LOGINชายหนุ่มเดินเข้าไปในห้องทำงานของตัวเองด้วยอารมณ์ที่เริ่มขุ่นมัว เขาพยายามกดโทรศัพท์ภายในเรียกเธอแต่ก็ไม่มีสัญญาณตอบรับ จนกระทั่งผ่านไปเกือบครึ่งชั่วโมง ความหงุดหงิดก็เปลี่ยนเป็นความฉงน
หรัญกดสายตรงไปที่ฝ่ายบุคคลทันที
“นั่นฝ่ายบุคคลใช่ไหม คุณอตีญาไปไหน ทำไมป่านนี้ยังไม่มาทำงาน”
“เอ่อ... ท่านประธานคะ คุณอตีญาลางานด่วนเข้ามาเมื่อเช้ามืดค่ะ แจ้งว่าเป็นเหตุฉุกเฉินทางครอบครัวที่ต่างจังหวัดค่ะ ขอลาพักร้อนรวมกับลากิจที่เหลือทั้งหมดเลยค่ะ”
หรัญนิ่งไปครู่หนึ่ง “ลาพักร้อนรวมกับลากิจเลยงั้นเหรอ ปกติเธอไม่เคยลาแบบนี้นี่ แล้วเธอได้บอกไหมว่าฉุกเฉินเรื่องอะไร?”
“ไม่ได้ระบุรายละเอียดค่ะท่านประธาน บอกแค่ว่าเรื่องด่วนมากจริงๆ ค่ะ”
หรัญวางสายด้วยความรู้สึกวูบไหวในอก ตลอดห้าปีที่ทำงานด้วยกันมา อตีญาเป็นเลขาที่เคร่งครัดเรื่องเวลามากที่สุด ต่อให้ป่วยเธอก็ยังมาทำงาน หรืออย่างน้อยก็จะโทรรายงานเขาโดยตรงก่อนล่วงหน้า การที่เธอหายไปเฉยๆ และลาผ่านฝ่ายบุคคลแบบนี้ บ่งบอกว่าสิ่งที่เกิดขึ้นต้อง ‘ไม่ธรรมดา’
เขาหยิบสมาร์ทโฟนส่วนตัวขึ้นมา กดโทรออกเบอร์ของอตีญาเป็นครั้งแรกในรอบหลายเดือน
ตืด... ตืด...
ไม่มีคนรับสาย... หรัญกดโทรซ้ำอีกสองสามครั้ง แต่ผลก็ยังเหมือนเดิม
ชายหนุ่มทิ้งตัวลงพิงเก้าอี้พลางหมุนโทรศัพท์ในมือไปมา ความกังวลที่เขาพยายามบอกตัวเองว่าเป็นเพียง ‘ความกังวลในฐานะเจ้านายที่ขาดมือขวา’ เริ่มขยายใหญ่ขึ้นในใจ
‘เกิดอะไรขึ้นกับคุณกันแน่อตีญา ทำไมถึงไม่บอกผมสักคำ?’
หรัญพยายามจะหยิบเอกสารขึ้นมาอ่าน แต่มันกลับไม่เข้าหัวเลยแม้แต่น้อย เขารู้สึกเหมือนชีวิตที่เคยเป็นระเบียบของเขาขาดหายอะไรบางอย่างที่สำคัญไป... ความว่างเปล่าของโต๊ะทำงานหน้าห้องนั้น กำลังทำให้ประธานผู้เยือกเย็นอย่างเขาเริ่มรนรานอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
ขณะเดียวกัน ที่โรงพยาบาล... อตีญานั่งกุมมือพ่อที่นอนไม่ได้สติอยู่ในห้องไอซียู น้ำตาคลอเบ้า เธอมองหน้าจอโทรศัพท์ที่โชว์เบอร์ ‘ท่านประธานหรัญ’ หลายสาย แต่เธอไม่กล้ารับสายจริงๆ
“ดิฉันขอโทษนะคะท่านประธาน... แต่ตอนนี้ดิฉันต้องสู้เพื่อพ่อก่อน และดิฉันไม่อยากให้ท่านต้องมาแปดเปื้อนกับความลำบากของดิฉันเลย”
เธอกดปิดเสียงโทรศัพท์แล้วเก็บใส่กระเป๋า เตรียมตัวสำหรับ งานใหม่ในคืนนี้ที่จะเริ่มขึ้นในอีกไม่กี่ชั่วโมงข้างหน้า งานที่เธอจะต้องแลกด้วยหยาดเหงื่อและศักดิ์ศรีบางอย่าง เพื่อรักษาชีวิตของผู้ชายที่เธอรักที่สุดไว้ให้ได้
เสียงเบสหนักหน่วงจากเครื่องเสียงราคาแพงดังก้องสะท้อนไปทั่วทุกอณูของ ‘เดอะ แกรนด์ คลับ’ ไนท์คลับระดับไฮเอนด์ ใจกลางเมืองที่รวบรวมเหล่ามหาเศรษฐีและนักธุรกิจกระเป๋าหนักเอาไว้ แสงไฟเลเซอร์สีม่วงและน้ำเงินสาดส่องตัดกับความมืดมิด ทว่าบรรยากาศอันหรูหรา และสนุกสนานเหล่านั้น ไม่ได้ช่วยให้อตีญารู้สึกผ่อนคลายลงได้เลยแม้แต่น้อย
หญิงสาววัยยี่สิบหกปี เพิ่งก้าวออกมาจากห้องแต่งตัวพนักงาน พร้อมกับความรู้สึกที่เหมือนถูกจับแก้ผ้ากลางสี่แยกไฟแดง ภาพเงาของตัวเองที่สะท้อนในกระจกเงาบานใหญ่ ทำเอาเธอแทบจำตัวเองไม่ได้เลขาอตีญา ผู้แสนจะเรียบร้อย มิดชิด และเจ้าระเบียบในชุดสูทสีทึบ บัดนี้ถูกแทนที่ด้วยหญิงสาวในชุดคอสเพลย์เมดกระต่ายสาว ที่แสนจะเย้ายวน
ชุดเดรสเกาะอกสีดำขลิบลูกไม้ขาว เว้าลึกจนเผยให้เห็นเนินอกอวบอิ่มที่ซ่อนรูปมาตลอดห้าปี ท่อนล่างเป็นกระโปรงสั้นกุดฟูฟ่อง ที่แทบจะปิดบั้นท้ายไม่มิด เผยเรียวขาขาวเนียนที่ถูกรัดรึงด้วยถุงน่องตาข่ายสีดำ และรองเท้าส้นเข็มสูงปรี๊ด บนศีรษะมีที่คาดผมหูกระต่ายสีดำ และที่ลำคอระหงประดับด้วยปลอกคอโชคเกอร์ลูกไม้เส้นเล็ก ทุกองค์ประกอบบนเรือนร่างของเธอ ถูกออกแบบมาเพื่อดึงดูดสายตาของบุรุษเพศอย่างโจ่งแจ้ง
อตีญายกมือขึ้นกอดตัวเองด้วยความอับอาย ใบหน้าเห่อร้อนจนแทบไหม้ แต่เมื่อหลับตาลง ภาพของพ่อที่นอนไม่ได้สติอยู่ในห้องไอซียูพร้อมกับตัวเลขค่ารักษาพยาบาลหลักล้านก็ลอยเข้ามาเตือนสติ เธอสูดลมหายใจเข้าลึก กัดริมฝีปากแน่นจนห้อเลือด
‘อดทนไว้ญา... เพื่อพ่อ แกต้องทำได้ แค่เสิร์ฟเหล้าชงเหล้า ไม่ได้ขายตัวสักหน่อย ท่องไว้ว่าแกต้องการเงิน’
"ญา! โต๊ะวีไอพีห้า แขกมาแล้ว เป็นกลุ่มผู้บริหารระดับสูง ทิปหนักมากนะโต๊ะนี้ ญาเอาถาดเครื่องดื่มไปเสิร์ฟแล้วคอยชงเหล้าดูแลพวกเขานะ" พลอย ผู้จัดการคลับ ที่เป็นเพื่อนสนิทเดินเข้ามาแตะไหล่ พร้อมกับยื่นถาดแก้วคริสตัลและขวดเหล้าวิสกี้ราคาเหยียบแสนให้
อตีญาพยักหน้ารับอย่างว่าง่าย เธอรับถาดมาถือไว้ด้วยมือที่สั่นเทาเล็กน้อย ก่อนจะก้าวเดินด้วยส้นสูงปรี๊ดตรงไปยังโซนวีไอพีที่แยกตัวออกไปเพื่อความเป็นส่วนตัว มีผ้าม่านกำมะหยี่สีแดงเข้มกั้นเป็นสัดส่วน เมื่อมือบางแหวกผ้าม่านเข้าไป บรรยากาศภายในห้องวีไอพีเต็มไปด้วยควันบุหรี่จางๆ และกลิ่นน้ำหอมราคาแพงคละคลุ้ง กลุ่มผู้ชายวัยกลางคนในชุดสูทหรูหรากำลังนั่งหัวเราะร่วน และพูดคุยเรื่องธุรกิจสลับกับเรื่องสัพเพเหระ อตีญาก้มหน้าก้มตา ไม่กล้าสบตาใคร เธอเดินตรงไปที่โต๊ะกระจกตรงกลาง คุกเข่าลงบนพรมหนานุ่มอย่างระมัดระวังเพื่อไม่ให้กระโปรงที่สั้นอยู่แล้วเลิกขึ้นไปมากกว่าเดิม
"ขออนุญาตเสิร์ฟเครื่องดื่มนะคะ" เสียงหวานใสเอ่ยขึ้นเบาๆ ขณะที่มือเรียวเริ่มคีบน้ำแข็งใส่แก้วคริสตัลอย่างคล่องแคล่ว
ในขณะที่อตีญากำลังชงเหล้าอยู่นั้นเอง บทสนทนาในวงเหล้าก็ดังเข้าโสตประสาท
"แหม วันนี้เป็นเกียรติจริงๆ นะครับที่ท่านประธานหรัญให้เกียรติมาร่วมสังสรรค์กับพวกเรา ดีลมูลค่าหมื่นล้านผ่านไปได้ด้วยดีแบบนี้ ทางเราก็เบาใจครับ" เสียงของเสี่ยโชติ นักธุรกิจรุ่นใหญ่เอ่ยขึ้นพร้อมรอยยิ้มประจบประแจง
ชื่อหรัญทำให้อตีญาที่กำลังรินเหล้าอยู่ถึงกับชะงักงัน มือบางสั่นสะท้านจนขวดวิสกี้เกือบหลุดมือ หัวใจของเธอหล่นวูบลงไปกองที่ตาตุ่ม ร่างกายเย็นเฉียบราวกับถูกสาดด้วยน้ำแข็ง หญิงสาวค่อยๆ เหลือบสายตาขึ้นมองผ่านม่านผมที่ปรกหน้าไปฝั่งตรงข้ามของโต๊ะ
พูดจบ หรัญก็สะบัดมือเสี่ยโชติทิ้งอย่างขยะแขยง ก่อนจะลุกขึ้นยืนเต็มความสูง เขาเอื้อมมือไปคว้าต้นแขนของอตีญาที่กำลังยืนหน้าซีดเผือดตัวสั่นเทาอยู่ข้างโต๊ะ ออกแรงดึงร่างบางให้เดินตามเขาออกไปจากห้องวีไอพีอย่างรวดเร็ว โดยไม่สนใจเสียงเรียกหรือคำขอโทษที่ดังตามหลังมาเลยแม้แต่น้อย"ทะ... ท่านประธาน ปล่อยดิฉันนะคะ!" อตีญาร้องประท้วงเสียงหลง พยายามแกะนิ้วเหล็กกล้าที่เกาะกุมต้นแขนของเธอออก แต่หรัญกลับยิ่งบีบแน่นขึ้นราวกับกลัวว่าเธอจะหนีหายไปไหนอีกชายหนุ่มกึ่งลากกึ่งจูงเลขาในชุดเมดกระต่ายออกมาย่านโถงทางเดินด้านนอกที่ค่อนข้างเงียบสงบ ลับตาคน เขาผลักแผ่นหลังบางของเธอให้ชนกับผนังบุผนังบุกำมะหยี่อย่างแรง ก่อนจะใช้แขนทั้งสองข้างยันกำแพงกักขังร่างของเธอไว้ตรงกลาง ไม่ให้มีหนทางหนีรอด ระยะห่างระหว่างเขากับเธอเหลือเพียงไม่ถึงคืบ อตีญาได้กลิ่นวิสกี้ราคาแพงผสมกับกลิ่นน้ำหอมบุรุษเพศที่คุ้นเคยโชยมาจากตัวเขา หน้าอกอวบอิ่มที่กระเพื่อมขึ้นลงตามจังหวะหอบหายใจ แทบจะเบียดเสียดกับแผงอกแกร่งของเขา ความใกล้ชิดที่มากเกินไปประกอบกับสายตาคมดุดันที่จ้องมองมา ทำให้หัวใจของอตีญาเต้นระรัวจนแทบจะทะลุออกมานอกอกความอับอายถาโถมเ
และแล้วลมหายใจของเธอก็แทบสะดุด ร่างสูงสง่าอันคุ้นตาในชุดเชิ้ตสีดำปลดกระดุมบนสองเม็ด เผยให้เห็นแผงอกแกร่งและสร้อยคอแพลตตินัม กำลังนั่งพิงโซฟาด้วยท่าทีผ่อนคลาย ใบหน้าหล่อเหลาคมคายที่เธอแอบมองมาตลอดห้าปี บัดนี้อยู่ห่างจากเธอเพียงแค่เอื้อมมือ!‘พระเจ้า... ทำไมต้องเป็นเขา! ทำไมโลกถึงได้กลมและโหดร้ายขนาดนี้!’ อตีญากรีดร้องในใจ เธอรีบก้มหน้าลงต่ำจนคางแทบชิดอก ภาวนาให้ความมืดสลัวของห้องช่วยพรางใบหน้าของเธอเอาไว้ เธอเร่งมือชงเหล้าให้เสร็จเพื่อจะได้รีบออกไปจากขุมนรกแห่งนี้หรัญที่กำลังนั่งฟังคู่ค้าทางธุรกิจพูดคุย ไม่ได้สนใจพนักงานเสิร์ฟที่เข้ามาใหม่เลยแม้แต่น้อย เขาเบื่อหน่ายกับงานสังคมแบบนี้เต็มทน ในหัวของเขามีแต่ความหงุดหงิดและกระวนกระวายใจเรื่องของเลขาหน้าห้อง ที่จู่ๆ ก็หายตัวไป ติดต่อไม่ได้ตั้งแต่เช้า เขาสั่งให้วรวุฒิไปสืบดูที่คอนโดก็พบว่าเธอไม่อยู่ ความเป็นห่วงมันตีตื้นขึ้นมาจนเขากินไม่ได้นอนไม่หลับ ต้องมาระบายอารมณ์ด้วยการดื่มเหล้าที่นี่หญิงสาวในชุดเมดกระต่ายคืบคลานเข้ามาใกล้เพื่อวางแก้วเหล้าลงตรงหน้าเขา หรัญยกแก้วขึ้นจิบ ทว่าในจังหวะที่ร่างบางขยับตัวถอยห่าง ลมเย็นจากเครื่องปรับอากาศก็พั
ชายหนุ่มเดินเข้าไปในห้องทำงานของตัวเองด้วยอารมณ์ที่เริ่มขุ่นมัว เขาพยายามกดโทรศัพท์ภายในเรียกเธอแต่ก็ไม่มีสัญญาณตอบรับ จนกระทั่งผ่านไปเกือบครึ่งชั่วโมง ความหงุดหงิดก็เปลี่ยนเป็นความฉงนหรัญกดสายตรงไปที่ฝ่ายบุคคลทันที“นั่นฝ่ายบุคคลใช่ไหม คุณอตีญาไปไหน ทำไมป่านนี้ยังไม่มาทำงาน”“เอ่อ... ท่านประธานคะ คุณอตีญาลางานด่วนเข้ามาเมื่อเช้ามืดค่ะ แจ้งว่าเป็นเหตุฉุกเฉินทางครอบครัวที่ต่างจังหวัดค่ะ ขอลาพักร้อนรวมกับลากิจที่เหลือทั้งหมดเลยค่ะ”หรัญนิ่งไปครู่หนึ่ง “ลาพักร้อนรวมกับลากิจเลยงั้นเหรอ ปกติเธอไม่เคยลาแบบนี้นี่ แล้วเธอได้บอกไหมว่าฉุกเฉินเรื่องอะไร?”“ไม่ได้ระบุรายละเอียดค่ะท่านประธาน บอกแค่ว่าเรื่องด่วนมากจริงๆ ค่ะ”หรัญวางสายด้วยความรู้สึกวูบไหวในอก ตลอดห้าปีที่ทำงานด้วยกันมา อตีญาเป็นเลขาที่เคร่งครัดเรื่องเวลามากที่สุด ต่อให้ป่วยเธอก็ยังมาทำงาน หรืออย่างน้อยก็จะโทรรายงานเขาโดยตรงก่อนล่วงหน้า การที่เธอหายไปเฉยๆ และลาผ่านฝ่ายบุคคลแบบนี้ บ่งบอกว่าสิ่งที่เกิดขึ้นต้อง ‘ไม่ธรรมดา’เขาหยิบสมาร์ทโฟนส่วนตัวขึ้นมา กดโทรออกเบอร์ของอตีญาเป็นครั้งแรกในรอบหลายเดือนตืด... ตืด...ไม่มีคนรับสาย... หรัญ
อตีญายืนนิ่ง หัวใจของเธอสั่นไหวอย่างรุนแรงกับคำพูดของเจ้าสัวและหรัญ มันคือความตื้นตันที่ได้รับการยอมรับในความสามารถ ทว่าเธอก็ยังคงกดความรู้สึกนั้นไว้ภายใต้ใบหน้าที่เรียบเฉยรสรินโกรธจนตัวสั่น ลุกขึ้นยืนอย่างก้าวร้าว “ได้! ในเมื่อพวกเธอเลือกนังคนใช้นี่มากกว่าคนกันเอง ก็อย่ามาเรียกฉันว่าเพื่อนอีกเลย! มินตรา กลับ! ต่อไปนี้ไม่ต้องไปเหยียบที่นั่นอีก!”มาดามรสรินและมินตราสะบัดหน้าเดินออกจากคฤหาสน์ไปท่ามกลางความเงียบงันเมื่อความวุ่นวายจบลง คุณหญิงมลฤดีหันมองลูกชายด้วยสายตารู้ทัน “ตาหรัญ... ลูกปกป้องหนูอตีญามากเกินไปหรือเปล่า?”หรัญนิ่งไปครู่หนึ่ง เขาสบตากับมารดาก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่เป็นงานเป็นการ “ผมแค่ปกป้องทรัพยากรบุคคล ที่ดีที่สุดของผมครับคุณแม่ ผมไม่อยากให้เรื่องส่วนตัวไร้สาระมาทำให้การทำงานของผมสะดุด”เขาลุกขึ้นยืนแล้วหันมาทางอตีญา “อตีญา... กลับกันเถอะ ผมจะไปส่งคุณเอง”“ไม่เป็นไรค่ะท่านประธาน ดิฉันกลับเองได้ค่ะ”“นี่คือคำสั่งครับ” หรัญเอ่ยเสียงเรียบ ทว่าแววตาของเขากลับดูอ่อนโยนลงเล็กน้อย แตกต่างจากเมื่อครู่อย่างสิ้นเชิงในรถหรูที่มุ่งหน้าไปยังคอนโดของอตีญา ความเงียบปกคลุมไปทั่วบริ
ชายหนุ่มพ่นเหตุผลร้อยแปดออกมา เพื่ออธิบายการกระทำที่รุนแรงเกินกว่าเหตุของตนเอง เขาหลอกตัวเองซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่าที่เขาโกรธจนแทบคลั่ง ที่เขาพร้อมจะแตกหักกับครอบครัวของมินตรา เป็นเพราะอตีญาคือเลขาคนสำคัญ ที่เขาขาดไม่ได้ในการทำงาน เขาไม่รู้ใจตัวเองเลยสักนิดว่า ลึกๆ แล้ว ความหวงแหนและห่วงใยที่เขามีต่อเธอนั้น... มันได้ก้าวข้ามเส้นแบ่งของคำว่าเจ้านายกับลูกน้องไปไกลแสนไกลแล้วอตีญามองผู้ชายตรงหน้าด้วยสายตาที่ยากจะคาดเดา คำว่า ‘ในฐานะเจ้านาย’ และ ‘คนสำคัญของบริษัท’ ดังสะท้อนก้องอยู่ในใจ มันเป็นเครื่องเตือนสติชั้นดีที่ทำให้เธอยอมรับความจริงว่า... ไม่ว่าเขาจะปกป้องเธอมากแค่ไหน สุดท้ายแล้ว เธอก็เป็นเพียงแค่ฟันเฟืองชิ้นสำคัญในการทำงานของเขาเท่านั้น ไม่ใช่คนสำคัญในหัวใจ"ดิฉันเข้าใจแล้วค่ะท่านประธาน" อตีญาก้มศีรษะลงเล็กน้อย ซ่อนแววตาเจ็บปวดไว้ใต้ขนตางอนยาว "หากไม่มีอะไรแล้ว ดิฉันขอตัวกลับไปทำงานต่อก่อนนะคะ ช่วงบ่ายท่านประธานมีประชุมบอร์ดบริหารเรื่องไตรมาสที่สาม ดิฉันจะไปเตรียมเอกสารให้พร้อมค่ะ"เธอหมุนตัวเดินออกจากห้องไปอย่างเงียบเชียบ ปล่อยให้หรัญยืนมองแผ่นหลังบางนั้นด้วยความรู้สึกหน่วงๆ ในอก... เขา
บรรยากาศภายในห้องทำงาน ของประธานบริหารสูงสุดในยามบ่ายชวนให้อึดอัดจนแทบหายใจไม่ออก อุณหภูมิจากเครื่องปรับอากาศที่ตั้งไว้เย็นเฉียบกลับไม่สามารถดับความร้อนระอุที่แผ่ซ่านออกมาจากร่างสูงใหญ่ของ ‘หรัญ’ ได้เลย ชายหนุ่มนั่งพิงพนักเก้าอี้หนังแท้สีดำสนิท นัยน์ตาคมกริบจ้องมองแฟ้มเอกสารสีดำที่ ‘วรวุฒิ’ เพิ่งนำมาวางไว้บนโต๊ะเมื่อสิบนาทีก่อนภายในนั้นไม่ได้บรรจุเอกสารสัญญาธุรกิจหมื่นล้าน แต่เป็นหลักฐานความโสมมทั้งหมด... ทั้งสลิปการโอนเงินจากบัญชีของมินตราไปยังบริษัทนักสืบเอกชน ภาพจากกล้องวงจรปิดที่บันทึกภาพตากล้องปาปารัสซี่รับซองเงิน และคลิปเสียงสนทนาที่วรวุฒิส่งคนไปรีดเค้นความจริงมาได้ ทุกอย่างมัดตัว ‘เด็กฝาก’ ของมารดาเขาจนดิ้นไม่หลุดก๊อก... ก๊อก..."ขออนุญาตค่ะพี่หรัญ"เสียงหวานใสที่ดัดจนเกินธรรมชาติรอดเข้ามา ก่อนที่บานประตูจะถูกผลักเปิดออก มินตราก้าวเข้ามาในห้องด้วยชุดเดรสรัดรูปแบรนด์เนม ใบหน้าถูกแต่งแต้มอย่างประณีต เธอยิ้มกริ่มอย่างได้ใจ คิดไปเองว่าการที่ประธานบริษัทเรียกพบด่วน คงหนีไม่พ้นการชื่นชมผลงาน หรือไม่ก็อาจจะเรียกมาปรับความเข้าใจเรื่องที่ลลิตามาอาละวาดเมื่อวาน"พี่หรัญมีงานด่วนให้มินช







