LOGIN-- แกร๊ก –
เสียงประตูเปิดออกท่ามกลางความมืดมิดภายในบ้าน แสงที่สาดจากทางด้านนอกช่วยให้คนที่เพิ่งจะเดินเข้ามาด้านในปรับโฟกัสสายตาได้ง่ายขึ้น ทำไมมารุตถึงได้ปล่อยให้บ้านมืดได้ขนาดนี้
ทุกอย่างภายในบ้านเงียบเชียบผิดปกติ ทำให้กฤษณะรู้สึกใจไม่ดี เขานึกไปถึงเหตุการณ์วันนั้น วันที่เขาสูญเสียสิ่งสำคัญที่สุดในชีวิต ภาพมุมเดิม เวลาเดิม ทำให้ความรู้สึกเดิม ๆ ค่อย ๆ ผุดขึ้นมาหลอกหลอนเขาทีละนิด อยู่ ๆ เขาก็รู้สึกร้อนจนเหงื่อแตกเต็มตัวเหมือนจะหายใจไม่ออก
"แอ๊"
เสียงลูกสาวตัวน้อยร้องดังขึ้นทำให้กฤษณะได้สติ เขารีบกดเปิดไฟด้วยความร้อนใจและมองหาต้นเสียง ภาวนาไม่ให้มีอะไรร้ายแรงเกิดขึ้น
ภาพแรกหลังจากที่ไฟสว่างปรากฏร่างของคนสองคนอยู่ในคอกกั้นเด็กตรงห้องรับแขก ลูกสาวตัวน้อยของเขากำลังนั่งส่งเสียงอ้อแอ้ ใช้สองมือเล็ก ๆ นั่นแตะเบา ๆ ที่ใบหน้าของพี่เลี้ยงหนุ่มที่นอนเหมือนคนไม่ได้สติ เห็นดังนั้นกฤษณะก็วิ่งแทบไม่คิดชีวิต
"มารุต!! ...หมอก!!! ตื่นสิ!! "
กฤษณะนั่งคุกเข่า โอบร่างที่นอนแน่นิ่งขึ้นบนหน้าตัก ตบใบหน้าเกลี้ยงเกลานั่นไม่เบามือนัก เขาทั้งเรียกทั้งเขย่าตัวกลัวว่าอีกฝ่ายจะเป็นอะไร
"อือออออ"
"หมอก นายเป็นอะไร เจ็บตรงไหน"
"….อะไรของคุณครับ อยู่ดี ๆ ก็มาตะโกนโหวกเหวกโวยวาย ตบผมเล่นแบบนี้ผมเจ็บนะ ฮ้าววววว"
มารุตยกมือปิดปากหาวหวอด เขาแค่กะจะนอนเล่นเป็นเพื่อนเจ้าตัวเล็กเท่านั้น แต่ไม่รู้ว่าเผลอหลับไปด้วยตั้งแต่ตอนไหน รู้ตัวอีกทีก็มานอนหนุนอยู่บนตักของอีกฝ่ายแล้ว
"นายแค่หลับงั้นเหรอ"
"แอะ แอ๊"
ในขณะที่กฤษณะอยู่ในความสับสน ถุงแป้งก็ค่อย ๆ เกาะและพยายามตะเกียกตะกายปีนป่ายขึ้นมาบนตักเขาด้วยเช่นกัน
"คุณกฤษ ถุงแป้งกำลังปีนตักคุณ อื้อออออ"
"อย่าส่งเสียงสิ เดี๋ยวลูกฉันตกใจ"
กฤษณะยกมือขึ้นปิดปากมารุตในทันทีพลางใช้มืออีกข้างคอยประคองลูกไว้ ใจจริงเขาอยากจะต่อว่ามารุตด้วยซ้ำว่า ทำไมถึงได้กล้ามาหลับทิ้งเด็กไว้ลำพังแบบนี้ แต่นี่เป็นครั้งแรกที่ลูกสาวตัวน้อยพยายามเข้าหาเขาทำให้กฤษณะไม่กล้าทำอะไรบุ่มบ่าม จากที่จะอยากจะผลักไสอีกคนที่เขาอุตส่าห์เป็นห่วงอออกไปให้พ้นตัว กลับกลายเป็นต้องยอมนั่งนิ่งเพราะอยากไม่อยากให้ลูกตกใจร้องไห้งอแงเหมือนที่ผ่านมา
"นายช่วยอยู่นิ่ง ๆ อย่างนี้ไปก่อนนะ"
มารุตค่อย ๆ แกะมือใหญ่ออกพลางเหลือบมองคนที่เขานอนหนุนตักอยู่ ปากก็บอกไม่ชอบ แต่พอเป็นลูกสาวตัวน้อยเข้าหน่อยกฤษณะก็เปลี่ยนน้ำเสียงและสีหน้าทันที
"คุณพ่อปากแข็ง"
"ว่าไงนะ"
"จุ๊ ๆ อย่าเสียงดังสิครับ เดี๋ยวแป้งน้อยจะหนีนะ"
"แล้วฉันต้องทำไงต่อ ฉันอุ้มได้เลยไหม"
กฤษณะถามก่อนจะค่อย ๆ เปลี่ยนเป็นท่านั่งขัดสมาธิ มีมารุตนอนหนุนตักและมีลูกน้อยยืนขนาบข้าง
"ที่จริงควรช่วยประคองดีกว่า เพราะถุงแป้งอยู่ในช่วงหัดตั้งไข่ ถ้าเธอยืนได้เองเธอจะภูมิใจในตัวเอง และอยากทำอย่างอื่นต่อ"
"ทำไมอยู่ ๆ ถุงแป้งถึงเข้าหาฉัน"
"ทำไมคุณถึงถามอะไรแปลก ๆ แบบนั้น คุณเป็นพ่อเธอนะ"
"แต่ลูกกลัวฉัน เธอจะร้องไห้ทุกครั้งที่อยู่กับฉันหรือไม่ก็ทุกครั้งที่ฉันเสียงดัง ฉันถึงไม่อยากอยู่ใกล้ยัยหนู"
มารุตเริ่มจะเข้าใจอะไรมากขึ้น ที่แท้กฤษณะก็พยายามมาตลอด เขาไม่ได้เกลียดลูกตัวเองเลย เพียงแต่ไม่รู้จะเข้าหาลูกยังไงมากกว่า พอถุงแป้งกำลังสนใจพ่อตัวเอง มารุตก็ค่อย ๆ พลิกตัวเองให้นอนคว่ำ ค่อย ๆ ขยับตัวถอยห่างเล็กน้อย ยกสองมือเท้าคางมองดูสองพ่อลูกเล่นด้วยกันพร้อมกับช่วยให้คำแนะนำไปด้วย
"ลูกสาวคุณน่ารักมากใช่ไหมล่ะ เดี๋ยวอีกหน่อยแป้งน้อยก็จะเริ่มหัดเดิน หัดพูด เดี๋ยวก็เถียงคุณเป็นแล้ว"
"เถียงเหมือนที่นายชอบทำน่ะเหรอ อย่าสอนลูกสาวฉันแบบนั้นเชียว"
"คุณขึ้นเสียงอีกแล้วนะ เบา ๆ สิครับ"
มารุตกระซิบแกล้ง แต่กฤษณะกลับเป็นจริงเป็นจัง เขาเงียบลงในทันทีและหันไปลูบปลอบลูกยกใหญ่ทั้ง ๆ ที่ยังไม่มีอะไร ส่วนเจ้าตัวเล็กก็ยังคงจดจ่ออยู่ที่พ่อตัวเอง เธอกอดแขนคนเป็นพ่อแล้วสูดดมกลิ่นด้วยความอยากรู้ ดูเหมือนว่ากฤษณะจะตื่นเต้นไม่น้อยที่เห็นลูกทำแบบนี้ เขาหันกลับมามองมารุตราวกับอยากจะให้ช่วยแนะนำต่อ
"คุณก็แค่ต้องมีเวลาให้แป้งน้อยหน่อย ตอนนี้เธอกำลังซึมซับสิ่งรอบตัว ถ้าเธอได้คลุกคลีกับคุณมากขึ้น คุณก็จะเข้าไปอยู่ในวงโคจรของเธอเอง แป้งน้อย ไหนยิ้มหวานซิ"
กฤษณะแทบจะอ้าปากค้าง เมื่อเห็นเจ้าตัวเล็กฉีกยิ้มจนตาหยีให้เห็นฟันกระต่ายคู่ล่างนั่น
"นี่ยัยหนูพูดรู้เรื่องแล้วเหรอ"
"พูดรู้เรื่องแล้วครับ มีแค่คุณนั่นแหละที่พูดไม่ค่อยรู้เรื่อง โอ๊ย"
กฤษณะบีบแก้มคนพูดราวกับวามันเป็นขนมมาร์ชเมลโล่ ถ้าไม่ได้เถียง ไม่ได้พูดจาหาเรื่องกันก็คงจะนอนไม่หลับสินะ
"คุณกฤษ คุณอย่าทำแบบนี้ต่อหน้าเด็กสิครับ เดี๋ยวถุงแป้งก็เอาไปทำตามหรอก คุณอยากให้ลูกคุณใช้กำลังตัดสินหรือไง"
"นายยั่วโมโหฉัน"
"เปล่าซะหน่อย ผมจะบอกคุณไว้เลยนะ ถ้าคุณโมโหอะไรมาล่ะก็ อย่าทำต่อหน้าลูกเด็ดขาด ไม่งั้นลูกคุณจะจำฝังใจ มันจะกลายเป็นภาพติดตาเขา"
"แล้วจะให้ฉันไประบายที่ตรงไหน เก็บไว้ไประบายกับนายทีหลังหรือไง"
"คุณกฤษ คุณจะเอาอารมณ์ของคุณไปลงที่ตรงไหนก็ได้ แต่ห้ามทำให้ถุงแป้งเห็น คุณเข้าใจใช่ไหมครับ "
มารุตชักสีหน้าเล็กน้อย เมื่อพยายามจะอธิบายเรื่องการแสดงออกต่อหน้าเด็กอ่อนให้ผู้ใหญ่อย่างกฤษณะเข้าใจตรงกัน แต่คำพูดของกฤษณะก็ทำให้เขารู้สึกขัดใจได้ทุกทีสิน่า
"หึหึ ระวังตัวไว้ดีๆ แล้วกัน"
ยิ่งพอได้ยิ่งประโยคนี้มารุตยิ่งมองค้อนเข้าไปใหญ่ แล้วไหนจะเสียงหัวเราะในลำคอที่ฟังแล้วน่าขนลุกนั่นอีกแต่ก็ต้องทำเป็นไม่ใส่ใจเพราะต้องเกรงใจสายตาแป๋ว ๆ ที่กำลังมองมาทางเขาอยู่
"ไหนแป้งน้อยส่งจูบโชว์พ่อจ๋าหน่อยเร็ว"
พอได้ที มารุตก็โชว์ความน่ารักของถุงแป้งให้กฤษณะเห็นยกใหญ่ เขาพูดพลางยกมือขึ้นแตะปากทำท่าส่งจูบ ส่วนเจ้าตัวเล็กก็ทำตามอย่างว่าง่าย จนกฤษณะอดที่จะขำกับท่าทางของมารุตไม่ได้
"เก่งจังเลย ไหนตบมือให้ตัวเองด้วย เย้"
พอมารุตปรบมือ ถุงแป้งก็ส่งเสียงหวีดเล็กแหลม สะบัดมือขยับไปมา แต่ยังทำมือประกบกันได้ไม่ดีนัก ตอนนี้เจ้าตัวเล็กขยับตัวมานั่งเล่นบนตักพ่อของตัวเองเรียบร้อย โดยที่กฤษณะไม่ต้องอุ้มเลยแม้แต่นิดเดียว
"แอะ อื้อออ"
"อะไรนะครับ ไหนพูดไหมซิ พี่หมอกไม่ได้ยินเลย"
กฤษณะยิ่งขมวดคิ้วสงสัยไปใหญ่ เมื่อมารุตยังคงทำท่าทีพูดคุยกับลูกสาวตัวน้อยของเขาประหนึ่งว่าคุยกันรู้เรื่อง
"แอ๊…อ้ำๆๆๆ อืออออ"
"อุ้ย ได้เวลาอ้ำ ๆ แล้วเหรอเนี่ย คุณกฤษ ผมฝากแป้งน้อยไว้สักครู่นะครับ ขอไปชงนมให้ถุงแป้งก่อน"
ว่าเสร็จก็รีบกระเด้งตัวลุกขึ้นโดยเร็ว เพราะเพิ่งจะรู้สึกตัวว่าเกือบได้เวลากินนมของเจ้าตัวเล็กแล้ว ที่จริงมันก็ถือเป็นเรื่องดีที่วันนี้เขาเผลอหลับ ไม่อย่างนั้นคงไม่ได้เห็นภาพน่ารัก ๆ ระหว่างพ่อลูกแน่ ๆ อีกอย่างเหตุการณ์วันนี้ทำให้มารุตเองรู้ว่า กฤษณะเป็นคนปากร้ายไปอย่างนั้นเอง เขาก็รู้จักห่วงคนอื่นเป็นเหมือนกัน
"เดี๋ย…"
ส่วนกฤษณะกำลังจะอ้าปากห้าม พี่เลี้ยงจอมขยันก็หายเข้าครัวไปเรียบร้อยแล้ว เขาไม่ได้จะรั้งไม่ให้มารุตไปชงนม แต่เขาไม่อยากให้มารุตทิ้งเขาไว้กับลูกลำพังต่างหาก ถ้าลูกเขานอนแล้วก็ว่าไปอย่าง แต่นี่ยัยหนูยังเล่นซนอยู่
คนเป็นพ่อมองตามเจ้าตัวน้อยที่คลานไปเกาะขอบรั้วกั้นทางฝั่งใกล้ประตูเข้าครัว ดูเหมือนว่าถุงแป้งจะติดพี่เลี้ยงคนนี้ไม่เบาทั้ง ๆ ที่เพิ่งจะเจอหน้ากันไม่ถึงสองอาทิตย์ด้วยซ้ำ เธอร้องอ้อแอ้ คล้ายจะพูดอะไรบางอย่างตามหลังมารุตไป
"อ้ามมมมมม อ้ำๆๆๆ "
พอมารุตหลุดจากกรอบสายตา เจ้าตัวเล็กก็เริ่มคลานวนรอบตัวกฤษณะไปมา หยุดบ้างคลานบ้างแต่ยังคงส่งเสียงพูดไม่หยุดปาก แถมยังยกมือขึ้นมาดูดราวกับว่านิ้วมือน้อย ๆ นั่นคือขนมหวาน กฤษณะทำอะไรไม่ได้มากนอกจากนั่งนิ่งเป็นก้อนหิน เฝ้าดูพฤติกรรมลูกสาวตัวเองอย่างไม่วางตาเพียงแค่อยากรู้ว่าเธอจะทำอะไรต่อ ไม่นานนักมารุตก็กลับมาพร้อมกับขวดนมขนาด 4 ออนซ์ ซึ่งไม่มากไม่น้อยเกินไปสำหรับเด็กวัยนี้
"ถุงแป้ง"
"แอะ แอ้"
"ถุงแป้ง"
"อ้ำๆๆ "
"ไหนใครหิวแล้วยกมือขึ้นเร็ว"
พอเห็นมารุตชูมือขึ้นเหนือหัว ถุงแป้งก็ทำบ้าง แม้จะอยู่ในท่านั่ง แต่ด้วยความที่กล้ามเนื้อของเด็กวัยนี้ยังไม่แข็งแรงดี พอขยับตัวไปมาก็เกือบจะหงายหลังคว่ำ ดีที่พ่อเธอนั่งอยู่ใกล้ ๆ จึงคว้าตัวเอาไว้ได้ทัน
"ระวังหน่อยสิลูก"
กฤษณะพยายามใช้น้ำเสียงนุ่มนวลที่สุดเท่าที่จะทำได้ เขาพูดไปตามสัญชาตญาณไม่ได้คิดว่าจะมีการตอบรับที่เขาเองก็คาดไม่ถึง
"แอ้…."
มารุตหลุดขำ เมื่อเห็นว่าจะตัวเล็กเริ่มจะใช้น้ำเสียงที่ฟังดูแข็งกร้าวขึ้น จากแต่ก่อนที่เอาแต่ร้องไห้เพราะกลัว แต่ตอนนี้เจ้าตัวเล็กกลับใช้น้ำเสียงข่มพ่อตัวเองแถมยังบ่นไม่หยุดเสียด้วย
"อั๊ย ๆๆ "
เสียงเล็กแหลมยังคงดังอย่างต่อเนื่องไม่ต่างอะไรไปจากเสียงหัวเราะของพี่เลี้ยงของเธอ
"นายขำอะไร"
"ฮ่า ๆ ก็ขำคุณน่ะสิ โดนลูกเถียงแล้วคุณรู้ตัวไหม"
"ลูกฉันพูดว่าอะไร"
ต่อให้เอาคนทั้งโลกมานั่งฟัง กฤษณะก็เชื่อว่าพวกเขาไม่เข้าใจแน่นอนว่าลูกสาวเขาพูดอะไร มารุตฉีกยิ้มด้วยความเป็นต่อ ต่อให้กฤษณะจะเก่งเรื่องงาน เก่งเรื่องอื่นมากแค่ไหน แต่เรื่องเกี่ยวกับเด็กกฤษณะต้องยอมให้เขา
"พ่อจ๋าดุเนอะถุงแป้งเนอะ"
"แอะ"
เจ้าตัวเล็กพยักหน้าตามมารุตในทันที บ่งบอกว่าเห็นด้วยชัดเจน
"แต่พี่หมอกไม่ดุเลยเนอะ"
"แอ้"
คราวนี้ถุงแป้งไม่ใช่แค่ส่ายหน้า แต่ส่ายทั้งตัวไปมาโดยยังคงมีมือใหญ่ของคนเป็นพ่อช่วยพยุงหลังให้ กลัวจะล้มไปอีก
"นายสอนอะไรให้ลูกฉัน มารุต"
"สอนอะไรกันคุณ นี่เป็นความเห็นของถุงแป้งคนเดียว ผมไม่ได้ก้าวก่ายความคิดเธอเลยนะ ไม่เชื่อคุณก็ลองถามดูสิ"
"ถุงแป้งว่าพ่อดุเหรอ"
เงียบไม่มีเสียงตอบกลับ ไม่มีแม้การพยักหน้า กฤษณะหันไปสบตากับมารุตในทันที เขาอยากรู้ว่ามันเกิดอะไรขึ้นทำไมลูกเขาถึงไม่ยอมตอบโต้เขา
"คุณต้องเรียกตัวเองว่าพ่อจ๋าสิครับ"
"พ่อจ๋าเนี่ยนะ"
"ใช่ครับ เพราะว่าผมเรียกคุณว่าพ่อจ๋าจนชินหูเธอแล้ว
"นายนี่มันจริง ๆ เลย…"
"คุณกฤษ คุณห้ามใช้คำพูดรุนแรงกับผมต่อหน้าเด็กด้วย"
มารุตเอ่ยปรามครั้งเพราะกลัวว่ากฤษณะจะเผลอไผลใช้คำพูดต่อว่าเขา กฤษณะได้แต่ส่ายหัว ต้องทำด้วยความจำยอมเพราะอยากจะคุยกับลูกสาวดูบ้างเหมือนกัน ขืนให้ล่ามจำเป็นคนนี้สอนอยู่คนเดียว คงได้ยัดอะไรแปลก ๆ ใส่หัวลูกเขาอีกแน่
"ก็ได้"
"แล้วก็เรียงประโยคให้ง่าย ๆ หน่อย"
"เรียงยังไง ฉันก็ถามคำถามง่ายสุดแล้ว"
"พ่อจ๋าดุไหม"
แม้จะเป็นคำถามที่มารุตต้องการให้คนเป็นพ่อพูด แต่พอมันออกมาจากปากเขา ถุงแป้งก็จำน้ำเสียงได้และตอบเขากลับในทันที
"อั๊ย ๆ ๆ ๆ "
มารุตขำจนตัวงอง นอนกลิ้งลงพื้นด้วยความขบขัน เพราะบางทีเขาเองก็หมั่นไส้พ่อเด็กจนอยากจะบ่นอะไรออกมาอีกร้อยแปดพันประการ แต่ก็ทำไม่ได้เพราะกลัวเด็กจะจำ แต่คนที่บ่นได้โดยไม่ต้องใส่ใจอะไรใครก็คือเจ้าตัวเล็กเสียเอง ทำเอากฤษณะอึ้งกิมกี่ไปเลย
"ไหนคุณลองถามลูกใหม่สิครับ ตั้งประโยคง่าย ๆ สั้น ๆ ถุงแป้งจะได้เข้าใจ"
"พ่อจ๋าดุเหรอ"
"แอ้ แอ๊"
แม้เสียงตอบกลับจะดูเหมือนเถียง แต่กลับทำให้กฤษณะยิ้มออก ลูกตอบเขาแล้ว แม้จะไม่รู้ว่ามันหมายความว่าอะไรก็ตาม แต่ฟังจากน้ำเสียงก็น่าจะเป็นอย่างที่มารุตบอก ลูกสาวตัวน้อยกำลังบ่นเขาอยู่
มารุตนั่งดูสองพ่อลูกคุยกันเงียบ ๆ มันช่างเป็นช่วงเวลาล้ำค่าที่หาได้ยาก แต่เขากลับรู้สึกว่ามันไม่สูญเปล่า
"อ้ำ ๆๆ "
"นี่ครับคุณกฤษ ให้นมลูกหน่อย"
กฤษณะลังเลแต่ก็รับขวดนมไปไว้ในมือ เจ้าตัวเล็กมองตามขวดนมด้วยแววตาเป็นประกาย หนูน้อยส่งเสียงพลางตบมือกระเถิบตัวตามด้วยความอยาก
"แอ๊ แอ้"
เมื่อไม่ได้ดั่งใจ เจ้าตัวเล็กก็ส่งเสียงเจื้อยแจ้วให้คนเป็นพ่ออีกครั้งพร้อมกับยื่นมือรอรับขวดนม กฤษณะไม่กล้าขัดใจลูกอีกจึงส่งให้พร้อมกับช่วยถือประคอง แม้ในตอนแรกถุงแป้งจะทั้งซน เขย่าขวดนมไปมาด้วยความสนุก แต่ผ่านไปไม่ถึง 5 นาทีก็ค่อย ๆ เริ่มเอนตัวลงและนอนพาดตัวลงบนตักของพ่อเธอเอง
"ถ้างั้นถ้าคุณอยากทำ คุณจะมาส่งแป้งน้อยเข้านอนกับผมก็ได้นะครับ"
มารุตพูดขึ้นระหว่างที่เจ้าตัวเล็กกำลังเพลิดเพลินกับการดูดขวดนมและยกแข้งยกขาถีบพ่อเธอไปด้วย แม้จะเล่นมาทั้งวันแล้วก็ตาม แต่สุดท้ายพลังกายก็ยังคงเหลือเฟืออยู่ดี
กฤษณะไม่ตอบอะไร เขานั่งนิ่งประคองลูกน้อยที่กำลังเล่นซนอยู่บนตักกว้างและยกขวดนมดูดไปด้วย แต่สายตากลับจ้องมารุตไม่วางตา
"คุณจ้องผมทำไม"
อยู่ดี ๆ มารุตก็เกิดอาการพิพักพิพ่วน ปั่นป่วนในท้องขึ้นมา สายตาของเจ้าของบ้านที่มองมาที่เขามันดูเหมือนกำลังซ่อนเร้นอะไรบางอย่างถึงขั้นทำให้เขาต้องหลบหันหน้ามองไปทางอื่น
"เปล่า"
มารุตหันกลับมาก็ยังคงถูกสายตาคู่เดิมจ้องมองอยู่ แถมอีกฝ่ายยังยกยิ้มมุมปากขึ้นมาเสียดื้อ ๆ
"ยิ้มอะไรของคุณ"
"เปล่า ฉันยิ้มให้ลูกฉันต่างห่าง"
เอาอีกแล้ว แม้จะได้ยินเต็มสองหูว่าไม่มีอะไร แต่มารุตก็ญังคงถูกจ้องไม่เลิก สายตาของคุณพ่อเลี้ยงเดี่ยวไม่ได้มองที่ลูกตัวเองตามที่ว่าเลยสักนิด
"ผมว่าคุณไปอาบน้ำดีกว่า ผมเตรียมกับข้าวไว้ให้แล้วถ้าคุณอยากจะกิน"
"…."
กฤษณะไม่ตอบแต่ก็ยังคงนั่งนิ่งในท่าเดิม เพิ่มเติมคือสายตาเริ่มจะยียวนกวนประสาทมารุตมากขึ้น
"คุณกฤษ!! "
"นายไม่ให้ฉันเสียงดัง นายก็ไม่ควรทำเหมือนกัน"
"…"
มารุตจิ๊ปาก ไม่กล้าพูดอะไรต่อ สิ่งที่เขาพร่ำบอกคนอื่นกลับย้อนมาเล่นงานตัวเองได้ทุกทีสิน่า
"ฉันไปก็ได้...งั้นก็ฝากดูยัยหนูด้วยล่ะ เดี๋ยวฉันจะมาช่วยนายส่งลูกเข้านอน"
กฤษณะพูดโดยที่สายตาไม่ได้วอกแวกไปไหนเลยแม้แต่น้อย ตอนแรกเขาก็แค่ทึ่งที่มารุตเปลี่ยนแปลงอะไรหลาย ๆ อย่างได้เร็วขนาดนี้ แต่ตอนนี้เขาเริ่มจะชอบวิธีการเลี้ยงลูกในแบบฉบับของมารุตเข้าแล้ว เพราะสิ่งที่คิดว่าเป็นปัญหามาตลอดมันถูกแก้ไขด้วยเพียงการทำความเข้าใจง่าย ๆ ทำให้ชีวิตที่แสนวุ่นวายของเขากลายเป็นเรื่องจิ๊บจ๊อยไปเลย สองมือใหญ่ค่อยประคองลูกส่งต่อให้พี่เลี้ยงที่กำลังทำหน้าตาบูดบึ้ง ก่อนจะเปลี่ยนท่าทีมายีหัวอีกฝ่ายเล่นด้วยความรู้สึกเอ็นดู
"หึหึ"
ทิ้งท้ายไว้เพียงเท่านั้นกฤษณะก็เดินเข้าห้องตัวเองไป แต่ไม่ได้รู้ตัวเลยว่ากำลังทำให้อีกฝ่ายใจเต้นโครมครามจนต้องแอบหยิกเนื้อตัวเอง
-- นี่คุณกฤษเขาไปกินอะไรผิดแปลกมาใช่ไหมเนี่ย --
"หมอก""ครับ""มานี่หน่อย""คุณกฤษมีอะไรหรือเปล่าครับ""เปล่า แค่อยากเห็นหน้า""เล่นอะไรของคุณเนี่ย...ถ้าไม่มีไร ผมไปทำความสะอาดครัวต่อละ""มานี่ก่อน"มารุตจิ๊ปากแต่ก็เดินเข้าไปหา ในมือยังคงถือผ้าเช็ดโต๊ะไม่ยอมวาง พอไปถึงเขาก็ถูกรวบตัวจับให้นั่งลงบนตัก"ทำไมต้องให้ผมนั่งบนตักคุณด้วย ตัวผมไม่ใช่เบา ๆ นะ""ไว้ตัวใหญ่กว่าฉันก็ค่อยให้ฉันนั่งตักนายแทนก็ได้""ผมไม่ได้หมายความว่าอย่างนั้น ผมหมายถึผมนั่งข้าง ๆ คุณก็ได้ต่างหาก"มารุตกลอกตาไปมาก่อนจะพูดด้วยน้ำเสียงฮัดฮัด แต่ก็ดูเหมือนจะไม่ได้ระคายหูคนฟังนัก กฤษณะกอดคนตรงหน้าแน่นขึ้น เขาเกยคางลงบนบ่าอีกฝ่าย เลื่อนกรอบหน้าเข้าไปใกล้หูที่กำลังเริ่มขึ้นสีระเรื่อจนแนบชิด"ปีนี้นายอายุเท่าไหร่""ปีนี้ผม 26 แล้ว คุณถามทำไมครับ""ปีนี้ฉัน 33""ครับ ผมรู้อยู่แล้ว คุณห่างกับผมตั้ง 7 ปี เป็นพี่ผมได้สบาย ๆ ""ถ้าอย่างนั้นทำไมไม่เรียกฉันพี่ซะล่ะ""ได้ไงล่ะครับ คุณโตกว่าผมมากแถมยังเป็นเจ้านายผมกับแม่ด้วย""แต่ฉันว่ามันฟังดูห่างเหิน เรื่องว่าจ้างก็ปล่อยให้เป็นเรื่องว่าจ้าง แต่เรื่องความสัมพันธ์นายก็ต้องปล่อยให้มันเป็นไปตามที่ควรเป็นสิ""เอ่อ ผม""ฉันขอมากไปงั
"คุณกฤษครับ แป้งน้อยไม่สบาย ผมพาไปหาหมอมาแล้ว....ครับ....มีไข้แต่ตอนนี้ไข้เริ่มลดแล้ว...ครับ...เจอกันตอนเย็นครับ"มารุตวางสายก่อนจะหันมาดูเจ้าตัวเล็กที่นอนกระสับกระส่ายอยู่บนที่นอนของตัวเองอย่างน่าสงสาร หลายวันที่ผ่านมาพวกเขาคงจะพาไปตากแดดตากลมมากไปหน่อยจึงทำให้ล้มป่วย"หายไว ๆ นะเด็กดี"เมื่อเห็นว่าถุงแป้งหลับสนิทแล้วร่างโปร่งก็เดินออกมาด้านนอกเพื่อเตรียมอุปกรณ์เช็ดตัว ปกติแล้วมารุตไม่ค่อยมีปัญหาเรื่องการดูแลเด็กสักเท่าไหร่ หากเรื่องไหนเขาไม่แน่ใจก็มักจะโทรถามแม่ตัวเองอยู่ตลอด แต่กับเรื่องเจ็บไข้ได้ป่วย แม่เขาจะบอกให้เขาจำใส่ใจไว้เสมอว่าอันดับแรกที่ควรทำก็คือพาเด็กส่งถึงมือหมอให้เร็วที่สุด และนั่นก็เป็นคำแนะนำที่ดีมากสำหรับเขาระหว่างนั้นมารุตก็แวะเข้าไปดูถุงแป้งอยู่ตลอด เธอจะร้องงอแงบ้างเมื่อรู้สึกไม่สบายตัว ทำให้มารุตต้องคอยอยู่ปลอบจนสงบเป็นระยะ ๆ"ยัยหนูเป็นยังไงบ้าง""คุณกฤษ ทำไมรีบกลับล่ะครับ แล้วงานล่ะ"จู่ ๆ กฤษณะก็เดินทางกลับมาถึงบ้านหลังจากที่วางสายจากมารุตไปได้ไม่ถึงชั่วโมง"ฉันเป็นห่วงลูก เลยลางานครึ่งวันน่ะ"กฤษณะเดินเข้ามาในห้องของลูก เขายังไม่ทันจะวางสัมภาระที่พกติดตัวม
ถึงวันฟังคำตัดสิน กฤษณะขอลางานเดินทางไปศาลพร้อมกับลูกและมารุต หลายอาทิตย์ที่ผ่านมาพวกเขามีชีวิตที่ค่อนข้างกดดันเพราะต้องแบกรับเรื่องต่าง ๆ เอาไว้กับตัวทั้งหมด แม้แต่แม่บ้านรุ่งรัตน์ มารุตเองก็ไม่ได้เล่าอะไรให้ฟังเพราะไม่อยากให้แม่ไม่สบายใจ"ตาาาาาาา พ่อจ๋า ตาาา"คำเรียกที่จากปากเจ้าตัวเล็กหลังจากที่ยกมือไหว้ตามคนเป็นพ่อและพี่เลี้ยงทำให้นพพลถึงกับหยุดชะงัก นี่หลานเขาโตจนพูดได้ขนาดนี้แล้วเชียวหรือ สุดท้ายแม้ไม่อยากจะรับไหว้แต่ก็ต้องจำยอมพยักหน้าให้ครอบครัวเจ้าตัวน้อย เพียงเพราะอยากเห็นรอยยิ้มของหลาน"ไป ไป หม่ามา ไป ไป"เจ้าตัวเล็ก ส่งเสียงเป็นนกแก้วนกขุนทอง เธอเรียกคนนั้นทีคนนี้ทีแล้วโบกไม้โบกมือทักทายคนไปทั่ว แถมยังเดินคล่องขึ้นกว่าเดิมมาก ไม่เหมือนตอนเล็ก ๆ ที่ไม่ว่าใครก็เข้าใกล้ไม่ได้ส่วนอภิญญาพอได้เห็นหน้าหลานก็ถึงกับน้ำตาซึม เพราะระหว่างที่ฟ้องร้องกันอยู่ เธอไม่มีโอกาสจะได้เจอหลานเลย จะแอบติดต่อก็ลำบาก แต่พอได้เห็นถุงแป้งถือของเล่นที่เคยซื้อให้มาด้วยก็แอบดีใจอยู่ลึก ๆการทักทายดูจะจบลงแค่นั้นก่อนที่พวกเขาจะเดินแยกจากกันไป ส่วนกฤษณะไม่ได้รีรออะไร เขาเดินไปติดต่อเจ้าหน้าที่ศาลเพื่อ
เวลาล่วงเลยมากว่าสองเดือนหลังจากได้หมายศาล แม้กฤษณะจะไม่ได้มีคนรอบข้างในชีวิตมากนัก แต่เขายังโชคดีที่ได้ทนายฝืมือดีเป็นรุ่นพี่จากที่ทำงานเก่า ตามจริงเขารู้สึกแค่เพียงว่าการต่อสู้เพื่อแย่งชิงสายเลือดเดียวกันมันเป็นเรื่องที่สูญเปล่า แต่หากว่ามันจำเป็นที่จะต้องพิสูจน์ตัวเองว่าเขาดีพอที่จะได้เลี้ยงดูลูกต่อไปหรือไม่ เขาก็พร้อมที่จะทำวันนี้ทนายเดินทางมาหาเขาที่บ้าน พร้อมกับสอบถามข้อมูลและหาหลักฐานอื่น ๆ ประกอบเพิ่มเติม"วันที่ศาลนัดไกล่เกลี่ย โจทย์ส่งเพียงทนายมาเจรจา ซึ่งจากที่เราได้พยายามหาข้อตกลงร่วมกัน มันไม่เป็นผลสำเร็จ ดังนั้นเราต้องเตรียมข้อมูลหลักฐานไปสู้กันต่อ ศาลนัดสืบพยานในอีกสองอาทิตย์ข้างหน้า กฤษ นายยังโชคดีนะที่ได้จดทะเบียนสมรส ถ้าว่าตามข้อนี้นายได้เปรียบแน่นอนเพราะเป็นพ่อที่ชอบด้วยกฏหมาย""ผมมีโอกาสที่จะเสียลูกมากน้อยแค่ไหนครับพี่เอก"กฤษณะพูดพลางหันไปมองมารุตที่นั่งอยู่ไม่ไกลกันนัก สิ่งที่เขากังวลใจอีกเรื่องก็คือเรื่องของคนข้าง ๆ เพราะเรื่องของพวกเขาสองคนก็เป็นข้อเท็จจริงอีกข้อที่อีกฝ่ายจะยกข้อนี้ขึ้นมาอ้างได้"ว่ากันตามหลักกฏหมาย ไม่มีข้อไหนที่ห้ามผู้ปกครองที่คบหาเพศเดียวกั
วันนี้กฤษณะพาลูกมาเยี่ยมคุณตาคุณยายอย่างเคย สายตาหลายคู่ที่เคยมองเขาด้วยความเป็นกันเองได้แปรเปลี่ยนเป็นความเย็นชาและเพิกเฉย ซึ่งกฤษณะไม่ได้สนใจเท่าไหร่นัก มีก็แต่มารุตที่ยังไม่ชินและรู้สึกอึดอัดตลอดเวลาที่อยู่ที่นี่กฤษณะยกมือขึ้นตบบ่าคนตรงหน้าเบา ๆ เป็นการให้กำลังใจ แต่ก็ไม่พ้นสายตาคนรอบข้างที่คอยจ้องจับผิดพวกเขาอยู่แทบจะทุกวินาที"ไม่เป็นไรนะ""ครับ"มารุตส่งยิ้มตอบ ตามจริงคนที่อยากได้กำลังใจมากที่สุดควรจะเป็นกฤษณะมากกว่า แต่คนตัวโตกลับไม่เผยความรู้สึกให้ใครรู้ นั่นจึงเป็นสาเหตุว่าทำไมคนรอบข้างถึงเข้าใจผิดคิดว่าเขาไร้ความรู้สึก ทั้ง ๆ ที่หากได้ใกล้ชิดกันจริง ๆ กฤษณะคือคนที่เอาใจใส่คนอื่นดีมากคนหนึ่ง"เห็นอกเห็นใจกันเหลือเกินนะ"นพพลพูดขึ้นอย่างไม่มีอ้อมค้อม เขานึกว่าหากอภิญญาได้เกลี้ยกล่อมให้กฤษณะยอมเลิกจ้างมารุตตามที่ร้องขอ อาจจะทำให้เขาใจอ่อนขึ้นมาบ้าง แต่กฤษณะกลับเพิกเฉย มิหนำซ้ำยังพามารุตมาด้วยราวกับไม่เห็นหัวเขา"ฉันไม่คิดว่าแกจะกล้าหักหลังลูกสาวฉัน ถึงขั้นเอาลูกจ้างมาแทนที่ แถมยังเป็นผู้ชายด้วยกันอีก"คำพูดขอพ่อตาทำให้ทุกคนที่อยู่ในบ้านเงียบไปตาม ๆ กัน"แกเงียบแบบนี้ แสดงว่าแก
หลังจากที่กฤษณะขอมารุตคบอย่างจริงจัง ดูเหมือนว่าพี่เลี้ยงคนที่มั่นใจในตัวเองสูง คนที่กล้าเดินหน้าบอกความรู้สึกก่อน จะกลายเป็นคนละคนไปแล้ว มารุตไม่ยอมสบตาตอนคุย เขาพูดน้อยลงกว่าเดิมมาก แถมยังออกอาการเขินอายยิ่งกว่าเดิมเสียอีก กฤษณะจึงปล่อยให้เขาได้ปรับตัว ไม่เร่งรีบอะไร พวกเขากลับไปเตรียมตัวที่ห้องอีกครั้งและกลับมานั่งพักผ่อนที่ริมชายหาดกันเงียบ ๆ"อ๊าย! จา จ้าาา"ถุงแป้งส่งเสียงร้องดังลั่น เมื่อถูกปล่อยให้คลานเล่นบนชายหายเม็ดเนียนละเอียด ชุดว่ายน้ำสีแดงสดลายก้อนเมฆเด่นสะดุดตา เรียกได้ว่าคลานไปไหนก็หาเจอส่วนผู้ใหญ่ทั้งสองคนอยู่ในชุดกางเกงว่ายน้ำกับเสื้อเชิ้ตแขนสั้นทั้งคู่ คนเป็นพี่เลี้ยงพาเจ้าตัวเล็กนั่งก่อปราสาททรายอยู่ใต่ร่มไม้ ส่วนกฤษณะก็นอนดูมารุตกับลูกอยู่บนเก้าอี้ชายหาด ลมยามบ่ายแก่ ๆ กับกลิ่นของทะเลชวนให้รู้สึกดีทีเดียว"ดูนั่นสิ พวกเขาพาลูกน้อยมาเที่ยวล่ะ""ใช่เหรอ ฉันว่าเด็กอาจจะเป็นญาติกันกับสองคนนั้นก็ได้นะ""ไม่รู้สิ ถ้าอย่างนั้นแล้วแม่เด็กไปไหน ปกติแม่จะหวงลูกอย่างกับอะไรดี ตัวแค่นี้ไม่น่าปล่อยให้ออกมาเล่นแบบนี้กับคนอื่นได้นะ""อืม น่าคิด"บทสนทนาที่ดังอยู่ด้านหลัง ทำให้ก
วันนี้เป็นวันแรกที่มารุตจะเริ่มต้นใช้ชีวิตในฐานะของพี่เลี้ยงเด็กเต็มตัว เขาเดินทางมาที่บ้านของกฤษณะแต่เช้าตรู่เพื่อรับมอบหน้าที่ แต่ดูเหมือนเจ้าตัวจะไม่ได้มีความตื่นเต้นหรือกังวลใจเลยสักนิด"ถุงแป้งงงงงงงงง"ยังไม่ทันที่เจ้าของบ้านจะได้พูดอะไร เจ้าของน้ำเสียงโทนนุ่มก็เอ่ยทักทายลูกบ้านตัวน้อยที่กำลัง
-- ติ๊งต่อง –ผ่านไปไม่ถึงชั่วโมง มารุตก็กับมาพร้อมกับข้าวของที่หอบมาอย่างพะรุงพะรัง ขณะที่เขากำลังจะเคาะประตูขอเข้าบ้าน ก็ได้ยินเสียงดังมาจากด้านใน ดูเหมือนว่าเจ้าของบ้านกำลังมีแขก"ถ้าพี่เลี้ยงลูกไม่ได้ ก็ยกเด็กให้เราเถอะ""พี่ไม่ให้ นั่นลูกพี่""ลูกพี่งั้นเหรอ แล้วพี่ดูแลเด็กยังไง ถึงได้มีแต่ผดผื
ผ่านมากว่าครึ่งค่อนวันแล้วนับตั้งแต่มารุตได้รับอนุญาตเข้ามาในบ้านหลังนี้ หลังจากที่คุยรายละเอียดคร่าว ๆ นายจ้างอย่างกฤษณะก็ให้เริ่มทดลองงานในทันทีซึ่งมารุตเองก็ไม่ขัด งานหลัก ๆ ของเขาก็คือดูแลทุกอย่างที่เกี่ยวข้องกับเด็กเท่านั้น ส่วนอื่น ๆ เป็นหน้าที่ของแม่บ้าน วิเคราะห์ดูแล้วเหมือนจะสบายแต่เปล่าเลย
[เช้าวันถัดมา] "คุณไม่ใช่คนที่ผมต้องการ" "ครับ?" มารุตเอียงคอทำสีหน้าฉงน วันนี้แม่ให้เขาเข้ามาคุยรายละเอียดงานที่บ้านของผู้ว่าจ้าง แต่เข้ามายังไม่ทันได้หย่อนตัวลงนั่งบนเก้าอี้ด้วยซ้ำก็โดนปฏิเสธแล้ว "แม่บ้านรุ่งรัตน์บอกว่าวันนี้จะมีคนมาสมัครงาน คือคุณใช







