Beranda / วาย / สอนรักพ่อลูกอ่อน / 5 ราบรื่นเหมือนคลื่นซัด

Share

5 ราบรื่นเหมือนคลื่นซัด

last update Tanggal publikasi: 2026-03-06 20:58:38

วันนี้เป็นวันแรกที่มารุตจะเริ่มต้นใช้ชีวิตในฐานะของพี่เลี้ยงเด็กเต็มตัว เขาเดินทางมาที่บ้านของกฤษณะแต่เช้าตรู่เพื่อรับมอบหน้าที่ แต่ดูเหมือนเจ้าตัวจะไม่ได้มีความตื่นเต้นหรือกังวลใจเลยสักนิด

"ถุงแป้งงงงงงงงง"

ยังไม่ทันที่เจ้าของบ้านจะได้พูดอะไร เจ้าของน้ำเสียงโทนนุ่มก็เอ่ยทักทายลูกบ้านตัวน้อยที่กำลังคลานต้วมเตี้ยมอยู่ในคอกกั้นตัวเองพร้อมกับส่งเสียงตอบราวกับกำลังทักทายผู้มาเยือน

มารุตโบกมือให้เจ้าตัวน้อยก่อนจะเดินตามเจ้าของบ้านเข้าไปในห้องด้านในสุดที่ค่อนไปทางด้านหลังของตัวบ้านเพื่อเอาของไปเก็บ เขาได้ห้องนอนขนาดกลางที่ไม่ได้มีข้าวของเครื่องใช้อะไรมาก มีเพียงเตียงนอนกับตู้เสื้อผ้าและดีที่มันเป็นห้องแอร์

"ฉันต้องไปทำงานแล้ว ฝากดูแลลูกด้วยนะ"

"แหมคุณกฤษ พูดแบบนี้ผมเขินนะ"

มารุตพูดพลางทำท่ากระมิดกระเมี้ยนบิดไม้บิดมือ อยู่ดี ๆ ก็พูดฝากฝังซะเหมือนเขาเป็นแม่ศรีเรือน คนเมื่อวานที่ชอบพูดจาถากถากเขาไปไหนแล้ว

"ฉันไม่ได้จ้างนายมาเพื่อเล่นขายของ"

"ขอโทษครับ"

มารุตหยุดการกระทำของตัวเองและตอบกลับด้วยน้ำเสียงจืดเจื่อนเพราะความรู้สึกผิด เขาก็แค่อยากให้กฤษณะมีอารมณ์ขันบ้างก็เท่านั้น แต่ดูเหมือนจะเล่นมากไปก็เลยทำให้เจ้าของบ้านอารมณ์เสียตั้งแต่เช้าจนได้

พอเห็นพี่เลี้ยงคนเก่งทำหน้าเหมือนเด็กโดนดุ กฤษณะก็ได้แต่แอบอมยิ้ม จากที่เขาได้สัมผัสเองเมื่อวาน มารุตเป็นผู้ชายที่มุ่งมั่นและไม่ยอมแพ้อะไรง่าย ๆ ติดแต่ว่าขี้เล่นมากไปหน่อยทำให้เขาต้องปรามไว้เสียบ้าง ไม่อย่างนั้นกลัวว่าจะทำอะไรตามอำเภอใจจนอาจคุมไม่อยู่

"แต่ก็อย่าห่วงเล่นมากไปแล้วกัน ดูแลถุงแป้งให้ดี เดี๋ยวลูกฉันจะไม่ได้กินข้าว"

ว่าเสร็จกฤษณะก็เดินออกไป ปล่อยให้คนฟังยืนทำหน้างุนงงอยู่อย่างนั้นจนกระทั่งมันแปรเปลี่ยนเป็นรอยยิ้มเล็ก ๆ ปกติแล้วกฤษณะไม่เคยมีความคิดจะคุยเล่นกับลูกจ้าง เพราะที่ผ่านมาพี่เลี้ยงส่วนใหญ่เป็นผู้หญิง เพื่อตัดปัญหาหลาย ๆ อย่างเขาจึงพยายามรักษาระยะห่างเอาไว้ แต่ตอนนี้คงจะไม่ต้องทำถึงขนาดนั้นแล้วเพราะมารุตเป็นผู้ชายและดูเหมือนจะทำหน้าที่พี่เลี้ยงได้ดีโดยที่เขาไม่ต้องกังวลเหมือนกับที่ผ่านมาด้วย

"เฮ้อ พ่อเรานี่ปากร้ายแต่ใจดีเป็นเหมือนกันนะ"

มารุตเดินไปอุ้มถุงแป้งขึ้นมาหอมทักทาย แม้ความเป็นจริงกฤษณะจะขอไว้ว่าห้ามทำอะไรรุ่มร่ามกับลูกสาวตัวน้อยของเขา แต่มันอดใจได้ที่ไหน อีกอย่างเขาไม่ได้คิดอะไรไม่ดี ถ้าไม่บอกว่าแอบหอมแก้มเจ้าตัวเล็ก เขาก็คงไม่รู้หรอก

"ไหนขอดูหน่อยซิ มีใครเปลี่ยนผ้าอ้อมให้หนูหรือยังน้า"

มารุตพูดไปก็จับเด็กพลิกตัวเพื่อสอดส่องดูความเรียบร้อย เมื่อวานก่อนจะกลับบ้านเขาขอร้องแกมบังคับเรื่องเปลี่ยนผ้าอ้อมไว้กับคนเป็นพ่อ ถึงกับต้องสาธิตให้ดูว่าวิธีการเช็ดทำความสะอาดและเปลี่ยนผ้าอ้อมต้องทำยังไง เพราะไม่อย่างนั้นมันจะอับชื้นน้องจะไม่หายจากการเป็นผดผื่นแดงง่าย ๆ แม้จะรู้ว่าอีกฝ่ายอาจจะไม่ทำตามแต่เมื่อเช็คดูก็พบว่าผ้าอ้อมเป็นผ้าผืนใหม่และข้างในสะอาดหมดจดราวกับเพิ่งเปลี่ยนมา ทำให้รอยยิ้มผุดขึ้นบนใบหน้าชายหนุ่มอีกครั้ง

-- เขาก็เป็นพ่อที่ดีได้นี่นาถ้าคิดจะทำ –

มารุตหยอกล้อกับเด็กเล่นอยู่สักพักก็หันไปเตรียมมือเช้าสำหรับเด็กอ่อน ของที่ซื้อมาเตรียมไว้เมื่อวานมากพอที่จะทำให้หนูน้อยรับประทานได้ทั้งอาทิตย์โดยที่ไม่ต้องกังวลว่ามันจะหมด อีกอย่างเด็กยังกินอะไรที่ง่าย ๆ ไม่ได้ต้องปรุงรสชาติที่ซับซ้อนเหมือนผู้ใหญ่ทำให้ประหยัดเวลาให้เขาได้ดีทีเดียว

ช่วงเวลาประมาณ 9 โมงครึ่งมารุตให้นมเจ้าตัวน้อยและส่งเข้านอน หลังจากนั้นจึงไล่ทำความสะอาดพื้น ส่วนต่าง ๆ ภายในบริเวณห้องนั่งเล่นและห้องนอนเด็กเพื่อดูแลสุขอนามัยของเด็กให้ได้มากที่สุด เมื่อจัดการทุกอย่างได้ตามตารางที่ตั้งใจไว้ เขาก็มีเวลาว่างเอาผ้าอ้อมและข้าวของไปซักตาก ก่อนจะมาเตรียมมือเที่ยงอีกครั้งและกดสั่งอาหารกลางวันให้ตัวเอง วันนี้เป็นวันแรกก็เลยไม่อยากจะทำอะไรให้มันวุ่นวาย รอให้ทุกอย่างลงตัวกว่านี้ค่อยทำกับข้าวกินเอง

เวลาผ่านไปไวเหมือนโกหก ทุกอย่างเรียบร้อยดีจนกระทั่งกฤษณะกลับมาถึงบ้าน ไฟที่เปิดสว่างจากตัวบ้านทำให้เขารู้สึกดีเหมือนมีใครรออยู่แม้จะเป็นคนแปลกหน้าก็ตาม สิ้นเสียงปิดประตูก็เจอสายตาแป๋ว ๆ สองคู่หันมามองที่เขา ใบหน้าเล็ก ๆ นั่นอ้าปากส่งเสียงร้องเหมือนอยากจะพูดอะไรบางอย่าง

"พ่อจ๋ากลับมาแล้ว"

แต่คนที่พูดไม่ใช่ลูกของเขาเนี่ยสิ สิ่งที่กฤษณะได้ยินเมื่อครูทำให้เขารู้สึกแปลก ๆ

-- พ่อจ๋างั้นเหรอ –

มันช่างเป็นคำที่ดูไม่เหมาะกับตัวเขาเอาเสียเลย แต่ก็ช่างเถอะ เพราะเขาคงไม่พูดอะไรทำนองนี้อยู่แล้ว

"คุณกฤษกินอะไรมาหรือยังครับ"

กฤษณะส่ายหน้า ด้านภาระหน้าที่การงานของเขาทำให้กลับบ้านไม่ค่อยตรงเวลาเท่าไหร่ ตอนนี้เป็นเวลาเกือบทุ่มแต่เขากลับหิวจนไส้จะขาดให้ได้ จะแวะหาอะไรกินก่อนเข้าบ้านก็เป็นห่วงลูกเพราะยังไม่ไว้ใจพี่เลี้ยงคนใหม่นัก แต่พอมาเห็นว่าทุกอย่างปกติดีเขาก็พอโล่งใจ สงสัยคงต้องสั่งอะไรมากินแทน

"ในครัวมีผัดหน่อไม้ฝรั่งกับเต้าหู้ทรงเครื่อง เผื่อคุณหิว"

"นายทำเหรอ"

"ผมเก่งใช่ไหมล่ะ แต่เปล่าหรอก วันนี้ผมสั่งมาต่างหาก ฮ่า ๆ "

มารุตชมตัวเองก่อนจะหัวเราะออกมาเสียงดัง ปกติเขาอยู่กับแม่สองคนก็ได้ช่วยแม่ทำกับข้าวบ่อย ๆ แต่ช่วงนี้ให้ทำกับข้าวด้วยก็คงจะไม่ไหว เพราะงานอื่นก็กินพลังไปแทบหมดแล้ว

"แล้วยัยหนูเป็นยังไงบ้าง"

"ก็ตามประสาเด็กครับ วันนี้คลานเก่งมาก เล่นซนทั้งวัน"

"…"

"ทำไมทำหน้าแบบนั้น ไม่เชื่อผมเหรอ"

"นึกว่านายจะบ่นว่าลูกฉันเอาแต่ร้องไห้ทั้งวันซะอีก"

"ไม่เห็นจะเป็นอย่างที่คุณพูดเลย ใช่ไหมแป้งน้อย"

มารุตพูดพลางหันมายกนิ้วเกลี่ยแก้มเด็กน้อยที่กำลังยกขวดนมดูดเอง พอเห็นพี่เลี้ยงยกมือเข้าหา ถุงแป้งก็ยื่นไม้ยื่นมือของตัวเองออกมาบ้างจนขวดนมจวนจะหลุดจากปาก ดีที่มีมือของมารุตช่วยพยุงมันเอาไว้ก่อน

"หม่ำ ๆ ก่อนนะครับ ไว้ค่อยเล่นกันทีหลัง"

กฤษณะยืนมองพฤติกรรมอีกฝ่ายอยู่อย่างนั้นไม่นานก็เดินเข้าห้องนอนตัวเองไป แม้จะเป็นเรื่องดี แต่มารุตก็รู้สึกได้ถึงความแปลก ปกติถ้าพ่อหรือแม่กลับจากทำงาน เขาไม่คิดถึงลูกหรือโหยหาอยากจะกอดจะดมลูกกันเลยเหรอไง ขนาดเขาเองเห็นเด็กและยังรู้สึกอยากจะเข้าหาเลย แต่นี่กลับแค่ถามแล้วเดินเข้าห้องไปเฉย ๆ

มารุตไม่อยากจะด่วนตัดสินอะไรนัก เพราะเขาเองก็เพิ่งจะได้เข้ามาทำงานตรงนี้ แต่สิ่งที่จะทำให้เขาเริ่มเอะใจว่ามันผิดปกติก็คือหลังจากที่กฤษณะอาบน้ำกินข้าวเรียบร้อยเขาก็เดินกลับเข้าห้องไป ปล่อยให้มารุตส่งเจ้าตัวเล็กเข้านอนคนเดียว

-- ก๊อก ๆ --

เสียงเคาะประตูทำให้กฤษณะที่กำลังนั่งมองรูปภรรยาอยู่บนหัวเตียงต้องเงยหน้าขึ้นมา เขาเมื่อเปิดประตูก็เห็นว่ามารุตยืนรออยู่

"มีอะไรหรือเปล่า"

"คือผมมีเรื่องอยากจะคุยกับคุณหน่อย"

"ตอนนี้มันดึกแล้ว ไว้คุยวันอื่น"

"ดึกที่ไหนกันคุณ มันเพิ่งจะสองทุ่มกว่าเองนะ"

"ก็ไม่ใช่เวลาที่จะมาคุยเรื่องงานในตอนนี้"

"แล้วไม่คุยเวลานี้คุณจะให้ผมไปคุยตอนไหน คุณไปทำงานแต่เช้ากลับมาก็ค่ำแล้ว คือผมต้องรอตอนไหนคุณถึงจะว่าง"

มารุตเริ่มจะไม่เข้าใจกับพฤติกรรมคนตรงหน้า เวลาออกจะเหลือเฟือแต่กลับทำตัวยุ่งทั้ง ๆ ที่ไม่มีอะไร

"นายมีอะไร"

"ผมแค่อยากจะถามเรื่องของคุณกับถุงแป้ง"

"ฉันจ้างนายมาให้ดูถุงแป้ง ไม่ได้จ้างให้มาสืบเรื่องของฉันกับลูก"

"แต่ผมต้องรู้"

ร่างสูงขมวดคิ้วหนักกับคำตอบที่ได้ยิน เขาไม่เคยเจอพี่เลี้ยงที่เอาใจใส่จนเกินเลยหน้าที่ตัวเองมาก่อนและไม่ชอบใจเลยที่ถูกก้าวก่ายเรื่องส่วนตัวแบบนี้

"ฉันคิดว่านายคงไม่เหมาะกับงานนี้"

"…"

"คุณทำแบบนี้อีกแล้ว นี่ใช่ไหมสาเหตุที่คุณเปลี่ยนพี่เลี้ยงเป็นว่าเล่น คุณไม่ยอมรับฟัง ไม่สนใจอะไรเลย พอไม่ถูกใจคุณเข้าหน่อยคุณก็เดินหนีปัญหา"

"มารุต!!! "

"ผมพูดถูกใช่ไหมล่ะ"

"ฉันคิดผิดที่มาจ้างเด็กลามปามอย่างนาย"

"คุณน่ะคิดถูกที่จ้างผม แต่ผมต่างหากล่ะที่คิดผิดที่มาเลือกนายอย่างคุณ"

"ฉันคงไม่ใจดีให้เด็กที่ไหนก็ไม่รู้มายืนด่าฉันปาว ๆ แล้วฉันก็จ้างเขาทำงานต่อหรอกนะ"

"ไม่จ้างก็ได้ ผมก็ไม่อยากจะทนทำงานกับผู้ใหญ่ใจแคบอย่างคุณเหมือนกัน"

"แต่ฉันจะไม่เป็นคนบอกเลิกสัญญาแน่เพราะฉันไม่ผิด นายจะไม่ได้รับค่าจ้างแม้แต่บาทเดียว หรือถ้าอยากได้นักฉันจะยอมจ่ายให้ก็ได้เพื่อให้นายไปพ้น ๆ ฉันเสียที"

"ผมก็จะไม่บอกเลิกสัญญาเหมือนกันเพราะผมไม่ผิด ผมไม่ได้ทำให้คุณเสียหาย ไม่ได้ละทิ้งหน้าที่ ไม่มีกฎข้อไหนที่ห้ามไม่ให้ผมถามคุณถ้ามันมีผลเกี่ยวกับเรื่องงาน คุณต่างหากที่ผิดเพราะคุณดูถูกผม แถมยังบ้าอำนาจชอบใช้เงินแก้ปัญหาอยู่เรื่อย"

มารุตรีบถอยกรูดออกมาก้าวใหญ่เมื่อเห็นอีกฝ่ายเริ่มขยับตัว เขาชูสองมือขึ้นตั้งการ์ดด้วยความระแวงเพราะเมื่อวานก็เห็นแล้วว่าถ้าคนตรงหน้าถ้าโมโหจะเป็นแบบไหน

"ถ้าคุณทำร้ายผม ผมก็จะแจ้งข้อหานายจ้างทำร้ายร่างกายลูกจ้างด้วย"

แม้จะฟังเป็นคำพูดที่รุนแรงแต่ก็ไม่ได้ทำให้กฤษณะเกรงกลัว นี่มันบ้านของเขาเอง ทำไมเขาต้องกลัวเด็กปากดีนี่ด้วย เขาข่มใจตัวเองอย่างหนักเมื่ออยากจะจัดการขั้นเด็ดขาดด้วยการจับเจ้าพี่เลี้ยงจอมจุ้นจ้านคนนี้โยนออกจากบ้านแต่ก็ทำไม่ได้ ว่ากันตามตรงเหตุผลของเขาคงจะอ่อนไปจริง ๆ รู้อย่างนี้น่าจะเขียนลงในสัญญาด้วยว่าห้ามถามห้ามยุ่งเรื่องส่วนตัว

"ฉันจะให้เวลานายกลับไปคิด ถ้าจะทำงานต่อก็เลิกยุ่งเรื่องส่วนตัวของฉันกับลูก แต่ถ้าไม่ พรุ่งนี้ก็เก็บของ ๆ นายออกจากบ้านฉัน"

ไม่รอฟังคำตอบ เขาก็ผลักมารุตให้ออกไปจากห้องตัวเองและปิดประตูใส่หน้าอีกฝ่ายอย่างจงใจ นี่มันบ้าอะไรอีก เขาต้องหาพี่เลี้ยงคนใหม่ไปอีกกี่รอบถึงจะเจอคนที่เขาต้องการจริง ๆ

"เผด็จการ! บ้าอำนาจ! เอาแต่ใจ! หาพี่เลี้ยงให้ตายคุณก็ไม่ได้ตามที่คุณอยากได้หรอก! "

มารุตตะโกนอยู่หน้าห้อง ใจจริงอยากจะตะโกนให้บ้านข้าง ๆ ได้ยินด้วย แต่ก็กลัวว่าถุงแป้งจะตื่นเพราะเสียงของเขา ก็เลยได้แต่ส่งเสียงพอให้คนด้านในห้องได้ยินเท่านั้น กำลังจะสรรหาคำมาพูดต่อ เจ้าของห้องก็เปิดประตูออกมาทำหน้าดุจ้องเขาปานจะกินเลือดกินเนื้อ จนมารุตต้องรีบวิ่งเข้าห้องตัวเองไป

-- ฮึ่ย คนแบบนี้ ใครเขาอยากจะทำงานด้วย –

มารุตนั่งบ่นอยู่ในห้องพักตัวเอง เห็นทีชีวิตพี่เลี้ยงเขาคงจะจบลงแค่นี้แล้วจริง ๆ เมื่อมีเวลาได้คิดทบทวน เขาก็มองเห็นปัญหาที่มันไม่ควรเป็นปัญหา หรือจะเป็นตัวเขาเองที่ผิด ถ้าไม่ไปยุ่งเรื่องของสองพ่อลูกและทำหน้าที่ตัวเองไปแค่นั้นมันก็จบแล้ว แต่ทำไมเขาถึงได้อยากไปยุ่งขนาดนั้นแถมยังกล้าด่าเจ้านายตัวเองอีก เมื่อกี้ไม่โดนบีบคอตายก็บุญเท่าไหร่แล้วไอ้หมอก

ใจก็คิดไปด้วยสองมือก็ขยี้หัวตัวเองด้วยความไม่เข้าใจ เขาอาจจะชินกับการดีลงานออนไลน์ รับงานคนเดียวมาตลอด พอมารับงานที่ต้องคุยต่อหน้าแบบนี้เลยคุมอารมณ์ตัวเองไม่อยู่

------

ไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปนานแค่ไหน เจ้าของห้องชั่วคราวที่เพิ่งจะเข้าพักได้ไม่กี่ชั่วโมงได้แต่กลิ้งไปกลิ้งมาบนเตียง นอนไม่หลับกระสับกระส่ายหาทางออกไม่เจอ เขาไม่อยากจะละทิ้งหน้าที่ของตัวเองกลางคัน แต่ก็ไม่อยากจะทำงานต่อกับคนที่ไม่รู้จักเปิดใจ ไม่รับฟังอะไร มองทุกอย่างในแง่ร้ายไปหมด

"แงงงงงงงงงง"

เสียงร้องที่ดังมาจากห้องนอนเด็กทำให้มารุตเลิกคิดฟุ้งซ่านและกลับมาอยู่ในโลกของความเป็นจริงอีกครั้ง เขาย่องออกจากห้องตัวเองให้เบาที่สุดไม่ใช่เพราะไม่อยากให้เจ้าของบ้านรู้ แต่เขาไม่อยากให้เด็กน้อยตกใจกลัวต่างหาก

เมื่อมาถึงก็รู้อยู่แล้วว่าพ่อของเจ้าตัวน้อยก็คงจะไม่แยแส สุดท้ายก็ไม่เห็นเขาจะออกมาดูลูกตัวเองเลย มารุตแอบดูเจ้าตัวเล็กอยู่เงียบ ๆ ไม่เดินเข้าไปหาและพยายามไม่ให้เด็กรู้ตัวว่าเขาอยู่ใกล้ ๆ

"ทำอะไรของนาย ลูกฉันร้องขนาดนี้มายืนแอบอยู่ตรงนี้ทำไม หรือคิดว่าจะไม่ทำแล้วก็เลยจะทำแค่ยืนมองงั้นสิ"

"เฮ้ย! เดี๋ยวก่อนสิคุณ"

เมื่อเห็นว่ากฤษณะกำลังจะเดินเข้าห้องเด็กไป มารุตก็คว้าขอมือหนาของอีกฝ่ายไว้อย่างลืมตัว แถมยังกระซิบกระซาบลดระดับความดังของเสียงตัวเองลงอย่างไม่มีสาเหตุ

"มาห้ามฉันทำไม ยัยหนูกำลังร้อง"

"คุณอย่าเสียงดังสิ เดี๋ยวถุงแป้งจะตื่น"

"ปล่อยมือฉันเดี๋ยวนี้"

"ปล่อยไม่ได้ ลูกคุณอาจจะแค่ละเมอร้องไห้ด้วยความเคยชิน เดี๋ยวถุงแป้งก็สงบไปเอง"

"พูดเพ้อเจ้ออะไรของนาย ปล่อย ถ้าพูดดี ๆ ไม่ได้ฉันจะไม่ทนแล้วนะ"

"โอ๊ย คุณนี่ ผมบอกว่าอย่าเสียงดังยังไงล่ะ ฟังกันบ้างสิ"

ด้วยความเผลอไผล มารุตยกมือปิดปากอีกฝ่ายอย่างรวดเร็วและลากคนเป็นพ่อออกมาให้ห่างจากห้องเด็กจนมาถึงห้องนั่งเล่นด้วยกลัวว่าเสียงคุยกันของพวกเขาจะไปรบกวนเด็กเข้า แต่คนที่ไม่เข้าใจในการกระทำของพี่เลี้ยงหนุ่มกลับเข้าใจไปอีกอย่างคิดว่ามารุตลามปาม กฤษณะจับมือมารุตที่วางทับอยู่บนปากเขาออกและบีบมันราวกับจะระบายความโกรธลงไปที่ตรงนั้นทั้งหมด

"โอ๊ย คุณกฤษ ผมเจ็บนะ"

มารุตพยายามสะบัดข้อมือออกแต่ก็ไม่คิดว่ากฤษณะจะแรงเยอะขนาดที่ว่าเขาขัดขืนลำบาก ต่างฝ่ายต่างไม่ยอมผ่อนแรงจึงเกิดการแรงยื้อยุดฉุดกระชากกันไปมา สุดท้ายเด็กหนุ่มกลับเป็นฝ่ายเสียเปรียบด้วยแรงที่น้อยกว่า ร่างเขาถูกมือหนาจับกดกระแทกลงบนโซฟา

"ตอบมา นายต้องการอะไร"

"ผมต้องการอะไร ผมแค่กันไม่ให้คุณไปกวนถุงแป้ง น้องกำลังนอนนะ"

"ยัยหนูจะนอนได้ยังไง ในเมื่อฉันได้ยินว่าลูกกำลังร้องไห้"

สิ้นเสียงของคนเป็นพ่อ ทุกอย่างก็เงียบกริบราวกับก่อนหน้านั้นไม่มีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้น มันเหมือนกับหูดับไปในเสี้ยววินาที ไม่ได้ยินเสียงอะไรอื่นเลยนอกจากเสียงลมหายใจหอบของมารุต

แล้วที่ลูกเขาร้องเมื่อครู่ล่ะ มันหมายความว่ายังไง

มารุตกลืนน้ำลายลงคอเพราะเริ่มรู้ตัวแล้วว่าเขาสู้คนตรงหน้าไม่ได้ ถ้าหากว่าโดนต่อยสักหมัดล่ะก็ เขาคงจะนอนนิ่งสลบไม่เป็นท่าแน่ ๆ

กฤษณะพอไม่ได้ยินเสียงลูก จากที่สงสัยว่าเกิดอะไรขึ้นก็เริ่มมีความห่วงเข้ามาแทนที่ คนตัวสูงใหญ่ผละตัวเองออกจากคนข้างใต้ที่เขาใช้แรงกดทับเอาไว้ด้วยร่างตัวเองก่อนจะเดินดุ่ม ๆ เข้าไปที่ห้องเด็กอีกครั้ง ตามด้วยมารุตที่วิ่งตามไปหวังจะห้ามไม่ให้อีกฝ่ายไปกวนเด็ก

"อุ๊บ!!! "

ด้วยความที่คนตัวสูงหยุดกะทันหัน หน้ามารุตชนเข้ากับแผงหลังที่แข็งราวกับกำแพงนั่นอย่างจัง เขาอยากจะตะโกนว่าเหลือเกินถ้าไม่ติดว่ากลัวถุงแป้งตื่น

"ลูกฉันเป็นอะไร ทำไมยัยหนูไม่ร้อง"

"ลูกคุณไม่ได้เป็นอะไร แค่ละเมอร้องไห้"

"…"

กฤษณะมองลูกตัวน้อยที่นอนหลับสนิทไปแล้วด้วยความงุนงง แล้วถึงหันมาหามารุตด้วยแววตาที่สับสน

"คุณหัดเชื่อใจคนอื่นบ้างนะ จ้างผมมาก็ให้ราคาผมบ้างก็ได้"

"..."

สุดท้ายคนเป็นพ่อก็ตรวจสอบสิ่งที่เห็นด้วยการเดินเข้าไปหาลูกอย่างเงียบเชียบที่สุด ยกมือขึ้นลูบหัวเด็กน้อยเบา ๆ ก็เห็นว่าถุงแป้งหลับปุ๋ยไปแล้ว เขาไม่พูดอะไรอีกเลยก่อนจะหันหลังเดินออกไปจากห้อง

Lanjutkan membaca buku ini secara gratis
Pindai kode untuk mengunduh Aplikasi

Bab terbaru

  • สอนรักพ่อลูกอ่อน   36 ตอนจบ

    "หมอก""ครับ""มานี่หน่อย""คุณกฤษมีอะไรหรือเปล่าครับ""เปล่า แค่อยากเห็นหน้า""เล่นอะไรของคุณเนี่ย...ถ้าไม่มีไร ผมไปทำความสะอาดครัวต่อละ""มานี่ก่อน"มารุตจิ๊ปากแต่ก็เดินเข้าไปหา ในมือยังคงถือผ้าเช็ดโต๊ะไม่ยอมวาง พอไปถึงเขาก็ถูกรวบตัวจับให้นั่งลงบนตัก"ทำไมต้องให้ผมนั่งบนตักคุณด้วย ตัวผมไม่ใช่เบา ๆ นะ""ไว้ตัวใหญ่กว่าฉันก็ค่อยให้ฉันนั่งตักนายแทนก็ได้""ผมไม่ได้หมายความว่าอย่างนั้น ผมหมายถึผมนั่งข้าง ๆ คุณก็ได้ต่างหาก"มารุตกลอกตาไปมาก่อนจะพูดด้วยน้ำเสียงฮัดฮัด แต่ก็ดูเหมือนจะไม่ได้ระคายหูคนฟังนัก กฤษณะกอดคนตรงหน้าแน่นขึ้น เขาเกยคางลงบนบ่าอีกฝ่าย เลื่อนกรอบหน้าเข้าไปใกล้หูที่กำลังเริ่มขึ้นสีระเรื่อจนแนบชิด"ปีนี้นายอายุเท่าไหร่""ปีนี้ผม 26 แล้ว คุณถามทำไมครับ""ปีนี้ฉัน 33""ครับ ผมรู้อยู่แล้ว คุณห่างกับผมตั้ง 7 ปี เป็นพี่ผมได้สบาย ๆ ""ถ้าอย่างนั้นทำไมไม่เรียกฉันพี่ซะล่ะ""ได้ไงล่ะครับ คุณโตกว่าผมมากแถมยังเป็นเจ้านายผมกับแม่ด้วย""แต่ฉันว่ามันฟังดูห่างเหิน เรื่องว่าจ้างก็ปล่อยให้เป็นเรื่องว่าจ้าง แต่เรื่องความสัมพันธ์นายก็ต้องปล่อยให้มันเป็นไปตามที่ควรเป็นสิ""เอ่อ ผม""ฉันขอมากไปงั

  • สอนรักพ่อลูกอ่อน   35 จริงจังแค่ไหน แค่ไหนเรียกจริงจัง

    "คุณกฤษครับ แป้งน้อยไม่สบาย ผมพาไปหาหมอมาแล้ว....ครับ....มีไข้แต่ตอนนี้ไข้เริ่มลดแล้ว...ครับ...เจอกันตอนเย็นครับ"มารุตวางสายก่อนจะหันมาดูเจ้าตัวเล็กที่นอนกระสับกระส่ายอยู่บนที่นอนของตัวเองอย่างน่าสงสาร หลายวันที่ผ่านมาพวกเขาคงจะพาไปตากแดดตากลมมากไปหน่อยจึงทำให้ล้มป่วย"หายไว ๆ นะเด็กดี"เมื่อเห็นว่าถุงแป้งหลับสนิทแล้วร่างโปร่งก็เดินออกมาด้านนอกเพื่อเตรียมอุปกรณ์เช็ดตัว ปกติแล้วมารุตไม่ค่อยมีปัญหาเรื่องการดูแลเด็กสักเท่าไหร่ หากเรื่องไหนเขาไม่แน่ใจก็มักจะโทรถามแม่ตัวเองอยู่ตลอด แต่กับเรื่องเจ็บไข้ได้ป่วย แม่เขาจะบอกให้เขาจำใส่ใจไว้เสมอว่าอันดับแรกที่ควรทำก็คือพาเด็กส่งถึงมือหมอให้เร็วที่สุด และนั่นก็เป็นคำแนะนำที่ดีมากสำหรับเขาระหว่างนั้นมารุตก็แวะเข้าไปดูถุงแป้งอยู่ตลอด เธอจะร้องงอแงบ้างเมื่อรู้สึกไม่สบายตัว ทำให้มารุตต้องคอยอยู่ปลอบจนสงบเป็นระยะ ๆ"ยัยหนูเป็นยังไงบ้าง""คุณกฤษ ทำไมรีบกลับล่ะครับ แล้วงานล่ะ"จู่ ๆ กฤษณะก็เดินทางกลับมาถึงบ้านหลังจากที่วางสายจากมารุตไปได้ไม่ถึงชั่วโมง"ฉันเป็นห่วงลูก เลยลางานครึ่งวันน่ะ"กฤษณะเดินเข้ามาในห้องของลูก เขายังไม่ทันจะวางสัมภาระที่พกติดตัวม

  • สอนรักพ่อลูกอ่อน   34 คำตัดสิน

    ถึงวันฟังคำตัดสิน กฤษณะขอลางานเดินทางไปศาลพร้อมกับลูกและมารุต หลายอาทิตย์ที่ผ่านมาพวกเขามีชีวิตที่ค่อนข้างกดดันเพราะต้องแบกรับเรื่องต่าง ๆ เอาไว้กับตัวทั้งหมด แม้แต่แม่บ้านรุ่งรัตน์ มารุตเองก็ไม่ได้เล่าอะไรให้ฟังเพราะไม่อยากให้แม่ไม่สบายใจ"ตาาาาาาา พ่อจ๋า ตาาา"คำเรียกที่จากปากเจ้าตัวเล็กหลังจากที่ยกมือไหว้ตามคนเป็นพ่อและพี่เลี้ยงทำให้นพพลถึงกับหยุดชะงัก นี่หลานเขาโตจนพูดได้ขนาดนี้แล้วเชียวหรือ สุดท้ายแม้ไม่อยากจะรับไหว้แต่ก็ต้องจำยอมพยักหน้าให้ครอบครัวเจ้าตัวน้อย เพียงเพราะอยากเห็นรอยยิ้มของหลาน"ไป ไป หม่ามา ไป ไป"เจ้าตัวเล็ก ส่งเสียงเป็นนกแก้วนกขุนทอง เธอเรียกคนนั้นทีคนนี้ทีแล้วโบกไม้โบกมือทักทายคนไปทั่ว แถมยังเดินคล่องขึ้นกว่าเดิมมาก ไม่เหมือนตอนเล็ก ๆ ที่ไม่ว่าใครก็เข้าใกล้ไม่ได้ส่วนอภิญญาพอได้เห็นหน้าหลานก็ถึงกับน้ำตาซึม เพราะระหว่างที่ฟ้องร้องกันอยู่ เธอไม่มีโอกาสจะได้เจอหลานเลย จะแอบติดต่อก็ลำบาก แต่พอได้เห็นถุงแป้งถือของเล่นที่เคยซื้อให้มาด้วยก็แอบดีใจอยู่ลึก ๆการทักทายดูจะจบลงแค่นั้นก่อนที่พวกเขาจะเดินแยกจากกันไป ส่วนกฤษณะไม่ได้รีรออะไร เขาเดินไปติดต่อเจ้าหน้าที่ศาลเพื่อ

  • สอนรักพ่อลูกอ่อน   33 คู่คิด

    เวลาล่วงเลยมากว่าสองเดือนหลังจากได้หมายศาล แม้กฤษณะจะไม่ได้มีคนรอบข้างในชีวิตมากนัก แต่เขายังโชคดีที่ได้ทนายฝืมือดีเป็นรุ่นพี่จากที่ทำงานเก่า ตามจริงเขารู้สึกแค่เพียงว่าการต่อสู้เพื่อแย่งชิงสายเลือดเดียวกันมันเป็นเรื่องที่สูญเปล่า แต่หากว่ามันจำเป็นที่จะต้องพิสูจน์ตัวเองว่าเขาดีพอที่จะได้เลี้ยงดูลูกต่อไปหรือไม่ เขาก็พร้อมที่จะทำวันนี้ทนายเดินทางมาหาเขาที่บ้าน พร้อมกับสอบถามข้อมูลและหาหลักฐานอื่น ๆ ประกอบเพิ่มเติม"วันที่ศาลนัดไกล่เกลี่ย โจทย์ส่งเพียงทนายมาเจรจา ซึ่งจากที่เราได้พยายามหาข้อตกลงร่วมกัน มันไม่เป็นผลสำเร็จ ดังนั้นเราต้องเตรียมข้อมูลหลักฐานไปสู้กันต่อ ศาลนัดสืบพยานในอีกสองอาทิตย์ข้างหน้า กฤษ นายยังโชคดีนะที่ได้จดทะเบียนสมรส ถ้าว่าตามข้อนี้นายได้เปรียบแน่นอนเพราะเป็นพ่อที่ชอบด้วยกฏหมาย""ผมมีโอกาสที่จะเสียลูกมากน้อยแค่ไหนครับพี่เอก"กฤษณะพูดพลางหันไปมองมารุตที่นั่งอยู่ไม่ไกลกันนัก สิ่งที่เขากังวลใจอีกเรื่องก็คือเรื่องของคนข้าง ๆ เพราะเรื่องของพวกเขาสองคนก็เป็นข้อเท็จจริงอีกข้อที่อีกฝ่ายจะยกข้อนี้ขึ้นมาอ้างได้"ว่ากันตามหลักกฏหมาย ไม่มีข้อไหนที่ห้ามผู้ปกครองที่คบหาเพศเดียวกั

  • สอนรักพ่อลูกอ่อน   32 ตัดขาด

    วันนี้กฤษณะพาลูกมาเยี่ยมคุณตาคุณยายอย่างเคย สายตาหลายคู่ที่เคยมองเขาด้วยความเป็นกันเองได้แปรเปลี่ยนเป็นความเย็นชาและเพิกเฉย ซึ่งกฤษณะไม่ได้สนใจเท่าไหร่นัก มีก็แต่มารุตที่ยังไม่ชินและรู้สึกอึดอัดตลอดเวลาที่อยู่ที่นี่กฤษณะยกมือขึ้นตบบ่าคนตรงหน้าเบา ๆ เป็นการให้กำลังใจ แต่ก็ไม่พ้นสายตาคนรอบข้างที่คอยจ้องจับผิดพวกเขาอยู่แทบจะทุกวินาที"ไม่เป็นไรนะ""ครับ"มารุตส่งยิ้มตอบ ตามจริงคนที่อยากได้กำลังใจมากที่สุดควรจะเป็นกฤษณะมากกว่า แต่คนตัวโตกลับไม่เผยความรู้สึกให้ใครรู้ นั่นจึงเป็นสาเหตุว่าทำไมคนรอบข้างถึงเข้าใจผิดคิดว่าเขาไร้ความรู้สึก ทั้ง ๆ ที่หากได้ใกล้ชิดกันจริง ๆ กฤษณะคือคนที่เอาใจใส่คนอื่นดีมากคนหนึ่ง"เห็นอกเห็นใจกันเหลือเกินนะ"นพพลพูดขึ้นอย่างไม่มีอ้อมค้อม เขานึกว่าหากอภิญญาได้เกลี้ยกล่อมให้กฤษณะยอมเลิกจ้างมารุตตามที่ร้องขอ อาจจะทำให้เขาใจอ่อนขึ้นมาบ้าง แต่กฤษณะกลับเพิกเฉย มิหนำซ้ำยังพามารุตมาด้วยราวกับไม่เห็นหัวเขา"ฉันไม่คิดว่าแกจะกล้าหักหลังลูกสาวฉัน ถึงขั้นเอาลูกจ้างมาแทนที่ แถมยังเป็นผู้ชายด้วยกันอีก"คำพูดขอพ่อตาทำให้ทุกคนที่อยู่ในบ้านเงียบไปตาม ๆ กัน"แกเงียบแบบนี้ แสดงว่าแก

  • สอนรักพ่อลูกอ่อน   31 แพ้ทางพ่อลูกอ่อน

    หลังจากที่กฤษณะขอมารุตคบอย่างจริงจัง ดูเหมือนว่าพี่เลี้ยงคนที่มั่นใจในตัวเองสูง คนที่กล้าเดินหน้าบอกความรู้สึกก่อน จะกลายเป็นคนละคนไปแล้ว มารุตไม่ยอมสบตาตอนคุย เขาพูดน้อยลงกว่าเดิมมาก แถมยังออกอาการเขินอายยิ่งกว่าเดิมเสียอีก กฤษณะจึงปล่อยให้เขาได้ปรับตัว ไม่เร่งรีบอะไร พวกเขากลับไปเตรียมตัวที่ห้องอีกครั้งและกลับมานั่งพักผ่อนที่ริมชายหาดกันเงียบ ๆ"อ๊าย! จา จ้าาา"ถุงแป้งส่งเสียงร้องดังลั่น เมื่อถูกปล่อยให้คลานเล่นบนชายหายเม็ดเนียนละเอียด ชุดว่ายน้ำสีแดงสดลายก้อนเมฆเด่นสะดุดตา เรียกได้ว่าคลานไปไหนก็หาเจอส่วนผู้ใหญ่ทั้งสองคนอยู่ในชุดกางเกงว่ายน้ำกับเสื้อเชิ้ตแขนสั้นทั้งคู่ คนเป็นพี่เลี้ยงพาเจ้าตัวเล็กนั่งก่อปราสาททรายอยู่ใต่ร่มไม้ ส่วนกฤษณะก็นอนดูมารุตกับลูกอยู่บนเก้าอี้ชายหาด ลมยามบ่ายแก่ ๆ กับกลิ่นของทะเลชวนให้รู้สึกดีทีเดียว"ดูนั่นสิ พวกเขาพาลูกน้อยมาเที่ยวล่ะ""ใช่เหรอ ฉันว่าเด็กอาจจะเป็นญาติกันกับสองคนนั้นก็ได้นะ""ไม่รู้สิ ถ้าอย่างนั้นแล้วแม่เด็กไปไหน ปกติแม่จะหวงลูกอย่างกับอะไรดี ตัวแค่นี้ไม่น่าปล่อยให้ออกมาเล่นแบบนี้กับคนอื่นได้นะ""อืม น่าคิด"บทสนทนาที่ดังอยู่ด้านหลัง ทำให้ก

  • สอนรักพ่อลูกอ่อน   6 ชั่งใจ

    [เช้าวันถัดมา]วันนี้เป็นวันอาทิตย์ซึ่งเป็นวันหยุดงานของกฤษณะ แม้จะเป็นวันหยุดแต่เขาก็ตื่นเช้าเป็นปกติ ยิ่งเมื่อคืนเกิดมีปากเสียงกับพี่เลี้ยงเด็กด้วยแล้ว ยิ่งทำให้เขานอนหลับไม่ลง หลับ ๆ ตื่น ๆ เพราะพะวงกับหลาย ๆ เรื่องเมื่อออกจากห้องมาก็พบว่ามีคนตื่นอยู่ก่อนแล้วและมารุตก็กำลังเปลี่ยนผ้าอ้อมให้กับลู

  • สอนรักพ่อลูกอ่อน   8 การเปลี่ยนแปลง

    -- แกร๊ก –เสียงประตูเปิดออกท่ามกลางความมืดมิดภายในบ้าน แสงที่สาดจากทางด้านนอกช่วยให้คนที่เพิ่งจะเดินเข้ามาด้านในปรับโฟกัสสายตาได้ง่ายขึ้น ทำไมมารุตถึงได้ปล่อยให้บ้านมืดได้ขนาดนี้ทุกอย่างภายในบ้านเงียบเชียบผิดปกติ ทำให้กฤษณะรู้สึกใจไม่ดี เขานึกไปถึงเหตุการณ์วันนั้น วันที่เขาสูญเสียสิ่งสำคัญที่สุดใน

  • สอนรักพ่อลูกอ่อน   7 เดินเล่น

    "ขอโทษนะคะ พอจะทราบไหมคะว่าหมู่บ้านนี้อยู่ตรงไหน"ผู้หญิงคนหนึ่งสะพายเป้แบคแพคเดินสวนมา เห็นพวกเขากำลังเดินรับลมเล่นอยู่พอดีก็เลยเข้ามาถามทาง กฤษณะมองดูตามแผนที่ที่เธอชี้ก่อนจะพยักหน้าเป็นเชิงว่ารู้คำตอบ เขาอธิบายให้เธอฟังคร่าว ๆ ถึงวิธีการเดินทางไปยังหมู่บ้านที่เธอตามหา"ขอบคุณนะคะ"ผู้หญิงคนนั้นเอ

  • สอนรักพ่อลูกอ่อน   4 ทดลองงาน (2)

    -- ติ๊งต่อง –ผ่านไปไม่ถึงชั่วโมง มารุตก็กับมาพร้อมกับข้าวของที่หอบมาอย่างพะรุงพะรัง ขณะที่เขากำลังจะเคาะประตูขอเข้าบ้าน ก็ได้ยินเสียงดังมาจากด้านใน ดูเหมือนว่าเจ้าของบ้านกำลังมีแขก"ถ้าพี่เลี้ยงลูกไม่ได้ ก็ยกเด็กให้เราเถอะ""พี่ไม่ให้ นั่นลูกพี่""ลูกพี่งั้นเหรอ แล้วพี่ดูแลเด็กยังไง ถึงได้มีแต่ผดผื

Bab Lainnya
Jelajahi dan baca novel bagus secara gratis
Akses gratis ke berbagai novel bagus di aplikasi GoodNovel. Unduh buku yang kamu suka dan baca di mana saja & kapan saja.
Baca buku gratis di Aplikasi
Pindai kode untuk membaca di Aplikasi
DMCA.com Protection Status