登入-- ติ๊งต่อง –
ผ่านไปไม่ถึงชั่วโมง มารุตก็กับมาพร้อมกับข้าวของที่หอบมาอย่างพะรุงพะรัง ขณะที่เขากำลังจะเคาะประตูขอเข้าบ้าน ก็ได้ยินเสียงดังมาจากด้านใน ดูเหมือนว่าเจ้าของบ้านกำลังมีแขก
"ถ้าพี่เลี้ยงลูกไม่ได้ ก็ยกเด็กให้เราเถอะ"
"พี่ไม่ให้ นั่นลูกพี่"
"ลูกพี่งั้นเหรอ แล้วพี่ดูแลเด็กยังไง ถึงได้มีแต่ผดผื่นแดงเป็นปื้นขนาดนี้ ข้าวปลาก็ไม่มีให้ลูกกินดูสิเด็กร้องใหญ่แล้ว"
"…"
"เราสูญเสียพี่มินไป พี่อย่าต้องให้เราเสียหลานไปอีกคนเลย พี่มินคงจะดีใจมากกว่าที่เด็กได้มาอยู่กับเรา"
"พี่ไม่ให้"
"แต่พี่เลี้ยงลูกไม่เป็น พี่จะทำร้ายเด็กไปถึงเมื่อไหร่ อย่าให้เราถึงขั้นต้องฟ้องเอาเด็กจากพี่เลยนะ ขอล่ะ"
ประโยคทั้งหมดทั้งมวลที่ได้ยินทำให้มารุตต้องถอยห่างออกจากหน้าประตูมาตั้งหลัก เขาไม่ได้ตั้งใจแอบฟังแต่เสียงมันดังทะลุออกมาถึงข้างนอก เท่านั้นยังไม่พอเขายังได้ยินเสียงเด็กร้องไห้ยิ่งทำให้อยากจะรีบเข้าไปข้างในเร็ว ๆ ขณะที่กำลังจะเงื้อมือเปิดประตู ผู้หญิงคนหนึ่งก็เดินทำหน้าโมโหออกมา เธอดูจะชะงักไปเล็กน้อยตอนที่เห็นมารุตยืนรอหน้าประตูบ้านก่อนจะเดินผ่านเขาไป
พอประตูเปิดทำให้มารุตได้ยินเสียงร้องไห้ชัดเจนยิ่งกว่าเดิม เขากึ่งวิ่งกึ่งเดินเข้าไปหาเจ้าตัวน้อยที่ตอนนี้นั่งแผดเสียงอยู่คนเดียวตรงที่เดิมแต่ไร้วี่แววของคนเป็นพ่อ
"ชู่ววว ไม่ร้องนะครับ"
มารุตอุ้มเจ้าตัวน้อยขึ้นมากอดปลอบ พอถุงแป้งได้ยินเสียงของมารุตก็เหมือนจะจำได้ เธอซุกตัวเองอยู่ในอ้อมกอดของเขาด้วยความกลัว แม้เด็กจะไม่ได้หยุดร้องทันที แต่ความอ่อนโอนของมารุตก็ทำให้เธอค่อย ๆ ผ่อนคลายและเงียบลง บรรยากาศภายในบ้านจึงกลับมาสงบอีกครั้ง
"นับแต่พรุ่งนี้เป็นต้นไปนายไม่ต้องมาที่นี่แล้ว ส่วนวันนี้ฉันจะจ่ายชดเชยให้เป็นกรณีพิเศษ"
เมื่อมารุตเงยหน้าขึ้นจากเจ้าตัวน้อย เขาก็เห็นพ่อของเด็กยืนทำหน้าน่ากลัวอยู่ด้านหลัง จึงลุกขึ้นยืนโดยอุ้มถุงแป้งลุกขึ้นมาด้วย
"ฉันคงไม่เหมาะกับการเป็นพ่อคน ยัยหนูควรจะได้อยู่กับคนที่ดูแลเขาดีกว่าฉัน"
"เดี๋ยวสิครับ คุณกฤษ คุณใจเย็น ๆ ก่อน"
"นายก็ได้ยินไม่ใช่หรือไงเรื่องเมื้อกี้"
"เอ่อ…ก็…"
"ฉันจะได้ไม่ต้องอธิบายให้มากความ"
"แต่คุณจะตัดสินใจง่าย ๆ แบบนี้ไม่ได้ นี่ลูกคุณทั้งคนนะ"
"ลูกฉันแล้วยังไง!! นายก็เห็นสภาพลูกของฉันนี่ นายก็เห็นว่าฉันมันเป็นพ่อที่แย่ ฉันดูแลลูกตัวเองไม่ได้"
กฤษณะโมโหจนเผลอตวาดออกมาเสียงดัง สีหน้าเขาเป็นทุกข์เหมือนคนกำลังร้องไห้แต่ร้องไม่ออก พอรู้ตัวว่าตัวเองเริ่มขึ้นเสียงก็รีบเบือนหน้าหนีเพราะรู้ตัวดีว่าลูกเองก็กลัวเขา
"ได้สิครับ"
"นายไม่เคยเป็นพ่อคน นายจะรู้อะไร! "
"ผมไม่เคยเป็นพ่อคน แต่ผมก็รู้นะว่าคุณก็รักลูก ไม่งั้นคุณจะให้ยอมให้เครดิตการ์ดผมไปซื้อของดี ๆ ให้ลูกคุณทำไม คุณจะหาพี่เลี้ยงมาดูแลลูกคุณทำไม ทั้ง ๆ ที่ไม่ต้องทำก็ได้"
"นั่นคงเป็นเพราะฉันอยากจะชดเชยความรู้สึกผิดในใจก็ได้"
"ถ้านั่นคือสิ่งที่คุณตั้งใจทำให้ลูก ผมก็ไม่เห็นว่ามันไม่ดีตรงไหน"
"..."
"คุณหันมามองดูลูกสาวตัวน้อยของคุณสิ นี่เป็นของขวัญจากภรรยาของคุณนะเธอน่ารักขนาดนี้ ต่อให้ใครหน้าไหนจะมาบอกว่าคุณเลี้ยงลูกไม่ดีหรือจะมาขอลูกไปจากคุณ แต่คุณคือพ่อ คุณจะยอมแพ้เรื่องนี้ไม่ได้นะครับ"
กฤษณะมีท่าทีอ่อนลงเมื่อได้ยินคำว่า "ของขวัญจากภรรยา" เขามีเรื่องที่อัดอั้นภายในใจและอยากจะระบายออกมาเป็นร้อยเป็นพันคำแต่ก็พูดไม่ออก
"ยัยหนูเป็นของขวัญที่ฉันไม่เคยอยากได้ จนฉันเสียมินตราไปถึงได้รู้ว่าลูกคือสิ่งที่มีค่าที่ฉันหลงเหลืออยู่ แต่ฉันก็ยังดูแลเธอไม่ดี"
จากคนบุคลิกขึงขังเด็ดขาดแปรเปลี่ยนราวกับเป็นคนละคนเมื่อได้พูดถึงเรื่องที่ติดอยู่ในใจ ตอนแรกมารุตรู้สึกสงสารเด็กที่ไม่รู้เรื่องรู้ราวจากการกระทำของผู้ใหญ่ แต่ตอนนี้เขารู้สึกเห็นใจกฤษณะไม่แพ้กัน
"พิสูจน์ให้พวกเขาเห็นสิครับ ว่าคุณก็เป็นพ่อที่ดีได้ ผมเชื่อว่าคุณทำได้ ผมจะช่วยคุณเอง"
กฤษณะถอนหายใจ เมื่อรู้ตัวว่าตนได้เผยด้านอ่อนแอให้คนอื่นเห็นอีกแล้ว แม่ลูกสองคนนี้เก่งจริง ๆ ที่สามารถใช้คำพูดเตือนสติเขาได้ในขณะที่เขากำลังเคว้งคว้างและไขว้เขว
เมื่อสงบสติอารมณ์ได้ กฤษณะก็ยกสองมือขึ้นขอรับเจ้าตัวเล็กมากอดแนบอกเพิ่มเติมกำลังใจให้กับตัวเอง
"งั้นผมทำงานต่อได้แล้วใช่ไหม ของกองอยู่ข้างนอก ขอไปยกมาก่อนนะครับ"
ว่าเสร็จมารุตก็รีบวิ่งออกไปด้านนอก ก่อนจะหอบของที่ซื้อเข้ามาในบ้าน ทั้งของสด ผัก ผลไม้และอะไรต่อมิอะไรเยอะแยะไปหมด
"คุณยังไม่ได้กินอะไรใช่ไหมครับ"
"อืม"
"นี่ผมซื้อมาฝาก ข้าวมันไก่เจ้านี้อร่อยมาก ผมสั่งพิเศษมาสองกล่องเลยเผื่อคุณด้วยเพราะธรรมดาผมไม่อิ่มแน่ ๆ ถ้าติดใจวันหลังจะฝากให้ผมซื้อมาให้ก็ได้นะ"
แม้ว่าจะเพิ่งผ่านสถานการณ์ตึงเครียดมาหยก ๆ แต่มารุตก็สามารถเรียกคืนบรรยากาศให้สดใสได้ด้วยการคุยจ้อไม่หยุด แต่เจ้าของบ้านกลับไม่ได้มีท่าทีรำคาญแต่อย่างใด
"ฉันไม่ได้บอกให้ซื้อมาให้ นายเอาเงินไปใช้เกินหน้าที่รู้ตัวไหม"
"เกินหน้าที่อะไรกันครับ ผมรู้หรอกว่าคุณจะพูดแบบนี้ผมก็เลยใช้เงินตัวเองซื้อข้าวมาต่างหาก ส่วนนี่ของจำเป็นที่ซื้อมีใบเสร็จให้ด้วย คุณตรวจดูได้เลยเงินคุณทุกบาททุกสตางค์ผมใช้คุ้มซะยิ่งกว่าคุ้ม"
มารุตพูดพลางจัดแจงข้าวของไว้สำหรับแช่ในตู้เย็น และอีกส่วนไว้สำหรับทำให้เจ้าตัวเล็กกิน
"หึหึ แปลกคน"
มารุตถึงกับต้องขมวดปมที่คิ้วเมื่อได้ยินเสียงอีกฝ่ายหัวเราะเบา ๆ ในลำคอ ราวกับว่าเห็นอะไรน่าขำทั้ง ๆ ที่เขากำลังจริงจังอยู่ขนาดนี้
"ว่าผมอีกแล้ว คุณควรจะชมผมสิครับว่าผมทำหน้าที่ได้ดีมาก เอ้อเกือบลืมไปเลย นี่ครับบัตรของคุณ"
"เก็บไว้"
"หือ"
"บัตรนั่นเอาไว้สำหรับไว้ให้พี่เลี้ยงไว้ใช้จ่ายอยู่แล้ว ทีหลังจะซื้ออะไรก็ตามเข้าบ้านไม่ต้องเอาเงินตัวเองมาออก ฉันจำกัดวงเงินเอาไว้ที่ 15,000ถ้าไม่พอค่อยมาบอกฉัน"
"โห นั่นมันเยอะมากเลยนะคุณ เดือนหนึ่งเด็กจะกินเท่าไหร่เชียว ต่อให้ซื้อนั่นซื้อนี่ก็ยังเหลือเลย"
"งั้นเหรอ ก็บริหารเอาก็แล้วกัน ฉันยกหน้าที่นี้ให้นายจัดการแล้ว"
"คุณหมายความว่าไง ผมยังทดลองงานอยู่เลยนะ"
"นายผ่านทดลองงานแล้ว พรุ่งนี้ก็เตรียมข้าวของย้ายเข้ามาได้เลย"
"คุณพูดจริงเหรอครับ"
"หรือไม่อยากทำ"
"ทำสิคร้าบ ไม่ทำได้ไง เงินดีขนาดนี้ เอ้ย เจ้านายใจกว้างขนาดนี้"
"อย่ามาทำรุ่มร่ามกับลูกสาวฉันแล้วกัน"
"คร้าบคุณพ่อ เบบี๋ขนาดนั้นผมคงสนหรอก"
จากคำพูดของมารุตทำให้กฤษณะไม่ได้รู้สึกเหมือนได้พี่เลี้ยงเด็กคนใหม่ แต่เหมือนได้เด็กอีกคนมาเลี้ยงมากกว่า ดูท่าเขาอาจจะไม่ได้มีเวลาสงบสุขอย่างที่เคยคิดว่าเสียแล้ว
"หมอก""ครับ""มานี่หน่อย""คุณกฤษมีอะไรหรือเปล่าครับ""เปล่า แค่อยากเห็นหน้า""เล่นอะไรของคุณเนี่ย...ถ้าไม่มีไร ผมไปทำความสะอาดครัวต่อละ""มานี่ก่อน"มารุตจิ๊ปากแต่ก็เดินเข้าไปหา ในมือยังคงถือผ้าเช็ดโต๊ะไม่ยอมวาง พอไปถึงเขาก็ถูกรวบตัวจับให้นั่งลงบนตัก"ทำไมต้องให้ผมนั่งบนตักคุณด้วย ตัวผมไม่ใช่เบา ๆ นะ""ไว้ตัวใหญ่กว่าฉันก็ค่อยให้ฉันนั่งตักนายแทนก็ได้""ผมไม่ได้หมายความว่าอย่างนั้น ผมหมายถึผมนั่งข้าง ๆ คุณก็ได้ต่างหาก"มารุตกลอกตาไปมาก่อนจะพูดด้วยน้ำเสียงฮัดฮัด แต่ก็ดูเหมือนจะไม่ได้ระคายหูคนฟังนัก กฤษณะกอดคนตรงหน้าแน่นขึ้น เขาเกยคางลงบนบ่าอีกฝ่าย เลื่อนกรอบหน้าเข้าไปใกล้หูที่กำลังเริ่มขึ้นสีระเรื่อจนแนบชิด"ปีนี้นายอายุเท่าไหร่""ปีนี้ผม 26 แล้ว คุณถามทำไมครับ""ปีนี้ฉัน 33""ครับ ผมรู้อยู่แล้ว คุณห่างกับผมตั้ง 7 ปี เป็นพี่ผมได้สบาย ๆ ""ถ้าอย่างนั้นทำไมไม่เรียกฉันพี่ซะล่ะ""ได้ไงล่ะครับ คุณโตกว่าผมมากแถมยังเป็นเจ้านายผมกับแม่ด้วย""แต่ฉันว่ามันฟังดูห่างเหิน เรื่องว่าจ้างก็ปล่อยให้เป็นเรื่องว่าจ้าง แต่เรื่องความสัมพันธ์นายก็ต้องปล่อยให้มันเป็นไปตามที่ควรเป็นสิ""เอ่อ ผม""ฉันขอมากไปงั
"คุณกฤษครับ แป้งน้อยไม่สบาย ผมพาไปหาหมอมาแล้ว....ครับ....มีไข้แต่ตอนนี้ไข้เริ่มลดแล้ว...ครับ...เจอกันตอนเย็นครับ"มารุตวางสายก่อนจะหันมาดูเจ้าตัวเล็กที่นอนกระสับกระส่ายอยู่บนที่นอนของตัวเองอย่างน่าสงสาร หลายวันที่ผ่านมาพวกเขาคงจะพาไปตากแดดตากลมมากไปหน่อยจึงทำให้ล้มป่วย"หายไว ๆ นะเด็กดี"เมื่อเห็นว่าถุงแป้งหลับสนิทแล้วร่างโปร่งก็เดินออกมาด้านนอกเพื่อเตรียมอุปกรณ์เช็ดตัว ปกติแล้วมารุตไม่ค่อยมีปัญหาเรื่องการดูแลเด็กสักเท่าไหร่ หากเรื่องไหนเขาไม่แน่ใจก็มักจะโทรถามแม่ตัวเองอยู่ตลอด แต่กับเรื่องเจ็บไข้ได้ป่วย แม่เขาจะบอกให้เขาจำใส่ใจไว้เสมอว่าอันดับแรกที่ควรทำก็คือพาเด็กส่งถึงมือหมอให้เร็วที่สุด และนั่นก็เป็นคำแนะนำที่ดีมากสำหรับเขาระหว่างนั้นมารุตก็แวะเข้าไปดูถุงแป้งอยู่ตลอด เธอจะร้องงอแงบ้างเมื่อรู้สึกไม่สบายตัว ทำให้มารุตต้องคอยอยู่ปลอบจนสงบเป็นระยะ ๆ"ยัยหนูเป็นยังไงบ้าง""คุณกฤษ ทำไมรีบกลับล่ะครับ แล้วงานล่ะ"จู่ ๆ กฤษณะก็เดินทางกลับมาถึงบ้านหลังจากที่วางสายจากมารุตไปได้ไม่ถึงชั่วโมง"ฉันเป็นห่วงลูก เลยลางานครึ่งวันน่ะ"กฤษณะเดินเข้ามาในห้องของลูก เขายังไม่ทันจะวางสัมภาระที่พกติดตัวม
ถึงวันฟังคำตัดสิน กฤษณะขอลางานเดินทางไปศาลพร้อมกับลูกและมารุต หลายอาทิตย์ที่ผ่านมาพวกเขามีชีวิตที่ค่อนข้างกดดันเพราะต้องแบกรับเรื่องต่าง ๆ เอาไว้กับตัวทั้งหมด แม้แต่แม่บ้านรุ่งรัตน์ มารุตเองก็ไม่ได้เล่าอะไรให้ฟังเพราะไม่อยากให้แม่ไม่สบายใจ"ตาาาาาาา พ่อจ๋า ตาาา"คำเรียกที่จากปากเจ้าตัวเล็กหลังจากที่ยกมือไหว้ตามคนเป็นพ่อและพี่เลี้ยงทำให้นพพลถึงกับหยุดชะงัก นี่หลานเขาโตจนพูดได้ขนาดนี้แล้วเชียวหรือ สุดท้ายแม้ไม่อยากจะรับไหว้แต่ก็ต้องจำยอมพยักหน้าให้ครอบครัวเจ้าตัวน้อย เพียงเพราะอยากเห็นรอยยิ้มของหลาน"ไป ไป หม่ามา ไป ไป"เจ้าตัวเล็ก ส่งเสียงเป็นนกแก้วนกขุนทอง เธอเรียกคนนั้นทีคนนี้ทีแล้วโบกไม้โบกมือทักทายคนไปทั่ว แถมยังเดินคล่องขึ้นกว่าเดิมมาก ไม่เหมือนตอนเล็ก ๆ ที่ไม่ว่าใครก็เข้าใกล้ไม่ได้ส่วนอภิญญาพอได้เห็นหน้าหลานก็ถึงกับน้ำตาซึม เพราะระหว่างที่ฟ้องร้องกันอยู่ เธอไม่มีโอกาสจะได้เจอหลานเลย จะแอบติดต่อก็ลำบาก แต่พอได้เห็นถุงแป้งถือของเล่นที่เคยซื้อให้มาด้วยก็แอบดีใจอยู่ลึก ๆการทักทายดูจะจบลงแค่นั้นก่อนที่พวกเขาจะเดินแยกจากกันไป ส่วนกฤษณะไม่ได้รีรออะไร เขาเดินไปติดต่อเจ้าหน้าที่ศาลเพื่อ
เวลาล่วงเลยมากว่าสองเดือนหลังจากได้หมายศาล แม้กฤษณะจะไม่ได้มีคนรอบข้างในชีวิตมากนัก แต่เขายังโชคดีที่ได้ทนายฝืมือดีเป็นรุ่นพี่จากที่ทำงานเก่า ตามจริงเขารู้สึกแค่เพียงว่าการต่อสู้เพื่อแย่งชิงสายเลือดเดียวกันมันเป็นเรื่องที่สูญเปล่า แต่หากว่ามันจำเป็นที่จะต้องพิสูจน์ตัวเองว่าเขาดีพอที่จะได้เลี้ยงดูลูกต่อไปหรือไม่ เขาก็พร้อมที่จะทำวันนี้ทนายเดินทางมาหาเขาที่บ้าน พร้อมกับสอบถามข้อมูลและหาหลักฐานอื่น ๆ ประกอบเพิ่มเติม"วันที่ศาลนัดไกล่เกลี่ย โจทย์ส่งเพียงทนายมาเจรจา ซึ่งจากที่เราได้พยายามหาข้อตกลงร่วมกัน มันไม่เป็นผลสำเร็จ ดังนั้นเราต้องเตรียมข้อมูลหลักฐานไปสู้กันต่อ ศาลนัดสืบพยานในอีกสองอาทิตย์ข้างหน้า กฤษ นายยังโชคดีนะที่ได้จดทะเบียนสมรส ถ้าว่าตามข้อนี้นายได้เปรียบแน่นอนเพราะเป็นพ่อที่ชอบด้วยกฏหมาย""ผมมีโอกาสที่จะเสียลูกมากน้อยแค่ไหนครับพี่เอก"กฤษณะพูดพลางหันไปมองมารุตที่นั่งอยู่ไม่ไกลกันนัก สิ่งที่เขากังวลใจอีกเรื่องก็คือเรื่องของคนข้าง ๆ เพราะเรื่องของพวกเขาสองคนก็เป็นข้อเท็จจริงอีกข้อที่อีกฝ่ายจะยกข้อนี้ขึ้นมาอ้างได้"ว่ากันตามหลักกฏหมาย ไม่มีข้อไหนที่ห้ามผู้ปกครองที่คบหาเพศเดียวกั
วันนี้กฤษณะพาลูกมาเยี่ยมคุณตาคุณยายอย่างเคย สายตาหลายคู่ที่เคยมองเขาด้วยความเป็นกันเองได้แปรเปลี่ยนเป็นความเย็นชาและเพิกเฉย ซึ่งกฤษณะไม่ได้สนใจเท่าไหร่นัก มีก็แต่มารุตที่ยังไม่ชินและรู้สึกอึดอัดตลอดเวลาที่อยู่ที่นี่กฤษณะยกมือขึ้นตบบ่าคนตรงหน้าเบา ๆ เป็นการให้กำลังใจ แต่ก็ไม่พ้นสายตาคนรอบข้างที่คอยจ้องจับผิดพวกเขาอยู่แทบจะทุกวินาที"ไม่เป็นไรนะ""ครับ"มารุตส่งยิ้มตอบ ตามจริงคนที่อยากได้กำลังใจมากที่สุดควรจะเป็นกฤษณะมากกว่า แต่คนตัวโตกลับไม่เผยความรู้สึกให้ใครรู้ นั่นจึงเป็นสาเหตุว่าทำไมคนรอบข้างถึงเข้าใจผิดคิดว่าเขาไร้ความรู้สึก ทั้ง ๆ ที่หากได้ใกล้ชิดกันจริง ๆ กฤษณะคือคนที่เอาใจใส่คนอื่นดีมากคนหนึ่ง"เห็นอกเห็นใจกันเหลือเกินนะ"นพพลพูดขึ้นอย่างไม่มีอ้อมค้อม เขานึกว่าหากอภิญญาได้เกลี้ยกล่อมให้กฤษณะยอมเลิกจ้างมารุตตามที่ร้องขอ อาจจะทำให้เขาใจอ่อนขึ้นมาบ้าง แต่กฤษณะกลับเพิกเฉย มิหนำซ้ำยังพามารุตมาด้วยราวกับไม่เห็นหัวเขา"ฉันไม่คิดว่าแกจะกล้าหักหลังลูกสาวฉัน ถึงขั้นเอาลูกจ้างมาแทนที่ แถมยังเป็นผู้ชายด้วยกันอีก"คำพูดขอพ่อตาทำให้ทุกคนที่อยู่ในบ้านเงียบไปตาม ๆ กัน"แกเงียบแบบนี้ แสดงว่าแก
หลังจากที่กฤษณะขอมารุตคบอย่างจริงจัง ดูเหมือนว่าพี่เลี้ยงคนที่มั่นใจในตัวเองสูง คนที่กล้าเดินหน้าบอกความรู้สึกก่อน จะกลายเป็นคนละคนไปแล้ว มารุตไม่ยอมสบตาตอนคุย เขาพูดน้อยลงกว่าเดิมมาก แถมยังออกอาการเขินอายยิ่งกว่าเดิมเสียอีก กฤษณะจึงปล่อยให้เขาได้ปรับตัว ไม่เร่งรีบอะไร พวกเขากลับไปเตรียมตัวที่ห้องอีกครั้งและกลับมานั่งพักผ่อนที่ริมชายหาดกันเงียบ ๆ"อ๊าย! จา จ้าาา"ถุงแป้งส่งเสียงร้องดังลั่น เมื่อถูกปล่อยให้คลานเล่นบนชายหายเม็ดเนียนละเอียด ชุดว่ายน้ำสีแดงสดลายก้อนเมฆเด่นสะดุดตา เรียกได้ว่าคลานไปไหนก็หาเจอส่วนผู้ใหญ่ทั้งสองคนอยู่ในชุดกางเกงว่ายน้ำกับเสื้อเชิ้ตแขนสั้นทั้งคู่ คนเป็นพี่เลี้ยงพาเจ้าตัวเล็กนั่งก่อปราสาททรายอยู่ใต่ร่มไม้ ส่วนกฤษณะก็นอนดูมารุตกับลูกอยู่บนเก้าอี้ชายหาด ลมยามบ่ายแก่ ๆ กับกลิ่นของทะเลชวนให้รู้สึกดีทีเดียว"ดูนั่นสิ พวกเขาพาลูกน้อยมาเที่ยวล่ะ""ใช่เหรอ ฉันว่าเด็กอาจจะเป็นญาติกันกับสองคนนั้นก็ได้นะ""ไม่รู้สิ ถ้าอย่างนั้นแล้วแม่เด็กไปไหน ปกติแม่จะหวงลูกอย่างกับอะไรดี ตัวแค่นี้ไม่น่าปล่อยให้ออกมาเล่นแบบนี้กับคนอื่นได้นะ""อืม น่าคิด"บทสนทนาที่ดังอยู่ด้านหลัง ทำให้ก
"ขอโทษนะคะ พอจะทราบไหมคะว่าหมู่บ้านนี้อยู่ตรงไหน"ผู้หญิงคนหนึ่งสะพายเป้แบคแพคเดินสวนมา เห็นพวกเขากำลังเดินรับลมเล่นอยู่พอดีก็เลยเข้ามาถามทาง กฤษณะมองดูตามแผนที่ที่เธอชี้ก่อนจะพยักหน้าเป็นเชิงว่ารู้คำตอบ เขาอธิบายให้เธอฟังคร่าว ๆ ถึงวิธีการเดินทางไปยังหมู่บ้านที่เธอตามหา"ขอบคุณนะคะ"ผู้หญิงคนนั้นเอ
วันนี้เป็นวันแรกที่มารุตจะเริ่มต้นใช้ชีวิตในฐานะของพี่เลี้ยงเด็กเต็มตัว เขาเดินทางมาที่บ้านของกฤษณะแต่เช้าตรู่เพื่อรับมอบหน้าที่ แต่ดูเหมือนเจ้าตัวจะไม่ได้มีความตื่นเต้นหรือกังวลใจเลยสักนิด"ถุงแป้งงงงงงงงง"ยังไม่ทันที่เจ้าของบ้านจะได้พูดอะไร เจ้าของน้ำเสียงโทนนุ่มก็เอ่ยทักทายลูกบ้านตัวน้อยที่กำลัง
ผ่านมากว่าครึ่งค่อนวันแล้วนับตั้งแต่มารุตได้รับอนุญาตเข้ามาในบ้านหลังนี้ หลังจากที่คุยรายละเอียดคร่าว ๆ นายจ้างอย่างกฤษณะก็ให้เริ่มทดลองงานในทันทีซึ่งมารุตเองก็ไม่ขัด งานหลัก ๆ ของเขาก็คือดูแลทุกอย่างที่เกี่ยวข้องกับเด็กเท่านั้น ส่วนอื่น ๆ เป็นหน้าที่ของแม่บ้าน วิเคราะห์ดูแล้วเหมือนจะสบายแต่เปล่าเลย
[เช้าวันถัดมา] "คุณไม่ใช่คนที่ผมต้องการ" "ครับ?" มารุตเอียงคอทำสีหน้าฉงน วันนี้แม่ให้เขาเข้ามาคุยรายละเอียดงานที่บ้านของผู้ว่าจ้าง แต่เข้ามายังไม่ทันได้หย่อนตัวลงนั่งบนเก้าอี้ด้วยซ้ำก็โดนปฏิเสธแล้ว "แม่บ้านรุ่งรัตน์บอกว่าวันนี้จะมีคนมาสมัครงาน คือคุณใช





![[แบตเตอรี่ที่สมบูรณ์แบบระดับ SS]](https://www.goodnovel.com/pcdist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)

