เสียงเครื่องยนต์ของรถยนต์หรูหราสีดำสนิทแล่นเข้ามายังลานหน้าตึกหลักของโรงพยาบาลวิวัฒนกุลชัยอินเตอร์เนชั่นแนลอย่างนุ่มนวล ตัวรถคือ Maybach รุ่นลิมิเต็ด เส้นสายเฉียบหรูสะท้อนแสงแดดยามเช้าเป็นประกายวิบวับ ภายใต้หมายเลขทะเบียนประจำตระกูลที่จดจ้องจากใครต่อใครว่าเป็นหนึ่งในสัญลักษณ์ของ “กลุ่มวิวัฒนกุลชัย”
อาคารโรงพยาบาลที่ตั้งอยู่ใจกลางเมือง เป็นตึกกระจกสูงทันสมัยตัดกับผนังหินอ่อนขาวบริสุทธิ์ ต้นไม้จัดสวนประดับเรียงรายรอบทางเดิน พร้อมด้วยน้ำพุเล็ก ๆ กลางลานหินแกรนิตสะท้อนแดด โรงพยาบาลแห่งนี้ไม่ใช่แค่สถานพยาบาล แต่มันคือตัวแทนความหรูหราและมาตรฐานทางการแพทย์ระดับสากล ที่ตระกูลวิวัฒนกุลชัยก่อร่างสร้างมาด้วยความตั้งใจ
บรรยากาศภายในเงียบสงบ แต่ทรงพลัง ทุกย่างก้าวเต็มไปด้วยการจับตามอง เสียงประตูรถเปิดออกพร้อมกับร่างสูงสง่าของชายหนุ่มในชุดสูทสีน้ำเงินเข้มก้าวลงจากเบาะหลังอย่างมั่นคง
“เวกัส เวทัศน์ วิวัฒนกุลชัย”
ชายหนุ่มวัยสามสิบ ผู้ครองตำแหน่ง “ศัลยแพทย์ทรวงอกและช่องท้อง” ผู้เชี่ยวชาญด้านการผ่าตัดที่มีความแม่นยำเป็นเลิศ จบการศึกษาแพทย์จากมหาวิทยาลัยอันดับหนึ่งของประเทศ ก่อนจะศึกษาต่อด้านศัลยกรรมเฉพาะทางจากมหาวิทยาลัยแพทย์ชั้นนำในสหรัฐฯ และกลับมาสานต่อหน้าที่ทั้งในฐานะหมอ และผู้สืบทอดเครือโรงพยาบาลระดับแนวหน้า
เวกัสสูง 188 เซนติเมตร รูปร่างสมส่วนภายใต้เชิ้ตสีกรมนี้ยบไร้ที่ติ ผิวขาวจัดแบบคนที่ได้รับการดูแลมาตั้งแต่เกิด เส้นผมสีน้ำตาลเข้มเซตเปิดหน้าผากเล็กน้อย เผยให้เห็น คิ้วเข้มเป็นแนวเรียงเส้นสวยงาม รับกับดวงตาคมเฉียบที่มักใช้ในการประเมินคนได้เพียงแค่ปรายตามอง
จมูกโด่งเป็นสัน และ ริมฝีปากรูปกระจับสีชมพูธรรมชาติ ทำให้ใบหน้าของเขาดูเฉียบคมและเย่อหยิ่งในคราวเดียวกัน ใบหน้าเรียวยาวแบบหนุ่มเอเชีย บ่งบอกถึงเชื้อสายที่ดีงามไม่เพียงแต่จากรูปลักษณ์ หากแต่ยังรวมถึงวงศ์ตระกูล เขาไม่จำเป็นต้องพยายามหล่อ… เพราะเพียงแค่ยืนอยู่เฉย ๆ ใครต่อใครก็ต้องเหลียวมอง
ชายหนุ่มเดินนำเข้าสู่อาคาร พร้อมด้วยชายหนุ่มอีกคนซึ่งสวมสูทสีเทาเข้ม มือถือเอกสารแฟ้มบางไว้แน่น เขาคือ ธนิน เลขาคู่ใจและคนขับรถส่วนตัวผู้รู้ใจนายทุกกระเบียดนิ้ว
เมื่อเดินเข้าสู่ล็อบบี้ของโรงพยาบาล พนักงานประชาสัมพันธ์ พยาบาล และแพทย์ฝึกหัดต่างพากันยกมือไหว้และก้มศีรษะให้ชายหนุ่มด้วยความเคารพ
เพราะต่อให้ไม่ได้ถืออำนาจบริหารโดยตรง เวกัสก็เป็นหนึ่งในชื่อสำคัญของเครือวิวัฒนกุลชัย และในสายตาแพทย์ทุกคน เขาคือหมอศัลย์ดาวรุ่งที่ไม่มีใครปฏิเสธฝีมือของเขาได้เลย
เวกัส ชายหนุ่มผู้ไม่เคยใช้ความหล่อเป็นจุดขาย แต่ใช้ “สมอง” และ “มือ” ของตัวเองเป็นอาวุธรักษาชีวิตคนไข้ในทุกนาทีบนโต๊ะผ่าตัดและวันนี้…ก็เป็นอีกวันที่เขาต้องเข้าเคสใหญ่ในห้องผ่าตัดต่อเนื่องตั้งแต่เช้า
3 ชั่วโมงผ่านไป………เสียงประตูห้องผ่าตัดเปิดออกช้า ๆ ชายหนุ่มในชุดสครับสีกรมก้าวออกมาอย่างมั่นคง ใบหน้าคมคายเปื้อนเหงื่อจาง ๆ แต่แววตายังคมกริบเฉียบขาดเช่นเดิม คุณหมอเวทัศน์ วิวัฒนกุลชัย หรือที่ทุกคนในโรงพยาบาล R.H. เรียกกันสั้น ๆ ว่า “หมอเวย์”
การผ่าตัดในวันนี้กินเวลาเกือบสามชั่วโมง เป็นเคสซับซ้อนของผู้ป่วยเพศชายวัยกลางคนที่มีก้อนเนื้อในช่องอกเบียดเส้นเลือดใหญ่ หมอเวกัสลงมือเองทุกขั้นตอน จนกระทั่งจบเคสด้วยฝีมือที่เรียกได้ว่าไร้ที่ติ
“สรุปเคสคนไข้รายนี้ ขอเป็นแบบละเอียด ส่งเข้าห้องทำงานฉันใน 30 นาที” เขาเอ่ยสั้น ๆ กับพยาบาลประจำห้องผ่าตัด น้ำเสียงเรียบ แต่เฉียบพอจะทำให้ใครหลายคนรีบจดคำสั่งแทบไม่ทัน
“ค่ะ หมอเวย์” เสียงพยาบาลสาวคนหนึ่งตอบรับแทบจะในทันที เวกัสปลดถุงมือยางออก แล้วสะบัดกาวน์ผ่าตัดเบา ๆ ก่อนจะเดินตรงไปยังโซนแพทย์เฉพาะทาง ห้องพักส่วนตัวของเขาซึ่งแยกออกจากสำนักงานของโรงพยาบาลเล็กน้อย ระหว่างทางพนักงานหลายคนที่เดินผ่าน ต่างก้มศีรษะทักทายเขาอย่างเคารพ แม้เขาจะไม่ใช่หมอที่อายุเยอะนัก แต่เรื่องความสามารถ… ไม่มีใครกล้าปฏิเสธ
เขาเปิดประตูห้องทำงานส่วนตัว ห้องที่ตกแต่งในสไตล์โมเดิร์นลักชัวรี ผนังด้านหนึ่งกรุกระจกใสจากพื้นจรดเพดาน มองเห็นวิวสวนแนวตั้งสีเขียวขจีที่จัดไว้อย่างเป็นระเบียบ เฟอร์นิเจอร์ทุกชิ้นภายในห้องถูกเลือกอย่างพิถีพิถัน โต๊ะทำงานดีไซน์เรียบแต่แฝงความเฉียบคมด้วยขาโลหะสีดำด้าน ตัดกับท็อปไม้โอ๊คอิตาลีสีเข้มให้ความรู้สึกอบอุ่นและทรงพลังในเวลาเดียวกัน
เก้าอี้หนังแท้สีน้ำตาลเทาเข้มแบรนด์นำเข้า ถูกจัดวางคู่กับโซฟาทรงเข้ามุมขนาดกลางที่หุ้มด้วยผ้าลินินเนื้อดีในโทนสีกลาเซียร์เกรย์ ตรงมุมห้องมีเครื่องชงกาแฟระดับบาริสต้าประจำการอยู่บนตู้เตี้ยข้างตู้เอกสารบิวท์อิน ผนังอีกด้านติดตั้งจอ LCD สำหรับดูภาพฟิล์มเอกซเรย์และผลสแกนร่างกายของผู้ป่วยอย่างมืออาชีพ
แสงไฟสีวอร์มไวท์ถูกซ่อนอยู่ตามแนวฝ้าหลุมและใต้ชั้นลอย ทำให้ห้องดูไม่แข็งกระด้างเกินไป ทว่าเรียบ เท่ และสะท้อนตัวตนของชายหนุ่มผู้เป๊ะทุกมุมชีวิต
เวกัสเดินตรงไปยังโต๊ะทำงานที่ตั้งอยู่ชิดผนังกระจก เขาถอดเสื้อกาวน์พาดไว้กับพนักเก้าอี้หนัง ก่อนจะทิ้งตัวลงนั่งด้วยท่าทางเหนื่อยล้าเล็กน้อย มือเรียวยาวดึงเอกสารบางส่วนขึ้นมาพลิกดูอย่างตั้งใจ เสียงนาฬิกาข้อมือหรูที่เขาสวมอยู่ดังแผ่ว ๆ เมื่อข้อมือขยับเตือนว่าใกล้ถึงเวลาประชุม
เขากำลังจะกดโทรศัพท์เรียกพยาบาลให้เอาเคสผ่าตัดล่าสุดมาสรุปส่งให้ที่ห้องอยู่พอดี แกร๊ก…เสียงประตูเปิดเข้ามาแบบไม่ขออนุญาต ทำให้เขาถอนหายใจทันทีโดยไม่ต้องเงยหน้า
“แกเคยได้ยินคำว่า เคาะประตู ก่อนเข้าห้องไหมเวณิกา?” น้ำเสียงนิ่ง ๆ แต่เจือความประชดอย่างรู้ทัน
“อารมณ์ดีขนาดนี้ แสดงว่าคนไข้ไม่ตายสินะ”
ไวน์ เวณิกา วิวัฒนกุลชัย ในชุดสูทเข้ารูปแบบสาวแกร่ง สีหน้ากวนประสาทเต็มพิกัด เดินเข้ามาพร้อมแฟ้มประชุมในมือเธอทรุดตัวลงนั่งบนโซฟาโดยไม่รอคำเชิญ ขาข้างหนึ่งไขว่ห้าง ท่าทางไม่แคร์กฎอะไรทั้งนั้น
เวกัสปรายตามองน้องสาวฝาแฝดอย่างเอือมระอา ก่อนจะเอ่ยเสียงเรียบ
“ฉันผ่าตัด ช่วยชีวิตคน จะให้คนไข้ตายก็คงไม่ใช่หมอแล้วล่ะ”
“ก็แค่ถามเผื่อ ๆ” ไวน์ไหวไหล่ตอบไม่จริงจังนัก
ชายหนุ่มลุกขึ้นยืน เดินไปกดเครื่องชงกาแฟอัตโนมัติที่มุมห้อง กลิ่นหอมของเมล็ดกาแฟบดสดลอยคลุ้งภายในเวลาไม่กี่วินาที
“แกมาทำไมแต่เช้า ไม่ใช่มีนัดกับกรรมการบริหารตอนบ่ายเหรอ?”
“ก็แวะมาดูแกก่อน ว่าแกไหวรึป่าว ประชุมบ่ายนี้จะรอดมั้ยนะ” ไวน์ตอบพลางหันหน้าไปทางเวกัสที่ยืนอยู่มุมห้อง
เวกัสหยิบแก้วกาแฟขึ้นมาช้า ๆ จิบหนึ่งอึก ก่อนเอ่ยเสียงเย็น
“ถ้าหน้าอย่างฉันไม่รอด แกก็คงตายคาห้องประชุมแน่ “
ไวน์หัวเราะในลำคอ “มั่นหน้าเหมือนเดิมไม่เปลี่ยน”
“แน่นอน” เขายิ้มบาง ๆ อย่างเหนือกว่า แล้วกลับมาทิ้งตัวลงที่เก้าอี้ทำงานอีกครั้ง
เวลา13:00 น.
ห้องประชุม D ชั้น 25 ของโรงพยาบาลวิวัฒนกุลชัยถูกจัดเตรียมไว้เรียบร้อยตั้งแต่ช่วงสาย โต๊ะไม้ยาวรูปตัว U รายล้อมด้วยเก้าอี้หนังสีเทาเข้ม ตรงกลางมีจอ LED ขนาดใหญ่ติดผนังฉายพรีเซนเทชันเกี่ยวกับ “เครื่องมือผ่าตัดระบบใหม่” จากบริษัทพันธมิตรที่กำลังจะเข้ามาติดตั้งในโรงพยาบาล
บ่ายโมงตรงเป๊ะ ประตูเลื่อนเปิดออกอย่างนุ่มนวล ‘เวกัส เวทัศน์ วิวัฒนกุลชัย’ เดินนำเข้ามาเป็นคนแรกในชุดสูทสีเทาเข้มที่สวมทับเสื้อเชิ้ตเรียบเนี๊ยบ ผูกเนคไทเรียบหรูแบบไม่ต้องโอ้อวด ตามหลังด้วยเลขาคู่ใจ ‘ธนิน’ และทีมฝ่ายจัดซื้อของโรงพยาบาล
“ขอโทษที่ให้รอ” เสียงทุ้มต่ำเปล่งออกเรียบเฉียบ มีพลังพอจะทำให้คนทั้งห้องเงียบลงในวินาที
เขากวาดตามองไปยังแขกจากบริษัทผลิตเวชภัณฑ์ที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้าม บางคนลุกขึ้นยืนทักทาย บางคนรีบปรับสีหน้าให้สุภาพกว่าเดิม ท่ามกลางบรรยากาศที่เต็มไปด้วยความตึงเล็ก ๆ แบบมืออาชีพ
เวกัสทรุดตัวนั่งเก้าอี้หัวโต๊ะ มือเรียวยกแฟ้มประชุมขึ้นเปิดพลิกหน้ากระดาษอย่างคล่องแคล่ว พลางเอ่ยเสียงเรียบ “ขอสรุปข้อมูลเบื้องต้นเกี่ยวกับอุปกรณ์ผ่าตัดที่คุณเสนอมาก่อนครับ โดยเฉพาะระบบความแม่นยำของเครื่องมือกับการควบคุมระยะเวลาการผ่าตัด เพราะที่นี่เราไม่ต้องการแค่ของใหม่ เราต้องการของที่ ‘ไว้ใจได้’ ในสนามจริง” ประโยคนั้นสร้างแรงกระเพื่อมเล็ก ๆ ขึ้นในสายตาของตัวแทนบริษัทที่เตรียมตัวมาอย่างดี
ชายหนุ่มในสูทของบริษัทพันธมิตรรีบเปิดพรีเซนเทชันผ่านรีโมตพลางเริ่มพูด “เครื่องมือชุดนี้ถูกพัฒนาร่วมกับทีมวิจัยระดับโลกจากสหรัฐฯ และผ่านการใช้งานจริงมาแล้วในโรงพยาบาลชั้นนำหลายแห่ง…”
การประชุมดำเนินไปอย่างเข้มข้น เวกัสซักถามอย่างตรงประเด็น ทั้งข้อมูลทางเทคนิค ความแม่นยำของใบมีดพิเศษ การควบคุมแรงสั่นของมือจับ ไปจนถึงวัสดุประกอบที่ต้องปลอดสารปนเปื้อนทางการแพทย์อย่างเคร่งครัด
ไวน์ เวณิกา ในชุดสูทกางเกงสีน้ำตาลทอง เดินเข้ามาร่วมช่วงกลางการประชุม เธอไม่ได้กล่าวทักทายอะไรให้มากความ เพียงนั่งลงข้างพี่ชายฝาแฝดและส่งสัญญาณทางสายตาว่า “เอาอยู่มั้ย?”
เวกัสปรายตามองก่อนกระตุกยิ้มมุมปากนิด ๆ อย่างรู้ทัน “แกมาช้า” เขากระซิบพลางไม่ละสายตาจากจอ
“ก็เพราะมัวแต่เคลียร์คนที่แกสั่งให้ไล่เปลี่ยนผู้จัดการฝ่ายนโยบายไงล่ะ” ไวน์กระซิบกลับเสียงต่ำไม่แพ้กัน
เสียงสนทนาเบา ๆ ของฝาแฝดดังขึ้นเพียงพริบตา ก่อนจะกลับเข้าสู่โหมดจริงจังเมื่อเวกัสหันไปซักต่อว่า
“แล้วระบบควบคุมผ่าน AI มี margin of error เท่าไหร่?” พนักงานบริษัทตอบตามเอกสาร พร้อมทั้งยื่นไฟล์ข้อมูลเสริมให้เลขาของเวกัส
ห้องประชุมกลับสู่ความเงียบอีกครั้ง มีเพียงเสียงเลื่อนเอกสารและคลิกสไลด์เวียนไป ในบรรยากาศเงียบงันนั้น ทุกคนรู้ดีว่า การประชุมกับหมอเวทัศน์ ไม่ใช่แค่พอมีของดีแล้วจะผ่านได้ ต้อง “ชนะความเชื่อมั่นของเขา” ให้ได้ด้วย… เพราะในสายตาของผู้บริหารหนุ่มคนนี้ ความปลอดภัยของคนไข้สำคัญกว่าโปรเจกต์หรือผลกำไรทุกอย่างบนโลกนี้
เสียงพรีเซนเทชันสิ้นสุดลงพร้อมกับจอสไลด์ที่แสดงข้อมูลทางเทคนิคและใบเสนอราคาเบื้องต้น ทุกคนในห้องเงียบลง รอการตัดสินใจจากชายหนุ่มที่นั่งอยู่หัวโต๊ะ
เวกัสเอนตัวพิงพนักเก้าอี้เล็กน้อย ก่อนวางแฟ้มลงบนโต๊ะเสียงเบา มือข้างหนึ่งประสานเข้ากับปลายนิ้วอีกข้างอย่างใช้ความคิด
“ข้อมูลของคุณ…ถือว่าครบถ้วนดีครับ” เขาเอ่ยด้วยน้ำเสียงนิ่งเรียบ
“แต่ผมจะยังไม่เซ็นอนุมัติในวันนี้ ขอให้ทีมวิศวกรรมและฝ่ายควบคุมคุณภาพของเราทดลองระบบจำลองการผ่าตัดจริงในห้องแล็บก่อน ถ้าผลออกมาแม่นยำตามที่กล่าวอ้าง เราค่อยเดินหน้าต่อ” ตัวแทนบริษัทพยักหน้าอย่างเข้าใจแม้จะมีสีหน้าผิดหวังเล็กน้อย
“ขอบคุณครับ คุณเวทัศน์ ทางเรายินดีให้ความร่วมมือเต็มที่” เวกัสพยักหน้าน้อย ๆ พร้อมลุกขึ้นยืนเพื่อจบการประชุม
“งั้นวันนี้ก็แค่นี้ครับ” คนในห้องลุกขึ้นยืนตามทันที เสียงเก้าอี้เลื่อนดังขึ้นเรียงแถว พนักงานทยอยเก็บของและเดินออกจากห้องประชุมอย่างสุภาพ ไวน์ขยับเข้ามาหาพี่ชายเมื่อห้องเหลือแค่คนสนิทไม่กี่คน
“เกร็งกันทั้งห้องเลยนะแก” ไวน์เอ่ยยิ้ม ๆ พลางยกแขนขึ้นกอดอก เดินตามเวกัสที่กำลังเก็บเอกสารใส่แฟ้มอย่างมีระเบียบ
“ก็ต้องเกร็งอะดิ นี่มันโรงพยาบาล ไม่ใช่สนามขายของเล่น” เวกัสว่าเสียงเรียบ แต่แววตาไม่ได้หงุดหงิด แค่จริงจังตามสไตล์ ไวน์กลอกตาเบา ๆ ก่อนเดินไปพิงขอบโต๊ะด้านข้าง
“แล้วแกจะให้ทดลองระบบอีกกี่รอบล่ะ? พวกนั้นคงขนของมาตั้งแคมป์รอเซ็นต์เลยมั้ง”
“ชั้นไม่เสี่ยงกับของที่ยังไม่มั่นใจ” เวกัสหันมาทางน้องสาว ดวงตาคมกริบจับจ้องคนตรงหน้า
“ถ้าใช้แล้วเกิดแทรกซ้อนตอนผ่าจริง ใครจะรับผิดชอบ? หมอเหรอ? ไม่ใช่มันเป็นชีวิตคนไข้ที่ต้องแลก?” ไวน์นิ่งไปเล็กน้อย ก่อนพยักหน้าอย่างยอมรับ
“โอเค ชั้นเข้าใจ…” ไวน์ถอนหายใจเบา ๆ พลางลุกขึ้นจากเก้าอี้หนังในห้องประชุม ดึงป้ายชื่อและแฟ้มออกจากโต๊ะอย่างคล่องแคล่ว ท่าทางดูเคร่งขรึมกว่าตอนเดินเข้ามาในห้องเล็กน้อย อารมณ์จริงจังขึ้นหลังจากที่ถูกเวกัสตอกกลับด้วยความจริง
เสียงรองเท้าส้นสูงของเธอดังกึก ๆ เบา ๆ บนพื้นห้องประชุมหรู ก่อนที่เธอจะหันกลับมาทางเวกัสที่ยังยืนไขว้แขนอยู่หน้าโต๊ะประชุม
“เออ แล้วแกรู้ยังว่าอาทิตย์นี้ปู่เรียกเรากลับไปกินข้าวที่บ้าน?” เธอเอ่ยขึ้นในจังหวะเงียบ ดวงตาคมของไวน์สบตาแฝดพี่ตรง ๆ อย่างไม่ไว้ใจ เวกัสเลิกคิ้วเชิงสงสัย
“อาทิตย์นี้เหรอ?”
“อืม ชั้นถามพ่อกับแม่แล้วนะ ว่ามีเรื่องอะไร แต่ทั้งสองคนก็บอกแค่ว่า… ‘เรื่องสำคัญ’ ไม่มีใครบอกอะไรเพิ่มเลย” น้ำเสียงของไวน์เจือเครียดเบา ๆ ผิดกับบุคลิกมั่นใจของเธอ
เวกัสนิ่งไปเล็กน้อย สีหน้าค่อย ๆ เปลี่ยนจากนิ่งสงบเป็นคล้ายครุ่นคิด เขาก้มหน้ามองปลายรองเท้าหนังราคาแพง ก่อนจะเงยหน้าขึ้นตอบเรียบ ๆ แต่จริงจัง
“อาทิตย์นี้เราคงได้รู้พร้อมกัน” เขาหยิบปากกาจากในกระเป๋าเสื้อกาวน์ขึ้นมา หมุนไปมาในมือ ขณะทอดสายตามองออกไปยังทิวทัศน์ตึกสูงด้านนอกกระจกบานใหญ่ของห้องประชุม
“แต่ถ้าปู่ใช้คำว่า ‘เรื่องสำคัญ’ เองกับปาก… มันคงไม่ใช่แค่ชวนกลับไปกินข้าวธรรมดาหรอก”
“ชั้นก็คิดงั้น” ไวน์ขมวดคิ้วเล็กน้อย สีหน้าเหมือนกำลังตั้งการ์ดบางอย่างไว้ในใจ “ปู่น่าจะมีอะไรในใจอยู่แล้วแน่ ๆ … เวลาปู่เงียบ ๆ แบบนี้ ไม่ค่อยดีเท่าไหร่” เวกัสพยักหน้าเบา ๆ ริมฝีปากเม้มแน่น คิ้วเข้มขมวดเล็กน้อยเป็นเส้นตรง
“ถ้าเกี่ยวกับธุรกิจ… ชั้นไม่ห่วงเท่าไหร่” เขาหยุดเล็กน้อย ก่อนพูดช้า ๆ ราวกับกำลังวางหมากในใจ
“แต่ถ้ามันเป็นเรื่อง…ครอบครัวหรือชีวิตส่วนตัวของเรา… ชั้นว่า…ต้องจับตาให้ดี” เสียงในห้องเงียบลงอีกครั้ง เหลือเพียงเสียงแอร์ที่พัดเบา ๆ ผสมกับแรงบีบของลางสังหรณ์บางอย่างที่คล้ายจะคืบคลานมาถึงตัวพวกเขาช้า ๆ เวกัสถอนหายใจเฮือกหนึ่ง มือหนายกขึ้นเสยผมที่เริ่มปรกหน้าผากอย่างหงุดหงิดน้อย ๆ
“งั้นก่อนกลับไปเจอเรื่องเครียดที่บ้าน…” เขาว่าช้า ๆ แล้วเลิกคิ้วใส่น้องสาวอย่างเหนื่อยใจ
“ชั้นว่า คืนนี้เราไปหาไอ้สองคนนั้นหน่อยดีกว่า นัดกันเป็นชาติละ ไม่ว่างกันสักที” ไวน์หรี่ตามองพี่ชาย แล้วส่ายหน้ายิ้มขำในลำคอ
“ก็แหม… มันสองคนงานรัดตัวขนาดนั้น งานไม่ทับตายก็บุญละ” เธอว่าพลางหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาพร้อมไถหน้าจอเล่น
“เจ้าขุนเอาเวลาไปจัดรถเปิดตัวรุ่นใหม่ ส่วนภีมก็หมุนตัวอยู่กับโปรเจกต์อสังหาใหญ่โคตรในสุขุมวิท” เวกัส
กลอกตาเบา ๆ แต่ก็ยอมรับโดยดี
“ก็เข้าใจ แต่เจอหน้ากันหน่อยเหอะ จะได้รู้ว่ายังอยู่ดี ไม่โดนงานกลืนตายกันหมด “เธอหัวเราะเบา ๆ ขณะกดโทรศัพท์ส่งข้อความเข้าแชตกลุ่ม กลุ่มไลน์ที่ชื่อ ‘Black Vien’ ที่มีสมาชิกเพียงสี่คนเท่านั้น: เวกัส, ไวน์, เจ้าขุน และ ภีม
“เดี๋ยวชั้นนัดให้เลยละกัน ถ้าพวกมันเบี้ยวอีก… คราวนี้ชั้นจะลากพวกมันออกมาจากออฟฟิศเอง” เวกัสหัวเราะพอใจในลำคอกับคำพูดของไวน์
“ขู่มันเหมือนเดิมละสิ”
“ไม่ต้องขู่หรอก แค่ชั้นพิมพ์ไปว่า ‘จะเอารูปตอนสมัยม.ปลายไปประจาน’ มันก็วิ่งมาหาแล้ว”
เวกัสหัวเราะลั่นจนไหล่กระเพื่อม ก่อนจะพยักหน้าเบา ๆ อย่างยอมรับในความแสบของน้องสาวฝาแฝด
“เออ… แกนี่มัน…”