بيت / มาเฟีย / สะดุดรักคุณหมอ / บทที่ 3 สังสรรค์

مشاركة

บทที่ 3 สังสรรค์

مؤلف: suyuesui
last update آخر تحديث: 2026-01-01 21:24:32

ค่ำคืนในกรุงเทพฯ ช่างเจิดจรัสไม่ต่างจากอัญมณีที่เปล่งประกายภายใต้แสงไฟนีออน และในย่านไฮเอนด์แห่งหนึ่ง ซึ่งรวมร้านอาหารหรู โรงแรมระดับห้าดาว และแหล่งสังสรรค์ของเหล่าเศรษฐีระดับประเทศ ก็มีสถานที่หนึ่งที่โดดเด่นไม่แพ้ใคร…

” Jk Club” คลับหรูสุดเอ็กซ์คลูซีฟ ที่มีเพียงสมาชิกระดับ ‘VVIP’ เท่านั้นถึงจะก้าวเข้าได้

ตัวอาคารทรงโมเดิร์นผสมกลิ่นอายอุตสาหกรรมเบา ๆ ตกแต่งด้วยกระจกนิรภัยทั้งแผง สะท้อนเงาไฟเมืองในยามค่ำคืนอย่างงดงาม ด้านหน้าเป็นประตูบานคู่สีดำด้านซึ่งฝังลายโลหะทองคำแท้เป็นตัวอักษร J และ K สลักซ้อนกันไว้อย่างมีดีไซน์

ลานจอดรถกว้างขวางมีการ์ดในชุดสูทดำยืนเรียงราย ทุกคนผ่านการฝึกฝนมาอย่างเข้มงวด บอดี้การ์ดรักษาความปลอดภัยติดหูฟังไร้สาย พร้อมตรวจเช็กทะเบียนรถก่อนอนุญาตให้เข้าภายใน รถยนต์ทุกคันที่วิ่งเข้ามาจะต้องได้รับการจองล่วงหน้า และทุกชื่อที่แสดงบนลิสต์ล้วนเป็นบุคคลระดับท็อปของประเทศ ไม่ใช่แค่นักธุรกิจระดับหมื่นล้าน แต่รวมถึงผู้ถือหุ้นบริษัทระดับโลก ไฮโซจากวงสังคม และบุคคลชั้นแนวหน้าทุกแวดวง

เมื่อก้าวผ่านประตูหลักเข้าไปภายในคลับคืออีกโลกหนึ่งที่ถูกออกแบบมาเพื่อสะกดสายตา โถงต้อนรับปูพรมขนสัตว์แท้สีเทาหม่น มีแชนเดอเลียร์คริสตัลรูปเกลียวที่ห้อยระย้าลงมาจากเพดานสูงโปร่ง ประดับด้วยแสงไฟสีอำพันที่กระทบกับผิวโลหะเงางามของบาร์ค็อกเทลตรงกลาง แท่นเคาน์เตอร์ทำจากหินอ่อนสีดำสลับเทา แซมลายทองคำ เปล่งประกายราวกับมันมีชีวิต

เสียงเพลงแจ๊สบรรเลงแผ่วเบาอยู่ในชั้นล่างสุด บาร์เทนเดอร์ใส่สูทหรูเหมือนพนักงานโรงแรมระดับห้าดาว ทุกการเคลื่อนไหวของพวกเขาเปี่ยมไปด้วยความนุ่มนวลแม่นยำในระดับศิลปิน

โซนวีไอพีของคลับถูกแยกออกอย่างเป็นสัดส่วน โดยผนังเลื่อนอัตโนมัติที่มีระบบล็อกนิรภัยซึ่งเปิดเฉพาะเมื่อลายนิ้วมือและใบหน้าตรงกับข้อมูลในระบบรักษาความปลอดภัยขั้นสูงสุด ภายในโซนวีไอพีไม่มีแสงแฟลช ไม่มีการถ่ายภาพ ทุกคนที่เข้ามาได้รับการการันตี ‘ความเป็นส่วนตัว’ แบบสมบูรณ์ เฟอร์นิเจอร์ในแต่ละโซนถูกสั่งทำเฉพาะ โดยเลือกใช้หนังวัวอิตาลีแท้ ผ้ากำมะหยี่นำเข้าและโต๊ะไม้โอ๊คแท้เคลือบเงาที่แม้แต่การวางแก้วก็ไม่ทำให้เป็นรอย

หากสังเกตดี ๆ จะพบกล้องวงจรปิดซ่อนไว้ตามมุมอับ พร้อมทีมรักษาความปลอดภัยที่สแตนด์บายตลอด 24 ชั่วโมง โดยไม่ปรากฏตัวให้เห็นอย่างเปิดเผย มันคือสถานที่…ที่เจ้าขุนตั้งใจออกแบบให้เป็นทั้งแหล่งพักผ่อนและที่นัดพบของกลุ่มเพื่อน และคืนนี้ ก็เป็นอีกคืนที่พวกเขานัดกันไว้เรียบร้อย

ประตูทางเข้าด้านข้างของโซน VIP เปิดออกอย่างนุ่มนวล พร้อมแสงไฟที่สาดกระทบกับร่างของสองพี่น้องฝาแฝดผู้เป็นที่รู้จักในแวดวงไฮโซและธุรกิจชั้นนำ

เวกัส ในเชิ้ตผ้าซาตินเนื้อดีสีกรมเข้ม กระดุมตรงอกแง้มเล็กน้อยพอให้เห็นแนวไหปลาร้าและแผงอกแน่นตึงที่แฝงไว้ภายใต้ สูทตัวบางถูกพาดไว้กับท่อนแขนอย่างไม่ตั้งใจ แต่กลับเสริมให้เขาดูเท่ห์อย่างน่าเหลียวมอง

เรือนผมสีน้ำตาลเข้มถูกเซ็ตอย่างเนี้ยบ เส้นคิ้วหนาคมจัดเรียงเส้นอย่างสมบูรณ์แบบ ดวงตาเข้มลึกแฝงประกายเย็นเฉียบ ราวกับมองทะลุทุกชั้นผนังหัวใจ ใบหน้าได้รูปไร้ที่ติ จมูกโด่งได้รูป ปากกระจับบางเฉียบแต่เซ็กซี่อย่างประหลาดเขาเป็นผู้ชายที่แม้ยืนเฉย ๆ ก็สามารถดึงดูดความสนใจจากเหล่าบรรดาสาวเล็กสาวใหญ่ร่างสูง 188 เซนติเมตรที่เคลื่อนไหวอย่างมั่นคงในทุกก้าว สะกดทุกสายตาในคลับทันทีที่ก้าวเข้าสู่โถงหลัก

ข้างเขา เวณิกา วิวัฒนกุลชัย หรือไวน์ หญิงสาวที่ได้รับการกล่าวขานจากเหล่าไฮโซและบรรณาธิการแฟชั่นว่าเป็น หญิงสาวผู้ทำให้คำว่า “สง่างาม” มีชีวิต

ชุดเดรสรัดรูปสีแดงไวน์ที่แนบกับผิวเนียนละเอียดขาวจัดของเธอเผยสัดส่วนเร้าใจอย่างน่ามอง หน้าอกอวบอิ่มได้รูปไม่มากเกินไปไม่น้อยเกินไป ทรวดทรงองค์เอวที่ชวนมองจากทุกมุม สะโพกผายกลมกลึงสมบูรณ์แบบ เอวคอดกิ่วจนแม้แต่ชุดแบรนด์เนมยังเหมือนถูกตัดเย็บมาเพื่อเธอโดยเฉพาะ

ผมตรงยาวสีน้ำตาลขับกับผิวขาวอมชมพูอย่างร้ายกาจ ดวงตาเรียวยาวแฝงความเฉียบคมราวอัญมณีตัดไฟ จมูกโด่งสวยได้รูป ปากกระจับที่ทาด้วยลิปสีแดงเชอร์รี่เพิ่มเสน่ห์เฉพาะตัว ทำให้เธอดูทั้งเย้ายวนและทรงพลังในคราเดียวกัน

และเมื่อทั้งสองฝาแฝดย่างกรายเข้าไปในคลับไม่มีใครในโซนนั้นไม่หันกลับมามอง ไม่ใช่เพราะชื่อเสียง หากแต่เป็น รังสีบางอย่างที่ไม่อาจหักห้ามสายตาได้ การ์ดตรงประตู VIP โค้งศีรษะให้ทั้งสองคนพร้อมเปิดประตูอัตโนมัติที่ตรวจจับลายนิ้วมือเวกัส และสแกนม่านตาของไวน์อย่างเงียบเชียบตามระบบความปลอดภัย

แสงไฟสลัวในโซนวีไอพีของ JK Club ขับให้บรรยากาศภายในห้องกว้างดูหรูหราอย่างมีระดับ พื้นไม้เข้มเงาวับตัดกับผนังสีดำด้านและไฟเส้นนีออนที่เน้นแสงเฉพาะจุดอย่างจงใจ เสียงเบสจากดีเจด้านนอกยังลอดเข้ามาแผ่ว ๆ ให้รู้ว่านี่คือคลับระดับไฮเอนด์ที่คนมีชื่อเสียงในแวดวงธุรกิจและสังคมชั้นสูงนิยมมาเยือน

เมื่อประตูเปิดออกสายตาทั้งห้องก็หันไปยังร่างของสองฝาแฝดที่เดินเข้ามาพร้อมกัน ทั้งสองเดินเข้ามาพร้อมกันอย่างสมศักดิ์ศรี “วิวัฒนกุลชัยฝาแฝด” ก่อนที่สายตาทั้งคู่จะมองไปยังสองร่างที่นั่งอยู่ก่อนหน้าแล้ว บนโซฟาหนังแท้สีดำเข้มฝั่งซ้ายของห้อง เจ้าขุน ชายหนุ่มเจ้าของ JK Club กำลังเอนหลังพิงพนักด้วยท่าทีสบาย ๆ

เสียงแซวดังขึ้นในทันทีแบบไม่รอให้เจ้าตัวหย่อนตัวลงนั่ง

“ไงครับ ไอ้หมอ วันนี้มาหล่อเลยนะมึง!” เสียงนั้นดังมาจากชายหนุ่มที่นั่งไขว่ห้างอยู่กลางโซฟา

เมธาสิทธิ์ โชติธนเกียรติ หรือ “เจ้าขุน” เพื่อนซี้วัยเด็กที่ปัจจุบันเป็นเจ้าของคลับสุดหรูแห่งนี้ ลูกชายคนโตของตระกูลโชติธนเกียรติ ตระกูลที่ครองอิทธิพลฝั่งท่าเรือ ผู้นำเข้ารถยนต์รายใหญ่ของประเทศและสายสัมพันธ์แน่นหนากับหลายประเทศ

เจ้าขุนหล่อแบบ “เจ้าชู้โดยธรรมชาติ” มีผิวสีน้ำผึ้งเนียนจัดแบบคนชอบแดด ดวงตาคมเจ้าเล่ห์ จมูกโด่งเป็นสัน ริมฝีปากได้รูปที่มักยกยิ้มมุมปากแบบไม่รู้ตัว เขาเป็นผู้ชายที่ “มีแววซุกซน” อยู่ในตัวตลอดเวลา ทั้งสายตา น้ำเสียง และท่าทาง

วันนี้เขาสวมเชิ้ตสีขาวแขนพับ สวมสร้อยเล็ก ๆ ที่ข้อมือ นั่งอย่างสบายใจราวกับโลกนี้ไม่มีอะไรต้องกังวล

“กูก็หล่อของกูทุกวัน” เวกัสกลอกตาอย่างเอือม ๆ ก่อนจะทิ้งตัวลงข้าง ๆ บนโซฟาตัวเดียวกับเจ้าขุน

“คิดถึงพี่หมอเวย์จังเลยค่ะ” เจ้าขุนแกล้งจะซบแขนของเวกัส

“ไอ้เหี้ย กูขนลุก…” เวกัสย่นคอหนีพร้อมทำหน้าเบ้ใส่ ก่อนจะมีอีกเสียงหนึ่งดังแทรกขึ้นจากชายอีกคนที่นั่งเงียบอยู่ฝั่งตรงข้าม

“มึงไม่ใช่สาวมัน ไอ้ขุน” น้ำเสียงราบเรียบ แต่กรีดลึกเฉียบขาดเพราะคนพูดคือ ปรเมษฐ์ อัครเมธากุล หรือ “ภีม” ลูกชายของอดีตข้าราชการระดับสูง เจ้าของธุรกิจอสังหารายใหญ่และเป็นหุ้นส่วนเงาในธุรกิจความมั่นคงหลายประเทศ ภีมหล่อแบบ เครื่องหน้าครบ ผิวขาวซีดนิด ๆ ดวงตาคมราวกับมองทะลุจิตใจ คิ้วหนาเข้มเรียงสวย จมูกโด่งเป็นสันรับกับริมฝีปากบางสีแดงระเรื่อธรรมชาติที่แทบไม่เคยพูดมาก แต่เมื่อพูดออกมา…มักแทงใจดำอย่างไร้เมตตา

เขาสวมเสื้อเชิ้ตสีดำเรียบ ๆ ไม่ติดกระดุมบนสุด มือข้างหนึ่งถือแก้ววิสกี้ ส่วนอีกข้างวางไว้บนต้นขาเรียบ ๆ ร่างสูงโปร่งแบบนักกีฬา แต่ท่วงท่าและการนั่งของเขาเปี่ยมด้วยแรงอำนาจบางอย่างที่จับต้องไม่ได้

เสียงหัวเราะเบา ๆ ดังขึ้นในห้องที่ตกแต่งด้วยแสงไฟสีนวลและกลิ่นซิการ์บางเบาอบอวลในอากาศ

ไวน์ หญิงสาวหน้าคมสวยที่นั่งไขว่ห้างอย่างสง่างามข้างพี่ชาย หันไปมองเพื่อนสนิทสองหนุ่มตรงหน้า ดวงตาเฉี่ยวคมกวาดมองอย่างเจ้าเล่ห์ ก่อนจะเอ่ยแซวเสียงหวานปนขำ

“ไงแกสองคน ถ้าไม่นัดนี่คือไม่ออกมาเลยสินะ?” เธอพูดพลางยกแก้วมาร์ตินี่ขึ้นจิบเบา ๆ ริมฝีปากกระจับยกยิ้มบาง ๆ อย่างคนรู้ทัน

ภีมที่นั่งพิงโซฟาอย่างสบาย ๆ เงยหน้าขึ้นเล็กน้อย ดวงตาคมราวกับอ่านทุกอย่างออกหมดเอียงมองไวน์ ก่อนตอบเรียบ ๆ แต่แฝงความนุ่มนวลจาง ๆ

“ก็พึ่งว่าง” คำพูดสั้น ๆ แต่เสียงทุ้มต่ำทำเอาไวน์ชะงักนิดนึง เธอรู้ดีว่าไอ้ภีมนี่ต่อให้พูดแค่คำเดียว…ก็คือความหมายครบทั้งย่อหน้า แต่ยังไม่ทันให้ความเงียบไหลผ่านไปไกล เสียงกวน ๆ ของเจ้าขุนก็ดังแทรกขึ้นมาทันที

“แล้วแต่งตัวมาสะสวยเชียววันนี้ แฟนไม่ว่ารึไงคนสวย” เขาเอียงคอ แกล้งยักคิ้วให้ไวน์ด้วยท่าทางกวนโอ๊ยอย่างเคย ใบหน้าหล่อเจ้าเล่ห์ยิ่งดูสดใสในแสงไฟนวล ๆ ของห้อง VIP สายตาเจ้าขุนไล่มองเพื่อนสาวตั้งแต่หัวจรดเท้าแบบไม่มีปิดบัง

ไวน์ถอนหายใจแรงแบบปิดอารมณ์รำคาญไว้ไม่อยู่ พร้อมเบ้ปากใส่เต็มแรง ก่อนเอื้อมมือหยิบหมอนเล็ก ๆ ที่ข้างโซฟาโยนใส่เจ้าขุนแบบไม่ออมแรง

“แกหยุดพูดดิ๊ ไอ่ขุน!” เจ้าขุนหัวเราะเสียงดัง หันหลบหมอนได้ทันพลางยกมือสองข้างขึ้นแบบยอมแพ้

“โอ๊ยยย ใจเย็นครับคุณไวน์ นี่ก็แค่แซวเล่น”

“มึงโดนแน่วันนี้” เวกัสที่นั่งไขว่ห้างอยู่ข้างไวน์ เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบ ๆ แต่เปี่ยมไปด้วยความรู้สึกแบบ ‘รู้ทันน้อง’ ปากกระตุกยิ้มมุมปากอย่างขำขัน เขายกแก้ววิสกี้ขึ้นจิบเบา ๆ พลางปรายตามองเจ้าขุนกับไวน์ที่เหมือนจะเปิดศึกขนาดย่อมกันอีกแล้ว

“กูว่าทะเลาะกันชัวร์…” เสียงของเวกัสดังขึ้น พร้อมรอยยิ้มมุมปากที่ดูทั้งขบขันและละเหี่ยใจแบบคนที่รู้จักนิสัยน้องสาวดีเกินไป เจ้าขุนหัวเราะลั่น เอื้อมไปหยิบแก้วขึ้นชนกับภีมที่แม้ไม่ได้หัวเราะออกเสียง แต่มุมปากกลับยกขึ้นอย่างหายาก

“กูว่าคืนนี้แม่งจะสนุกวะ!” เจ้าขุนว่า ขณะที่เวกัสยกแก้วชนกลับแบบขำ ๆ

“มึงสองคนให้กูเรียกเด็กให้มั้ย?” เสียงของเจ้าขุนดังขึ้นพลางเอนตัวพิงพนักโซฟาอย่างสบาย มือหมุนแก้ววิสกี้ในมือเบา ๆ ดวงตาเจ้าเล่ห์กวาดมองเพื่อนสนิทสองคนที่นั่งข้างๆ และอยู่ตรงข้ามก่อนจะเลิกคิ้วถามอย่างอารมณ์ดียังไม่ทันได้คำตอบ เวกัสก็หันขวับมาทำหน้าย่นใส่เต็มแรง ดวงตาคมกริบหรี่ลง สีหน้าเหมือนคนกำลังฟังอะไรปัญญาอ่อนเต็มขั้น

“ถามแบบไม่มีสมองเลยนะ ไอ่ขุน…” คำพูดประชดแบบตรงไปตรงมา เสริมด้วยน้ำเสียงกวนประสาทของเวกัส ทำเอาเจ้าขุนเบิกตากว้างเล็กน้อยเหมือนโดนจี้ใจดำ

“ไอ่หมอเหี้ยมึงว่ากูโง่เหรอ?” เจ้าขุนขมวดคิ้วทันที แต่ก็ยังพอมีรอยยิ้มกรุบ ๆ บนริมฝีปาก เขาเท้าแขนขึ้นกับพนัก แล้วเอนหัวไปมองเวกัสอย่างเคือง ๆ แบบแกล้งงอนเต็มที่

“เวย์มันหมายถึง…” เสียงหวาน ๆ แทรกขึ้นมาอย่างรู้ทัน ไวน์ปรายตามองเจ้าขุน พลางกระดกแก้วมาร์ตินี่ขึ้นจิบเบา ๆ แล้ววางแก้วลงอย่างสง่างามก่อนจะพูดต่อด้วยน้ำเสียงที่ติดจะขำหน่อย ๆ

“แกเคยเห็นภีมมันแตะสีการึไง ไอ่ขุน” คำตอบตรงใจผสมการกระทุ้งเบา ๆ ทำให้บรรยากาศในห้องเปลี่ยนเป็นเสียงหัวเราะครืนขึ้นมาทันที

เวกัสหลุดยิ้มกวน ๆ เจ้าขุนหัวเราะพลางตบเข่าตัวเอง ภีม…แม้จะไม่ได้ยิ้มออกเต็มปาก แต่หางตาก็มีรอยหัวเราะปรากฏจาง ๆ อย่างหายาก

“เออจริง…” เจ้าขุนพูดเสียงยังติดขำ หันไปมองภีมที่นั่งนิ่งแต่มีประกายขำในดวงตา “ถ้ามันไม่มีผมนี่ กูคิดว่ามันเป็นพระละนะ”

“นั่นสิ กูยังไม่เคยเห็นมันจีบใครเลยด้วยซ้ำ” เวกัสพยักหน้าขำ ๆ เสริมตาม

“หรือว่า… แกแอบซ่อนใครไว้ในใจไว้รึเปล่า?” ไวน์แซวเสียงแหลม พลางชะโงกหน้าไปมองภีมแบบจับผิด

“อย่าเดาอะไรที่มันผิดไปมากกว่านี้ เดี๋ยวผิดหวัง” ภีมแค่ปรายตามามองนิด ๆ แล้วตอบเบา ๆ แต่เฉียบขาด ทุกคนในห้องถึงกับหัวเราะลั่นอีกระลอก เสียงหัวเราะเต็มห้องผสมกับเสียงดนตรีแจ๊ซเบา ๆ จากด้านนอกคลับ

เสียงดนตรีในคลับยังคงคลอเบา ๆ อยู่ในพื้นหลัง แสงไฟสีอุ่นสะท้อนผิวแก้ววิสกี้ในมือของเจ้าขุน ก่อนที่เขาจะหมุนมันเบา ๆ แล้วเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงที่ดูเหมือนจะลอย ๆ แต่กลับปักเข้าเป้าอย่างเฉียบคม

“ในกลุ่มเรา ใครจะแต่งงานก่อนเพื่อนวะ?” คำถามลอย ๆ ที่ดูเหมือนแค่จะชวนคุย แต่กลับทำให้สายตาทุกคู่หันมามองหน้ากันอย่างเงียบ ๆ เวกัสเลิกคิ้ว ส่วนภีมหันไปมองเจ้าขุนด้วยสายตาว่างเปล่าแต่เหมือนจะขำเล็กน้อย

“คงไม่ใช่ชั้นแน่ ๆ” ไวน์รีบตอบทันที น้ำเสียงมั่นใจแบบไม่ต้องคิด มือหนึ่งเท้ากับพนักโซฟา อีกมือยกแก้วขึ้นจิบเบา ๆ เจ้าขุนหรี่ตา จ้องเพื่อนสาวเหมือนไม่เชื่อ

“ได้ไงวะ แกคนเดียวในกลุ่มที่มีแฟนนะ ยัยไวน์” เขาขมวดคิ้ว ใบหน้าฉายแววงงงันอย่างจริงจัง เพราะเท่าที่รู้ ไวน์กับแฟนหนุ่มของเธอก็คบกันมานานหลายปี ดูเหมือนจะลงตัวไปหมดแทบทุกอย่าง จะไม่มีแพลนแต่งงานเลยได้ยังไง…หรือว่ามีอะไรที่เขายังไม่รู้?

“ชั้นไม่รีบย่ะ” ไวน์ตอบพลางเบ้ปากใส่เพื่อน แล้วเอนหลังพิงโซฟา สีหน้าไม่ใช่คนที่พูดเล่น แต่ก็ไม่เปิดช่องให้ใครถามต่อ

เวกัสเหลือบตามองน้องสาวฝาแฝด ก่อนจะวางแก้ววิสกี้ลงบนโต๊ะอย่างแผ่วเบา แล้วพูดเสียงนิ่ง

“กูว่ามีกลิ่นว่ะ” คำพูดนั้นเหมือนลูกหินที่ตกลงกลางน้ำ ใจกลางความเงียบ สะท้อนออกมาเป็นคลื่นเบา ๆ เขาหันไปมองขุนกับภีม ราวกับจะถามว่าทั้งสองคิดเหมือนกันมั้ย เพราะเวกัสสังเกตมาสักพักแล้ว…ท่าทางของไวน์เปลี่ยนไป รอยยิ้มเธอมีบางอย่างแปลกแยกอยู่ลึก ๆ

ไวน์ถอนหายใจออกมาเบา ๆ ก่อนจะพูดเสียงเรียบ

“เป็นโสดเหมือนพวกแกสบายใจกว่าเยอะ” คำพูดฟังเหมือนติดตลก แต่สีหน้าเธอกลับไม่ขำเลย มีบางอย่างในน้ำเสียงนั้นที่เหมือนคนหมดแรง ไม่อยากอธิบายอะไรอีกแล้ว

ภีมที่นั่งเงียบอยู่นาน เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบหนักแน่น สายตาคมกริบหันมามองตรง ๆ

“ถ้าไม่ไหวก็ไม่จำเป็นต้องทน” คำพูดสั้นๆ แต่เหมือนมีคมมีดที่กรีดลงกลางใจ

เวกัสหันไปสบตาน้องสาว ก่อนจะถามเบา ๆ

“เสียดายเวลาหรอ?” คำถามนั้นทำให้ไวน์นิ่งไปนิด เธอยิ้มบาง ๆ ออกมา พลางหลุบตาลง แล้วพูดเหมือนคนพยายามกลืนความรู้สึกบางอย่างไว้ข้างใน

“เดี๋ยวก็คงถึงเวลาแหละ…อย่าไปพูดถึงมันเลย” เธอยกแก้วขึ้นจิบอีกรอบ ก่อนจะส่งยิ้มแบบไม่มีน้ำหนักให้เพื่อน ๆ ทุกคน เป็นรอยยิ้มที่บอกว่าเธอโอเค…แต่แววตานั้นกลับมีความกังวลแฝงอยู่จาง ๆ

ทุกสายตามองมายังเธอเต็มไปด้วยความห่วงใย แต่ไม่มีใครพูดอะไรอีกต่อจากนั้นพวกเขารู้ดี…ถ้าไวน์อยากพูด เธอจะพูดเองเมื่อถึงวันที่เธอพร้อม

เวกัสชำเลืองมองนาฬิกาข้อมือเรือนหรูที่สวมไว้ ก่อนถอนหายใจเบา ๆ แล้วขยับตัวหยิบสูทขึ้นพาดแขน ท่าทางเนี้ยบและสุขุมไม่เคยพร่องไปจากเขาแม้แต่นิด

“กูไปก่อน…มีนัด” น้ำเสียงเรียบเฉยแต่แฝงเจตนาบางอย่างไว้ในนั้น

เขาหันไปบอกน้องสาวฝาแฝดที่ยังนั่งพิงโซฟาอยู่

“ธนินรอหน้าคลับแล้ว กลับตอนไหนก็โทรบอกละกัน” น้ำเสียงเรียบนิ่งแต่แฝงความใส่ใจอยู่ลึก ๆ เป็นเรื่องปกติไปแล้ว เวกัสมักจะแยกตัวก่อนทุกครั้ง ส่วนไวน์จะกลับเองทีหลัง หรือไม่ก็มีคนมารับ แต่นั่นก็ไม่ใช่เรื่องที่ต้องพูดให้มากความ

“ภีม กูไปก่อนนะ รอบหน้าเดี๋ยวคุยธุระกัน” เวกัสหันไปบอกภีมที่ยังนั่งนิ่ง มือยังคงถือแก้ววิสกี้ ดวงตาคมกริบมองเพื่อนอย่างจับอารมณ์

“อืม…แล้วเจอกัน” ภีมตอบสั้น ๆ ด้วยรอยยิ้มบาง ๆ แต่รับรู้ได้ถึงความคุ้นเคยที่ไม่มีใครจำเป็นต้องพูดให้มาก

“เอ้า ไอ้หมอเหี้ยนี่อีกละ!” เสียงเจ้าขุนดังแทรกขึ้นอย่างรู้ทัน มองเพื่อนรักที่ลุกไปพร้อมกับสูทในมือ

“ตลอดเลยมึงอ่ะ นัดสาวอีกละสิ!” เวกัสหัวเราะในลำคอเล็กน้อย ขณะเดินมุ่งไปทางประตูทางออก

ก่อนที่เจ้าขุนจะกระเซ้าเสียงดังตามหลังมาอีกที

“ระวังเอดส์แดกนะมึง!” คำแซวที่ไม่มีใครในกลุ่มคิดจริงจัง เพราะมันคือธรรมเนียมประจำของเจ้าขุน

เวกัสหยุดเท้าเล็กน้อยตรงประตู ก่อนจะหันหน้าไปครึ่งหนึ่ง แล้วตอบกลับอย่างหน้าตาย

“ถ้าเป็น กูก็แดกยาต้านเชื้อคู่กับมึงแหละ ไอ้เวร” ประโยคปิดท้ายที่ทำให้ทุกคนในห้องระเบิดหัวเราะอีกครั้ง เวกัสยกนิ้วกลางขึ้นอย่างไม่หันกลับมา แล้วก้าวออกจากห้องวีไอพีไปอย่างสง่างาม ท่ามกลางเสียงหัวเราะจากเพื่อนที่ยังดังตามหลังมาไม่ขาดสาย

รถยนต์สีดำคันหรูแล่นออกจากหน้า JK Club อย่างนุ่มนวล ไฟท้ายสะท้อนกับพื้นหินเงาในค่ำคืนที่อากาศเย็นสบาย ในห้องโดยสารตอนหลัง เงาสะท้อนจากแสงถนนทอดผ่านใบหน้าคมคายของชายหนุ่มที่นั่งนิ่งอยู่เงียบ ๆ

เวกัส ศัลยแพทย์ทรวงอกและช่องท้องผู้มีชื่อเสียงในวงการแพทย์ ทายาทโดยสายเลือดของหนึ่งในตระกูลทรงอิทธิพลที่สุดในประเทศ ลูกชายของดร.วรุฒม์ และคุณหญิงพัชราภา วิวัฒนกุลชัย ผู้ถืออาณาจักรธุรกิจโรงพยาบาลและอุปกรณ์การแพทย์รายใหญ่

เขามีทุกอย่างที่ผู้ชายคนหนึ่งจะมีได้ หน้าตา, ชาติตระกูล, มันสมอง, อำนาจ, ทรัพย์สิน และ ชื่อเสียง และด้วยความเพียบพร้อมนั้นเอง…ทำให้เขากลายเป็น “เป้าหมายสูงสุด” ของผู้หญิงหลายคน โดยเฉพาะคุณหนูไฮโซจากหลายตระกูลที่พากันส่งลูกสาวเข้าหาเขาเหมือนเกมเดินหมาก

บางคนใช้สายสัมพันธ์ บางคนส่งข้อความหวาน ๆ บางคนทำตัวเป็นคนไข้ปลอม ๆ หรือแม้แต่กล้าเสนอตัวถึงห้องพักแพทย์…แต่เวกัสกลับไม่เคย “เปิดประตูใจ” ให้ใคร ไม่เคยมีความสัมพันธ์ที่เรียกว่า “จริงจัง” กับใครเลยสักคน ไม่ใช่เพราะเขาเจ้าชู้แต่เพราะเขา ไม่ชอบคำว่า “ผูกมัด” ไม่ชอบการต้องรับผิดชอบ “หัวใจ” ของใคร

ไม่ชอบความอ่อนแอทางอารมณ์ที่คนรักมักแบกมาและยิ่งไม่ชอบเด็กสาวที่ทำตัวน่ารักจนน่ารำคาญ…

ชีวิตของเขาต้อง “มีระเบียบ” ต้อง “คุมได้” และสิ่งที่เรียกว่า “ความรัก” มันก็เหมือนระเบิดเวลา ที่วันหนึ่ง…จะพังทลายทุกสิ่งลงมาทับตัวเอง เวกัสทอดสายตามองออกไปนอกหน้าต่าง สายตาคมกริบที่เคยเฉียบเหมือนมีดผ่าตัด…บัดนี้ มีเพียงความว่างเปล่า สะท้อนอยู่ในนั้น

รถแล่นผ่านย่านใจกลางเมืองแสงไฟจากเสาไฟและตึกสูงไล่ผ่านหน้าต่างเหมือนแถบฟิล์มในโรงภาพยนตร์ แต่ในใจเขา…กลับไร้ความรู้สึก มันเงียบ…เหมือนห้องผ่าตัดหลังจากที่หัวใจหยุดเต้น

บางทีความว่างเปล่านี้ก็ง่ายดี ไม่ต้องวุ่นวาย ไม่ต้องรับผิดชอบความรู้สึกใคร และไม่มีใคร…เข้ามารื้อระบบชีวิตที่เขาสร้างไว้ เขาหรี่ตาลงเล็กน้อย ปลายนิ้วเคาะเบา ๆ กับพนักวางแขน คืนนี้…ก็แค่คืนหนึ่ง พรุ่งนี้…ก็แค่วันใหม่ที่ไม่มีใครสำคัญพอจะเปลี่ยนแปลงอะไร

ชีวิตของ หมอหนุ่มผู้สมบูรณ์แบบที่สุดคนหนึ่งในประเทศ แต่ในขณะเดียวกัน…ก็เป็นชีวิตที่ “เดียวดาย” อย่างสมบูรณ์แบบเช่นกัน

استمر في قراءة هذا الكتاب مجانا
امسح الكود لتنزيل التطبيق

أحدث فصل

  • สะดุดรักคุณหมอ   บทที่ 10 ชีวิตหลังมีทะเบียน

    แสงแดดยามสายเริ่มสาดลอดผ่านผ้าม่านโปร่งบางในห้องรับประทานอาหาร ทอแสงอุ่นละมุนเข้ามาทาบไล้บนโต๊ะไม้สีอ่อนที่ยังคงเหลือซากศึกอาหารเช้าอยู่บ้าง ถ้วยชามที่ใช้แล้วขวดนมถั่วเหลืองเปิดฝาไว้ครึ่งหนึ่ง และทิชชู่ที่ยับย่นจากการเช็ดมุมปากของใครบางคน น้ำอิงเดินกลับออกมาจากในห้องแต่งตัวด้วยชุดอยู่บ้านแสนสบาย เสื้อยืดโอเวอร์ไซส์สีขาวและกางเกงวอร์มสีเทาอ่อน ผมยาวยังปล่อยลงอย่างเป็นธรรมชาติ เธอเดินตรงไปยังโต๊ะอาหาร ใช้สองมือลวก ๆ เก็บถ้วยชามลงถาดโดยอัตโนมัติทั้งที่รู้ดีว่า อีกไม่กี่ชั่วโมงแม่บ้านของคอนโดจะเข้ามาจัดการทุกอย่างให้เรียบร้อยตามปกติ แต่สำหรับเธอ ผู้หญิงที่โตมากับการทำอะไรเองทุกอย่าง การนั่งรอให้คนอื่นเก็บกวาดให้ไม่ใช่นิสัยของเธอ “แค่ล้างจานไม่กี่ใบเอง… ไม่เห็นจะยากตรงไหน” เธอบ่นพึมพำกับตัวเอง ก่อนจะยกถาดเดินเข้าครัว ร่างบางยืนล้างจานอย่างคล่องแคล่ว เคลื่อนไหวเหมือนเคยชินกับอ่างล้างจานและน้ำอุ่นมากกว่าห้องหรูหราที่เธออยู่ตอนนี้เสียอีก เมื่อจัดการทุกอย่างเรียบร้อย น้ำอิงก็เดินกลับเข้าห้องทำงานอย่างตั้งใจ เสียงฝีเท้าเบาๆ บนพื้นไม้เงาวับหยุดลงเมื่อถึงหน้าโต๊ะเขียนนิยายที่ตั้งอยู่ริม

  • สะดุดรักคุณหมอ   บทที่ 9 เริ่มต้น

    แสงแดดยามเช้าทอดผ่านกระจกบานใหญ่ ผ่านผ้าม่านบางๆ ของห้องนอนหรูบนชั้น 15 ของคอนโดสุดหรู ห้องทั้งห้องยังคงเงียบสงบ มีเพียงเสียงแอร์ทำความเย็นเบาๆ และเสียงลมหายใจสม่ำเสมอของใครบางคนที่ยังคงหลับไหล อยู่บนเตียงขนาดคิงไซซ์กลางห้อง เวกัสที่นอนหงายอยู่ เริ่มรู้สึกตัวเพราะเริ่มรู้สึกถึงบางอย่างสิ่งบางอย่างที่ไม่ปกติ…บนร่างกายก่อนจะเห็นสิ่งผิดปกตินั้นคือ… แขนเรียว ๆ หนึ่งพาดข้ามหน้าอกของเขา ส่วนขาเล็ก ๆ อีกข้าง ก็เหยียดยาวพาดมาที่หน้าท้องเขาพอดิบพอดี! ไม่ต้องเดาให้เสียเวลา มันคือยัยหมากระเป๋าที่ตอนนี้ทั้งตัวแนบชิดติดเขาเหมือนปาท่องโก๋ไม่มีผิด เวกัสเบิกตาขึ้นช้า ๆ พร้อมกับถอนหายใจหนัก ๆ ในใจ…ให้ตายสิ นอนดิ้นอะไรขนาดนี้วะยัยเด็กบ้า เขากลอกตามองเพดานอย่างระอา แต่ก็ไม่กล้าขยับแรง กลัวจะปลุกให้ยัยเด็กนี่ตื่น เพราะถ้าตื่นแล้วบ่นขึ้นมา เขาเองนั่นแหละที่จะปวดหัวแต่เช้า เขาเลื่อนสายตามองยัยเด็กตัวแสบที่นอนอยู่ข้างๆ ใบหน้ารูปไข่ที่ไร้เครื่องสำอางค์ ริมฝีปากอวบอิ่มที่ชมพูระเรื่อไร้ลิปสติกแต่งแต้ม ต่างจากพวกผู้หญิงที่เขาเคยนอนด้วยอย่างสิ้นเชิง ผู้หญิงพวกนั้นใช้ลิปสติกราคาแพง แต่ยัยเด็กนี่รู้จั

  • สะดุดรักคุณหมอ   บทที่ 8 สงครามประสาท

    หลังจากเวกัสออกจากคอนโดไป น้ำอิงก็ถอนหายใจเฮือกหนึ่งอย่างโล่งอก ในที่สุดก็มีเวลาได้หายใจสะดวกบ้างเสียที ไม่มีหมอปากหมาเดินตามจิกกัดใส่หน้าตาเฉยอยู่ใกล้ ๆ ให้เสียอารมณ์ เธอค่อย ๆ ก้าวเดินสำรวจพื้นที่ภายในห้องพักอย่างไม่รีบร้อน มือเรียวแตะขอบโซฟาหนังแท้สีน้ำตาลเข้มอย่างเผลอตัว แค่โซนห้องนั่งเล่นก็กว้างขวางและตกแต่งแบบทันสมัยเกินกว่าที่เธอเคยจินตนาการถึง ตรงผนังติดจอทีวีขนาดใหญ่แบบฝังผนัง มีชั้นวางหนังสือแบบลอยตัว และไฟวอร์มไลท์ส่องเหนือภาพวาดแนวมินิมัลที่ประดับไว้อย่างมีรสนิยม ทุกมุมของคอนโดนี้บ่งบอกความรวยเงียบ ๆ ที่ไม่ต้องอวด แต่ก็ไม่อาจมองข้ามได้ ข้างหนึ่งของห้องเป็นโซนครัวแบบเปิด มีเคาน์เตอร์บาร์หินอ่อนสีดำลายขาวตัดกับเก้าอี้สูงเบาะหนังสีเทาเข้ม ชั้นวางแก้วไวน์เรียงรายติดผนัง แค่เห็นก็รู้ว่าคนอยู่คงไม่ใช่สายเข้าครัว แต่อุปกรณ์ครบครันเสียจนเชฟมืออาชีพยังอาจอิจฉา น้ำอิงเดินเลยเข้าไปยังส่วนที่แบ่งเป็นห้องนอนบานประตูทึบ มือของเธอแตะลูกบิดอย่างลังเล ก่อนจะผลักเข้าไปเบา ๆ แล้วก้าวเข้าไป ภายในห้องนอนเงียบสงบ ตกแต่งในโทนสีเทาเข้มแบบเรียบหรู เตียงขนาดคิงไซส์วางอยู่กลางห้อง ผ้าปูที่นอ

  • สะดุดรักคุณหมอ   บทที่ 7 ยัยหมากระเป๋า

    หลังจากรับประทานอาหารร่วมกันเรียบร้อย บรรยากาศในคฤหาสน์วิวัฒนกุลชัยยังคงอบอวลไปด้วยกลิ่นหอมของอาหารและเสียงหัวเราะที่อบอุ่น น้ำอิงลุกขึ้นช่วยเก็บจานกับสาว ๆ อย่างเต็มใจ แม้จะมีแม่บ้านคอยดูแลอยู่แล้วก็ตาม ก่อนจะกลับ เธอก็ไม่ลืมยกมือไหว้ลาแม่บ้านทุกคนอย่างอ่อนน้อม จนทุกคนเอ็นดูในความสุภาพและเรียบร้อยของเธอ เมื่อมาถึงหน้าประตูทางออกของคฤหาสน์ บรรยากาศกลับกลายเป็นอบอุ่นและเงียบลงเล็กน้อย ราวกับทุกคนต่างรู้ดีว่าจากนี้จะเป็นจุดเริ่มต้นของชีวิตบทใหม่ของเด็กสาวตัวเล็กคนหนึ่ง ที่ไม่เคยมีครอบครัวใหญ่แบบนี้มาก่อน ปู่วิเชียรก้าวเข้ามาใกล้ ก่อนจะยกมือขึ้นลูบศีรษะของน้ำอิงเบา ๆ ด้วยความรักเอ็นดู ปลายนิ้วที่เคยแข็งจากการใช้ชีวิตผ่านศึกหนัก กลับแตะลงบนหัวหลานสะใภ้อย่างอ่อนโยนเหมือนผู้เป็นปู่แท้ ๆ “หลังจากนี้… ก็จะเป็นการเริ่มต้นชีวิตใหม่ของหนูแล้วนะน้ำอิง” น้ำเสียงของปู่เปี่ยมด้วยความหมาย ความห่วงใยซ่อนอยู่ในทุกคำที่เปล่งออกมา ไม่ใช่แค่ในฐานะผู้อาวุโสของตระกูล แต่ในฐานะคนที่ไว้ใจเธอ ว่าจะเป็นคนที่ดูแลหัวใจของหลานชายที่เขารักที่สุดได้ น้ำอิงยิ้มรับคำพูดนั้น แม้หัวใจจะเต้นแรงเพราะไม่แน่ใจในสิ

  • สะดุดรักคุณหมอ   บทที่ 6 ทะเบียนสมรส

    หนึ่งเดือนผ่านไปนับจากวันนั้น… หลังจากกลับจากสนามยิงปืนในบ่ายวันเบื่อโลก เวกัสก็สั่งให้ธนิน คนสนิทที่คอยดูแลทั้งความปลอดภัยและเรื่องส่วนตัว สืบหาข้อมูลของหญิงสาวที่ปู่บอกว่าจะให้แต่งงานด้วย “ชื่อ น้ำอิง ธารารินทร์ นิลรัตน์ ครับ อยู่ในทะเบียนบ้านของคุณพิเชษฐ์ คนนั้นเสียไปเมื่อสามเดือนก่อน ไม่มีพ่อแม่ ญาติพี่น้อง ไม่มีข้อมูลในระบบอื่นครับ” ธนินรายงานด้วยน้ำเสียงราบเรียบเหมือนทุกครั้ง และนั่นทำให้เวกัสเงียบไปชั่วครู่ ขมวดคิ้วแน่น ผู้หญิงอะไร… ไม่มีประวัติ ไม่มีร่องรอย ไม่มีใครอยู่รอบตัว มันน่าสงสัยเกินไปสำหรับคนที่กำลังจะเข้ามาเป็น “เมียถูกกฎหมาย” ของเขา แต่นั่นแหละ… ปู่ของเขาทำอะไรไม่เคยพลาด เวกัสรู้ดี หนึ่งเดือนที่ผ่านมา เวกัสใช้ชีวิตตามเดิม เหมือนไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงยังทำงานหนัก ยังออกไปใช้ชีวิตอิสระในยามค่ำคืน แต่ทุกคืนก่อนหลับตา เขากลับนึกถึงคำพูดของปู่ในวันนั้น “เจ้าเวย์ แกต้องมีครอบครัว มีลูกสืบสกุล” จนกระทั่ง…วันนี้ก็มาถึง วันที่จะต้องเปลี่ยนสถานะจาก “หมอหนุ่มโสดรักอิสระ” ไปเป็น “สามีในทะเบียนสมรส” และเรื่องที่น่าเซ็งที่สุดคือ… เขายังไม่รู้ด้วยซ้ำว่า ‘เจ้าสาวในทะเบี

  • สะดุดรักคุณหมอ   บทที่ 5 จุดตัดชะตา

    “เพราะมีเรื่องสำคัญจะคุยด้วย” เสียงของปู่วิเชียรดังขึ้นในห้องรับรองหลังมื้ออาหาร บรรยากาศโดยรอบเงียบลงในทันที เหลือเพียงเสียงเข็มนาฬิกาที่เดินอย่างช้า ๆ และสายลมแผ่วเบาจากเครื่องปรับอากาศ “ครับ?” เวกัสเอ่ยตอบกลับด้วยน้ำเสียงขึงขัง ใบหน้าคมเข้มหันมามองปู่ด้วยสายตาจริงจังเต็มเปี่ยมไปด้วยความสงสัย ปู่วิเชียรเงียบอยู่ครู่หนึ่งก่อนพูดออกมาช้า ๆ “แกต้องแต่งงาน… เวกัส” คำพูดนั้นดังก้องอยู่ในหัวของทั้งเวกัสและไวน์ จนคนฟังถึงกับอึ้งไปชั่วขณะ “แต่งงาน?!” สองเสียงประสานกันขึ้นโดยไม่ได้นัดหมาย ทั้งเวกัสและไวน์ขมวดคิ้วทันที หันไปมองปู่เป็นตาเดียวกัน “กับใครครับ?” เวกัสถามกลับทันที เสียงเต็มไปด้วยความประหลาดใจปนไม่พอใจเล็กน้อย เพราะเขาไม่เคยคิดว่าจะต้องมานั่งฟังเรื่องคลุมถุงชนในยุคนี้ แถมยังไม่มีการบอกล่วงหน้าด้วยซ้ำ “เด็กสาวธรรมดาคนหนึ่ง” ปู่ตอบเรียบ ๆ ดวงตานิ่งสงบแต่มีแววอบอุ่นซ่อนอยู่ ราวกับนึกถึงรอยยิ้มสดใสของใครบางคน “ไม่ได้มีอะไรซับซ้อน เธอเป็นเด็กที่ดี เติบโตมาอย่างเรียบง่าย” “ปฏิเสธได้มั้ยครับ?” เวกัสเอ่ยขึ้นเสียงเรียบ แต่ท่าทีจริงจังชัดเจน เขาไม่เคยชอบเรื่องคลุมถุงชน ไม่ชอบให้ใค

فصول أخرى
استكشاف وقراءة روايات جيدة مجانية
الوصول المجاني إلى عدد كبير من الروايات الجيدة على تطبيق GoodNovel. تنزيل الكتب التي تحبها وقراءتها كلما وأينما أردت
اقرأ الكتب مجانا في التطبيق
امسح الكود للقراءة على التطبيق
DMCA.com Protection Status