เข้าสู่ระบบอตีญายืนนิ่ง หัวใจของเธอสั่นไหวอย่างรุนแรงกับคำพูดของเจ้าสัวและหรัญ มันคือความตื้นตันที่ได้รับการยอมรับในความสามารถ ทว่าเธอก็ยังคงกดความรู้สึกนั้นไว้ภายใต้ใบหน้าที่เรียบเฉย
รสรินโกรธจนตัวสั่น ลุกขึ้นยืนอย่างก้าวร้าว “ได้! ในเมื่อพวกเธอเลือกนังคนใช้นี่มากกว่าคนกันเอง ก็อย่ามาเรียกฉันว่าเพื่อนอีกเลย! มินตรา กลับ! ต่อไปนี้ไม่ต้องไปเหยียบที่นั่นอีก!”
มาดามรสรินและมินตราสะบัดหน้าเดินออกจากคฤหาสน์ไปท่ามกลางความเงียบงัน
เมื่อความวุ่นวายจบลง คุณหญิงมลฤดีหันมองลูกชายด้วยสายตารู้ทัน “ตาหรัญ... ลูกปกป้องหนูอตีญามากเกินไปหรือเปล่า?”
หรัญนิ่งไปครู่หนึ่ง เขาสบตากับมารดาก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่เป็นงานเป็นการ “ผมแค่ปกป้องทรัพยากรบุคคล ที่ดีที่สุดของผมครับคุณแม่ ผมไม่อยากให้เรื่องส่วนตัวไร้สาระมาทำให้การทำงานของผมสะดุด”
เขาลุกขึ้นยืนแล้วหันมาทางอตีญา “อตีญา... กลับกันเถอะ ผมจะไปส่งคุณเอง”
“ไม่เป็นไรค่ะท่านประธาน ดิฉันกลับเองได้ค่ะ”
“นี่คือคำสั่งครับ” หรัญเอ่ยเสียงเรียบ ทว่าแววตาของเขากลับดูอ่อนโยนลงเล็กน้อย แตกต่างจากเมื่อครู่อย่างสิ้นเชิง
ในรถหรูที่มุ่งหน้าไปยังคอนโดของอตีญา ความเงียบปกคลุมไปทั่วบริเวณ หรัญลอบมองใบหน้าด้านข้างของเลขาที่ทอดมองออกไปนอกหน้าต่าง เขาเห็นรอยบวมที่แก้มของเธอแล้วความรู้สึกหงุดหงิดใจก็ผุดขึ้นมาอีกครั้ง เขาอยากจะยื่นมือไปสัมผัส อยากจะบอกว่าเขาเสียใจที่เป็นต้นเหตุให้เธอต้องเจอเรื่องแบบนี้
แต่เขาก็ต้องยั้งใจไว้... เพราะเขารู้ดีว่าอตีญาเป็นคนอย่างไร หากเขาแสดงออกมากไปกว่าเจ้านาย เธอจะยิ่งถอยห่างและสร้างกำแพงให้สูงขึ้นไปอีก เขาไม่อยากสูญเสียความสัมพันธ์ที่มีอยู่ตอนนี้ไป
“วันนี้... ผมต้องขอบคุณคุณมากนะ” หรัญเอ่ยทำลายความเงียบ “และขอโทษด้วยที่เรื่องของผมทำให้คุณต้องลำบากใจและเจ็บตัว”
อตีญาหันกลับมาสบตาเขา แววตาของเธอยังคงนิ่งสงบ “ดิฉันเข้าใจค่ะท่านประธาน มันเป็นส่วนหนึ่งของหน้าที่ในการจัดการปัญหาทุกอย่างที่เกี่ยวข้องกับท่าน ดิฉันยินดีทำค่ะ”
“หน้าที่อีกแล้วเหรอ?” หรัญแค่นยิ้มเศร้าๆ “บางทีผมก็อยากให้คุณเห็นผมเป็นมากกว่าท่านประธานบ้างก็ได้นะ”
อตีญาใจกระตุกวูบ เธอฝืนยิ้มบางๆ ที่มุมปาก “ท่านประธานคือเจ้านายที่ดีที่สุดของดิฉันค่ะ และดิฉันเองก็พึงพอใจในสถานะเลขาที่ดีที่สุดของท่านเช่นกัน ดิฉันไม่อยากให้เรื่องอื่นมาทำให้ประสิทธิภาพในการทำงานของเราลดลงค่ะ”
หรัญนิ่งเงียบไป เขาเข้าใจความหมายในคำพูดของเธอดี... เธอเลือกรักษาระยะห่าง เพื่อไม่ให้เขาและเธอต้องอึดอัดใจ เขาจึงพยักหน้าช้าๆ แล้วรักษามาดขรึมไว้อย่างเดิม
“นั่นสินะ... คุณพูดถูกแล้ว คุณคือเลขาที่รู้ใจผมที่สุดจริงๆ อตีญา”
รถจอดเทียบหน้าคอนโดของเธอ อตีญาก้มศีรษะลา “ขอบคุณที่มาส่งค่ะท่านประธาน ราตรีสวัสดิ์ค่ะ”
เธอลงจากรถไปโดยไม่หันกลับมามอง หรัญมองตามหลังเธอไปจนกระทั่งเธอหายเข้าไปในตัวตึก เขาถอนหายใจยาวพลางบีบพวงมาลัยแน่น... เขาไม่รู้เลยว่าความรู้สึกหวงแหนและห่วงใยนี้มันคืออะไร เขารู้แค่เพียงว่า หากโลกนี้ไม่มีอตีญาอยู่ข้างกาย เขาก็ไม่รู้จะเดินหน้าต่อไปในฐานะประธานหรัญได้อย่างไร
เสียงโทรศัพท์ที่แผดร้องดังขึ้น ในช่วงเช้าตรู่ของวันหยุดพักผ่อนที่หาได้ยากยิ่ง ทำให้อตีญาที่กำลังเตรียมจะชงกาแฟดื่มในคอนโดส่วนตัวถึงกับชะงัก มือเรียวหยิบสมาร์ทโฟนขึ้นมาดู เมื่อเห็นว่าเป็นเบอร์จากโรงพยาบาลประจำจังหวัดที่พ่อของเธอพักรักษาตัวอยู่ หัวใจของหญิงสาวก็หล่นวูบลงไปที่ตาตุ่ม
“สวัสดีค่ะ อตีญารับสายค่ะ” เธอกรอกเสียงลงไป พยายามควบคุมไม่ให้สั่น
“คุณอตีญาคะ จากโรงพยาบาลนะคะ ตอนนี้คุณพ่อของคุณเกิดอาการหัวใจล้มเหลวเฉียบพลัน อาการอยู่ในขั้นวิกฤติค่ะ ทางทีมแพทย์วินิจฉัยว่าต้องเข้ารับการผ่าตัดทำบายพาสหัวใจด่วนที่สุดค่ะ”
คำพูดของปลายสายเหมือนสายฟ้าที่ฟาดลงมากลางใจ อตีญารู้สึกเหมือนโลกทั้งใบหมุนคว้าง “ผะ...ผ่าตัดด่วนเหรอคะ แล้วต้องใช้ค่าใช้จ่ายเท่าไหร่คะ”
“เบื้องต้นรวมค่าผ่าตัด ค่าอุปกรณ์พิเศษ และค่าห้องไอซียู ประเมินอยู่ที่ประมาณหนึ่งล้านสามแสนสี่หมื่นบาทค่ะ ทางเราจำเป็นต้องให้ญาติเซ็นยินยอมและชำระมัดจำบางส่วนก่อนดำเนินการค่ะ”
หนึ่งล้านสามแสนสี่หมื่นบาท...
อตีญาวางสายด้วยมือที่สั่นเทา เธอนั่งลงบนโซฟาอย่างหมดแรง สมองประมวลผลอย่างรวดเร็ว ตลอดห้าปีที่ทำงานกับประธานหรัญมา เธอมีเงินเก็บสะสมอยู่ในบัญชีประมาณห้าแสนบาท ซึ่งนั่นถือว่าเยอะมากสำหรับพนักงานอายุยี่สิบหกปี แต่สำหรับค่าผ่าตัดครั้งนี้ มันยังขาดอีกถึงแปดแสนสี่หมื่นบาท!
เธอจะไปหาเงินเกือบเก้าแสนบาทมาจากไหนในเวลาอันสั้นขนาดนี้? จะขอกู้ธนาคารก็ต้องใช้เวลา จะหยิบยืมใคร... เพื่อนร่วมงานก็คงไม่มีใครมีเงินก้อนใหญ่ขนาดนั้น ส่วนจะขอความช่วยเหลือจาก ‘เขา’... ประธานหรัญ...
‘ไม่... ดิฉันจะรบกวนท่านประธานเรื่องเงินไม่ได้’ อตีญาส่ายหน้าให้ความคิกนั้นทันที เธอรู้ดีว่าหากเธอเอ่ยปาก หรัญคงช่วยโดยไม่ลังเล แต่มันจะกลายเป็นพันธะ และเธอไม่อยากให้เขาต้องมาสมเพชหรือมองว่าเธอใช้ความใกล้ชิดเพื่อผลประโยชน์ส่วนตัว เธอต้องการรักษาศักดิ์ศรีและระยะห่างของ ‘เลขา’ ไว้ให้ดีที่สุด
หญิงสาวตัดสินใจหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาอีกครั้ง กดเบอร์หาเพื่อนสนิทเพียงไม่กี่คนของเธอ
“ฮัลโหล... พลอยเหรอ นี่ญาเองนะ พลอย... ไนท์คลับที่พลอยเป็นผู้จัดการอยู่ ยังรับพนักงานเพิ่มไหม? งานพิเศษช่วงกลางคืน หรือช่วงเสาร์อาทิตย์ก็ได้... ญาต้องการใช้เงินด่วนมาก พ่อญาต้องผ่าตัดหัวใจ”
ปลายสายเงียบไปครู่หนึ่งก่อนจะตอบกลับด้วยความตกใจ “ญา! งานที่นี่มันหนักนะ ทิปหนักจริง เงินดีจริงเพราะเป็นคลับหรูระดับไฮเอนด์ แต่มันต้องรับมือกับแขกขี้เมาแล้วก็พวกเศรษฐีเจ้าชู้นะ ญาจะไหวเหรอ?”
“ญาไหว... ญาทำได้ทุกอย่าง พลอยช่วยญาหน่อยนะ ญาต้องการเงินอีกเกือบเก้าแสนบาทภายในเดือนนี้”
“โอเค... ถ้าอย่างนั้นคืนนี้ลองเข้ามาคุยกับเจ้าของร้านดู พลอยจะช่วยพูดให้”
อตีญาวางสายพร้อมกับถอนหายใจยาว เธอรีบกดส่งอีเมลลางานด่วนถึงฝ่ายบุคคล โดยระบุว่าเป็นเหตุฉุกเฉินทางครอบครัว และขอลาพักร้อนที่เหลือทั้งหมดรวมถึงลากิจติดต่อกัน เธอตัดสินใจไม่โทรหาหรัญโดยตรง เพราะกลัวว่าถ้าได้ยินเสียงเขา เธออาจจะอ่อนแอจนเผลอเล่าทุกอย่างออกมา
หรัญก้าวออกจากลิฟต์มาด้วยท่าทางสง่าผ่าเผยตามปกติ ทว่าคิ้วเข้มกลับขมวดเข้าหากันทันทีเมื่อมองไปยังโต๊ะทำงานหน้าห้องที่ควรจะมีเลขาคู่ใจนั่งประจำการอยู่ โต๊ะไม้ราคาแพงนั้นว่างเปล่า ไม่มีแก้วกาแฟอเมริกาโน่ที่เขาชอบวางอยู่ ไม่มีแฟ้มสรุปงาน และไม่มีรอยยิ้มสุภาพที่เขามักจะได้รับทุกเช้า
“ขอบคุณที่มาร่วมงานนะครับ คุณธามไท” หรัญเอ่ยด้วยน้ำเสียงจริงใจ “และผม... ต้องขอโทษสำหรับเรื่องบาดหมางในอดีต รวมไปถึงเรื่องที่ไซต์งานวันนั้นด้วย... ตอนนั้นผมมันหน้ามืดตามัวเพราะความหึงหวง หวังว่าคุณจะอโหสิกรรมให้ความใจร้อนของผมนะครับ”ธามไทมองมือที่ยื่นมา ก่อนจะยื่นมือไปจับตอบอย่างหนักแน่นและเขย่าเบาๆ“ผมอโหสิกรรมให้ตั้งนานแล้วครับคุณหรัญ... เอาจริงๆ ตอนนั้นผมก็โกรธคุณมากนะ โกรธที่คุณทำให้ญาต้องเสียน้ำตา และผมก็เคยคิดอยากจะแย่งเธอมาจากคุณด้วย”คำพูดตรงไปตรงมาของธามไททำเอาอตีญาหน้าเสียเล็กน้อย แต่หรัญกลับยิ้มรับอย่างเข้าใจ“แต่พอผมได้เห็นแววตาของญา...” ธามไทหันไปมองอตีญาด้วยรอยยิ้มละมุน “ผมก็รู้ว่าหัวใจของเธอไม่มีที่ว่างให้ผมเลย เธอรักคุณมาก รักมาตลอด... และวันนี้ เมื่อผมได้เห็นรอยยิ้มที่มีความสุขที่สุดของเธอ ได้เห็นครอบครัวที่อบอุ่นของคุณ ผมก็รู้แล้วว่าผมคิดผิด ผู้หญิงคนนี้เกิดมาเพื่อคู่กับคุณครับ คุณหรัญ”ธามไทหันกลับมาสบตาหรัญ แววตาของเขาจริงจังและเปี่ยมไปด้วยความเป็นลูกผู้ชาย“ดูแลญาและหลานๆ ของผมให้ดีที่สุดนะครับ... ถ้าวันไหนคุณทำให้เธอเสียน้ำตาอีก ผมจะไม่ยอมถอยให้แบบนี้อีกแล้วนะ ผ
แม้ในทางนิตินัย พวกเขาจะจดทะเบียนสมรสกันตั้งแต่อตีญายอมตกลงปลงใจ และมีพยานรักถึงสองคน แต่ในทางพฤตินัย หรัญต้องการประกาศให้คนทั้งโลกได้รับรู้ว่า ผู้หญิงคนนี้คือหัวใจและนายหญิงเพียงคนเดียวของวิสุทธิสาสน์ เขาแอบซุ่มเตรียมการจัดงานแต่งงานอย่างลับๆ มานานนับเดือน โดยได้รับความร่วมมือจากคุณมลฤดี หิรัญ นายอนุวัตร น้าโชติรส และน้าพิรุณ ทุกคนรวมหัวกันปิดบังนายหญิงของไร่อย่างมิดชิดจนกระทั่งเย็นวันศุกร์วันหนึ่ง...อตีญาถูกโชติรสและคุณหญิงมลฤดี อ้างว่าพาไปทำสปาและลองชุดผ้าไหมที่ร้านในตัวเมือง แต่เมื่อกลับมาถึงไร่อมรินทร์ในช่วงพลบค่ำ รถตู้กลับไม่ได้ขับไปที่บ้านพัก แต่กลับเลี้ยวไปตามเส้นทางที่ทอดยาวสู่เนินเขาทางทิศตะวันตก ซึ่งเป็นสถานที่ที่หรัญเคยคุกเข่าสารภาพรักกับเธอ“คุณแม่คะ... น้าโชติรส... เรามาทำอะไรที่นี่คะ แขกวีไอพีมาขอชมไร่ตอนกลางคืนเหรอคะ” อตีญาถามด้วยความงุนงง เมื่อเห็นแสงไฟสว่างไสวเรืองรองอยู่เบื้องหน้าคุณหญิงมลฤดีหันมายิ้มกว้าง ลูบแก้มลูกสะใภ้เบาๆ “ลงไปดูเองสิลูก... วันนี้เป็นวันสำคัญที่สุดของหนูนะ”ทันทีที่ประตูรถเปิดออก อตีญาก้าวลงมายืนบนพื้นหญ้า และภาพที่ปรากฏเบื้องหน้าก็ทำให้เธอเบ
อตีญาหัวเราะร่วนจนน้ำตาเล็ด ยกมือขึ้นลูบผมสามีขี้งอนอย่างเอ็นดู ใครจะไปเชื่อว่ามัจจุราชหนุ่มที่เคยเย็นชาและป่าเถื่อน จะกลายสภาพเป็นลูกหมาตัวโตที่ติดภรรยาแจขนาดนี้"ไม่ได้หรอกค่ะ ท่านประธาน..." อตีญาเอ่ยกลั้วเสียงหัวเราะ สรรพนามท่านประธาน ถูกนำมาใช้อีกครั้งเพื่อหยอกล้อ "ถ้าคุณไม่ทำงานหาเงิน แล้วใครจะซื้อนม ซื้อผ้าอ้อมให้ลูกล่ะคะ... กลับไปทำหน้าที่ของตัวเองเถอะนะคะ คนเก่งของญา"คำว่า 'คนเก่งของญา' พร้อมกับรอยจูบแผ่วเบาที่ประทับลงบนหน้าผาก ทำเอาอาการน้อยใจของหรัญมลายหายไปเป็นปลิดทิ้ง ชายหนุ่มเงยหน้าขึ้นมายิ้มกว้าง สวมกอดเอวหนาของภรรยาไว้หลวมๆ ก่อนจะก้มลงกระซิบที่หน้าท้องนูนๆ ของเธอ"ได้ยินไหมครับตัวเล็ก... แม่เราเขาไล่พ่อกลับไปหาเงินแล้วนะ... หนูต้องเป็นเด็กดี อย่าดื้ออย่าซนรังแกแม่ตอนที่พ่อไม่อยู่นะลูก... รอพ่อหน้านะครับ พ่อจะรีบเคลียร์งานแล้วบินมาหาหนูกับแม่ทุกอาทิตย์เลย พ่อรักหนูกับแม่ที่สุดในโลกเลยนะ"ภาพความอบอุ่นและเสียงหัวเราะที่ดังประสานกันของครอบครัวใหญ่ ดังกังวานไปทั่วไร่องุ่นอมรินทร์ ความเจ็บปวด ความเข้าใจผิด และรอยน้ำตาในอดีต ถูกลบเลือนไปจนหมดสิ้น เหลือเพียงความรักที่บริสุทธิ
ข้อเสนอของอตีญาทำให้หรัญนิ่งอึ้งไป เขาเป็นนักธุรกิจที่เสพติดการทำงานและชีวิตในเมืองหลวงมาตลอดชีวิต การที่จะต้องแยกกันอยู่กับภรรยาและลูกที่เพิ่งจะปรับความเข้าใจกันได้ มันเป็นเรื่องที่ขัดใจเขาอย่างรุนแรง เขาอยากตื่นมาเห็นหน้าเธอทุกเช้า อยากลูบท้องเธอทุกคืนก่อนนอนแต่เมื่อเขามองลึกเข้าไปในดวงตาของเธอ เห็นความสุขและความสงบที่เปล่งประกายออกมาเมื่อเธอพูดถึงที่นี่ เขาก็รู้ทันทีว่าเขาไม่มีสิทธิ์พรากความสุขนี้ไปจากเธออีกแล้ว เขาทำร้ายเธอมามากพอแล้ว ถึงเวลาที่เขาจะต้องเป็นฝ่าย 'เสียสละ' และ 'ปรับตัว' เพื่อเธอและลูกบ้าง"ได้สิญา..." หรัญถอนหายใจยาว ก่อนจะยิ้มกว้างและดึงเธอเข้ามากอดอีกครั้ง "ถ้าที่นี่คือความสุขของคุณ คือที่ที่คุณและลูกจะปลอดภัยและแข็งแรงที่สุด... ผมก็ยินดีครับ คุณอยากอยู่ที่นี่ตลอดไป ผมก็จะสร้างคฤหาสน์หลังใหม่ที่นี่ให้คุณ จะจ้างทีมแพทย์มาสแตนด์บายที่นี่... ผมยอมคุณทุกอย่างแล้วทูนหัว""ขอบคุณนะคะ คุณหรัญ" อตีญากอดตอบเขาด้วยความตื้นตันใจ น้ำตาแห่งความสุขไหลรินอีกครั้ง"แต่มีข้อแม้นะ" หรัญผละออกเล็กน้อย แกล้งทำเสียงขรึม "ผมจะบินมาหาคุณทุกวันศุกร์ตอนเย็น และกลับกรุงเทพฯ เช้าวันจันทร์
อตีญาก้มมองผู้ชายที่กำลังเปลือยเปล่าความรู้สึกของตนเองอยู่แทบเท้า น้ำตาของเขาทำให้หัวใจของเธอที่เคยก่อกำแพงน้ำแข็งไว้อย่างหนาแน่น เริ่มหลอมละลายลงช้าๆ"วันที่ผมเห็นคุณในชุดกระต่ายที่ไนท์คลับ วันที่ผมเห็นคุณยืนหัวเราะกับไอ้ธามไทที่ไซต์งาน... ผมหึงคุณ หึงจนแทบจะเป็นบ้า!" หรัญสารภาพความในใจที่ถูกเก็บกดมาเนิ่นนาน "ผมทนไม่ได้ที่เห็นผู้ชายคนอื่นมองคุณ ทนไม่ได้ที่คิดว่าคุณจะไปเป็นของคนอื่น... แต่แทนที่ผมจะบอกรักคุณดีๆ ผมกลับใช้อำนาจ ใช้เงิน และใช้สัญญาบ้าๆ นั่นมาบีบบังคับให้คุณเป็นนางบำเรอของผม ผมทำร้ายคุณด้วยทิฐิและอีโก้ที่สูงเสียดฟ้า เพราะผมไม่กล้ายอมรับความจริงว่า... ท่านประธานที่เก่งกาจอย่างผม กลับพ่ายแพ้ให้กับเลขาหน้าห้องอย่างราบคาบ"หรัญค่อยๆ เลื่อนมือที่กุมมือเธออยู่ ลงมาทาบทับที่หน้าท้องแบนราบที่นูนขึ้นมาเพียงเล็กน้อย สัมผัสของเขาแผ่วเบาและทะนุถนอม ราวกับกำลังสัมผัสแก้วเจียระไนที่เปราะบางที่สุด"ผมรักคุณนะ ญา... ผมรักคุณมาตลอด รักมานานจนผมเองก็จำไม่ได้ว่ามันเริ่มต้นขึ้นตั้งแต่เมื่อไหร่" หรัญเอื้อนเอ่ยคำว่ารัก ออกมาอย่างชัดเจนและหนักแน่น เป็นคำที่อตีญาเฝ้ารอคอยมาตลอดห้าปีเต็ม "ผมขอร้อ
คำเตือนของพิรุณทำให้หรัญชะงักกึก เขาพยักหน้ารัวๆ พยายามเรียกสติกลับคืนมา "จริงด้วย... ผมจะทำให้เธอตกใจไม่ได้ ผมต้องใจเย็น... แต่ผมจะทำยังไงดีครับ ผมอยากกอดเธอ อยากขอโทษเธอ อยากบอกรักเธอให้เร็วที่สุด!"โชติรสยิ้มอย่างอ่อนโยน "ถ้าคุณรักนายหญิงของพวกเราจริงๆ และพร้อมจะดูแลเธอไปตลอดชีวิต พวกเราก็จะช่วยคุณค่ะ... คุณญาชอบความสงบและธรรมชาติ เรามาวางแผนกันดีกว่าค่ะ ทำยังไงให้การง้อครั้งนี้ พิชิตใจนายหญิงใจแข็งของเราได้"หรัญปาดน้ำตาแห่งความดีใจทิ้ง นัยน์ตาคมกริบเปล่งประกายความมุ่งมั่น และเปี่ยมไปด้วยความหวังอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน เขาหันไปค้อมศีรษะให้พิรุณและโชติรสด้วยความเคารพอย่างสูง ซึ่งเป็นภาพที่วรวุฒิแทบไม่เชื่อสายตา ว่าประธานบริษัทผู้เย่อหยิ่งจะยอมก้มหัวให้หัวหน้าคนงานและแม่บ้าน"ผมขอร้องนะครับ น้าพิรุณ น้าโชติรส... ช่วยผมด้วย ช่วยสร้างโอกาสให้ผมได้สารภาพรักและทวงคืนครอบครัวของผมที... ไม่ว่าจะต้องแลกด้วยอะไร หรือใช้เงินเท่าไหร่ ผมยอมทุกอย่างครับ!""เรื่องเงินเก็บไว้เถอะครับ ที่นี่เราใช้ใจแลกใจ" พิรุณตบไหล่ชายหนุ่มเบาๆ "พรุ่งนี้เย็น คุณญามีกำหนดการจะไปตรวจแปลงองุ่นโซนทิศตะวันตกที่อยู่บน
คำพูดที่ตัดพ้อและเจียมตัวขั้นสุดนั้น เปรียบเสมือนน้ำมันที่ราดรดลงบนกองไฟแห่งความรู้สึกของหรัญ ชายหนุ่มขบกรามแน่นจนนูนเป็นสัน ความรู้สึกหวงแหนและปรารถนาที่จะครอบครองเธออย่างสมบูรณ์แบบปะทุขึ้นจนไม่อาจต้านทานได้อีกต่อไป"บ้าฉิบ!"หรัญสบถในลำคอ ก่อนจะก้มลงจูบซับน้ำตาที่หางตาให้เธออย่างแผ่วเบาและอ่อนโยน
พูดจบ หรัญก็สะบัดมือเสี่ยโชติทิ้งอย่างขยะแขยง ก่อนจะลุกขึ้นยืนเต็มความสูง เขาเอื้อมมือไปคว้าต้นแขนของอตีญาที่กำลังยืนหน้าซีดเผือดตัวสั่นเทาอยู่ข้างโต๊ะ ออกแรงดึงร่างบางให้เดินตามเขาออกไปจากห้องวีไอพีอย่างรวดเร็ว โดยไม่สนใจเสียงเรียกหรือคำขอโทษที่ดังตามหลังมาเลยแม้แต่น้อย"ทะ... ท่านประธาน ปล่อยดิฉั
และแล้วลมหายใจของเธอก็แทบสะดุด ร่างสูงสง่าอันคุ้นตาในชุดเชิ้ตสีดำปลดกระดุมบนสองเม็ด เผยให้เห็นแผงอกแกร่งและสร้อยคอแพลตตินัม กำลังนั่งพิงโซฟาด้วยท่าทีผ่อนคลาย ใบหน้าหล่อเหลาคมคายที่เธอแอบมองมาตลอดห้าปี บัดนี้อยู่ห่างจากเธอเพียงแค่เอื้อมมือ!‘พระเจ้า... ทำไมต้องเป็นเขา! ทำไมโลกถึงได้กลมและโหดร้ายขนาด
ชายหนุ่มเดินเข้าไปในห้องทำงานของตัวเองด้วยอารมณ์ที่เริ่มขุ่นมัว เขาพยายามกดโทรศัพท์ภายในเรียกเธอแต่ก็ไม่มีสัญญาณตอบรับ จนกระทั่งผ่านไปเกือบครึ่งชั่วโมง ความหงุดหงิดก็เปลี่ยนเป็นความฉงนหรัญกดสายตรงไปที่ฝ่ายบุคคลทันที“นั่นฝ่ายบุคคลใช่ไหม คุณอตีญาไปไหน ทำไมป่านนี้ยังไม่มาทำงาน”“เอ่อ... ท่านประธานคะ







