Beranda / วาย / สอนรักพ่อลูกอ่อน / 8 การเปลี่ยนแปลง

Share

8 การเปลี่ยนแปลง

last update Tanggal publikasi: 2026-03-08 21:47:39

-- แกร๊ก –

เสียงประตูเปิดออกท่ามกลางความมืดมิดภายในบ้าน แสงที่สาดจากทางด้านนอกช่วยให้คนที่เพิ่งจะเดินเข้ามาด้านในปรับโฟกัสสายตาได้ง่ายขึ้น ทำไมมารุตถึงได้ปล่อยให้บ้านมืดได้ขนาดนี้

ทุกอย่างภายในบ้านเงียบเชียบผิดปกติ ทำให้กฤษณะรู้สึกใจไม่ดี เขานึกไปถึงเหตุการณ์วันนั้น วันที่เขาสูญเสียสิ่งสำคัญที่สุดในชีวิต ภาพมุมเดิม เวลาเดิม ทำให้ความรู้สึกเดิม ๆ ค่อย ๆ ผุดขึ้นมาหลอกหลอนเขาทีละนิด อยู่ ๆ เขาก็รู้สึกร้อนจนเหงื่อแตกเต็มตัวเหมือนจะหายใจไม่ออก

"แอ๊"

เสียงลูกสาวตัวน้อยร้องดังขึ้นทำให้กฤษณะได้สติ เขารีบกดเปิดไฟด้วยความร้อนใจและมองหาต้นเสียง ภาวนาไม่ให้มีอะไรร้ายแรงเกิดขึ้น

ภาพแรกหลังจากที่ไฟสว่างปรากฏร่างของคนสองคนอยู่ในคอกกั้นเด็กตรงห้องรับแขก ลูกสาวตัวน้อยของเขากำลังนั่งส่งเสียงอ้อแอ้ ใช้สองมือเล็ก ๆ นั่นแตะเบา ๆ ที่ใบหน้าของพี่เลี้ยงหนุ่มที่นอนเหมือนคนไม่ได้สติ เห็นดังนั้นกฤษณะก็วิ่งแทบไม่คิดชีวิต

"มารุต!! ...หมอก!!! ตื่นสิ!! "

กฤษณะนั่งคุกเข่า โอบร่างที่นอนแน่นิ่งขึ้นบนหน้าตัก ตบใบหน้าเกลี้ยงเกลานั่นไม่เบามือนัก เขาทั้งเรียกทั้งเขย่าตัวกลัวว่าอีกฝ่ายจะเป็นอะไร

"อือออออ"

"หมอก นายเป็นอะไร เจ็บตรงไหน"

"….อะไรของคุณครับ อยู่ดี ๆ ก็มาตะโกนโหวกเหวกโวยวาย ตบผมเล่นแบบนี้ผมเจ็บนะ ฮ้าววววว"

มารุตยกมือปิดปากหาวหวอด เขาแค่กะจะนอนเล่นเป็นเพื่อนเจ้าตัวเล็กเท่านั้น แต่ไม่รู้ว่าเผลอหลับไปด้วยตั้งแต่ตอนไหน รู้ตัวอีกทีก็มานอนหนุนอยู่บนตักของอีกฝ่ายแล้ว

"นายแค่หลับงั้นเหรอ"

"แอะ แอ๊"

ในขณะที่กฤษณะอยู่ในความสับสน ถุงแป้งก็ค่อย ๆ เกาะและพยายามตะเกียกตะกายปีนป่ายขึ้นมาบนตักเขาด้วยเช่นกัน

"คุณกฤษ ถุงแป้งกำลังปีนตักคุณ อื้อออออ"

"อย่าส่งเสียงสิ เดี๋ยวลูกฉันตกใจ"

กฤษณะยกมือขึ้นปิดปากมารุตในทันทีพลางใช้มืออีกข้างคอยประคองลูกไว้ ใจจริงเขาอยากจะต่อว่ามารุตด้วยซ้ำว่า ทำไมถึงได้กล้ามาหลับทิ้งเด็กไว้ลำพังแบบนี้ แต่นี่เป็นครั้งแรกที่ลูกสาวตัวน้อยพยายามเข้าหาเขาทำให้กฤษณะไม่กล้าทำอะไรบุ่มบ่าม จากที่จะอยากจะผลักไสอีกคนที่เขาอุตส่าห์เป็นห่วงอออกไปให้พ้นตัว กลับกลายเป็นต้องยอมนั่งนิ่งเพราะอยากไม่อยากให้ลูกตกใจร้องไห้งอแงเหมือนที่ผ่านมา

"นายช่วยอยู่นิ่ง ๆ อย่างนี้ไปก่อนนะ"

มารุตค่อย ๆ แกะมือใหญ่ออกพลางเหลือบมองคนที่เขานอนหนุนตักอยู่ ปากก็บอกไม่ชอบ แต่พอเป็นลูกสาวตัวน้อยเข้าหน่อยกฤษณะก็เปลี่ยนน้ำเสียงและสีหน้าทันที

"คุณพ่อปากแข็ง"

"ว่าไงนะ"

"จุ๊ ๆ อย่าเสียงดังสิครับ เดี๋ยวแป้งน้อยจะหนีนะ"

"แล้วฉันต้องทำไงต่อ ฉันอุ้มได้เลยไหม"

กฤษณะถามก่อนจะค่อย ๆ เปลี่ยนเป็นท่านั่งขัดสมาธิ มีมารุตนอนหนุนตักและมีลูกน้อยยืนขนาบข้าง

"ที่จริงควรช่วยประคองดีกว่า เพราะถุงแป้งอยู่ในช่วงหัดตั้งไข่ ถ้าเธอยืนได้เองเธอจะภูมิใจในตัวเอง และอยากทำอย่างอื่นต่อ"

"ทำไมอยู่ ๆ ถุงแป้งถึงเข้าหาฉัน"

"ทำไมคุณถึงถามอะไรแปลก ๆ แบบนั้น คุณเป็นพ่อเธอนะ"

"แต่ลูกกลัวฉัน เธอจะร้องไห้ทุกครั้งที่อยู่กับฉันหรือไม่ก็ทุกครั้งที่ฉันเสียงดัง ฉันถึงไม่อยากอยู่ใกล้ยัยหนู"

มารุตเริ่มจะเข้าใจอะไรมากขึ้น ที่แท้กฤษณะก็พยายามมาตลอด เขาไม่ได้เกลียดลูกตัวเองเลย เพียงแต่ไม่รู้จะเข้าหาลูกยังไงมากกว่า พอถุงแป้งกำลังสนใจพ่อตัวเอง มารุตก็ค่อย ๆ พลิกตัวเองให้นอนคว่ำ ค่อย ๆ ขยับตัวถอยห่างเล็กน้อย ยกสองมือเท้าคางมองดูสองพ่อลูกเล่นด้วยกันพร้อมกับช่วยให้คำแนะนำไปด้วย

"ลูกสาวคุณน่ารักมากใช่ไหมล่ะ เดี๋ยวอีกหน่อยแป้งน้อยก็จะเริ่มหัดเดิน หัดพูด เดี๋ยวก็เถียงคุณเป็นแล้ว"

"เถียงเหมือนที่นายชอบทำน่ะเหรอ อย่าสอนลูกสาวฉันแบบนั้นเชียว"

"คุณขึ้นเสียงอีกแล้วนะ เบา ๆ สิครับ"

มารุตกระซิบแกล้ง แต่กฤษณะกลับเป็นจริงเป็นจัง เขาเงียบลงในทันทีและหันไปลูบปลอบลูกยกใหญ่ทั้ง ๆ ที่ยังไม่มีอะไร ส่วนเจ้าตัวเล็กก็ยังคงจดจ่ออยู่ที่พ่อตัวเอง เธอกอดแขนคนเป็นพ่อแล้วสูดดมกลิ่นด้วยความอยากรู้ ดูเหมือนว่ากฤษณะจะตื่นเต้นไม่น้อยที่เห็นลูกทำแบบนี้ เขาหันกลับมามองมารุตราวกับอยากจะให้ช่วยแนะนำต่อ

"คุณก็แค่ต้องมีเวลาให้แป้งน้อยหน่อย ตอนนี้เธอกำลังซึมซับสิ่งรอบตัว ถ้าเธอได้คลุกคลีกับคุณมากขึ้น คุณก็จะเข้าไปอยู่ในวงโคจรของเธอเอง แป้งน้อย ไหนยิ้มหวานซิ"

กฤษณะแทบจะอ้าปากค้าง เมื่อเห็นเจ้าตัวเล็กฉีกยิ้มจนตาหยีให้เห็นฟันกระต่ายคู่ล่างนั่น

"นี่ยัยหนูพูดรู้เรื่องแล้วเหรอ"

"พูดรู้เรื่องแล้วครับ มีแค่คุณนั่นแหละที่พูดไม่ค่อยรู้เรื่อง โอ๊ย"

กฤษณะบีบแก้มคนพูดราวกับวามันเป็นขนมมาร์ชเมลโล่ ถ้าไม่ได้เถียง ไม่ได้พูดจาหาเรื่องกันก็คงจะนอนไม่หลับสินะ

"คุณกฤษ คุณอย่าทำแบบนี้ต่อหน้าเด็กสิครับ เดี๋ยวถุงแป้งก็เอาไปทำตามหรอก คุณอยากให้ลูกคุณใช้กำลังตัดสินหรือไง"

"นายยั่วโมโหฉัน"

"เปล่าซะหน่อย ผมจะบอกคุณไว้เลยนะ ถ้าคุณโมโหอะไรมาล่ะก็ อย่าทำต่อหน้าลูกเด็ดขาด ไม่งั้นลูกคุณจะจำฝังใจ มันจะกลายเป็นภาพติดตาเขา"

"แล้วจะให้ฉันไประบายที่ตรงไหน เก็บไว้ไประบายกับนายทีหลังหรือไง"

"คุณกฤษ คุณจะเอาอารมณ์ของคุณไปลงที่ตรงไหนก็ได้ แต่ห้ามทำให้ถุงแป้งเห็น คุณเข้าใจใช่ไหมครับ "

มารุตชักสีหน้าเล็กน้อย เมื่อพยายามจะอธิบายเรื่องการแสดงออกต่อหน้าเด็กอ่อนให้ผู้ใหญ่อย่างกฤษณะเข้าใจตรงกัน แต่คำพูดของกฤษณะก็ทำให้เขารู้สึกขัดใจได้ทุกทีสิน่า

"หึหึ ระวังตัวไว้ดีๆ แล้วกัน"

ยิ่งพอได้ยิ่งประโยคนี้มารุตยิ่งมองค้อนเข้าไปใหญ่ แล้วไหนจะเสียงหัวเราะในลำคอที่ฟังแล้วน่าขนลุกนั่นอีกแต่ก็ต้องทำเป็นไม่ใส่ใจเพราะต้องเกรงใจสายตาแป๋ว ๆ ที่กำลังมองมาทางเขาอยู่

"ไหนแป้งน้อยส่งจูบโชว์พ่อจ๋าหน่อยเร็ว"

พอได้ที มารุตก็โชว์ความน่ารักของถุงแป้งให้กฤษณะเห็นยกใหญ่ เขาพูดพลางยกมือขึ้นแตะปากทำท่าส่งจูบ ส่วนเจ้าตัวเล็กก็ทำตามอย่างว่าง่าย จนกฤษณะอดที่จะขำกับท่าทางของมารุตไม่ได้

"เก่งจังเลย ไหนตบมือให้ตัวเองด้วย เย้"

พอมารุตปรบมือ ถุงแป้งก็ส่งเสียงหวีดเล็กแหลม สะบัดมือขยับไปมา แต่ยังทำมือประกบกันได้ไม่ดีนัก ตอนนี้เจ้าตัวเล็กขยับตัวมานั่งเล่นบนตักพ่อของตัวเองเรียบร้อย โดยที่กฤษณะไม่ต้องอุ้มเลยแม้แต่นิดเดียว

"แอะ อื้อออ"

"อะไรนะครับ ไหนพูดไหมซิ พี่หมอกไม่ได้ยินเลย"

กฤษณะยิ่งขมวดคิ้วสงสัยไปใหญ่ เมื่อมารุตยังคงทำท่าทีพูดคุยกับลูกสาวตัวน้อยของเขาประหนึ่งว่าคุยกันรู้เรื่อง

"แอ๊…อ้ำๆๆๆ อืออออ"

"อุ้ย ได้เวลาอ้ำ ๆ แล้วเหรอเนี่ย คุณกฤษ ผมฝากแป้งน้อยไว้สักครู่นะครับ ขอไปชงนมให้ถุงแป้งก่อน"

ว่าเสร็จก็รีบกระเด้งตัวลุกขึ้นโดยเร็ว เพราะเพิ่งจะรู้สึกตัวว่าเกือบได้เวลากินนมของเจ้าตัวเล็กแล้ว ที่จริงมันก็ถือเป็นเรื่องดีที่วันนี้เขาเผลอหลับ ไม่อย่างนั้นคงไม่ได้เห็นภาพน่ารัก ๆ ระหว่างพ่อลูกแน่ ๆ อีกอย่างเหตุการณ์วันนี้ทำให้มารุตเองรู้ว่า กฤษณะเป็นคนปากร้ายไปอย่างนั้นเอง เขาก็รู้จักห่วงคนอื่นเป็นเหมือนกัน

"เดี๋ย…"

ส่วนกฤษณะกำลังจะอ้าปากห้าม พี่เลี้ยงจอมขยันก็หายเข้าครัวไปเรียบร้อยแล้ว เขาไม่ได้จะรั้งไม่ให้มารุตไปชงนม แต่เขาไม่อยากให้มารุตทิ้งเขาไว้กับลูกลำพังต่างหาก ถ้าลูกเขานอนแล้วก็ว่าไปอย่าง แต่นี่ยัยหนูยังเล่นซนอยู่

คนเป็นพ่อมองตามเจ้าตัวน้อยที่คลานไปเกาะขอบรั้วกั้นทางฝั่งใกล้ประตูเข้าครัว ดูเหมือนว่าถุงแป้งจะติดพี่เลี้ยงคนนี้ไม่เบาทั้ง ๆ ที่เพิ่งจะเจอหน้ากันไม่ถึงสองอาทิตย์ด้วยซ้ำ เธอร้องอ้อแอ้ คล้ายจะพูดอะไรบางอย่างตามหลังมารุตไป

"อ้ามมมมมม อ้ำๆๆๆ "

พอมารุตหลุดจากกรอบสายตา เจ้าตัวเล็กก็เริ่มคลานวนรอบตัวกฤษณะไปมา หยุดบ้างคลานบ้างแต่ยังคงส่งเสียงพูดไม่หยุดปาก แถมยังยกมือขึ้นมาดูดราวกับว่านิ้วมือน้อย ๆ นั่นคือขนมหวาน กฤษณะทำอะไรไม่ได้มากนอกจากนั่งนิ่งเป็นก้อนหิน เฝ้าดูพฤติกรรมลูกสาวตัวเองอย่างไม่วางตาเพียงแค่อยากรู้ว่าเธอจะทำอะไรต่อ ไม่นานนักมารุตก็กลับมาพร้อมกับขวดนมขนาด 4 ออนซ์ ซึ่งไม่มากไม่น้อยเกินไปสำหรับเด็กวัยนี้

"ถุงแป้ง"

"แอะ แอ้"

"ถุงแป้ง"

"อ้ำๆๆ "

"ไหนใครหิวแล้วยกมือขึ้นเร็ว"

พอเห็นมารุตชูมือขึ้นเหนือหัว ถุงแป้งก็ทำบ้าง แม้จะอยู่ในท่านั่ง แต่ด้วยความที่กล้ามเนื้อของเด็กวัยนี้ยังไม่แข็งแรงดี พอขยับตัวไปมาก็เกือบจะหงายหลังคว่ำ ดีที่พ่อเธอนั่งอยู่ใกล้ ๆ จึงคว้าตัวเอาไว้ได้ทัน

"ระวังหน่อยสิลูก"

กฤษณะพยายามใช้น้ำเสียงนุ่มนวลที่สุดเท่าที่จะทำได้ เขาพูดไปตามสัญชาตญาณไม่ได้คิดว่าจะมีการตอบรับที่เขาเองก็คาดไม่ถึง

"แอ้…."

มารุตหลุดขำ เมื่อเห็นว่าจะตัวเล็กเริ่มจะใช้น้ำเสียงที่ฟังดูแข็งกร้าวขึ้น จากแต่ก่อนที่เอาแต่ร้องไห้เพราะกลัว แต่ตอนนี้เจ้าตัวเล็กกลับใช้น้ำเสียงข่มพ่อตัวเองแถมยังบ่นไม่หยุดเสียด้วย

"อั๊ย ๆๆ "

เสียงเล็กแหลมยังคงดังอย่างต่อเนื่องไม่ต่างอะไรไปจากเสียงหัวเราะของพี่เลี้ยงของเธอ

"นายขำอะไร"

"ฮ่า ๆ ก็ขำคุณน่ะสิ โดนลูกเถียงแล้วคุณรู้ตัวไหม"

"ลูกฉันพูดว่าอะไร"

ต่อให้เอาคนทั้งโลกมานั่งฟัง กฤษณะก็เชื่อว่าพวกเขาไม่เข้าใจแน่นอนว่าลูกสาวเขาพูดอะไร มารุตฉีกยิ้มด้วยความเป็นต่อ ต่อให้กฤษณะจะเก่งเรื่องงาน เก่งเรื่องอื่นมากแค่ไหน แต่เรื่องเกี่ยวกับเด็กกฤษณะต้องยอมให้เขา

"พ่อจ๋าดุเนอะถุงแป้งเนอะ"

"แอะ"

เจ้าตัวเล็กพยักหน้าตามมารุตในทันที บ่งบอกว่าเห็นด้วยชัดเจน

"แต่พี่หมอกไม่ดุเลยเนอะ"

"แอ้"

คราวนี้ถุงแป้งไม่ใช่แค่ส่ายหน้า แต่ส่ายทั้งตัวไปมาโดยยังคงมีมือใหญ่ของคนเป็นพ่อช่วยพยุงหลังให้ กลัวจะล้มไปอีก

"นายสอนอะไรให้ลูกฉัน มารุต"

"สอนอะไรกันคุณ นี่เป็นความเห็นของถุงแป้งคนเดียว ผมไม่ได้ก้าวก่ายความคิดเธอเลยนะ ไม่เชื่อคุณก็ลองถามดูสิ"

"ถุงแป้งว่าพ่อดุเหรอ"

เงียบไม่มีเสียงตอบกลับ ไม่มีแม้การพยักหน้า กฤษณะหันไปสบตากับมารุตในทันที เขาอยากรู้ว่ามันเกิดอะไรขึ้นทำไมลูกเขาถึงไม่ยอมตอบโต้เขา

"คุณต้องเรียกตัวเองว่าพ่อจ๋าสิครับ"

"พ่อจ๋าเนี่ยนะ"

"ใช่ครับ เพราะว่าผมเรียกคุณว่าพ่อจ๋าจนชินหูเธอแล้ว

"นายนี่มันจริง ๆ เลย…"

"คุณกฤษ คุณห้ามใช้คำพูดรุนแรงกับผมต่อหน้าเด็กด้วย"

มารุตเอ่ยปรามครั้งเพราะกลัวว่ากฤษณะจะเผลอไผลใช้คำพูดต่อว่าเขา กฤษณะได้แต่ส่ายหัว ต้องทำด้วยความจำยอมเพราะอยากจะคุยกับลูกสาวดูบ้างเหมือนกัน ขืนให้ล่ามจำเป็นคนนี้สอนอยู่คนเดียว คงได้ยัดอะไรแปลก ๆ ใส่หัวลูกเขาอีกแน่

"ก็ได้"

"แล้วก็เรียงประโยคให้ง่าย ๆ หน่อย"

"เรียงยังไง ฉันก็ถามคำถามง่ายสุดแล้ว"

"พ่อจ๋าดุไหม"

แม้จะเป็นคำถามที่มารุตต้องการให้คนเป็นพ่อพูด แต่พอมันออกมาจากปากเขา ถุงแป้งก็จำน้ำเสียงได้และตอบเขากลับในทันที

"อั๊ย ๆ ๆ ๆ "

มารุตขำจนตัวงอง นอนกลิ้งลงพื้นด้วยความขบขัน เพราะบางทีเขาเองก็หมั่นไส้พ่อเด็กจนอยากจะบ่นอะไรออกมาอีกร้อยแปดพันประการ แต่ก็ทำไม่ได้เพราะกลัวเด็กจะจำ แต่คนที่บ่นได้โดยไม่ต้องใส่ใจอะไรใครก็คือเจ้าตัวเล็กเสียเอง ทำเอากฤษณะอึ้งกิมกี่ไปเลย

"ไหนคุณลองถามลูกใหม่สิครับ ตั้งประโยคง่าย ๆ สั้น ๆ ถุงแป้งจะได้เข้าใจ"

"พ่อจ๋าดุเหรอ"

"แอ้ แอ๊"

แม้เสียงตอบกลับจะดูเหมือนเถียง แต่กลับทำให้กฤษณะยิ้มออก ลูกตอบเขาแล้ว แม้จะไม่รู้ว่ามันหมายความว่าอะไรก็ตาม แต่ฟังจากน้ำเสียงก็น่าจะเป็นอย่างที่มารุตบอก ลูกสาวตัวน้อยกำลังบ่นเขาอยู่

มารุตนั่งดูสองพ่อลูกคุยกันเงียบ ๆ มันช่างเป็นช่วงเวลาล้ำค่าที่หาได้ยาก แต่เขากลับรู้สึกว่ามันไม่สูญเปล่า

"อ้ำ ๆๆ "

"นี่ครับคุณกฤษ ให้นมลูกหน่อย"

กฤษณะลังเลแต่ก็รับขวดนมไปไว้ในมือ เจ้าตัวเล็กมองตามขวดนมด้วยแววตาเป็นประกาย หนูน้อยส่งเสียงพลางตบมือกระเถิบตัวตามด้วยความอยาก

"แอ๊ แอ้"

เมื่อไม่ได้ดั่งใจ เจ้าตัวเล็กก็ส่งเสียงเจื้อยแจ้วให้คนเป็นพ่ออีกครั้งพร้อมกับยื่นมือรอรับขวดนม กฤษณะไม่กล้าขัดใจลูกอีกจึงส่งให้พร้อมกับช่วยถือประคอง แม้ในตอนแรกถุงแป้งจะทั้งซน เขย่าขวดนมไปมาด้วยความสนุก แต่ผ่านไปไม่ถึง 5 นาทีก็ค่อย ๆ เริ่มเอนตัวลงและนอนพาดตัวลงบนตักของพ่อเธอเอง

"ถ้างั้นถ้าคุณอยากทำ คุณจะมาส่งแป้งน้อยเข้านอนกับผมก็ได้นะครับ"

มารุตพูดขึ้นระหว่างที่เจ้าตัวเล็กกำลังเพลิดเพลินกับการดูดขวดนมและยกแข้งยกขาถีบพ่อเธอไปด้วย แม้จะเล่นมาทั้งวันแล้วก็ตาม แต่สุดท้ายพลังกายก็ยังคงเหลือเฟืออยู่ดี

กฤษณะไม่ตอบอะไร เขานั่งนิ่งประคองลูกน้อยที่กำลังเล่นซนอยู่บนตักกว้างและยกขวดนมดูดไปด้วย แต่สายตากลับจ้องมารุตไม่วางตา

"คุณจ้องผมทำไม"

อยู่ดี ๆ มารุตก็เกิดอาการพิพักพิพ่วน ปั่นป่วนในท้องขึ้นมา สายตาของเจ้าของบ้านที่มองมาที่เขามันดูเหมือนกำลังซ่อนเร้นอะไรบางอย่างถึงขั้นทำให้เขาต้องหลบหันหน้ามองไปทางอื่น

"เปล่า"

มารุตหันกลับมาก็ยังคงถูกสายตาคู่เดิมจ้องมองอยู่ แถมอีกฝ่ายยังยกยิ้มมุมปากขึ้นมาเสียดื้อ ๆ

"ยิ้มอะไรของคุณ"

"เปล่า ฉันยิ้มให้ลูกฉันต่างห่าง"

เอาอีกแล้ว แม้จะได้ยินเต็มสองหูว่าไม่มีอะไร แต่มารุตก็ญังคงถูกจ้องไม่เลิก สายตาของคุณพ่อเลี้ยงเดี่ยวไม่ได้มองที่ลูกตัวเองตามที่ว่าเลยสักนิด

"ผมว่าคุณไปอาบน้ำดีกว่า ผมเตรียมกับข้าวไว้ให้แล้วถ้าคุณอยากจะกิน"

"…."

กฤษณะไม่ตอบแต่ก็ยังคงนั่งนิ่งในท่าเดิม เพิ่มเติมคือสายตาเริ่มจะยียวนกวนประสาทมารุตมากขึ้น

"คุณกฤษ!! "

"นายไม่ให้ฉันเสียงดัง นายก็ไม่ควรทำเหมือนกัน"

"…"

มารุตจิ๊ปาก ไม่กล้าพูดอะไรต่อ สิ่งที่เขาพร่ำบอกคนอื่นกลับย้อนมาเล่นงานตัวเองได้ทุกทีสิน่า

"ฉันไปก็ได้...งั้นก็ฝากดูยัยหนูด้วยล่ะ เดี๋ยวฉันจะมาช่วยนายส่งลูกเข้านอน"

กฤษณะพูดโดยที่สายตาไม่ได้วอกแวกไปไหนเลยแม้แต่น้อย ตอนแรกเขาก็แค่ทึ่งที่มารุตเปลี่ยนแปลงอะไรหลาย ๆ อย่างได้เร็วขนาดนี้ แต่ตอนนี้เขาเริ่มจะชอบวิธีการเลี้ยงลูกในแบบฉบับของมารุตเข้าแล้ว เพราะสิ่งที่คิดว่าเป็นปัญหามาตลอดมันถูกแก้ไขด้วยเพียงการทำความเข้าใจง่าย ๆ ทำให้ชีวิตที่แสนวุ่นวายของเขากลายเป็นเรื่องจิ๊บจ๊อยไปเลย สองมือใหญ่ค่อยประคองลูกส่งต่อให้พี่เลี้ยงที่กำลังทำหน้าตาบูดบึ้ง ก่อนจะเปลี่ยนท่าทีมายีหัวอีกฝ่ายเล่นด้วยความรู้สึกเอ็นดู

"หึหึ"

ทิ้งท้ายไว้เพียงเท่านั้นกฤษณะก็เดินเข้าห้องตัวเองไป แต่ไม่ได้รู้ตัวเลยว่ากำลังทำให้อีกฝ่ายใจเต้นโครมครามจนต้องแอบหยิกเนื้อตัวเอง

-- นี่คุณกฤษเขาไปกินอะไรผิดแปลกมาใช่ไหมเนี่ย --

Lanjutkan membaca buku ini secara gratis
Pindai kode untuk mengunduh Aplikasi

Bab terbaru

  • สอนรักพ่อลูกอ่อน   36 ตอนจบ

    "หมอก""ครับ""มานี่หน่อย""คุณกฤษมีอะไรหรือเปล่าครับ""เปล่า แค่อยากเห็นหน้า""เล่นอะไรของคุณเนี่ย...ถ้าไม่มีไร ผมไปทำความสะอาดครัวต่อละ""มานี่ก่อน"มารุตจิ๊ปากแต่ก็เดินเข้าไปหา ในมือยังคงถือผ้าเช็ดโต๊ะไม่ยอมวาง พอไปถึงเขาก็ถูกรวบตัวจับให้นั่งลงบนตัก"ทำไมต้องให้ผมนั่งบนตักคุณด้วย ตัวผมไม่ใช่เบา ๆ นะ""ไว้ตัวใหญ่กว่าฉันก็ค่อยให้ฉันนั่งตักนายแทนก็ได้""ผมไม่ได้หมายความว่าอย่างนั้น ผมหมายถึผมนั่งข้าง ๆ คุณก็ได้ต่างหาก"มารุตกลอกตาไปมาก่อนจะพูดด้วยน้ำเสียงฮัดฮัด แต่ก็ดูเหมือนจะไม่ได้ระคายหูคนฟังนัก กฤษณะกอดคนตรงหน้าแน่นขึ้น เขาเกยคางลงบนบ่าอีกฝ่าย เลื่อนกรอบหน้าเข้าไปใกล้หูที่กำลังเริ่มขึ้นสีระเรื่อจนแนบชิด"ปีนี้นายอายุเท่าไหร่""ปีนี้ผม 26 แล้ว คุณถามทำไมครับ""ปีนี้ฉัน 33""ครับ ผมรู้อยู่แล้ว คุณห่างกับผมตั้ง 7 ปี เป็นพี่ผมได้สบาย ๆ ""ถ้าอย่างนั้นทำไมไม่เรียกฉันพี่ซะล่ะ""ได้ไงล่ะครับ คุณโตกว่าผมมากแถมยังเป็นเจ้านายผมกับแม่ด้วย""แต่ฉันว่ามันฟังดูห่างเหิน เรื่องว่าจ้างก็ปล่อยให้เป็นเรื่องว่าจ้าง แต่เรื่องความสัมพันธ์นายก็ต้องปล่อยให้มันเป็นไปตามที่ควรเป็นสิ""เอ่อ ผม""ฉันขอมากไปงั

  • สอนรักพ่อลูกอ่อน   35 จริงจังแค่ไหน แค่ไหนเรียกจริงจัง

    "คุณกฤษครับ แป้งน้อยไม่สบาย ผมพาไปหาหมอมาแล้ว....ครับ....มีไข้แต่ตอนนี้ไข้เริ่มลดแล้ว...ครับ...เจอกันตอนเย็นครับ"มารุตวางสายก่อนจะหันมาดูเจ้าตัวเล็กที่นอนกระสับกระส่ายอยู่บนที่นอนของตัวเองอย่างน่าสงสาร หลายวันที่ผ่านมาพวกเขาคงจะพาไปตากแดดตากลมมากไปหน่อยจึงทำให้ล้มป่วย"หายไว ๆ นะเด็กดี"เมื่อเห็นว่าถุงแป้งหลับสนิทแล้วร่างโปร่งก็เดินออกมาด้านนอกเพื่อเตรียมอุปกรณ์เช็ดตัว ปกติแล้วมารุตไม่ค่อยมีปัญหาเรื่องการดูแลเด็กสักเท่าไหร่ หากเรื่องไหนเขาไม่แน่ใจก็มักจะโทรถามแม่ตัวเองอยู่ตลอด แต่กับเรื่องเจ็บไข้ได้ป่วย แม่เขาจะบอกให้เขาจำใส่ใจไว้เสมอว่าอันดับแรกที่ควรทำก็คือพาเด็กส่งถึงมือหมอให้เร็วที่สุด และนั่นก็เป็นคำแนะนำที่ดีมากสำหรับเขาระหว่างนั้นมารุตก็แวะเข้าไปดูถุงแป้งอยู่ตลอด เธอจะร้องงอแงบ้างเมื่อรู้สึกไม่สบายตัว ทำให้มารุตต้องคอยอยู่ปลอบจนสงบเป็นระยะ ๆ"ยัยหนูเป็นยังไงบ้าง""คุณกฤษ ทำไมรีบกลับล่ะครับ แล้วงานล่ะ"จู่ ๆ กฤษณะก็เดินทางกลับมาถึงบ้านหลังจากที่วางสายจากมารุตไปได้ไม่ถึงชั่วโมง"ฉันเป็นห่วงลูก เลยลางานครึ่งวันน่ะ"กฤษณะเดินเข้ามาในห้องของลูก เขายังไม่ทันจะวางสัมภาระที่พกติดตัวม

  • สอนรักพ่อลูกอ่อน   34 คำตัดสิน

    ถึงวันฟังคำตัดสิน กฤษณะขอลางานเดินทางไปศาลพร้อมกับลูกและมารุต หลายอาทิตย์ที่ผ่านมาพวกเขามีชีวิตที่ค่อนข้างกดดันเพราะต้องแบกรับเรื่องต่าง ๆ เอาไว้กับตัวทั้งหมด แม้แต่แม่บ้านรุ่งรัตน์ มารุตเองก็ไม่ได้เล่าอะไรให้ฟังเพราะไม่อยากให้แม่ไม่สบายใจ"ตาาาาาาา พ่อจ๋า ตาาา"คำเรียกที่จากปากเจ้าตัวเล็กหลังจากที่ยกมือไหว้ตามคนเป็นพ่อและพี่เลี้ยงทำให้นพพลถึงกับหยุดชะงัก นี่หลานเขาโตจนพูดได้ขนาดนี้แล้วเชียวหรือ สุดท้ายแม้ไม่อยากจะรับไหว้แต่ก็ต้องจำยอมพยักหน้าให้ครอบครัวเจ้าตัวน้อย เพียงเพราะอยากเห็นรอยยิ้มของหลาน"ไป ไป หม่ามา ไป ไป"เจ้าตัวเล็ก ส่งเสียงเป็นนกแก้วนกขุนทอง เธอเรียกคนนั้นทีคนนี้ทีแล้วโบกไม้โบกมือทักทายคนไปทั่ว แถมยังเดินคล่องขึ้นกว่าเดิมมาก ไม่เหมือนตอนเล็ก ๆ ที่ไม่ว่าใครก็เข้าใกล้ไม่ได้ส่วนอภิญญาพอได้เห็นหน้าหลานก็ถึงกับน้ำตาซึม เพราะระหว่างที่ฟ้องร้องกันอยู่ เธอไม่มีโอกาสจะได้เจอหลานเลย จะแอบติดต่อก็ลำบาก แต่พอได้เห็นถุงแป้งถือของเล่นที่เคยซื้อให้มาด้วยก็แอบดีใจอยู่ลึก ๆการทักทายดูจะจบลงแค่นั้นก่อนที่พวกเขาจะเดินแยกจากกันไป ส่วนกฤษณะไม่ได้รีรออะไร เขาเดินไปติดต่อเจ้าหน้าที่ศาลเพื่อ

  • สอนรักพ่อลูกอ่อน   33 คู่คิด

    เวลาล่วงเลยมากว่าสองเดือนหลังจากได้หมายศาล แม้กฤษณะจะไม่ได้มีคนรอบข้างในชีวิตมากนัก แต่เขายังโชคดีที่ได้ทนายฝืมือดีเป็นรุ่นพี่จากที่ทำงานเก่า ตามจริงเขารู้สึกแค่เพียงว่าการต่อสู้เพื่อแย่งชิงสายเลือดเดียวกันมันเป็นเรื่องที่สูญเปล่า แต่หากว่ามันจำเป็นที่จะต้องพิสูจน์ตัวเองว่าเขาดีพอที่จะได้เลี้ยงดูลูกต่อไปหรือไม่ เขาก็พร้อมที่จะทำวันนี้ทนายเดินทางมาหาเขาที่บ้าน พร้อมกับสอบถามข้อมูลและหาหลักฐานอื่น ๆ ประกอบเพิ่มเติม"วันที่ศาลนัดไกล่เกลี่ย โจทย์ส่งเพียงทนายมาเจรจา ซึ่งจากที่เราได้พยายามหาข้อตกลงร่วมกัน มันไม่เป็นผลสำเร็จ ดังนั้นเราต้องเตรียมข้อมูลหลักฐานไปสู้กันต่อ ศาลนัดสืบพยานในอีกสองอาทิตย์ข้างหน้า กฤษ นายยังโชคดีนะที่ได้จดทะเบียนสมรส ถ้าว่าตามข้อนี้นายได้เปรียบแน่นอนเพราะเป็นพ่อที่ชอบด้วยกฏหมาย""ผมมีโอกาสที่จะเสียลูกมากน้อยแค่ไหนครับพี่เอก"กฤษณะพูดพลางหันไปมองมารุตที่นั่งอยู่ไม่ไกลกันนัก สิ่งที่เขากังวลใจอีกเรื่องก็คือเรื่องของคนข้าง ๆ เพราะเรื่องของพวกเขาสองคนก็เป็นข้อเท็จจริงอีกข้อที่อีกฝ่ายจะยกข้อนี้ขึ้นมาอ้างได้"ว่ากันตามหลักกฏหมาย ไม่มีข้อไหนที่ห้ามผู้ปกครองที่คบหาเพศเดียวกั

  • สอนรักพ่อลูกอ่อน   32 ตัดขาด

    วันนี้กฤษณะพาลูกมาเยี่ยมคุณตาคุณยายอย่างเคย สายตาหลายคู่ที่เคยมองเขาด้วยความเป็นกันเองได้แปรเปลี่ยนเป็นความเย็นชาและเพิกเฉย ซึ่งกฤษณะไม่ได้สนใจเท่าไหร่นัก มีก็แต่มารุตที่ยังไม่ชินและรู้สึกอึดอัดตลอดเวลาที่อยู่ที่นี่กฤษณะยกมือขึ้นตบบ่าคนตรงหน้าเบา ๆ เป็นการให้กำลังใจ แต่ก็ไม่พ้นสายตาคนรอบข้างที่คอยจ้องจับผิดพวกเขาอยู่แทบจะทุกวินาที"ไม่เป็นไรนะ""ครับ"มารุตส่งยิ้มตอบ ตามจริงคนที่อยากได้กำลังใจมากที่สุดควรจะเป็นกฤษณะมากกว่า แต่คนตัวโตกลับไม่เผยความรู้สึกให้ใครรู้ นั่นจึงเป็นสาเหตุว่าทำไมคนรอบข้างถึงเข้าใจผิดคิดว่าเขาไร้ความรู้สึก ทั้ง ๆ ที่หากได้ใกล้ชิดกันจริง ๆ กฤษณะคือคนที่เอาใจใส่คนอื่นดีมากคนหนึ่ง"เห็นอกเห็นใจกันเหลือเกินนะ"นพพลพูดขึ้นอย่างไม่มีอ้อมค้อม เขานึกว่าหากอภิญญาได้เกลี้ยกล่อมให้กฤษณะยอมเลิกจ้างมารุตตามที่ร้องขอ อาจจะทำให้เขาใจอ่อนขึ้นมาบ้าง แต่กฤษณะกลับเพิกเฉย มิหนำซ้ำยังพามารุตมาด้วยราวกับไม่เห็นหัวเขา"ฉันไม่คิดว่าแกจะกล้าหักหลังลูกสาวฉัน ถึงขั้นเอาลูกจ้างมาแทนที่ แถมยังเป็นผู้ชายด้วยกันอีก"คำพูดขอพ่อตาทำให้ทุกคนที่อยู่ในบ้านเงียบไปตาม ๆ กัน"แกเงียบแบบนี้ แสดงว่าแก

  • สอนรักพ่อลูกอ่อน   31 แพ้ทางพ่อลูกอ่อน

    หลังจากที่กฤษณะขอมารุตคบอย่างจริงจัง ดูเหมือนว่าพี่เลี้ยงคนที่มั่นใจในตัวเองสูง คนที่กล้าเดินหน้าบอกความรู้สึกก่อน จะกลายเป็นคนละคนไปแล้ว มารุตไม่ยอมสบตาตอนคุย เขาพูดน้อยลงกว่าเดิมมาก แถมยังออกอาการเขินอายยิ่งกว่าเดิมเสียอีก กฤษณะจึงปล่อยให้เขาได้ปรับตัว ไม่เร่งรีบอะไร พวกเขากลับไปเตรียมตัวที่ห้องอีกครั้งและกลับมานั่งพักผ่อนที่ริมชายหาดกันเงียบ ๆ"อ๊าย! จา จ้าาา"ถุงแป้งส่งเสียงร้องดังลั่น เมื่อถูกปล่อยให้คลานเล่นบนชายหายเม็ดเนียนละเอียด ชุดว่ายน้ำสีแดงสดลายก้อนเมฆเด่นสะดุดตา เรียกได้ว่าคลานไปไหนก็หาเจอส่วนผู้ใหญ่ทั้งสองคนอยู่ในชุดกางเกงว่ายน้ำกับเสื้อเชิ้ตแขนสั้นทั้งคู่ คนเป็นพี่เลี้ยงพาเจ้าตัวเล็กนั่งก่อปราสาททรายอยู่ใต่ร่มไม้ ส่วนกฤษณะก็นอนดูมารุตกับลูกอยู่บนเก้าอี้ชายหาด ลมยามบ่ายแก่ ๆ กับกลิ่นของทะเลชวนให้รู้สึกดีทีเดียว"ดูนั่นสิ พวกเขาพาลูกน้อยมาเที่ยวล่ะ""ใช่เหรอ ฉันว่าเด็กอาจจะเป็นญาติกันกับสองคนนั้นก็ได้นะ""ไม่รู้สิ ถ้าอย่างนั้นแล้วแม่เด็กไปไหน ปกติแม่จะหวงลูกอย่างกับอะไรดี ตัวแค่นี้ไม่น่าปล่อยให้ออกมาเล่นแบบนี้กับคนอื่นได้นะ""อืม น่าคิด"บทสนทนาที่ดังอยู่ด้านหลัง ทำให้ก

  • สอนรักพ่อลูกอ่อน   6 ชั่งใจ

    [เช้าวันถัดมา]วันนี้เป็นวันอาทิตย์ซึ่งเป็นวันหยุดงานของกฤษณะ แม้จะเป็นวันหยุดแต่เขาก็ตื่นเช้าเป็นปกติ ยิ่งเมื่อคืนเกิดมีปากเสียงกับพี่เลี้ยงเด็กด้วยแล้ว ยิ่งทำให้เขานอนหลับไม่ลง หลับ ๆ ตื่น ๆ เพราะพะวงกับหลาย ๆ เรื่องเมื่อออกจากห้องมาก็พบว่ามีคนตื่นอยู่ก่อนแล้วและมารุตก็กำลังเปลี่ยนผ้าอ้อมให้กับลู

  • สอนรักพ่อลูกอ่อน   7 เดินเล่น

    "ขอโทษนะคะ พอจะทราบไหมคะว่าหมู่บ้านนี้อยู่ตรงไหน"ผู้หญิงคนหนึ่งสะพายเป้แบคแพคเดินสวนมา เห็นพวกเขากำลังเดินรับลมเล่นอยู่พอดีก็เลยเข้ามาถามทาง กฤษณะมองดูตามแผนที่ที่เธอชี้ก่อนจะพยักหน้าเป็นเชิงว่ารู้คำตอบ เขาอธิบายให้เธอฟังคร่าว ๆ ถึงวิธีการเดินทางไปยังหมู่บ้านที่เธอตามหา"ขอบคุณนะคะ"ผู้หญิงคนนั้นเอ

  • สอนรักพ่อลูกอ่อน   5 ราบรื่นเหมือนคลื่นซัด

    วันนี้เป็นวันแรกที่มารุตจะเริ่มต้นใช้ชีวิตในฐานะของพี่เลี้ยงเด็กเต็มตัว เขาเดินทางมาที่บ้านของกฤษณะแต่เช้าตรู่เพื่อรับมอบหน้าที่ แต่ดูเหมือนเจ้าตัวจะไม่ได้มีความตื่นเต้นหรือกังวลใจเลยสักนิด"ถุงแป้งงงงงงงงง"ยังไม่ทันที่เจ้าของบ้านจะได้พูดอะไร เจ้าของน้ำเสียงโทนนุ่มก็เอ่ยทักทายลูกบ้านตัวน้อยที่กำลัง

  • สอนรักพ่อลูกอ่อน   4 ทดลองงาน (2)

    -- ติ๊งต่อง –ผ่านไปไม่ถึงชั่วโมง มารุตก็กับมาพร้อมกับข้าวของที่หอบมาอย่างพะรุงพะรัง ขณะที่เขากำลังจะเคาะประตูขอเข้าบ้าน ก็ได้ยินเสียงดังมาจากด้านใน ดูเหมือนว่าเจ้าของบ้านกำลังมีแขก"ถ้าพี่เลี้ยงลูกไม่ได้ ก็ยกเด็กให้เราเถอะ""พี่ไม่ให้ นั่นลูกพี่""ลูกพี่งั้นเหรอ แล้วพี่ดูแลเด็กยังไง ถึงได้มีแต่ผดผื

Bab Lainnya
Jelajahi dan baca novel bagus secara gratis
Akses gratis ke berbagai novel bagus di aplikasi GoodNovel. Unduh buku yang kamu suka dan baca di mana saja & kapan saja.
Baca buku gratis di Aplikasi
Pindai kode untuk membaca di Aplikasi
DMCA.com Protection Status