LOGIN"ขอโทษนะคะ พอจะทราบไหมคะว่าหมู่บ้านนี้อยู่ตรงไหน"
ผู้หญิงคนหนึ่งสะพายเป้แบคแพคเดินสวนมา เห็นพวกเขากำลังเดินรับลมเล่นอยู่พอดีก็เลยเข้ามาถามทาง กฤษณะมองดูตามแผนที่ที่เธอชี้ก่อนจะพยักหน้าเป็นเชิงว่ารู้คำตอบ เขาอธิบายให้เธอฟังคร่าว ๆ ถึงวิธีการเดินทางไปยังหมู่บ้านที่เธอตามหา
"ขอบคุณนะคะ"
ผู้หญิงคนนั้นเอ่ยขึ้นมาพลางชำเลืองสายตามองมาที่มารุตที่กำลังส่งขวดนมให้ถุงแป้ง มารุตส่งยิ้มให้กับคนแปลกหน้าที่เขาไม่รู้จักและเธอเองก็ยิ้มตอบ แต่เขากลับรู้สึกว่าเธอมองพวกเขาด้วยสายตาแปลก ๆ
"วันนี้อากาศค่อนข้างร้อน ระวังลูกจะเป็นลมแดดนะคะ"
แม้จะไม่เคยรู้จักกันมาก่อน แต่มารุตก็สัมผัสได้ถึงความจริงใจจากน้ำเสียงของคนพูด แต่มันผิดแปลกตรงที่เธอไม่ได้หันไปพูดกับคนเป็นพ่อ แต่หันมาพูดกับเขาแทน
"ขอบคุณนะครับ แต่นี่ไม่ใช่…."
"ฉันต้องไปแล้ว ขอให้พวกคุณมีความสุข รักกันนาน ๆ นะคะ"
ยังไม่ทันจะได้พูดจบประโยค ผู้หญิงคนนั้นขอตัวก็โบกมือลา มารุตโบกมือลาตอบ พอหันกลับมาอีกทีก็พบกว่ากฤษณะมองเขาอยู่ด้วยสายตาที่ยากจะคาดเดา นี่เขาเป็นอะไรไปอีกแล้ว
"คุณมองผมแบบนั้นทำไม"
"นายทำให้เขาเข้าใจเราผิด"
"คุณโทษผมเนี่ยนะ ผมยืนอยู่เฉย ๆ ของผมด้วยซ้ำ คุณต่างหากที่ไปพูดอะไรให้เธอเข้าใจผิด"
"ฉันแค่อธิบายทางให้เท่านั้น ไม่ได้ทำท่าทางแบบนั้นเหมือนกับนาย"
"คุณจะบอกว่าท่าทางที่ผมป้อนนมให้ถุงแป้งมันทำให้เขาคิดว่าผมเป็นแม่เขางั้นเหรอ"
"ถ้าไม่ใช่แล้วอะไรที่จะทำให้คนอื่นคิดแบบนั้น"
"คุณดูสภาพผมด้วยนะ ผมดูอ้อนแอ้นอรชรเหมือนผู้หญิงหรือไง แล้วคุณกับผมมันเหมือนคนรักกันตรงไหนไม่ทราบ"
กฤษณะมองคนพูดด้วยความรู้สึกที่ยากจะอธิบาย จริงอยู่ที่ว่ามารุตไม่ได้มีรูปร่างหน้าตาเหมือนผู้หญิง แต่ก็หน้าเด็กและผิวพรรณดีไม่ต่างอะไรจากคนรักสวยรักงามแถมยังตัวเล็กกว่าเขา มันก็ไม่แปลกที่ใครจะคิดอะไรแบบนั้น แต่กฤษณะเองก็ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าพวกเขาดูเหมือนคนรักกันตรงไหนทั้งที่ความเป็นจริงไม่ถูกกันด้วยซ้ำ
"ไม่เหมือนอยู่แล้ว ฉันไม่ได้มีรสนิยมชอบผู้ชาย แล้วฉันก็คงไม่มีวันชอบเด็กก้าวร้าวอย่างนายแน่นอน"
แม้กฤษณะจะไม่ได้คิดอะไรไปมากกว่าการบอกปฏิเสธ แต่ประโยคที่เขาพูดออกมากลับทำให้ความรู้สึกบางอย่างก่อขึ้นภายในจิตใจของมารุต สรุปแล้วไม่ว่าเขาจะทำอะไร กฤษณะคงมองว่าเขาเป็นเด็กนิสัยไม่ดีอยู่ดี ยิ่งหากมีใครสักคนมาบอกว่าไม่ชอบเขา ไม่มีวันชอบ มันจะต่างอะไรไปจากการเกลียดกัน
"แล้วที่คุณจ้างผมนี่ไม่ได้ชอบในสิ่งที่ผมทำสักนิดเลยเหรอ"
"ฉันจ้างนายเพราะที่นายทำให้ลูกฉันเป็นเรื่องดี เหตุผลฉันมีแค่นี้"
ตามจริงมันก็เป็นเหตุผลธรรมดา ๆ ที่ดูจะไม่ได้ผิดแปลกอะไร นายจ้างก็ต้องดูที่ความสามารถของลูกจ้างเป็นหลัก ไม่ได้เกี่ยวกับความสัมพันธ์ส่วนตัว แต่ยิ่งฟัง มารุตยิ่งรู้สึกว่าตัวเองมีความสำคัญก็แค่เรื่องดูแลลูกให้กฤษณะเท่านั้น นายจ้างเขาก็เป็นแบบนี้แต่ไหนแต่ไร ปากร้ายใจร้อนเป็นเรื่องปกติ แต่ทำไมมันถึงทำให้เขารู้สึกแย่ขึ้นมาเสียอย่างนั้น
มารุตไม่ตอบอะไรกลับ เขามัวแต่คิดจับต้นชนปลายเรื่องราวต่าง ๆ อยู่ในใจ จากคนที่พูดเก่ง ต่อปากต่อคำเก่ง กลายเป็นเงียบขรึมลงในพริบตา
"เป็นอะไร"
"เปล่าครับ"
มารุตตอบกลับเพียงเท่านั้นแล้วก็เข็นรถเข็นเด็กเดินหน้าต่อ ในเมื่อเห็นเขาเป็นแค่พี่เลี้ยงเด็ก เขาก็ควรจะทำแค่หน้าที่ตรงนี้ ไม่ควรไปคุยอะไรให้มากความอีก
ช่างเป็นการออกไปเดินเล่นที่เงียบสงบดีจริง ๆ ไม่ต่างอะไรจากนั่งรับลมที่หลังบ้านตัวเอง มารุตไม่พูดอะไรอีกเลยนับจากนั้น เขาอุ้มเจ้าตัวเล็กออกมาบ้างเป็นครั้งคราว พาไปเดินดูนก ชี้นั่นชี้นี่ให้ดูตามประสา กฤษณะเองแม้จะไม่เข้าใจว่าทำไมต้องลงทุนพามาเดินเล่นเพราะยังไงเด็กก็ไม่รู้เรื่อง แต่เขาก็ยังพอสัมผัสได้ว่าถุงแป้งร่าเริงขึ้นมา เมื่อได้ออกมาเห็นโลกใบใหม่
"เรากลับกันดีกว่าครับ"
"พอแล้วเหรอ ยังเดินไม่ถึงไหนเลย"
"ถุงแป้งพอใจแล้ว ได้เวลานอนของเขาพอดี"
มารุตตอบกลับโดยไม่สบตาคนตัวสูงที่นั่งเอนตัวอยู่บนม้านั่งตัวหนึ่งริมสระเล็ก ๆ แม้กฤษณะจะไม่ชอบความวุ่นวาย แต่เขาก็รู้สึกได้ว่าบรรยากาศรอบตัวมันเงียบเกินไป เงียบจนเหมือนมีเขาพาลูกออกมาเดินเล่นกันแค่สองคน
"ถ้ามาแค่นี้ ไม่เห็นต้องมาถึงนี่เลย เดินหลังบ้านก็ได้"
กฤษณะลองพูดในสิ่งที่คิดว่าอีกฝ่ายน่าจะโต้ตอบเขากลับแน่นอน แต่ก็ไม่ มารุตเมินหน้าหนี ค่อย ๆ วางเด็กลงบนรถเข็น จัดท่าให้เจ้าตัวเล็กนอนสบายที่สุด แล้วก็ทำท่าจะเข็นรถเข็นเด็กกลับก่อนที่จะถูกมือใหญ่ยื้อรถเข็นเด็กเอาไว้ก่อน
"ทำไมอยู่ดี ๆ ก็ไม่พูด นายไม่สบายหรือเปล่า"
"…"
มารุตพ่นลมออกจมูก แค่นเสียงฮึดฮัดในลำคอ แต่ก็ยังไม่ยอมพูดอะไร เขาเงียบแล้วมันผิดตรงไหนอีก
กฤษณะไม่ยอม พออีกฝ่ายทำเมินเขาก็เปลี่ยนจากจับรถเข็นเป็นข้อมือบาง ๆ นั่นแทน จะไปไหนไม่ได้ทั้งนั้นถ้ายังไม่ยอมปริปาก
"คุณกฤษ! "
"ก็นายไม่ยอมพูด"
"คุณจะเอายังไง ผมพูดก็ว่าผมก้าวร้าว ผมไม่พูดก็หาว่าผมเงียบ! "
"นี่นายน้อยใจที่ฉันว่านายหรอกเหรอ"
"..."
มารุตเงียบลงอีก เขาก็ไม่อยากจะทำตัวงอแงเป็นเด็กหรอกนะ แต่คนเราจะไม่มีสิทธิ์รู้สึกอะไรเลยหรือยังไง
"ที่ฉันว่านายเป็นเด็กก้าวร้าว ฉันถอนคำพูดให้ก็ได้"
กฤษณะไม่เข้าใจ ทั้ง ๆ ที่เมื่อวานก็ใช้คำพูดรุนแรงยิ่งกว่านี้ด้วยซ้ำ ก็ไม่เห็นมารุตจะเซนซิทีฟขนาดนี้ เขาต้องมีอะไรในใจแน่ ๆ
"ถ้าคุณไม่ชอบผม คุณก็ไม่จำเป็นต้องมาทำพูดดีกับผมหรอก ผมแยกแยะได้ เรื่องไหนที่ควรทำไม่ควรทำ ต่อให้ผมไม่ดีกับคุณแต่ผมดีกับลูกสาวคุณแน่"
"อ้อ….มีเรื่องนี้ด้วย นายโกรธที่ฉันบอกว่าไม่ชอบนาย"
"ไม่ได้โกรธ"
"น้อยใจ"
"ไม่ได้น้อยใจ! "
"งอน"
"ไม่ได้งอน! ผมไม่ได้เป็นอะไรทั้งนั้นแหละ แล้วก็เลิกเอามือมาจับผมได้แล้ว ไม่ชอบก็อย่ามาโดนตัวผมสิ"
"เข้าใจแล้ว แน่ใจนะว่านายแยกแยะได้จะไม่อารมณ์ไปลงที่ลูกฉัน"
"ไม่ลงแน่ ๆ ถ้าผมอยากด่าคุณ ผมจะด่าคุณในใจ ถ้าผมไม่พอใจผมจะไปหาที่ระบายที่ไม่เดือดร้อนคุณหรอก เข้าใจไหมครับคุณกฤษณะ"
"เข้าใจครับ เด็กชายมารุต"
"คุณกฤษ! "
"ฉึนเพิ่งรู้ว่านายก็โตแค่อายุเท่านั้น แต่ตัวกับความคิดก็ยังเป็นเด็กอยู่วันยันค่ำ"
"คุณชวนผมทะเลาะเองนะ ผมไม่คุยกับคุณแล้ว"
"ไม่คุยก็ไม่คุย ใครจะอยากคุยกับเด็กไม่รู้จักโต"
"ถ้าอย่างนั้นคุณไม่หาพี่เลี้ยงคนใหม่ไปเลยล่ะ"
"ไหนบอกแยกแยะได้ไง เอะอะจะให้ฉันหาคนใหม่ซะแล้ว แล้วก็พูดเบา ๆ หน่อยเดี๋ยวลูกฉันตื่น"
เมื่อมีคนทักท้วงว่าเสียงดัง มารุตก็หุบปากตัวเองในทันทีแล้วก้มลงไปเช็คดูเจ้าตัวเล็กว่ายังหลับดีอยู่หรือเปล่า สุดท้ายพอรู้ตัวว่าโดนแกล้ง เขาก็เลิกตอบโต้แล้วเข็นรถเข็นเด็กเดินนำหน้าออกไปด้วยความรู้สึกที่อยากจะเอาคืนเหลือเกิน ติดที่ว่ากฤษณะเป็นเจ้านายเขานี่แหละ
"หึหึ"
กฤษณะเดินตามไป แม้จะรู้สึกไม่พอใจที่มีคนเข้าใจผิดคิดว่าเขากับมารุตเป็นคู่รักกันในตอนแรก แต่การได้คุยกับมารุตอย่างไม่ต้องสงวนท่าที กลับทำให้เขารู้สึกสบายใจอย่างแปลกประหลาด ยิ่งเห็นอีกฝ่ายหน้ามุ่ยทำอะไรเขาไม่ได้ ก็ยิ่งชอบใจ ยิ่งทำให้อยากรู้ตัวตนของเจ้าตัวมากขึ้นไปอีก ดูแล้วในอนาคตเขาคงจะเจอเซอร์ไพรส์จากเด็กคนนี้อีกเยอะเลยล่ะ
"หมอก""ครับ""มานี่หน่อย""คุณกฤษมีอะไรหรือเปล่าครับ""เปล่า แค่อยากเห็นหน้า""เล่นอะไรของคุณเนี่ย...ถ้าไม่มีไร ผมไปทำความสะอาดครัวต่อละ""มานี่ก่อน"มารุตจิ๊ปากแต่ก็เดินเข้าไปหา ในมือยังคงถือผ้าเช็ดโต๊ะไม่ยอมวาง พอไปถึงเขาก็ถูกรวบตัวจับให้นั่งลงบนตัก"ทำไมต้องให้ผมนั่งบนตักคุณด้วย ตัวผมไม่ใช่เบา ๆ นะ""ไว้ตัวใหญ่กว่าฉันก็ค่อยให้ฉันนั่งตักนายแทนก็ได้""ผมไม่ได้หมายความว่าอย่างนั้น ผมหมายถึผมนั่งข้าง ๆ คุณก็ได้ต่างหาก"มารุตกลอกตาไปมาก่อนจะพูดด้วยน้ำเสียงฮัดฮัด แต่ก็ดูเหมือนจะไม่ได้ระคายหูคนฟังนัก กฤษณะกอดคนตรงหน้าแน่นขึ้น เขาเกยคางลงบนบ่าอีกฝ่าย เลื่อนกรอบหน้าเข้าไปใกล้หูที่กำลังเริ่มขึ้นสีระเรื่อจนแนบชิด"ปีนี้นายอายุเท่าไหร่""ปีนี้ผม 26 แล้ว คุณถามทำไมครับ""ปีนี้ฉัน 33""ครับ ผมรู้อยู่แล้ว คุณห่างกับผมตั้ง 7 ปี เป็นพี่ผมได้สบาย ๆ ""ถ้าอย่างนั้นทำไมไม่เรียกฉันพี่ซะล่ะ""ได้ไงล่ะครับ คุณโตกว่าผมมากแถมยังเป็นเจ้านายผมกับแม่ด้วย""แต่ฉันว่ามันฟังดูห่างเหิน เรื่องว่าจ้างก็ปล่อยให้เป็นเรื่องว่าจ้าง แต่เรื่องความสัมพันธ์นายก็ต้องปล่อยให้มันเป็นไปตามที่ควรเป็นสิ""เอ่อ ผม""ฉันขอมากไปงั
"คุณกฤษครับ แป้งน้อยไม่สบาย ผมพาไปหาหมอมาแล้ว....ครับ....มีไข้แต่ตอนนี้ไข้เริ่มลดแล้ว...ครับ...เจอกันตอนเย็นครับ"มารุตวางสายก่อนจะหันมาดูเจ้าตัวเล็กที่นอนกระสับกระส่ายอยู่บนที่นอนของตัวเองอย่างน่าสงสาร หลายวันที่ผ่านมาพวกเขาคงจะพาไปตากแดดตากลมมากไปหน่อยจึงทำให้ล้มป่วย"หายไว ๆ นะเด็กดี"เมื่อเห็นว่าถุงแป้งหลับสนิทแล้วร่างโปร่งก็เดินออกมาด้านนอกเพื่อเตรียมอุปกรณ์เช็ดตัว ปกติแล้วมารุตไม่ค่อยมีปัญหาเรื่องการดูแลเด็กสักเท่าไหร่ หากเรื่องไหนเขาไม่แน่ใจก็มักจะโทรถามแม่ตัวเองอยู่ตลอด แต่กับเรื่องเจ็บไข้ได้ป่วย แม่เขาจะบอกให้เขาจำใส่ใจไว้เสมอว่าอันดับแรกที่ควรทำก็คือพาเด็กส่งถึงมือหมอให้เร็วที่สุด และนั่นก็เป็นคำแนะนำที่ดีมากสำหรับเขาระหว่างนั้นมารุตก็แวะเข้าไปดูถุงแป้งอยู่ตลอด เธอจะร้องงอแงบ้างเมื่อรู้สึกไม่สบายตัว ทำให้มารุตต้องคอยอยู่ปลอบจนสงบเป็นระยะ ๆ"ยัยหนูเป็นยังไงบ้าง""คุณกฤษ ทำไมรีบกลับล่ะครับ แล้วงานล่ะ"จู่ ๆ กฤษณะก็เดินทางกลับมาถึงบ้านหลังจากที่วางสายจากมารุตไปได้ไม่ถึงชั่วโมง"ฉันเป็นห่วงลูก เลยลางานครึ่งวันน่ะ"กฤษณะเดินเข้ามาในห้องของลูก เขายังไม่ทันจะวางสัมภาระที่พกติดตัวม
ถึงวันฟังคำตัดสิน กฤษณะขอลางานเดินทางไปศาลพร้อมกับลูกและมารุต หลายอาทิตย์ที่ผ่านมาพวกเขามีชีวิตที่ค่อนข้างกดดันเพราะต้องแบกรับเรื่องต่าง ๆ เอาไว้กับตัวทั้งหมด แม้แต่แม่บ้านรุ่งรัตน์ มารุตเองก็ไม่ได้เล่าอะไรให้ฟังเพราะไม่อยากให้แม่ไม่สบายใจ"ตาาาาาาา พ่อจ๋า ตาาา"คำเรียกที่จากปากเจ้าตัวเล็กหลังจากที่ยกมือไหว้ตามคนเป็นพ่อและพี่เลี้ยงทำให้นพพลถึงกับหยุดชะงัก นี่หลานเขาโตจนพูดได้ขนาดนี้แล้วเชียวหรือ สุดท้ายแม้ไม่อยากจะรับไหว้แต่ก็ต้องจำยอมพยักหน้าให้ครอบครัวเจ้าตัวน้อย เพียงเพราะอยากเห็นรอยยิ้มของหลาน"ไป ไป หม่ามา ไป ไป"เจ้าตัวเล็ก ส่งเสียงเป็นนกแก้วนกขุนทอง เธอเรียกคนนั้นทีคนนี้ทีแล้วโบกไม้โบกมือทักทายคนไปทั่ว แถมยังเดินคล่องขึ้นกว่าเดิมมาก ไม่เหมือนตอนเล็ก ๆ ที่ไม่ว่าใครก็เข้าใกล้ไม่ได้ส่วนอภิญญาพอได้เห็นหน้าหลานก็ถึงกับน้ำตาซึม เพราะระหว่างที่ฟ้องร้องกันอยู่ เธอไม่มีโอกาสจะได้เจอหลานเลย จะแอบติดต่อก็ลำบาก แต่พอได้เห็นถุงแป้งถือของเล่นที่เคยซื้อให้มาด้วยก็แอบดีใจอยู่ลึก ๆการทักทายดูจะจบลงแค่นั้นก่อนที่พวกเขาจะเดินแยกจากกันไป ส่วนกฤษณะไม่ได้รีรออะไร เขาเดินไปติดต่อเจ้าหน้าที่ศาลเพื่อ
เวลาล่วงเลยมากว่าสองเดือนหลังจากได้หมายศาล แม้กฤษณะจะไม่ได้มีคนรอบข้างในชีวิตมากนัก แต่เขายังโชคดีที่ได้ทนายฝืมือดีเป็นรุ่นพี่จากที่ทำงานเก่า ตามจริงเขารู้สึกแค่เพียงว่าการต่อสู้เพื่อแย่งชิงสายเลือดเดียวกันมันเป็นเรื่องที่สูญเปล่า แต่หากว่ามันจำเป็นที่จะต้องพิสูจน์ตัวเองว่าเขาดีพอที่จะได้เลี้ยงดูลูกต่อไปหรือไม่ เขาก็พร้อมที่จะทำวันนี้ทนายเดินทางมาหาเขาที่บ้าน พร้อมกับสอบถามข้อมูลและหาหลักฐานอื่น ๆ ประกอบเพิ่มเติม"วันที่ศาลนัดไกล่เกลี่ย โจทย์ส่งเพียงทนายมาเจรจา ซึ่งจากที่เราได้พยายามหาข้อตกลงร่วมกัน มันไม่เป็นผลสำเร็จ ดังนั้นเราต้องเตรียมข้อมูลหลักฐานไปสู้กันต่อ ศาลนัดสืบพยานในอีกสองอาทิตย์ข้างหน้า กฤษ นายยังโชคดีนะที่ได้จดทะเบียนสมรส ถ้าว่าตามข้อนี้นายได้เปรียบแน่นอนเพราะเป็นพ่อที่ชอบด้วยกฏหมาย""ผมมีโอกาสที่จะเสียลูกมากน้อยแค่ไหนครับพี่เอก"กฤษณะพูดพลางหันไปมองมารุตที่นั่งอยู่ไม่ไกลกันนัก สิ่งที่เขากังวลใจอีกเรื่องก็คือเรื่องของคนข้าง ๆ เพราะเรื่องของพวกเขาสองคนก็เป็นข้อเท็จจริงอีกข้อที่อีกฝ่ายจะยกข้อนี้ขึ้นมาอ้างได้"ว่ากันตามหลักกฏหมาย ไม่มีข้อไหนที่ห้ามผู้ปกครองที่คบหาเพศเดียวกั
วันนี้กฤษณะพาลูกมาเยี่ยมคุณตาคุณยายอย่างเคย สายตาหลายคู่ที่เคยมองเขาด้วยความเป็นกันเองได้แปรเปลี่ยนเป็นความเย็นชาและเพิกเฉย ซึ่งกฤษณะไม่ได้สนใจเท่าไหร่นัก มีก็แต่มารุตที่ยังไม่ชินและรู้สึกอึดอัดตลอดเวลาที่อยู่ที่นี่กฤษณะยกมือขึ้นตบบ่าคนตรงหน้าเบา ๆ เป็นการให้กำลังใจ แต่ก็ไม่พ้นสายตาคนรอบข้างที่คอยจ้องจับผิดพวกเขาอยู่แทบจะทุกวินาที"ไม่เป็นไรนะ""ครับ"มารุตส่งยิ้มตอบ ตามจริงคนที่อยากได้กำลังใจมากที่สุดควรจะเป็นกฤษณะมากกว่า แต่คนตัวโตกลับไม่เผยความรู้สึกให้ใครรู้ นั่นจึงเป็นสาเหตุว่าทำไมคนรอบข้างถึงเข้าใจผิดคิดว่าเขาไร้ความรู้สึก ทั้ง ๆ ที่หากได้ใกล้ชิดกันจริง ๆ กฤษณะคือคนที่เอาใจใส่คนอื่นดีมากคนหนึ่ง"เห็นอกเห็นใจกันเหลือเกินนะ"นพพลพูดขึ้นอย่างไม่มีอ้อมค้อม เขานึกว่าหากอภิญญาได้เกลี้ยกล่อมให้กฤษณะยอมเลิกจ้างมารุตตามที่ร้องขอ อาจจะทำให้เขาใจอ่อนขึ้นมาบ้าง แต่กฤษณะกลับเพิกเฉย มิหนำซ้ำยังพามารุตมาด้วยราวกับไม่เห็นหัวเขา"ฉันไม่คิดว่าแกจะกล้าหักหลังลูกสาวฉัน ถึงขั้นเอาลูกจ้างมาแทนที่ แถมยังเป็นผู้ชายด้วยกันอีก"คำพูดขอพ่อตาทำให้ทุกคนที่อยู่ในบ้านเงียบไปตาม ๆ กัน"แกเงียบแบบนี้ แสดงว่าแก
หลังจากที่กฤษณะขอมารุตคบอย่างจริงจัง ดูเหมือนว่าพี่เลี้ยงคนที่มั่นใจในตัวเองสูง คนที่กล้าเดินหน้าบอกความรู้สึกก่อน จะกลายเป็นคนละคนไปแล้ว มารุตไม่ยอมสบตาตอนคุย เขาพูดน้อยลงกว่าเดิมมาก แถมยังออกอาการเขินอายยิ่งกว่าเดิมเสียอีก กฤษณะจึงปล่อยให้เขาได้ปรับตัว ไม่เร่งรีบอะไร พวกเขากลับไปเตรียมตัวที่ห้องอีกครั้งและกลับมานั่งพักผ่อนที่ริมชายหาดกันเงียบ ๆ"อ๊าย! จา จ้าาา"ถุงแป้งส่งเสียงร้องดังลั่น เมื่อถูกปล่อยให้คลานเล่นบนชายหายเม็ดเนียนละเอียด ชุดว่ายน้ำสีแดงสดลายก้อนเมฆเด่นสะดุดตา เรียกได้ว่าคลานไปไหนก็หาเจอส่วนผู้ใหญ่ทั้งสองคนอยู่ในชุดกางเกงว่ายน้ำกับเสื้อเชิ้ตแขนสั้นทั้งคู่ คนเป็นพี่เลี้ยงพาเจ้าตัวเล็กนั่งก่อปราสาททรายอยู่ใต่ร่มไม้ ส่วนกฤษณะก็นอนดูมารุตกับลูกอยู่บนเก้าอี้ชายหาด ลมยามบ่ายแก่ ๆ กับกลิ่นของทะเลชวนให้รู้สึกดีทีเดียว"ดูนั่นสิ พวกเขาพาลูกน้อยมาเที่ยวล่ะ""ใช่เหรอ ฉันว่าเด็กอาจจะเป็นญาติกันกับสองคนนั้นก็ได้นะ""ไม่รู้สิ ถ้าอย่างนั้นแล้วแม่เด็กไปไหน ปกติแม่จะหวงลูกอย่างกับอะไรดี ตัวแค่นี้ไม่น่าปล่อยให้ออกมาเล่นแบบนี้กับคนอื่นได้นะ""อืม น่าคิด"บทสนทนาที่ดังอยู่ด้านหลัง ทำให้ก
"ม่า ๆๆๆๆๆ หม่าม่า ๆ ""หมอก ลูกฉันร้องแบบนี้หมายความว่าไง""เอ่อ…ก็"มารุตกระอักกระอ่วน ไม่รู้จะอธิบายยังไงดี ที่ผ่านมาเขาพยายามจะสอนให้ถุงแป้งหัดพูดชื่อเขาให้ได้ แต่ด้วยความที่ตัวอักษรเริ่มต้นมันดันเป็น ม ม้า เหมือนกันและตัวเด็กเองยังหัดออกเสียงไม่เป็นทำให้ถุงแป้งพูดได้แค่นี้ ที่จริงถือว่าเป็นพัฒ
-- ก๊อก ๆ –"คุณกฤษครับ คุณสะดวกไหมครับ ผมมีเรื่องอยากจะรบกวนหน่อย"มารุตมาเคาะประตูเรียกกฤษณะในตอนสายของเช้าวันหนึ่ง ช่วงนี้งานของกฤษณะค่อนข้างยุ่งมาก นอกจากเขาจะต้องออกจากบ้านแต่เช้าแล้ว ยังกลับดึกค่อนข้างบ่อย กว่าจะว่างได้ก็ต้องรอวันอาทิตย์หรือวันหยุดอย่างเดียวตามจริงมารุตเองก็ไม่อยากจะรบกวนกฤษ
[เช้าวันถัดมา]วันนี้เป็นวันอาทิตย์ซึ่งเป็นวันหยุดงานของกฤษณะ แม้จะเป็นวันหยุดแต่เขาก็ตื่นเช้าเป็นปกติ ยิ่งเมื่อคืนเกิดมีปากเสียงกับพี่เลี้ยงเด็กด้วยแล้ว ยิ่งทำให้เขานอนหลับไม่ลง หลับ ๆ ตื่น ๆ เพราะพะวงกับหลาย ๆ เรื่องเมื่อออกจากห้องมาก็พบว่ามีคนตื่นอยู่ก่อนแล้วและมารุตก็กำลังเปลี่ยนผ้าอ้อมให้กับลู
-- แกร๊ก –เสียงประตูเปิดออกท่ามกลางความมืดมิดภายในบ้าน แสงที่สาดจากทางด้านนอกช่วยให้คนที่เพิ่งจะเดินเข้ามาด้านในปรับโฟกัสสายตาได้ง่ายขึ้น ทำไมมารุตถึงได้ปล่อยให้บ้านมืดได้ขนาดนี้ทุกอย่างภายในบ้านเงียบเชียบผิดปกติ ทำให้กฤษณะรู้สึกใจไม่ดี เขานึกไปถึงเหตุการณ์วันนั้น วันที่เขาสูญเสียสิ่งสำคัญที่สุดใน







