ้มของหลาน"ไป ไป หม่ามา ไป ไป"เจ้าตัวเล็ก ส่งเสียงเป็นนกแก้วนกขุนทอง เธอเรียกคนนั้นทีคนนี้ทีแล้วโบกไม้โบกมือทักทายคนไปทั่ว แถมยังเดินคล่องขึ้นกว่าเดิมมาก ไม่เหมือนตอนเล็ก ๆ ที่ไม่ว่าใครก็เข้าใกล้ไม่ได้ส่วนอภิญญาพอได้เห็นหน้าหลานก็ถึงกับน้ำตาซึม เพราะระหว่างที่ฟ้องร้องกันอยู่ เธอไม่มีโอกาสจะได้เจอหลานเลย จะแอบติดต่อก็ลำบาก แต่พอได้เห็นถุงแป้งถือของเล่นที่เคยซื้อให้มาด้วยก็แอบดีใจอยู่ลึก ๆการทักทายดูจะจบลงแค่นั้นก่อนที่พวกเขาจะเดินแยกจากกันไป ส่วนกฤษณะไม่ได้รีรออะไร เขาเดินไปติดต่อเจ้าหน้าที่ศาลเพื่อ

  • สอนรักพ่อลูกอ่อน   33 คู่คิด

    เวลาล่วงเลยมากว่าสองเดือนหลังจากได้หมายศาล แม้กฤษณะจะไม่ได้มีคนรอบข้างในชีวิตมากนัก แต่เขายังโชคดีที่ได้ทนายฝืมือดีเป็นรุ่นพี่จากที่ทำงานเก่า ตามจริงเขารู้สึกแค่เพียงว่าการต่อสู้เพื่อแย่งชิงสายเลือดเดียวกันมันเป็นเรื่องที่สูญเปล่า แต่หากว่ามันจำเป็นที่จะต้องพิสูจน์ตัวเองว่าเขาดีพอที่จะได้เลี้ยงดูลูกต่อไปหรือไม่ เขาก็พร้อมที่จะทำวันนี้ทนายเดินทางมาหาเขาที่บ้าน พร้อมกับสอบถามข้อมูลและหาหลักฐานอื่น ๆ ประกอบเพิ่มเติม"วันที่ศาลนัดไกล่เกลี่ย โจทย์ส่งเพียงทนายมาเจรจา ซึ่งจากที่เราได้พยายามหาข้อตกลงร่วมกัน มันไม่เป็นผลสำเร็จ ดังนั้นเราต้องเตรียมข้อมูลหลักฐานไปสู้กันต่อ ศาลนัดสืบพยานในอีกสองอาทิตย์ข้างหน้า กฤษ นายยังโชคดีนะที่ได้จดทะเบียนสมรส ถ้าว่าตามข้อนี้นายได้เปรียบแน่นอนเพราะเป็นพ่อที่ชอบด้วยกฏหมาย""ผมมีโอกาสที่จะเสียลูกมากน้อยแค่ไหนครับพี่เอก"กฤษณะพูดพลางหันไปมองมารุตที่นั่งอยู่ไม่ไกลกันนัก สิ่งที่เขากังวลใจอีกเรื่องก็คือเรื่องของคนข้าง ๆ เพราะเรื่องของพวกเขาสองคนก็เป็นข้อเท็จจริงอีกข้อที่อีกฝ่ายจะยกข้อนี้ขึ้นมาอ้างได้"ว่ากันตามหลักกฏหมาย ไม่มีข้อไหนที่ห้ามผู้ปกครองที่คบหาเพศเดียวกั

  • สอนรักพ่อลูกอ่อน   32 ตัดขาด

    วันนี้กฤษณะพาลูกมาเยี่ยมคุณตาคุณยายอย่างเคย สายตาหลายคู่ที่เคยมองเขาด้วยความเป็นกันเองได้แปรเปลี่ยนเป็นความเย็นชาและเพิกเฉย ซึ่งกฤษณะไม่ได้สนใจเท่าไหร่นัก มีก็แต่มารุตที่ยังไม่ชินและรู้สึกอึดอัดตลอดเวลาที่อยู่ที่นี่กฤษณะยกมือขึ้นตบบ่าคนตรงหน้าเบา ๆ เป็นการให้กำลังใจ แต่ก็ไม่พ้นสายตาคนรอบข้างที่คอยจ้องจับผิดพวกเขาอยู่แทบจะทุกวินาที"ไม่เป็นไรนะ""ครับ"มารุตส่งยิ้มตอบ ตามจริงคนที่อยากได้กำลังใจมากที่สุดควรจะเป็นกฤษณะมากกว่า แต่คนตัวโตกลับไม่เผยความรู้สึกให้ใครรู้ นั่นจึงเป็นสาเหตุว่าทำไมคนรอบข้างถึงเข้าใจผิดคิดว่าเขาไร้ความรู้สึก ทั้ง ๆ ที่หากได้ใกล้ชิดกันจริง ๆ กฤษณะคือคนที่เอาใจใส่คนอื่นดีมากคนหนึ่ง"เห็นอกเห็นใจกันเหลือเกินนะ"นพพลพูดขึ้นอย่างไม่มีอ้อมค้อม เขานึกว่าหากอภิญญาได้เกลี้ยกล่อมให้กฤษณะยอมเลิกจ้างมารุตตามที่ร้องขอ อาจจะทำให้เขาใจอ่อนขึ้นมาบ้าง แต่กฤษณะกลับเพิกเฉย มิหนำซ้ำยังพามารุตมาด้วยราวกับไม่เห็นหัวเขา"ฉันไม่คิดว่าแกจะกล้าหักหลังลูกสาวฉัน ถึงขั้นเอาลูกจ้างมาแทนที่ แถมยังเป็นผู้ชายด้วยกันอีก"คำพูดขอพ่อตาทำให้ทุกคนที่อยู่ในบ้านเงียบไปตาม ๆ กัน"แกเงียบแบบนี้ แสดงว่าแก

  • สอนรักพ่อลูกอ่อน   31 แพ้ทางพ่อลูกอ่อน

    หลังจากที่กฤษณะขอมารุตคบอย่างจริงจัง ดูเหมือนว่าพี่เลี้ยงคนที่มั่นใจในตัวเองสูง คนที่กล้าเดินหน้าบอกความรู้สึกก่อน จะกลายเป็นคนละคนไปแล้ว มารุตไม่ยอมสบตาตอนคุย เขาพูดน้อยลงกว่าเดิมมาก แถมยังออกอาการเขินอายยิ่งกว่าเดิมเสียอีก กฤษณะจึงปล่อยให้เขาได้ปรับตัว ไม่เร่งรีบอะไร พวกเขากลับไปเตรียมตัวที่ห้องอีกครั้งและกลับมานั่งพักผ่อนที่ริมชายหาดกันเงียบ ๆ"อ๊าย! จา จ้าาา"ถุงแป้งส่งเสียงร้องดังลั่น เมื่อถูกปล่อยให้คลานเล่นบนชายหายเม็ดเนียนละเอียด ชุดว่ายน้ำสีแดงสดลายก้อนเมฆเด่นสะดุดตา เรียกได้ว่าคลานไปไหนก็หาเจอส่วนผู้ใหญ่ทั้งสองคนอยู่ในชุดกางเกงว่ายน้ำกับเสื้อเชิ้ตแขนสั้นทั้งคู่ คนเป็นพี่เลี้ยงพาเจ้าตัวเล็กนั่งก่อปราสาททรายอยู่ใต่ร่มไม้ ส่วนกฤษณะก็นอนดูมารุตกับลูกอยู่บนเก้าอี้ชายหาด ลมยามบ่ายแก่ ๆ กับกลิ่นของทะเลชวนให้รู้สึกดีทีเดียว"ดูนั่นสิ พวกเขาพาลูกน้อยมาเที่ยวล่ะ""ใช่เหรอ ฉันว่าเด็กอาจจะเป็นญาติกันกับสองคนนั้นก็ได้นะ""ไม่รู้สิ ถ้าอย่างนั้นแล้วแม่เด็กไปไหน ปกติแม่จะหวงลูกอย่างกับอะไรดี ตัวแค่นี้ไม่น่าปล่อยให้ออกมาเล่นแบบนี้กับคนอื่นได้นะ""อืม น่าคิด"บทสนทนาที่ดังอยู่ด้านหลัง ทำให้ก

  • สอนรักพ่อลูกอ่อน   8 การเปลี่ยนแปลง

    -- แกร๊ก –เสียงประตูเปิดออกท่ามกลางความมืดมิดภายในบ้าน แสงที่สาดจากทางด้านนอกช่วยให้คนที่เพิ่งจะเดินเข้ามาด้านในปรับโฟกัสสายตาได้ง่ายขึ้น ทำไมมารุตถึงได้ปล่อยให้บ้านมืดได้ขนาดนี้ทุกอย่างภายในบ้านเงียบเชียบผิดปกติ ทำให้กฤษณะรู้สึกใจไม่ดี เขานึกไปถึงเหตุการณ์วันนั้น วันที่เขาสูญเสียสิ่งสำคัญที่สุดใน

  • สอนรักพ่อลูกอ่อน   7 เดินเล่น

    "ขอโทษนะคะ พอจะทราบไหมคะว่าหมู่บ้านนี้อยู่ตรงไหน"ผู้หญิงคนหนึ่งสะพายเป้แบคแพคเดินสวนมา เห็นพวกเขากำลังเดินรับลมเล่นอยู่พอดีก็เลยเข้ามาถามทาง กฤษณะมองดูตามแผนที่ที่เธอชี้ก่อนจะพยักหน้าเป็นเชิงว่ารู้คำตอบ เขาอธิบายให้เธอฟังคร่าว ๆ ถึงวิธีการเดินทางไปยังหมู่บ้านที่เธอตามหา"ขอบคุณนะคะ"ผู้หญิงคนนั้นเอ

  • สอนรักพ่อลูกอ่อน   5 ราบรื่นเหมือนคลื่นซัด

    วันนี้เป็นวันแรกที่มารุตจะเริ่มต้นใช้ชีวิตในฐานะของพี่เลี้ยงเด็กเต็มตัว เขาเดินทางมาที่บ้านของกฤษณะแต่เช้าตรู่เพื่อรับมอบหน้าที่ แต่ดูเหมือนเจ้าตัวจะไม่ได้มีความตื่นเต้นหรือกังวลใจเลยสักนิด"ถุงแป้งงงงงงงงง"ยังไม่ทันที่เจ้าของบ้านจะได้พูดอะไร เจ้าของน้ำเสียงโทนนุ่มก็เอ่ยทักทายลูกบ้านตัวน้อยที่กำลัง

  • สอนรักพ่อลูกอ่อน   4 ทดลองงาน (2)

    -- ติ๊งต่อง –ผ่านไปไม่ถึงชั่วโมง มารุตก็กับมาพร้อมกับข้าวของที่หอบมาอย่างพะรุงพะรัง ขณะที่เขากำลังจะเคาะประตูขอเข้าบ้าน ก็ได้ยินเสียงดังมาจากด้านใน ดูเหมือนว่าเจ้าของบ้านกำลังมีแขก"ถ้าพี่เลี้ยงลูกไม่ได้ ก็ยกเด็กให้เราเถอะ""พี่ไม่ให้ นั่นลูกพี่""ลูกพี่งั้นเหรอ แล้วพี่ดูแลเด็กยังไง ถึงได้มีแต่ผดผื

Bab Lainnya
Jelajahi dan baca novel bagus secara gratis
Akses gratis ke berbagai novel bagus di aplikasi GoodNovel. Unduh buku yang kamu suka dan baca di mana saja & kapan saja.
Baca buku gratis di Aplikasi
Pindai kode untuk membaca di Aplikasi
DMCA.com Protection Status