หน้าหลัก / มาเฟีย / สะดุดรักคุณหมอ / บทที่ 1 บ้านหลังเล็กของนักเขียน

แชร์

บทที่ 1 บ้านหลังเล็กของนักเขียน

ผู้เขียน: suyuesui
last update วันที่เผยแพร่: 2026-01-01 21:23:24

ท้ายซอยแคบๆ แห่งหนึ่งในย่านชานเมืองของมหานครที่ผู้คนเร่งรีบกันแทบตลอดเวลา…

ยังมีบ้านไม้หลังหนึ่งซ่อนตัวอยู่อย่างสงบ บ้านหลังนั้นไม่ใหญ่ไม่หรูไม่ได้มีรั้วเหล็กดัดหรือประตูไฟฟ้าเหมือนบ้านใกล้เคียง แต่มันกลับมีเสน่ห์บางอย่างที่ทำให้ใครที่เดินผ่านต้องเหลียวหลังหันมามอง…บ้านไม้สองชั้นที่สร้างด้วยไม้สักเก่า ตัวบ้านยกพื้นเล็กน้อยหลังคาจั่วคลุมด้วยกระเบื้องสีดินเผาเรียบง่ายแต่ทนแดดฝนได้อย่างแข็งแกร่ง

บันไดไม้เตี้ย ๆ นำไปสู่ชานบ้านขนาดพอดี ที่วางเก้าอี้หวายสองตัวไว้ข้างกัน

โต๊ะไม้กลมเล็ก ๆ ถูกจัดวางไว้ตรงกลาง บางวันมีแจกันปักดอกไม้สดที่เด็ดมาจากสวนหน้าบ้าน บางวันมีเพียงแก้วกาแฟหนึ่งใบ และสมุดบันทึกที่มีลายมือเขียนเต็มหน้า

หน้าบ้านมีซุ้มไม้ระแนงเล็ก ๆ ที่ให้ไม้เลื้อยดอกสีม่วงพันขึ้นไปอย่างอิสระ ดอกไม้บานรับแดดเช้าลู่ไหวไปตามลมอย่างอ่อนโยนมีกลิ่นหอมจางๆ ลอยคลอมากับอากาศ ข้างซุ้มเป็นแปลงดอกไม้เรียงรายทั้งดาวเรือง บานไม่รู้โรย และผักสวนครัวเล็ก ๆ ที่ปลูกเอาไว้กินเองอย่างเรียบง่าย

มุมหนึ่งของบ้านมีต้นโมกขนาดพอเหมาะที่ปลูกไว้ตั้งแต่ต้นเล็กจนโตสูงเกือบเท่าตัวบ้าน กลิ่นหอมเฉพาะตัวของดอกโมกลอยฟุ้งยามสายลมพัดผ่าน แม้จะอยู่ในเมือง แต่กลับไม่รู้สึกถึงความวุ่นวายเลยแม้แต่น้อย

เสียงนกกระจิบเล็ก ๆ เจื้อยแจ้วอยู่บนกิ่งไม้ เสียงใบไม้เสียดสีกันแผ่วเบาใต้แสงแดดที่ลอดผ่านพุ่มไม้ กลิ่นดินแห้งจากกระถาง และกลิ่นหอมของไม้เก่าจากตัวบ้าน

ทุกอย่างผสานกันกลายเป็น “ความอบอุ่น” แบบที่หาได้ยากในเมืองใหญ่

ผนังบ้านด้านนอกยังคงเป็นไม้ทาสีขาวนวลที่เริ่มซีดบ้างตามกาลเวลา

แต่กลับยิ่งขับให้หน้าต่างบานเล็ก ๆ ที่มีผ้าม่านลูกไม้ดูน่ารักน่ามองมากขึ้น

ไม่มีเสียงรถ ไม่มีเสียงตลาด มีแค่เสียงธรรมชาติ กับลมหายใจของความทรงจำที่ยังคงอยู่

ประตูไม้หน้าบ้านยังเป็นบานเดิมที่ถูกขัดมันจนเงาวับ มือจับประตูเป็นทองเหลืองเก่าที่มีรอยลอกเล็กน้อย แต่ยังคงแข็งแรง และทุกครั้งที่เปิดประตูเข้าไป…กลิ่นอุ่นของบ้าน กลิ่นของเวลา และกลิ่นของผู้เป็นที่รักก็จะโอบล้อมอยู่เสมอ

นี่คือบ้านหลังเล็กของ “น้ำอิง” หญิงสาวตัวคนเดียวที่เลือกจะใช้ชีวิตเงียบ ๆ ในบ้านหลังที่ตาเคยอยู่ด้วยกัน บ้านหลังนี้ไม่ได้มีเพียงข้าวของ แต่มันเต็มไปด้วยความทรงจำ ความรัก และแรงบันดาลใจ มันไม่ใช่บ้านในฝันของคนทั่วไปแต่สำหรับเธอ…ที่นี่คือ “โลกทั้งใบ”

แสงแดดยามสายค่อย ๆ สาดผ่านม่านบางที่ไหวตามแรงลมเบา ๆ ลำแสงสีทองอ่อนกระทบลงบนพื้นไม้ และทอดยาวเข้าไปถึงโต๊ะเขียนหนังสือข้างหน้าต่าง ละอองฝุ่นลอยละล่องในอากาศเหมือนหยาดแสงเล็ก ๆ ที่ระยิบระยับราวฝัน

หญิงสาวร่างเล็กวัยยี่สิบสามปีที่นั่งอยู่ตรงนั้น…ดูเหมือนเป็นส่วนหนึ่งของภาพงามในเช้านี้ มือเรียวเล็กของเธอวางอยู่บนแป้นคีย์บอร์สีปลายนิ้วอ่อนชมพูดูสะอาดสะอ้าน

จังหวะการพิมพ์ของเธอช้า ๆ เรื่อย ๆ แต่เต็มไปด้วยความตั้งใจและเพลิดเพลิน

ผิวพรรณของเธอขาวเนียนละมุนราวหยดน้ำนมที่สะท้อนแดด ใบหน้าเล็กได้รูปพอดิบพอดี จมูกเล็กโด่งสวยที่ทำให้ใบหน้าของเธอมีมิติแม้ไร้เครื่องสำอาง คิ้วเรียวเป็นเส้นสวยได้รูปเหนือดวงตากลมโตที่ดูมีแววหวานปนซุกซน ขนตายาวหนางอนขึ้นรับแสงแดดจนเกิดเงาทาบลงบนแก้มเนียน

ริมฝีปากของเธออวบอิ่มอย่างเป็นธรรมชาติมีสีระเรื่อราวกลีบดอกไม้แรกแย้ม เวลาที่เธอเม้มปากหรือเผลอยิ้ม มักจะปรากฏลักยิ้มเล็ก ๆ ขึ้นที่แก้มทั้งสองข้างเป็นรอยยิ้มที่ไม่ได้เจตนาจะยั่วใจใครแต่กลับตรึงตาและตรึงใจคนมองได้อย่างประหลาด

เธอรวบผมสีน้ำตาลเข้มสลวยไว้หลวม ๆ ด้วยหนังยางเส้นเล็กปลายผมยาวลู่ลงมาปัดต้นคอเล็กอย่างแผ่วเบา ให้ความรู้สึกเหมือนแปรงขนนุ่มเฉียดผ่าน เส้นผมของเธอไม่ต้องเซต ไม่ต้องดัด ก็ยังดูสลวยเงางาม ราวกับได้รับการดูแลมาอย่างดี

เสื้อเชิ้ตผ้าฝ้ายสีอ่อนที่เธอสวมอยู่ยิ่งขับให้ผิวขาวนวลนั้นดูโดดเด่น กางเกงผ้าขายาวแบบหลวม ๆ ที่สวมอยู่ ก็ยิ่งทำให้เธอดูเป็นนักเขียนสาวที่อบอุ่น และเรียบง่าย ภาพทั้งหมดนั้นทำให้ใครที่เห็นเธอในยามเช้าแบบนี้ คงยากจะละสายตาไปได้ง่าย ๆ

น้ำอิง…หญิงสาวตัวเล็กสูงเพียงหนึ่งร้อยหกสิบเซนติเมตร แต่กลับมีพลังเงียบบางอย่างที่ดึงดูดคนได้มากกว่าใครบางที…อาจเป็นเพราะเธอใช้ชีวิตอย่างซื่อสัตย์กับตัวเองหรือเพราะแววตาใส ๆ ที่เหมือนจะเข้าใจโลกโดยไม่ต้องพูดอะไรออกมาสักคำ

เธอนั่งอยู่ตรงนั้น…ในบ้านหลังเล็กท่ามกลางสวนเงียบสงบ มือยังคงพิมพ์ต่อไปเรื่อย ๆ เขียนเรื่องราวของใครสักคนที่กำลังหลงรักใครสักคนในโลกของเธอเองโลกของ “นักเขียนสาวตัวเล็ก” ผู้มีความฝัน

เสียงแป้นคีย์บอร์ดเงียบลงชั่วครู่ นิ้วเรียวของเธอชะงัก หยุดค้างอยู่เหนือปุ่มตัวอักษรเหมือนกำลังลังเลระหว่างคำถัดไป แต่แล้ว…สายตาของเธอก็เลื่อนลงมายังสิ่งหนึ่งที่ห้อยอยู่ตรงอกเสื้อ

สร้อยเส้นเล็กที่คล้องอยู่กับคอขาวระหงค์นั้น ไม่ใช่แค่เครื่องประดับธรรมดามันคือ “สร้อยจี้แดนดิไลออน” ที่เธอสวมติดตัวมาตลอดตั้งแต่จำความได้ จี้เงินรูปดอกแดนดิไลออนเล็ก ๆ ฝังอยู่กลางอก ราวกับหัวใจของเธอเอง

น้ำอิงยกมือขึ้นแตะมันเบา ๆ ปลายนิ้วลูบผ่านผิวโลหะเย็นเยียบที่คุ้นเคยสัมผัสนั้น…ราวกับกุญแจเปิดประตูแห่งความทรงจำที่เธอซ่อนไว้หลังรอยยิ้ม ภาพในหัวเหมือนย้อนกลับไปในอดีตทันที

เด็กหญิงตัวเล็ก ๆ วิ่งเล่นในสวนหน้าบ้าน เสียงกระทะจากครัวไม้ด้านหลังดังขึ้นพร้อมกลิ่นข้าวผัดลอยมาแตะจมูก และเสียงแหบแห้งแต่แฝงความอ่อนโยนของใครคนหนึ่งดังแว่ว

“อิง…ตาทำกับข้าวเสร็จแล้ว มากินข้าวก่อนลูก เดี๋ยวเย็นหมด”

เธอจำได้แม่น ภาพนั้นชัดเจนเสียจนเหมือนยังอยู่ตรงนี้ร่างสูงของชายชราในเสื้อเชิ้ตเก่า ๆ กับผ้าขาวม้าคาดเอว มือหนึ่งถือตะหลิว อีกมือกวักเรียกเธอ เขายิ้มให้เธอเสมอ ไม่ว่าจะเหนื่อยแค่ไหน

เขาคือ “ตา” ของเธอ คนเดียวบนโลกใบนี้ที่อยู่กับเธอมาตลอด คนที่ไม่มีคำว่า ‘สายเลือด’ เชื่อมโยงกัน แต่กลับ ‘ผูกพัน’ ยิ่งกว่าครอบครัวไหน ๆ เพราะเขาคือทั้งพ่อ ทั้งแม่ ทั้งพี่ ทั้งเพื่อน ทั้งที่พึ่ง และทั้งโลกของเธอในวัยเด็ก

ตาพิเชษฐ์…คือคนที่เลี้ยงเธอมาจนเติบใหญ่ เธอไม่มีพ่อ ไม่มีแม่ ไม่มีพี่น้อง ไม่มีญาติที่ไหน ตื่นมาก็เจอแต่ตา ร้องไห้ก็มีแต่ตากอด เจ็บไข้ก็มีแต่ตาคอยป้อนยา ป้อนข้าว

คืนไหนฝนตกฟ้าร้องแรง เธอจะตื่นมาเห็นตานั่งอยู่ข้างเตียง…เฝ้าเธอไม่ห่าง

น้ำอิงกะพริบตาแรง ๆ พยายามไล่ภาพเหล่านั้นให้ออกไปจากหัว แต่ยิ่งพยายามลืม…หัวใจก็ยิ่งเรียกหา ความเงียบในบ้านเล็ก ๆ ยิ่งเน้นเสียงนาฬิกาแขวนผนังที่เดินต่อไปอย่างไร้ใจ ขณะที่แสงแดดอ่อน ๆ จากนอกหน้าต่างยังส่องเข้ามาเหมือนเดิม แต่ภายในอกของเธอกลับหนักอึ้งขึ้นเรื่อย ๆ

“ตาคะ…” เสียงเธอเบาหวิวจนแทบไม่ได้ยิน น้ำอิงก้มหน้าลงเล็กน้อย ดวงตากลมโตคู่นั้นเริ่มคลอเบ้า หยาดน้ำใสค่อย ๆ เอ่อรื้น ริมฝีปากที่เคยยิ้มบางเม้มแน่นขึ้นเพื่อกลั้นเสียงสะอื้นไม่ให้หลุดออกมา

เธอไม่ชอบร้องไห้ ไม่ใช่เพราะกลัวดูอ่อนแอ…แต่เพราะทุกครั้งที่น้ำตาไหล เธอจะรู้ว่า…ไม่มีตาอยู่ข้าง ๆ ให้ซับมันให้อีกแล้ว

มือข้างหนึ่งยกขึ้นปาดน้ำตาอย่างแผ่วเบา ส่วนอีกมือยังกำสร้อยเส้นนั้นแน่น…ราวกับเป็นสิ่งเดียวที่เชื่อมเธอกับตาเอาไว้ ในโลกที่ไม่มีใคร น้ำอิงยังมีความทรงจำ และตราบใดที่สร้อยเส้นนี้ยังอยู่กับเธอ เธอก็ยังเชื่อว่า…ตาจะยังอยู่ใกล้ ๆ ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานแค่ไหนก็ตาม

ขณะที่น้ำอิงนั่งอยู่บนเก้าอี้ไม้ริมหน้าต่าง ความคิดของเธอล่องลอยไปพร้อมกับแสงแดดอ่อนที่ทอดผ่านม่านบาง มือลูบไล้จี้รูปดอกแดนดิไลออนบนสร้อยคอแผ่วเบา ภาพจำเรื่องราวกับตาในบ้านหลังนี้ยังวนเวียนในหัว… แต่แล้ว

เสียงเครื่องยนต์หรูเงียบแต่นุ่มทุ้มก็ค่อย ๆ แล่นเข้ามาใกล้หน้าบ้าน เธอขมวดคิ้วน้อย ๆ พลางโน้มตัวไปมองลอดช่องหน้าต่างไม้บานพับ รถยนต์สีดำเงาวับ คันใหญ่ระดับซีดานหรูหราหมายเลขทะเบียนพิเศษ ชะลอความเร็วและหยุดจอดอยู่ตรงหน้าบ้านไม้เล็ก ๆ ของเธอ

น้ำอิงลุกขึ้นทันที ความสงสัยฉายชัดในแววตา “ใครกัน… รถหรูขนาดนี้?” เธอพึมพำเบา ๆ เธอเดินไปที่ประตู เปิดมันออกช้า ๆ แล้วสาวเท้าเล็ก ๆ ออกมายืนตรงเฉลียงหน้าบ้าน

รถยนต์ที่ดูไม่คุ้นตาแต่อัดแน่นด้วยรังสีอำนาจเปิดประตูด้านหลังออกอย่างนุ่มนวล

การ์ดชุดดำสองคนลงจากรถมาก่อนอย่างคล่องแคล่ว ก่อนหนึ่งในนั้นจะเปิดประตูให้ชายชราท่าทางภูมิฐานอีกคนก้าวลงมา

ชายชราร่างสูงสง่างามในชุดสูทลำลองสีอ่อน ผมขาวสะอาดตา ท่าทางสงบนิ่งแต่แฝงความแข็งกร้าวในแววตา ใบหน้าคมสันเต็มไปด้วยร่องรอยของอายุและประสบการณ์แฝงแรงอำนาจแม้ยังไม่เอ่ยคำใด

น้ำอิงเบิกตากว้างอย่างตกใจเล็กน้อย เธอไม่เคยพบเจอใครที่ดู ‘มีอิทธิพล’ ขนาดนี้ในชีวิตจริงมาก่อน มือเรียวเล็กค่อย ๆ ยกขึ้นประนมไหว้อย่างสุภาพ ใบหน้าหวานก้มลงเล็กน้อย

“สวัสดีค่ะคุณคือ? …” เธอเอ่ยเสียงเบา ชายชราพินิจเธอเงียบ ๆ สายตาเข้มดุในตอนแรกอ่อนลงเล็กน้อย เมื่อมองเห็นเด็กสาวตรงหน้า

เธอตัวเล็ก ผิวขาวอมชมพู ดวงตากลมโตไร้พิษภัย แววตาซื่อตรงแบบที่ใครมองก็รู้สึกสบายใจ ริมฝีปากอวบอิ่มเม้มไว้เล็กน้อยเพราะยังประหม่า

ชายชราพยักหน้าช้า ๆ รับไหว้ ก่อนเอ่ยเสียงนุ่มแต่หนักแน่น

“เรียกว่าปู่ก็ได้…ถ้าไม่ขัดเขินนะ” น้ำอิงชะงักไปนิดหนึ่ง ดวงตาเบิกน้อย ๆ ก่อนจะยิ้มบาง ๆ ออกมาอย่างเขิน ๆ

“…ค่ะ ปู่…”

วิเชียรมองใบหน้าเด็กสาวตรงหน้าอีกครั้ง… แล้วก็เข้าใจได้ทันทีว่า พิเชษฐ์ ทำไมถึงหวงหลานขนาดนั้น เด็กคนนี้…มันมีบางอย่างที่ทำให้คนไว้ใจได้โดยไม่ต้องพิสูจน์

เขายิ้มบาง ๆ ที่แทบมองไม่เห็น แล้วเอ่ยเบา ๆ

“ปู่ขอเข้าไปข้างในได้มั้ย พอแก่แล้วก็ชักไม่ชินกับการยืนกลางแดดนาน ๆ”

“อ๊ะ! ขอโทษค่ะ เชิญค่ะ ๆ ปู่เข้ามาข้างในก่อนเลยค่ะ” น้ำอิงรีบขยับตัวเปิดประตูออกกว้าง

ชายชราเดินตามเข้ามาในบ้านไม้หลังเล็ก พร้อมกับการ์ดที่รั้งอยู่ห่าง ๆ อย่างรู้หน้าที่

กลิ่นไม้เก่าผสมกับกลิ่นกาแฟอ่อน ๆ ยังคงลอยอวลอยู่ในอากาศ ทำให้บรรยากาศดูอบอุ่นและสงบ…อย่างที่คนมีอำนาจไม่ค่อยได้สัมผัสบ่อยนัก

ชายชราก้าวเข้ามาภายในบ้านไม้หลังเล็กด้วยท่วงท่าสง่างาม แต่แฝงความนิ่งสงบของผู้ผ่านชีวิตมายาวนาน

กลิ่นไม้แห้งผสมกลิ่นกาแฟจาง ๆ ลอยฟุ้งในอากาศ ผสมกลิ่นดินชื้นบางเบาจากสวนด้านนอก แสงแดดอ่อนสาดผ่านม่านผ้าบาง ๆ ที่ปลิวไหวตามแรงลมอ่อน กระทบพื้นไม้จนเป็นเงาทอดเฉียง บรรยากาศภายในดูอบอุ่นแบบที่เขาไม่ได้สัมผัสมานานมากแล้ว

วิเชียรหยุดยืนอยู่กลางโถงเล็ก ๆ ของบ้าน ดวงตาสีเข้มใต้คิ้วหนาเหลือบมองรอบตัวช้า ๆ ข้าวของทุกชิ้นดูเรียบง่าย ไม่ได้หรูหรา ไม่ใช่ของแพง ไม่มีของตกแต่งเว่อวังเหมือนในคฤหาสน์ของเขา แต่กลับจัดวางไว้อย่างมีระเบียบและอบอุ่นราวกับ “บ้านจริง ๆ”

บนชั้นไม้เล็กริมผนังมีหนังสือวางเรียงอยู่หลายเล่ม บางเล่มดูเก่าและผ่านการเปิดอ่านมาหลายรอบ โต๊ะไม้กลมกลางห้องวางแก้วกาแฟเปล่าไว้หนึ่งใบ ข้าง ๆ คือแจกันดอกไม้ป่าช่อเล็ก ๆ ที่คงเด็ดมาจากข้างบ้าน

บนฝาผนังมีภาพถ่ายขนาดเล็กแปะเรียงราย เป็นภาพหญิงสาวคนเดียวที่ยิ้มอยู่ในมุมต่าง ๆ ของบ้านใบหน้ายิ้มแย้มเหมือนที่เขาเพิ่งเห็นเมื่อครู่ ไม่ไกลกันนัก มีโต๊ะเขียนหนังสือไม้เก่า ๆ ตั้งชิดหน้าต่าง ด้านบนเต็มไปด้วยโพสต์อิทสีสัน ปากกาหลายด้าม สมุดจด และแล็ปท็อปวางอยู่เปิดค้างไว้ หน้าจอมีประโยคหนึ่งกำลังร่างอยู่…

วิเชียรเดินช้า ๆ เข้ามาใกล้ก่อนจะหยุดยืนอยู่หน้าหน้าต่างที่มีลมโชยผ่าน ลมหายใจของเขาแผ่วเบาลงเมื่อมองแสงแดดทอดผ่านม่านพลิ้ว กระทบโต๊ะทำงานอย่างอบอุ่น เขาหลุบตาลงเล็กน้อย…

“บ้านหลังนี้…ไม่มีห้องรับรองใหญ่ ไม่มีพรมทอ ไม่มีของประดับนำเข้า ไม่มีบอดี้การ์ดยืนเฝ้าตามมุมห้อง แต่กลับรู้สึกเหมือนบ้านจริง ๆ มากกว่าคฤหาสน์หลายร้อยล้านที่เขาอยู่มาทั้งชีวิต…”

ความคิดนี้ผุดขึ้นในใจของวิเชียรโดยไม่ทันตั้งตัว ชายชราที่เคยผ่านโลกมาไม่รู้กี่สนาม เคยนั่งหัวโต๊ะในห้องประชุม เคยถูกเชื้อเชิญให้เป็นแขกเกียรติยศในงานระดับประเทศ กลับยืนอยู่ในบ้านไม้เรียบง่ายหลังหนึ่ง แล้วรู้สึก… “สงบ” เขาหลับตาลงช้า ๆ สูดลมหายใจลึก ราวกับปล่อยให้อากาศบริสุทธิ์ในบ้านนี้ชะล้างความวุ่นวายจากโลกภายนอก

“บ้านสวยดีนะ” เขาเอ่ยเสียงเบา ทว่าเต็มไปด้วยความรู้สึก น้ำอิงที่ยืนมองอยู่เงียบ ๆ ข้างหลัง รีบยิ้มออกมาเล็กน้อย

“ขอบคุณค่ะปู่…มันไม่ได้ใหญ่โตอะไร แต่หนูคิดว่ามันเป็นบ้านที่ดีที่สุดเลยค่ะ”

ชายชราเหลือบมองเธออีกครั้ง ดวงตาเข้มข้นแฝงความคิด เขาเข้าใจแล้วว่า “บ้าน” หลังนี้เลี้ยงดูเด็กคนหนึ่งให้เติบโตมาได้อย่างงดงามเพียงใด ไม่ใช่แค่เพราะหลังคาและผนังไม้…แต่เพราะคนที่เคยอยู่ร่วมกันในบ้านนี้ต่างหาก

น้ำอิงมองชายสูงวัยที่ยืนอยู่กลางห้องเล็ก ๆ ของเธอ เธอรู้สึกทั้งเกรงใจและประหลาดใจในเวลาเดียวกัน เพราะแทนที่เขาจะมีสีหน้ารังเกียจหรือดูถูกเหมือนคนร่ำรวยบางคนที่เคยพบมา แววตาของเขากลับสงบ สุขุม…และมีความอ่อนโยนบางอย่างซ่อนอยู่

ชายชราเดินช้า ๆ ไปหยุดที่โต๊ะไม้ริมหน้าต่าง มือลูบขอบโต๊ะเบา ๆ แล้วเหลือบมองสมุดบันทึกกับแล็ปท็อปเล็ก ๆ ที่วางอยู่

“หลังพิเชษฐ์เสียไป หนูอยู่ที่นี่คนเดียวตลอดเลยสินะ?” เขาถามขึ้นเสียงทุ้มต่ำ

น้ำอิงพยักหน้าช้า ๆ ก่อนตอบด้วยรอยยิ้มบาง ๆ ที่ดูแข็งเล็กน้อย

“ค่ะ ตั้งแต่ตาเสีย…หนูก็อยู่คนเดียวมาตลอดค่ะ” เธอวางถ้วยชาให้ชายชราเบื้องหน้าแล้วนั่งลงฝั่งตรงข้าม สีหน้าเก็บงำความประหม่าไว้แทบไม่อยู่

วิเชียรรับถ้วยอย่างสุภาพ นิ้วยาวเรียวจับขอบแก้วเบา ๆ ขณะก้มลงจิบ กลิ่นหอมอ่อนของชาสมุนไพรลอยแตะปลายจมูก รสหวานจางเจือกลิ่นมะลิและใบเตย ทำให้เขาเผลอยิ้มบาง ๆ

“ไม่เลวเลย” เขาคิดในใจ ก่อนจะเงยหน้าขึ้นสบตาหญิงสาวตรงหน้า เธอคือเด็กตัวเล็ก ๆ ที่พิเชษฐ์เคยบอกไว้ว่าเป็นหลาน…เด็กที่เขาเลี้ยงดูด้วยความรักทั้งหมดที่มี

“สดใส บริสุทธิ์ ไม่มีพิษภัย” วิเชียรพึมพำในใจ พลางคิดถึงเพื่อนเก่าที่จากไป พร้อมกับถอนหายใจแผ่วเบา

“บ้านนี้…ดูแล้วอบอุ่นนะ” เขาเอ่ยขึ้นช้า ๆ “พิเชษฐ์ดูจะตั้งใจดูแลเธออย่างดีที่สุดจริง ๆ” น้ำอิงยิ้มตอบ แววตาอ่อนลงนิดหน่อย คล้ายดีใจที่ได้ยินใครพูดถึงตาเธอด้วยความรักแบบนั้น

“หนูไม่เคยลำบากเลยค่ะ ตาเลี้ยงหนูดีมาก…ถึงจะไม่ได้มีอะไรมากมาย แต่หนูก็มีความสุขดี” คำตอบของเธอทำให้ชายชราเงียบไปครู่หนึ่ง ราวกับกำลังใช้เวลาซึมซับคำพูดเหล่านั้นให้ลึกถึงหัวใจ ก่อนที่เขาจะวางถ้วยชาลงเบา ๆ แล้วโน้มตัวไปข้างหน้าเล็กน้อย

“เรื่องที่ฉันจะมาคุยวันนี้…มันเป็นสิ่งที่พิเชษฐ์ฝากฝังไว้ก่อนจะจากไป” ดวงตากลมของน้ำอิงไหววูบ เธอเงียบลงทันที ขณะที่ใจเต้นระส่ำ และนั่น…คือจุดเริ่มต้นของบทสนทนาที่จะเปลี่ยนชีวิตของเธอไปตลอดกาล

อ่านหนังสือเล่มนี้ต่อได้ฟรี
สแกนรหัสเพื่อดาวน์โหลดแอป

บทล่าสุด

  • สะดุดรักคุณหมอ   ตอนพิเศษ 5 สมบูรณ์

    ณ บริเวณศาลาเก็บอัฐิภายในสวนหลังวัดเล็กๆ ที่ร่มรื่น ลมอ่อนพัดผ่านกลีบดอกไม้ที่โรยตามทางเดินหยอกล้อกับใบไม้เขียวขจีรอบบริเวณ เงาของต้นไม้ใหญ่ทอดยาวลงบนพื้นแผ่นหินเย็นใต้เท้าและในมุมหนึ่งของศาลามีเจย์ดีที่เก็บอัฐิสีขาวสะอาดที่ถูกดูแลอย่างดีเสมอมา อัฐิของ ‘ตาพิเชษฐ์’ กับ ‘ปู่ณรงค์’ ถูกวางอยู่เคียงข้างกัน… เรียบง่าย แต่สงบ สง่างาม และเปี่ยมไปด้วยความทรงจำ เดือนนี้เป็นอีกเดือนหนึ่งที่น้ำอิง เวกัสและเจ้าแฝดของบ้าน “วิวัฒนกุลชัย” ตั้งใจเดินทางมาไหว้ ตา และ ปู่ ตามคำสัญญาในใจที่ไม่มีวันจางหาย “ทวดคับ เจย์เดนมาไหว้แล้วนะ” เสียงใสๆ ของเด็กชายตัวน้อยดังขึ้นขณะที่เขาคุกเข่าลงเบาๆ วางพวงดอกไม้สีขาวไว้ตรงหน้าหิ้ง “เจย์ไดก็มาครับ” เจย์ไดเอ่ยบ้างก่อนจะวางดอกไม้ช่อเล็กลงทั้งสองจุดให้ทั้งทวดทั้งสองได้รับอย่างเท่าเทียม เด็กทั้งสองเงยหน้ามองอัฐิเงียบๆ เหมือนจะเข้าใจแม้จะยังเล็กนักแต่ในแววตาไร้เดียงสานั้นมีแววของความรักที่ได้รับการปลูกฝังมาอย่างดี น้ำอิงย่อตัวลงข้างลูกทั้งสองมือของเธอจับบ่าลูกเบาๆ ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองอัฐิของผู้ที่เป็นทุกอย่างในชีวิตของเธอ แล้วพูดด้วยเสียงนุ่มนวลแฝงไปด้วยความอบอุ

  • สะดุดรักคุณหมอ   ตอนพิเศษ 4 นิยายของน้ำอิง

    เช้าในคฤหาสน์วิวัฒนกุลชัย แสงแดดอ่อนยามเช้าสาดลอดผ้าม่านเข้ามาในห้องของเจ้าแฝดตัวน้อย “เจย์เดน” และ “เจย์ได” ที่วันนี้ดูจะตื่นเร็วเป็นพิเศษ ร่างเล็กสองคนในชุดนักเรียนอนุบาลเรียบร้อยกำลังยืนต่อหน้ากระจกพร้อมกันจัดเสื้อผ้าให้กันและกันด้วยความใส่ใจในแบบเด็ก ๆ “เจย์เดน! ผมนายเบี้ยวนะ เดี๋ยวแม่จะว่า!” เจย์ไดพูดพลางย่นจมูกใส่พี่ชายฝาแฝดแล้วจัดปกเสื้อให้ “นายก็ติดกระดุมเบี้ยวเหมือนกัน เจย์ได!” เจย์เดนแย้งก่อนจะหัวเราะเบาๆ แล้วช่วยจัดให้ฝาแฝดของตัวเองบ้าง เสียงหัวเราะเบาๆ ดังขึ้นในห้องก่อนที่เสียงรองเท้าหนังเงาๆ จะก้าวเข้ามาจากทางเดิน “สองเจย์! พร้อมรึยังครับ?” เสียงเข้มของ ธนิน ดังขึ้นที่หน้าห้อง “พร้อมแล้วลุงธนิน!” เจ้าแฝดสองคนตะโกนตอบรับพร้อมกันอย่างแข็งขันก่อนจะรีบวิ่งกระโดดโลดเต้นออกมาหาเขา ธนินในชุดสูทเรียบกริบก้มลงรับอ้อมกอดจากเด็กทั้งสองคนอย่างที่เขาทำประจำทุกเช้ามือใหญ่ลูบศีรษะเด็กชายฝาแฝดด้วยความเอ็นดู “วันนี้อย่าลืมกินนมให้หมดนะครับ แล้วก็ห้ามแกล้งเพื่อน ห้ามแกล้งกัน ห้ามเอาไม้บรรทัดฟาดหัวกันอีก” “ครับลุงธนินนน~” ทั้งคู่ตอบยานคางแบบรู้ว่ากำลังโดนแซว “แล้ววันนี้ใครจะนั่งห

  • สะดุดรักคุณหมอ   ตอนพิเศษ 3 มัลดีฟของเรา 18+

    ทะเลสีฟ้าครามทอดตัวยาวสุดสายตาเกลียวคลื่นซัดกระทบชายฝั่งอย่างอ่อนโยน เสียงน้ำกระทบเสาไม้ของบ้านพักกลางทะเลสร้างจังหวะนุ่มนวลราวกับบทกล่อมยามเย็น ท้องฟ้าเหนือหัวกำลังเปลี่ยนสีอย่างช้าๆ จากฟ้าใสกลายเป็นทองอ่อนๆ ไล่เฉดไปจนถึงสีส้มแดงอุ่นตา ที่พักกลางน้ำตั้งเรียงรายเป็นแถวโยงเข้าหากันด้วยสะพานไม้สีอ่อนทอดยาว ด้านในบ้านพักมีระเบียงส่วนตัวยื่นออกไปสู่ผิวน้ำท่ามกลางกลิ่นเกลือทะเลที่โชยมาเป็นระยะแสงแดดยามเย็นตกกระทบผิวน้ำเกิดเป็นประกายระยิบระยับราวกับเพชรนับหมื่นเม็ดกระจายตัวอยู่ใต้พื้นระเบียง ผ้าม่านบางพลิ้วไหวเบาๆ ตามแรงลมสะท้อนความสบายและอิสระของสถานที่แห่งนี้ที่ซึ่งไม่มีตารางเวลาไม่มีเสียงร้องของลูกๆ ไม่มีภาระไม่มีบทบาทนอกบ้าน…มีเพียงแค่ “เขา” และ “เธอ” น้ำอิงยืนรับลมอยู่ที่ระเบียงปล่อยให้สายลมเย็นสางเส้นผมที่ยาวเลยบ่า ชุดเดรสลินินสีขาวสะอาดพลิ้วตามแรงลมท่ามกลางฉากหลังที่เป็นท้องทะเลไร้ขอบเขต เธอสูดหายใจเข้าลึกราวกับต้องการซึมซับความเงียบสงบนี้ให้ซึมลึกเข้าไปถึงปลายหัวใจ นี่คือครั้งแรกในรอบสามปีที่เธอได้มาอยู่กับเวกัสสองต่อสองอีกครั้งไม่มีเสียงเจี๊ยวจ๊าวของเจ้าแฝดไม่มีขวดนม ไม่มีผ้าอ

  • สะดุดรักคุณหมอ   ตอนพิเศษ 2 เจย์เดน&เจย์ได

    สามปีต่อมา……หลังจากที่มีเจ้าแฝดเวกัสและน้ำอิงก็ย้ายกลับมาอยู่ที่บ้านใหญ่เพราะจะได้สะดวกต่อการเลี้ยงดูเจ้าเด็กสองคนที่กำลังโต แสงแดดอ่อนในยามสายของวันหยุดสุดสัปดาห์สาดลอดซุ้มดอกไม้ภายในสวนสวยหน้าคฤหาสน์ กลิ่นหอมอ่อนของดอกกุหลาบและลีลาวดีกระจายไปทั่วชวนให้รู้สึกผ่อนคลายและสุขสงบ เสียงหัวเราะใสๆ ดังขึ้นมาไม่ขาดสายจากสนามหญ้าหน้าบ้าน “ฮ่าๆๆ พี่เดน วิ่งช้าจัง! เจย์ไดจะจับได้แล้วนะ!” เสียงของเจย์ไดหนูน้อยแก้มยุ้ยเจ้าของเสื้อยืดลายไดโนเสาร์ร้องลั่นขณะวิ่งไล่พี่ชายฝาแฝดของตัวเองไปรอบสนาม “ไม่เอา! เดนจะเป็นฮีโร่! ไดต้องเป็นตัวร้าย!” เจย์เดนเถียงกลับเสียงใสแต่ขาทั้งสองข้างก็ยังวิ่งนำอยู่สองพี่น้องวัยสามขวบมีพลังเหลือล้นราวกับไม่มีวันหมด เสื้อผ้าที่เคยเรียบร้อยตอนออกจากบ้านเมื่อเช้าบัดนี้เปรอะเปื้อนไปด้วยคราบดินและหยาดเหงื่อจากการวิ่งเล่นเต็มพิกัด แต่แววตากลมใสนั้นกลับเปล่งประกายอย่างมีความสุขรอยยิ้มของเด็กทั้งสองคนทำให้โลกทั้งใบดูสดใสขึ้นในทันที ที่ระเบียงบ้านด้านบนคุณปู่วรุตฒ์ในชุดเสื้อเชิ้ตลำลองและคุณย่าพัชราภานั่งเคียงกันบนเก้าอี้ไม้แกะสลัก สีหน้าเปี่ยมสุขขณะมองหลานชายฝาแฝดวิ่งเล่นก

  • สะดุดรักคุณหมอ   ตอนพิเศษ 1 แพ้ท้อง

    สองเดือนผ่านไป… แสงแดดอ่อนยามเช้าส่องลอดผ่านผ้าม่านสีครีมในห้องนั่งเล่นของคอนโดหรูย่านใจกลางเมือง อากาศอบอุ่นพอให้รู้สึกสบายแต่ไม่มากพอจะละลายไอเย็นจากเครื่องปรับอากาศภายในห้องได้ ร่างเล็กของน้ำอิงนั่งพิงพนักโซฟามือบางวางอยู่บนหน้าท้องที่เริ่มนูนขึ้นเล็กน้อยสะท้อนความเปลี่ยนแปลงในร่างกายและชีวิตของเธอในช่วงสองเดือนที่ผ่านมา เสียงฝีเท้าหนักๆ ดังขึ้นจากทางห้องครัว ก่อนที่เวกัสสามีหมอสุดหล่อของเธอจะปรากฏตัวพร้อมใบหน้าเซื่องซึมเหมือนคนอดนอนมาเป็นปี เขาทรุดตัวลงบนโซฟาอย่างแรงจนน้ำอิงต้องรีบยันตัวไว้ไม่ให้เสียหลัก โซฟายวบลงเมื่อร่างหนาแทรกเข้ามา ก่อนจะทิ้งหัวซุกลงบนตักของเธออย่างหมดแรงราวกับแมวตัวโตที่หมดฤทธิ์แล้วหาไหล่ให้พิง “อิงงงงงง…… พี่เวียนหัว” เสียงอู้อี้เปล่งออกมาจากปากของสามี ผู้ซึ่งเคยเยือกเย็นเฉียบขาดในห้องผ่าตัดตอนนี้กลับกลายเป็นสามีสายอ้อนเต็มขั้น น้ำอิงหัวเราะเบาๆ อย่างเอ็นดูมือเล็กข้างหนึ่งลูบเบาๆ ที่กรอบหน้าคมของสามีอย่างอ่อนโยนราวกับกำลังปลอบประโลม “ไหวมั้ยคะ?” เสียงหวานเอ่ยถามแววตาที่มองเขาเต็มไปด้วยความห่วงใยปนขำอ่อนๆ เธอไม่คิดเลยว่าเวกัสจะรักเธอถึงขั้น “แพ้ท้องแท

  • สะดุดรักคุณหมอ   บทที่ 41 ของขวัญจากหัวใจ (จบ)

    ผ่านไปสามเดือน…… แสงแดดอ่อนยามสายส่องลอดเงาต้นมะพร้าวที่เรียงตัวกันอย่างเป็นระเบียบ ลมทะเลพัดเบาๆ แตะปลายผมเจ้าสาวราวกับกลัวว่าจะรบกวนความงดงามของเธอ ชายหาดเล็กๆ ถูกเนรมิตให้กลายเป็นเวทีแห่งความรักอย่างเรียบง่ายแต่เต็มไปด้วยความอบอุ่น แขกในงานมีเพียงไม่กี่คน… ทุกใบหน้าคือคนที่มีความหมายกับพวกเขาจริงๆ ครอบครัวของเวกัส ครอบครัวของน้ำอิง เพื่อนสนิทที่อยู่เคียงข้างมาตลอดไม่แม้แต่จะมีช่างภาพมืออาชีพหรือแสงไฟพร่างพรายมีเพียงแสงธรรมชาติจากฟ้าและรอยยิ้มจริงใจจากทุกคน เวกัสในชุดสูทสีขาวครีมเรียบหรูแต่ดูสบายตาเขาดูเหมือนเจ้าบ่าวที่เดินออกมาจากนิตยสารแฟชั่น สายตาที่ใบหน้าคมเข้ม คิ้วเข้มพาดเฉียงดวงตาคมกริบดุจเหยี่ยว จมูกโด่งเป็นสัน ริมฝีปากหยักสวยสีธรรมชาติที่ยกยิ้มอย่างมีความสุขในตอนนี้ไม่มีสิ่งใดสามารถแต่งเติมให้สมบูรณ์กว่านั้นได้อีกแล้ว น้ำอิงยืนอยู่ปลายทางเดินไม้ที่ทอดยาวไปยังซุ้มดอกไม้สีขาวริมทะเล เธอในชุดเจ้าสาวแบบเรียบหรูแต่สวมไว้ด้วยความนุ่มนวลของเจ้าหญิงตัวน้อยจากนิทาน เธอเดินช้าๆ ใบหน้าสวยประดับด้วยรอยยิ้มระเรื่อ ดวงตากลมโตของเธอจับจ้องไปที่ชายตรงหน้า… ผู้เป็นคนรัก เมื่อเท้า

  • สะดุดรักคุณหมอ   บทที่ 5 จุดตัดชะตา

    “เพราะมีเรื่องสำคัญจะคุยด้วย” เสียงของปู่วิเชียรดังขึ้นในห้องรับรองหลังมื้ออาหาร บรรยากาศโดยรอบเงียบลงในทันที เหลือเพียงเสียงเข็มนาฬิกาที่เดินอย่างช้า ๆ และสายลมแผ่วเบาจากเครื่องปรับอากาศ “ครับ?” เวกัสเอ่ยตอบกลับด้วยน้ำเสียงขึงขัง ใบหน้าคมเข้มหันมามองปู่ด้วยสายตาจริงจังเต็มเปี่ยมไปด้วยความสงสัย

  • สะดุดรักคุณหมอ   บทที่ 4 วันครอบครัว

    เช้าวันอาทิตย์ คอนโดหรูใจกลางเมือง – ชั้น 15 ห้อง 1501 แสงแดดยามสายทอแสงลอดผ่านม่านบางสีขาวนวลของหน้าต่างกระจกบานใหญ่ ราวกับแสงนั้นได้รับอนุญาตจากเจ้าของห้องให้ค่อย ๆ แทรกตัวเข้ามาความอบอุ่นของแดดสัมผัสปลายปลายเตียงอย่างแผ่วเบา ก่อนจะไต่ขึ้นไปยังแผ่นอกกว้างของชายหนุ่มที่ยังหลับตาแน่นิ่ง ราวกับไม่

  • สะดุดรักคุณหมอ   บทที่ 3 สังสรรค์

    ค่ำคืนในกรุงเทพฯ ช่างเจิดจรัสไม่ต่างจากอัญมณีที่เปล่งประกายภายใต้แสงไฟนีออน และในย่านไฮเอนด์แห่งหนึ่ง ซึ่งรวมร้านอาหารหรู โรงแรมระดับห้าดาว และแหล่งสังสรรค์ของเหล่าเศรษฐีระดับประเทศ ก็มีสถานที่หนึ่งที่โดดเด่นไม่แพ้ใคร…” Jk Club” คลับหรูสุดเอ็กซ์คลูซีฟ ที่มีเพียงสมาชิกระดับ ‘VVIP’ เท่านั้นถึงจะก้าว

  • สะดุดรักคุณหมอ   บทที่ 2 คุณหมอเวกัส

    เสียงเครื่องยนต์ของรถยนต์หรูหราสีดำสนิทแล่นเข้ามายังลานหน้าตึกหลักของโรงพยาบาลวิวัฒนกุลชัยอินเตอร์เนชั่นแนลอย่างนุ่มนวล ตัวรถคือ Maybach รุ่นลิมิเต็ด เส้นสายเฉียบหรูสะท้อนแสงแดดยามเช้าเป็นประกายวิบวับ ภายใต้หมายเลขทะเบียนประจำตระกูลที่จดจ้องจากใครต่อใครว่าเป็นหนึ่งในสัญลักษณ์ของ “กลุ่มวิวัฒนกุลชัย

บทอื่นๆ
สำรวจและอ่านนวนิยายดีๆ ได้ฟรี
เข้าถึงนวนิยายดีๆ จำนวนมากได้ฟรีบนแอป GoodNovel ดาวน์โหลดหนังสือที่คุณชอบและอ่านได้ทุกที่ทุกเวลา
อ่านหนังสือฟรีบนแอป
สแกนรหัสเพื่ออ่านบนแอป
DMCA.com Protection Status