ค่ำคืนในกรุงเทพฯ ช่างเจิดจรัสไม่ต่างจากอัญมณีที่เปล่งประกายภายใต้แสงไฟนีออน และในย่านไฮเอนด์แห่งหนึ่ง ซึ่งรวมร้านอาหารหรู โรงแรมระดับห้าดาว และแหล่งสังสรรค์ของเหล่าเศรษฐีระดับประเทศ ก็มีสถานที่หนึ่งที่โดดเด่นไม่แพ้ใคร…
” Jk Club” คลับหรูสุดเอ็กซ์คลูซีฟ ที่มีเพียงสมาชิกระดับ ‘VVIP’ เท่านั้นถึงจะก้าวเข้าได้
ตัวอาคารทรงโมเดิร์นผสมกลิ่นอายอุตสาหกรรมเบา ๆ ตกแต่งด้วยกระจกนิรภัยทั้งแผง สะท้อนเงาไฟเมืองในยามค่ำคืนอย่างงดงาม ด้านหน้าเป็นประตูบานคู่สีดำด้านซึ่งฝังลายโลหะทองคำแท้เป็นตัวอักษร J และ K สลักซ้อนกันไว้อย่างมีดีไซน์
ลานจอดรถกว้างขวางมีการ์ดในชุดสูทดำยืนเรียงราย ทุกคนผ่านการฝึกฝนมาอย่างเข้มงวด บอดี้การ์ดรักษาความปลอดภัยติดหูฟังไร้สาย พร้อมตรวจเช็กทะเบียนรถก่อนอนุญาตให้เข้าภายใน รถยนต์ทุกคันที่วิ่งเข้ามาจะต้องได้รับการจองล่วงหน้า และทุกชื่อที่แสดงบนลิสต์ล้วนเป็นบุคคลระดับท็อปของประเทศ ไม่ใช่แค่นักธุรกิจระดับหมื่นล้าน แต่รวมถึงผู้ถือหุ้นบริษัทระดับโลก ไฮโซจากวงสังคม และบุคคลชั้นแนวหน้าทุกแวดวง
เมื่อก้าวผ่านประตูหลักเข้าไปภายในคลับคืออีกโลกหนึ่งที่ถูกออกแบบมาเพื่อสะกดสายตา โถงต้อนรับปูพรมขนสัตว์แท้สีเทาหม่น มีแชนเดอเลียร์คริสตัลรูปเกลียวที่ห้อยระย้าลงมาจากเพดานสูงโปร่ง ประดับด้วยแสงไฟสีอำพันที่กระทบกับผิวโลหะเงางามของบาร์ค็อกเทลตรงกลาง แท่นเคาน์เตอร์ทำจากหินอ่อนสีดำสลับเทา แซมลายทองคำ เปล่งประกายราวกับมันมีชีวิต
เสียงเพลงแจ๊สบรรเลงแผ่วเบาอยู่ในชั้นล่างสุด บาร์เทนเดอร์ใส่สูทหรูเหมือนพนักงานโรงแรมระดับห้าดาว ทุกการเคลื่อนไหวของพวกเขาเปี่ยมไปด้วยความนุ่มนวลแม่นยำในระดับศิลปิน
โซนวีไอพีของคลับถูกแยกออกอย่างเป็นสัดส่วน โดยผนังเลื่อนอัตโนมัติที่มีระบบล็อกนิรภัยซึ่งเปิดเฉพาะเมื่อลายนิ้วมือและใบหน้าตรงกับข้อมูลในระบบรักษาความปลอดภัยขั้นสูงสุด ภายในโซนวีไอพีไม่มีแสงแฟลช ไม่มีการถ่ายภาพ ทุกคนที่เข้ามาได้รับการการันตี ‘ความเป็นส่วนตัว’ แบบสมบูรณ์ เฟอร์นิเจอร์ในแต่ละโซนถูกสั่งทำเฉพาะ โดยเลือกใช้หนังวัวอิตาลีแท้ ผ้ากำมะหยี่นำเข้าและโต๊ะไม้โอ๊คแท้เคลือบเงาที่แม้แต่การวางแก้วก็ไม่ทำให้เป็นรอย
หากสังเกตดี ๆ จะพบกล้องวงจรปิดซ่อนไว้ตามมุมอับ พร้อมทีมรักษาความปลอดภัยที่สแตนด์บายตลอด 24 ชั่วโมง โดยไม่ปรากฏตัวให้เห็นอย่างเปิดเผย มันคือสถานที่…ที่เจ้าขุนตั้งใจออกแบบให้เป็นทั้งแหล่งพักผ่อนและที่นัดพบของกลุ่มเพื่อน และคืนนี้ ก็เป็นอีกคืนที่พวกเขานัดกันไว้เรียบร้อย
ประตูทางเข้าด้านข้างของโซน VIP เปิดออกอย่างนุ่มนวล พร้อมแสงไฟที่สาดกระทบกับร่างของสองพี่น้องฝาแฝดผู้เป็นที่รู้จักในแวดวงไฮโซและธุรกิจชั้นนำ
เวกัส ในเชิ้ตผ้าซาตินเนื้อดีสีกรมเข้ม กระดุมตรงอกแง้มเล็กน้อยพอให้เห็นแนวไหปลาร้าและแผงอกแน่นตึงที่แฝงไว้ภายใต้ สูทตัวบางถูกพาดไว้กับท่อนแขนอย่างไม่ตั้งใจ แต่กลับเสริมให้เขาดูเท่ห์อย่างน่าเหลียวมอง
เรือนผมสีน้ำตาลเข้มถูกเซ็ตอย่างเนี้ยบ เส้นคิ้วหนาคมจัดเรียงเส้นอย่างสมบูรณ์แบบ ดวงตาเข้มลึกแฝงประกายเย็นเฉียบ ราวกับมองทะลุทุกชั้นผนังหัวใจ ใบหน้าได้รูปไร้ที่ติ จมูกโด่งได้รูป ปากกระจับบางเฉียบแต่เซ็กซี่อย่างประหลาดเขาเป็นผู้ชายที่แม้ยืนเฉย ๆ ก็สามารถดึงดูดความสนใจจากเหล่าบรรดาสาวเล็กสาวใหญ่ร่างสูง 188 เซนติเมตรที่เคลื่อนไหวอย่างมั่นคงในทุกก้าว สะกดทุกสายตาในคลับทันทีที่ก้าวเข้าสู่โถงหลัก
ข้างเขา เวณิกา วิวัฒนกุลชัย หรือไวน์ หญิงสาวที่ได้รับการกล่าวขานจากเหล่าไฮโซและบรรณาธิการแฟชั่นว่าเป็น หญิงสาวผู้ทำให้คำว่า “สง่างาม” มีชีวิต
ชุดเดรสรัดรูปสีแดงไวน์ที่แนบกับผิวเนียนละเอียดขาวจัดของเธอเผยสัดส่วนเร้าใจอย่างน่ามอง หน้าอกอวบอิ่มได้รูปไม่มากเกินไปไม่น้อยเกินไป ทรวดทรงองค์เอวที่ชวนมองจากทุกมุม สะโพกผายกลมกลึงสมบูรณ์แบบ เอวคอดกิ่วจนแม้แต่ชุดแบรนด์เนมยังเหมือนถูกตัดเย็บมาเพื่อเธอโดยเฉพาะ
ผมตรงยาวสีน้ำตาลขับกับผิวขาวอมชมพูอย่างร้ายกาจ ดวงตาเรียวยาวแฝงความเฉียบคมราวอัญมณีตัดไฟ จมูกโด่งสวยได้รูป ปากกระจับที่ทาด้วยลิปสีแดงเชอร์รี่เพิ่มเสน่ห์เฉพาะตัว ทำให้เธอดูทั้งเย้ายวนและทรงพลังในคราเดียวกัน
และเมื่อทั้งสองฝาแฝดย่างกรายเข้าไปในคลับไม่มีใครในโซนนั้นไม่หันกลับมามอง ไม่ใช่เพราะชื่อเสียง หากแต่เป็น รังสีบางอย่างที่ไม่อาจหักห้ามสายตาได้ การ์ดตรงประตู VIP โค้งศีรษะให้ทั้งสองคนพร้อมเปิดประตูอัตโนมัติที่ตรวจจับลายนิ้วมือเวกัส และสแกนม่านตาของไวน์อย่างเงียบเชียบตามระบบความปลอดภัย
แสงไฟสลัวในโซนวีไอพีของ JK Club ขับให้บรรยากาศภายในห้องกว้างดูหรูหราอย่างมีระดับ พื้นไม้เข้มเงาวับตัดกับผนังสีดำด้านและไฟเส้นนีออนที่เน้นแสงเฉพาะจุดอย่างจงใจ เสียงเบสจากดีเจด้านนอกยังลอดเข้ามาแผ่ว ๆ ให้รู้ว่านี่คือคลับระดับไฮเอนด์ที่คนมีชื่อเสียงในแวดวงธุรกิจและสังคมชั้นสูงนิยมมาเยือน
เมื่อประตูเปิดออกสายตาทั้งห้องก็หันไปยังร่างของสองฝาแฝดที่เดินเข้ามาพร้อมกัน ทั้งสองเดินเข้ามาพร้อมกันอย่างสมศักดิ์ศรี “วิวัฒนกุลชัยฝาแฝด” ก่อนที่สายตาทั้งคู่จะมองไปยังสองร่างที่นั่งอยู่ก่อนหน้าแล้ว บนโซฟาหนังแท้สีดำเข้มฝั่งซ้ายของห้อง เจ้าขุน ชายหนุ่มเจ้าของ JK Club กำลังเอนหลังพิงพนักด้วยท่าทีสบาย ๆ
เสียงแซวดังขึ้นในทันทีแบบไม่รอให้เจ้าตัวหย่อนตัวลงนั่ง
“ไงครับ ไอ้หมอ วันนี้มาหล่อเลยนะมึง!” เสียงนั้นดังมาจากชายหนุ่มที่นั่งไขว่ห้างอยู่กลางโซฟา
เมธาสิทธิ์ โชติธนเกียรติ หรือ “เจ้าขุน” เพื่อนซี้วัยเด็กที่ปัจจุบันเป็นเจ้าของคลับสุดหรูแห่งนี้ ลูกชายคนโตของตระกูลโชติธนเกียรติ ตระกูลที่ครองอิทธิพลฝั่งท่าเรือ ผู้นำเข้ารถยนต์รายใหญ่ของประเทศและสายสัมพันธ์แน่นหนากับหลายประเทศ
เจ้าขุนหล่อแบบ “เจ้าชู้โดยธรรมชาติ” มีผิวสีน้ำผึ้งเนียนจัดแบบคนชอบแดด ดวงตาคมเจ้าเล่ห์ จมูกโด่งเป็นสัน ริมฝีปากได้รูปที่มักยกยิ้มมุมปากแบบไม่รู้ตัว เขาเป็นผู้ชายที่ “มีแววซุกซน” อยู่ในตัวตลอดเวลา ทั้งสายตา น้ำเสียง และท่าทาง
วันนี้เขาสวมเชิ้ตสีขาวแขนพับ สวมสร้อยเล็ก ๆ ที่ข้อมือ นั่งอย่างสบายใจราวกับโลกนี้ไม่มีอะไรต้องกังวล
“กูก็หล่อของกูทุกวัน” เวกัสกลอกตาอย่างเอือม ๆ ก่อนจะทิ้งตัวลงข้าง ๆ บนโซฟาตัวเดียวกับเจ้าขุน
“คิดถึงพี่หมอเวย์จังเลยค่ะ” เจ้าขุนแกล้งจะซบแขนของเวกัส
“ไอ้เหี้ย กูขนลุก…” เวกัสย่นคอหนีพร้อมทำหน้าเบ้ใส่ ก่อนจะมีอีกเสียงหนึ่งดังแทรกขึ้นจากชายอีกคนที่นั่งเงียบอยู่ฝั่งตรงข้าม
“มึงไม่ใช่สาวมัน ไอ้ขุน” น้ำเสียงราบเรียบ แต่กรีดลึกเฉียบขาดเพราะคนพูดคือ ปรเมษฐ์ อัครเมธากุล หรือ “ภีม” ลูกชายของอดีตข้าราชการระดับสูง เจ้าของธุรกิจอสังหารายใหญ่และเป็นหุ้นส่วนเงาในธุรกิจความมั่นคงหลายประเทศ ภีมหล่อแบบ เครื่องหน้าครบ ผิวขาวซีดนิด ๆ ดวงตาคมราวกับมองทะลุจิตใจ คิ้วหนาเข้มเรียงสวย จมูกโด่งเป็นสันรับกับริมฝีปากบางสีแดงระเรื่อธรรมชาติที่แทบไม่เคยพูดมาก แต่เมื่อพูดออกมา…มักแทงใจดำอย่างไร้เมตตา
เขาสวมเสื้อเชิ้ตสีดำเรียบ ๆ ไม่ติดกระดุมบนสุด มือข้างหนึ่งถือแก้ววิสกี้ ส่วนอีกข้างวางไว้บนต้นขาเรียบ ๆ ร่างสูงโปร่งแบบนักกีฬา แต่ท่วงท่าและการนั่งของเขาเปี่ยมด้วยแรงอำนาจบางอย่างที่จับต้องไม่ได้
เสียงหัวเราะเบา ๆ ดังขึ้นในห้องที่ตกแต่งด้วยแสงไฟสีนวลและกลิ่นซิการ์บางเบาอบอวลในอากาศ
ไวน์ หญิงสาวหน้าคมสวยที่นั่งไขว่ห้างอย่างสง่างามข้างพี่ชาย หันไปมองเพื่อนสนิทสองหนุ่มตรงหน้า ดวงตาเฉี่ยวคมกวาดมองอย่างเจ้าเล่ห์ ก่อนจะเอ่ยแซวเสียงหวานปนขำ
“ไงแกสองคน ถ้าไม่นัดนี่คือไม่ออกมาเลยสินะ?” เธอพูดพลางยกแก้วมาร์ตินี่ขึ้นจิบเบา ๆ ริมฝีปากกระจับยกยิ้มบาง ๆ อย่างคนรู้ทัน
ภีมที่นั่งพิงโซฟาอย่างสบาย ๆ เงยหน้าขึ้นเล็กน้อย ดวงตาคมราวกับอ่านทุกอย่างออกหมดเอียงมองไวน์ ก่อนตอบเรียบ ๆ แต่แฝงความนุ่มนวลจาง ๆ
“ก็พึ่งว่าง” คำพูดสั้น ๆ แต่เสียงทุ้มต่ำทำเอาไวน์ชะงักนิดนึง เธอรู้ดีว่าไอ้ภีมนี่ต่อให้พูดแค่คำเดียว…ก็คือความหมายครบทั้งย่อหน้า แต่ยังไม่ทันให้ความเงียบไหลผ่านไปไกล เสียงกวน ๆ ของเจ้าขุนก็ดังแทรกขึ้นมาทันที
“แล้วแต่งตัวมาสะสวยเชียววันนี้ แฟนไม่ว่ารึไงคนสวย” เขาเอียงคอ แกล้งยักคิ้วให้ไวน์ด้วยท่าทางกวนโอ๊ยอย่างเคย ใบหน้าหล่อเจ้าเล่ห์ยิ่งดูสดใสในแสงไฟนวล ๆ ของห้อง VIP สายตาเจ้าขุนไล่มองเพื่อนสาวตั้งแต่หัวจรดเท้าแบบไม่มีปิดบัง
ไวน์ถอนหายใจแรงแบบปิดอารมณ์รำคาญไว้ไม่อยู่ พร้อมเบ้ปากใส่เต็มแรง ก่อนเอื้อมมือหยิบหมอนเล็ก ๆ ที่ข้างโซฟาโยนใส่เจ้าขุนแบบไม่ออมแรง
“แกหยุดพูดดิ๊ ไอ่ขุน!” เจ้าขุนหัวเราะเสียงดัง หันหลบหมอนได้ทันพลางยกมือสองข้างขึ้นแบบยอมแพ้
“โอ๊ยยย ใจเย็นครับคุณไวน์ นี่ก็แค่แซวเล่น”
“มึงโดนแน่วันนี้” เวกัสที่นั่งไขว่ห้างอยู่ข้างไวน์ เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบ ๆ แต่เปี่ยมไปด้วยความรู้สึกแบบ ‘รู้ทันน้อง’ ปากกระตุกยิ้มมุมปากอย่างขำขัน เขายกแก้ววิสกี้ขึ้นจิบเบา ๆ พลางปรายตามองเจ้าขุนกับไวน์ที่เหมือนจะเปิดศึกขนาดย่อมกันอีกแล้ว
“กูว่าทะเลาะกันชัวร์…” เสียงของเวกัสดังขึ้น พร้อมรอยยิ้มมุมปากที่ดูทั้งขบขันและละเหี่ยใจแบบคนที่รู้จักนิสัยน้องสาวดีเกินไป เจ้าขุนหัวเราะลั่น เอื้อมไปหยิบแก้วขึ้นชนกับภีมที่แม้ไม่ได้หัวเราะออกเสียง แต่มุมปากกลับยกขึ้นอย่างหายาก
“กูว่าคืนนี้แม่งจะสนุกวะ!” เจ้าขุนว่า ขณะที่เวกัสยกแก้วชนกลับแบบขำ ๆ
“มึงสองคนให้กูเรียกเด็กให้มั้ย?” เสียงของเจ้าขุนดังขึ้นพลางเอนตัวพิงพนักโซฟาอย่างสบาย มือหมุนแก้ววิสกี้ในมือเบา ๆ ดวงตาเจ้าเล่ห์กวาดมองเพื่อนสนิทสองคนที่นั่งข้างๆ และอยู่ตรงข้ามก่อนจะเลิกคิ้วถามอย่างอารมณ์ดียังไม่ทันได้คำตอบ เวกัสก็หันขวับมาทำหน้าย่นใส่เต็มแรง ดวงตาคมกริบหรี่ลง สีหน้าเหมือนคนกำลังฟังอะไรปัญญาอ่อนเต็มขั้น
“ถามแบบไม่มีสมองเลยนะ ไอ่ขุน…” คำพูดประชดแบบตรงไปตรงมา เสริมด้วยน้ำเสียงกวนประสาทของเวกัส ทำเอาเจ้าขุนเบิกตากว้างเล็กน้อยเหมือนโดนจี้ใจดำ
“ไอ่หมอเหี้ยมึงว่ากูโง่เหรอ?” เจ้าขุนขมวดคิ้วทันที แต่ก็ยังพอมีรอยยิ้มกรุบ ๆ บนริมฝีปาก เขาเท้าแขนขึ้นกับพนัก แล้วเอนหัวไปมองเวกัสอย่างเคือง ๆ แบบแกล้งงอนเต็มที่
“เวย์มันหมายถึง…” เสียงหวาน ๆ แทรกขึ้นมาอย่างรู้ทัน ไวน์ปรายตามองเจ้าขุน พลางกระดกแก้วมาร์ตินี่ขึ้นจิบเบา ๆ แล้ววางแก้วลงอย่างสง่างามก่อนจะพูดต่อด้วยน้ำเสียงที่ติดจะขำหน่อย ๆ
“แกเคยเห็นภีมมันแตะสีการึไง ไอ่ขุน” คำตอบตรงใจผสมการกระทุ้งเบา ๆ ทำให้บรรยากาศในห้องเปลี่ยนเป็นเสียงหัวเราะครืนขึ้นมาทันที
เวกัสหลุดยิ้มกวน ๆ เจ้าขุนหัวเราะพลางตบเข่าตัวเอง ภีม…แม้จะไม่ได้ยิ้มออกเต็มปาก แต่หางตาก็มีรอยหัวเราะปรากฏจาง ๆ อย่างหายาก
“เออจริง…” เจ้าขุนพูดเสียงยังติดขำ หันไปมองภีมที่นั่งนิ่งแต่มีประกายขำในดวงตา “ถ้ามันไม่มีผมนี่ กูคิดว่ามันเป็นพระละนะ”
“นั่นสิ กูยังไม่เคยเห็นมันจีบใครเลยด้วยซ้ำ” เวกัสพยักหน้าขำ ๆ เสริมตาม
“หรือว่า… แกแอบซ่อนใครไว้ในใจไว้รึเปล่า?” ไวน์แซวเสียงแหลม พลางชะโงกหน้าไปมองภีมแบบจับผิด
“อย่าเดาอะไรที่มันผิดไปมากกว่านี้ เดี๋ยวผิดหวัง” ภีมแค่ปรายตามามองนิด ๆ แล้วตอบเบา ๆ แต่เฉียบขาด ทุกคนในห้องถึงกับหัวเราะลั่นอีกระลอก เสียงหัวเราะเต็มห้องผสมกับเสียงดนตรีแจ๊ซเบา ๆ จากด้านนอกคลับ
เสียงดนตรีในคลับยังคงคลอเบา ๆ อยู่ในพื้นหลัง แสงไฟสีอุ่นสะท้อนผิวแก้ววิสกี้ในมือของเจ้าขุน ก่อนที่เขาจะหมุนมันเบา ๆ แล้วเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงที่ดูเหมือนจะลอย ๆ แต่กลับปักเข้าเป้าอย่างเฉียบคม
“ในกลุ่มเรา ใครจะแต่งงานก่อนเพื่อนวะ?” คำถามลอย ๆ ที่ดูเหมือนแค่จะชวนคุย แต่กลับทำให้สายตาทุกคู่หันมามองหน้ากันอย่างเงียบ ๆ เวกัสเลิกคิ้ว ส่วนภีมหันไปมองเจ้าขุนด้วยสายตาว่างเปล่าแต่เหมือนจะขำเล็กน้อย
“คงไม่ใช่ชั้นแน่ ๆ” ไวน์รีบตอบทันที น้ำเสียงมั่นใจแบบไม่ต้องคิด มือหนึ่งเท้ากับพนักโซฟา อีกมือยกแก้วขึ้นจิบเบา ๆ เจ้าขุนหรี่ตา จ้องเพื่อนสาวเหมือนไม่เชื่อ
“ได้ไงวะ แกคนเดียวในกลุ่มที่มีแฟนนะ ยัยไวน์” เขาขมวดคิ้ว ใบหน้าฉายแววงงงันอย่างจริงจัง เพราะเท่าที่รู้ ไวน์กับแฟนหนุ่มของเธอก็คบกันมานานหลายปี ดูเหมือนจะลงตัวไปหมดแทบทุกอย่าง จะไม่มีแพลนแต่งงานเลยได้ยังไง…หรือว่ามีอะไรที่เขายังไม่รู้?
“ชั้นไม่รีบย่ะ” ไวน์ตอบพลางเบ้ปากใส่เพื่อน แล้วเอนหลังพิงโซฟา สีหน้าไม่ใช่คนที่พูดเล่น แต่ก็ไม่เปิดช่องให้ใครถามต่อ
เวกัสเหลือบตามองน้องสาวฝาแฝด ก่อนจะวางแก้ววิสกี้ลงบนโต๊ะอย่างแผ่วเบา แล้วพูดเสียงนิ่ง
“กูว่ามีกลิ่นว่ะ” คำพูดนั้นเหมือนลูกหินที่ตกลงกลางน้ำ ใจกลางความเงียบ สะท้อนออกมาเป็นคลื่นเบา ๆ เขาหันไปมองขุนกับภีม ราวกับจะถามว่าทั้งสองคิดเหมือนกันมั้ย เพราะเวกัสสังเกตมาสักพักแล้ว…ท่าทางของไวน์เปลี่ยนไป รอยยิ้มเธอมีบางอย่างแปลกแยกอยู่ลึก ๆ
ไวน์ถอนหายใจออกมาเบา ๆ ก่อนจะพูดเสียงเรียบ
“เป็นโสดเหมือนพวกแกสบายใจกว่าเยอะ” คำพูดฟังเหมือนติดตลก แต่สีหน้าเธอกลับไม่ขำเลย มีบางอย่างในน้ำเสียงนั้นที่เหมือนคนหมดแรง ไม่อยากอธิบายอะไรอีกแล้ว
ภีมที่นั่งเงียบอยู่นาน เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบหนักแน่น สายตาคมกริบหันมามองตรง ๆ
“ถ้าไม่ไหวก็ไม่จำเป็นต้องทน” คำพูดสั้นๆ แต่เหมือนมีคมมีดที่กรีดลงกลางใจ
เวกัสหันไปสบตาน้องสาว ก่อนจะถามเบา ๆ
“เสียดายเวลาหรอ?” คำถามนั้นทำให้ไวน์นิ่งไปนิด เธอยิ้มบาง ๆ ออกมา พลางหลุบตาลง แล้วพูดเหมือนคนพยายามกลืนความรู้สึกบางอย่างไว้ข้างใน
“เดี๋ยวก็คงถึงเวลาแหละ…อย่าไปพูดถึงมันเลย” เธอยกแก้วขึ้นจิบอีกรอบ ก่อนจะส่งยิ้มแบบไม่มีน้ำหนักให้เพื่อน ๆ ทุกคน เป็นรอยยิ้มที่บอกว่าเธอโอเค…แต่แววตานั้นกลับมีความกังวลแฝงอยู่จาง ๆ
ทุกสายตามองมายังเธอเต็มไปด้วยความห่วงใย แต่ไม่มีใครพูดอะไรอีกต่อจากนั้นพวกเขารู้ดี…ถ้าไวน์อยากพูด เธอจะพูดเองเมื่อถึงวันที่เธอพร้อม
เวกัสชำเลืองมองนาฬิกาข้อมือเรือนหรูที่สวมไว้ ก่อนถอนหายใจเบา ๆ แล้วขยับตัวหยิบสูทขึ้นพาดแขน ท่าทางเนี้ยบและสุขุมไม่เคยพร่องไปจากเขาแม้แต่นิด
“กูไปก่อน…มีนัด” น้ำเสียงเรียบเฉยแต่แฝงเจตนาบางอย่างไว้ในนั้น
เขาหันไปบอกน้องสาวฝาแฝดที่ยังนั่งพิงโซฟาอยู่
“ธนินรอหน้าคลับแล้ว กลับตอนไหนก็โทรบอกละกัน” น้ำเสียงเรียบนิ่งแต่แฝงความใส่ใจอยู่ลึก ๆ เป็นเรื่องปกติไปแล้ว เวกัสมักจะแยกตัวก่อนทุกครั้ง ส่วนไวน์จะกลับเองทีหลัง หรือไม่ก็มีคนมารับ แต่นั่นก็ไม่ใช่เรื่องที่ต้องพูดให้มากความ
“ภีม กูไปก่อนนะ รอบหน้าเดี๋ยวคุยธุระกัน” เวกัสหันไปบอกภีมที่ยังนั่งนิ่ง มือยังคงถือแก้ววิสกี้ ดวงตาคมกริบมองเพื่อนอย่างจับอารมณ์
“อืม…แล้วเจอกัน” ภีมตอบสั้น ๆ ด้วยรอยยิ้มบาง ๆ แต่รับรู้ได้ถึงความคุ้นเคยที่ไม่มีใครจำเป็นต้องพูดให้มาก
“เอ้า ไอ้หมอเหี้ยนี่อีกละ!” เสียงเจ้าขุนดังแทรกขึ้นอย่างรู้ทัน มองเพื่อนรักที่ลุกไปพร้อมกับสูทในมือ
“ตลอดเลยมึงอ่ะ นัดสาวอีกละสิ!” เวกัสหัวเราะในลำคอเล็กน้อย ขณะเดินมุ่งไปทางประตูทางออก
ก่อนที่เจ้าขุนจะกระเซ้าเสียงดังตามหลังมาอีกที
“ระวังเอดส์แดกนะมึง!” คำแซวที่ไม่มีใครในกลุ่มคิดจริงจัง เพราะมันคือธรรมเนียมประจำของเจ้าขุน
เวกัสหยุดเท้าเล็กน้อยตรงประตู ก่อนจะหันหน้าไปครึ่งหนึ่ง แล้วตอบกลับอย่างหน้าตาย
“ถ้าเป็น กูก็แดกยาต้านเชื้อคู่กับมึงแหละ ไอ้เวร” ประโยคปิดท้ายที่ทำให้ทุกคนในห้องระเบิดหัวเราะอีกครั้ง เวกัสยกนิ้วกลางขึ้นอย่างไม่หันกลับมา แล้วก้าวออกจากห้องวีไอพีไปอย่างสง่างาม ท่ามกลางเสียงหัวเราะจากเพื่อนที่ยังดังตามหลังมาไม่ขาดสาย
รถยนต์สีดำคันหรูแล่นออกจากหน้า JK Club อย่างนุ่มนวล ไฟท้ายสะท้อนกับพื้นหินเงาในค่ำคืนที่อากาศเย็นสบาย ในห้องโดยสารตอนหลัง เงาสะท้อนจากแสงถนนทอดผ่านใบหน้าคมคายของชายหนุ่มที่นั่งนิ่งอยู่เงียบ ๆ
เวกัส ศัลยแพทย์ทรวงอกและช่องท้องผู้มีชื่อเสียงในวงการแพทย์ ทายาทโดยสายเลือดของหนึ่งในตระกูลทรงอิทธิพลที่สุดในประเทศ ลูกชายของดร.วรุฒม์ และคุณหญิงพัชราภา วิวัฒนกุลชัย ผู้ถืออาณาจักรธุรกิจโรงพยาบาลและอุปกรณ์การแพทย์รายใหญ่
เขามีทุกอย่างที่ผู้ชายคนหนึ่งจะมีได้ หน้าตา, ชาติตระกูล, มันสมอง, อำนาจ, ทรัพย์สิน และ ชื่อเสียง และด้วยความเพียบพร้อมนั้นเอง…ทำให้เขากลายเป็น “เป้าหมายสูงสุด” ของผู้หญิงหลายคน โดยเฉพาะคุณหนูไฮโซจากหลายตระกูลที่พากันส่งลูกสาวเข้าหาเขาเหมือนเกมเดินหมาก
บางคนใช้สายสัมพันธ์ บางคนส่งข้อความหวาน ๆ บางคนทำตัวเป็นคนไข้ปลอม ๆ หรือแม้แต่กล้าเสนอตัวถึงห้องพักแพทย์…แต่เวกัสกลับไม่เคย “เปิดประตูใจ” ให้ใคร ไม่เคยมีความสัมพันธ์ที่เรียกว่า “จริงจัง” กับใครเลยสักคน ไม่ใช่เพราะเขาเจ้าชู้แต่เพราะเขา ไม่ชอบคำว่า “ผูกมัด” ไม่ชอบการต้องรับผิดชอบ “หัวใจ” ของใคร
ไม่ชอบความอ่อนแอทางอารมณ์ที่คนรักมักแบกมาและยิ่งไม่ชอบเด็กสาวที่ทำตัวน่ารักจนน่ารำคาญ…
ชีวิตของเขาต้อง “มีระเบียบ” ต้อง “คุมได้” และสิ่งที่เรียกว่า “ความรัก” มันก็เหมือนระเบิดเวลา ที่วันหนึ่ง…จะพังทลายทุกสิ่งลงมาทับตัวเอง เวกัสทอดสายตามองออกไปนอกหน้าต่าง สายตาคมกริบที่เคยเฉียบเหมือนมีดผ่าตัด…บัดนี้ มีเพียงความว่างเปล่า สะท้อนอยู่ในนั้น
รถแล่นผ่านย่านใจกลางเมืองแสงไฟจากเสาไฟและตึกสูงไล่ผ่านหน้าต่างเหมือนแถบฟิล์มในโรงภาพยนตร์ แต่ในใจเขา…กลับไร้ความรู้สึก มันเงียบ…เหมือนห้องผ่าตัดหลังจากที่หัวใจหยุดเต้น
บางทีความว่างเปล่านี้ก็ง่ายดี ไม่ต้องวุ่นวาย ไม่ต้องรับผิดชอบความรู้สึกใคร และไม่มีใคร…เข้ามารื้อระบบชีวิตที่เขาสร้างไว้ เขาหรี่ตาลงเล็กน้อย ปลายนิ้วเคาะเบา ๆ กับพนักวางแขน คืนนี้…ก็แค่คืนหนึ่ง พรุ่งนี้…ก็แค่วันใหม่ที่ไม่มีใครสำคัญพอจะเปลี่ยนแปลงอะไร
ชีวิตของ หมอหนุ่มผู้สมบูรณ์แบบที่สุดคนหนึ่งในประเทศ แต่ในขณะเดียวกัน…ก็เป็นชีวิตที่ “เดียวดาย” อย่างสมบูรณ์แบบเช่นกัน