LOGIN“อย่าบอกนะว่ามีดที่เจ้าใส่กระเป๋าสะพายอกไปด้วยนั่น เจ้าขว้างไปจนหมด” เจียงลี่จังมองดูถุงผ้าเปล่าๆ ที่หว่านอิ๋งอิ๋งสะพายอยู่แล้วก็เงยหน้ายิ้ม “ดูเหมือนเจ้าจะขว้างเพลินไปหน่อย”
“หากว่าเจ้าอยู่ในที่แห่งนั้นกับข้า รับรองว่าเจ้าจะต้องอยากขว้างรัวๆ เหมือนข้าแน่นอน ดีที่ข้าหลบซ่อนดี เกือบถูกหัวหน้าหลิวจับได้เสียแล้ว”
เจียงลี่จังยิ้มน้อยๆ “ปากเจ้าบอกไม่ชอบเขา แต่กลับไปช่วยเขา นี่ข้าเริ่มได้กลิ่นแปลกๆ แล้วนะ”
“เหลวไหล! เห็นแก่เขาที่ทำภารกิจสำคัญช่วยคุณหนูชิง ข้าจึงได้ปามีดแค่สี่ห้าเล่มช่วยชีวิตเขาเอาไว้”
“คนร้ายพวกนั้น ถูกจับกุมมาขังที่คุกหลวงหมดแล้วหรือ ”
“ไม่นี่ ข้าเห็นพวกเขาขนเอาร่างท่านข่านน้อยไปที่ค่ายพยัคฆ์ไฟ ขบวนคนที่ตามหลังพวกมือปราบมานั่น เป็นทหารขบวนใหญ่ทีเดียว”
“เจ้าได้อยู่ดูจนถึงตอนสุดท้ายหรือไม่ ”
“ไม่ ข้ากลัวมีคนเห็นเขาก็เลยแอบกลับมาก่อนนี่ล่ะ”
“ถ้าอย่างนั้น พวกเรารีบไปดูกันที่หน้าจวนเถอะ ข้าอยากรู้แล้วว่าพวกเขาบาดเจ็บกันมากหรือไม่ ”
“ไม่ได้ๆ พวกเราเฝ้าอยู่ที่นี่ล่ะ ภายนอกกำลังปั่นป่วน ไม่แน่ว่าคนพวกนั้นอาจจะส่งคนออกตามหาใต้เท้าฉีอยู่ หน้าที่ของเราคือดูแลความปลอดภัยของใต้เท้าฉีให้ดี เอาไว้คุณหนูชิงกลับมาถึงก่อนเถิด”
เจียงลี่จังหันไปมองใบหน้าซูบซีดที่นอนสงบอยู่บนเตียง
“ข้าว่าใต้เท้าฉีผู้นี้ คงต้องนอนเหมือนศพไปอีกนับเดือนนั่นล่ะ ถ้าลองเปิดหน้าอกเขาดูคงเห็นกระดูกเป็นท่อนๆ”
“เจ้าพูดเสียน่ากลัว เราเฝ้าเขาให้ดีเถอะ อย่าให้ศึกนอกชนะแต่ศึกในแพ้พ่ายก็แล้วกัน” หว่านอิ๋งอิ๋งขมวดคิ้ว “หากเผ่าฉงกล้าก่อกวนแคว้นเราจนเกิดความวุ่นวายได้เช่นนี้ ต่อให้จับท่านข่านน้อยฉงได้แต่พวกลิ่วล้อยังอยู่ มันพวกก็น่าจะทำเรื่องอันตราย”
“เจ้าพูดราวกับระแวงว่าในจวนของเราอาจจะมีคนร้ายหลงเหลืออยู่”
“รอบคอบไว้ก่อนไม่ดีหรือ ในเมื่อคนผู้นี้ถูกนำมาเป็นหมากตัวหนึ่งในการวางแผนก่อสงคราม ชีวิตของเขาย่อมมีค่าพอที่จะตามฆ่า”
“จริงของเจ้า อิ๋งอิ๋ง ความรอบคอบเป็นสิ่งที่ท่านอาจารย์กำชับไว้นักหนา”
“ข้าไปล้มลุกคลุกคลานอยู่ตรงป่าละเมาะ ทั้งล้มกลิ้งอยู่แถวเรือนนั้นนานสองนานคันไปหมดแล้ว ขอข้าไปอาบน้ำเปลี่ยนชุดก่อน เดี๋ยวมาคุยกับเจ้า”
ครั้นหว่านอิ๋งอิ๋งกลับมาที่เรือนพักรับรองอีกคราหนึ่งก็ได้ยินเสียงเอะอะของเจียงลี่จัง องครักษ์หญิงสกุลโม่รีบพุ่งเข้าไปในเรือนทันที สหายของนางชักกระบี่ต่อสู้กับคนร้ายที่เหลืออยู่หนึ่งคนอยู่ห้องโถงกลาง
“ข้าช่วยเอง!”
เจียงลี่จังกระโจนถอยออกจากคนร้าย ปล่อยให้สหายนักขว้างมีดมือหนึ่งของสกุลโม่ ควักเอามีดสั้นที่เหน็บเอวมาขว้างปักเป้าหมายอย่างแม่นยำ
ฟิ้ว! ฉึก!
ร่างในชุดดำก็โงนเงนล้มลง เสียงฝีเท้าขององครักษ์ข้างนอกถี่กระชั้น
“แม่นางเจียง ท่านเป็นอย่างไรบ้าง ”
เจียงลี่จังชี้ไปข้างในห้องนอนที่มีฉีหรงนอนอยู่
“มีอีกข้างในอีกสามศพ พวกเจ้าไปเก็บเอาเถิด”
สาวใช้สี่คนที่เดินตามเข้ามาส่ายหน้าอย่างเอือมๆ พวกนางต้องรอให้นักชันสูตรและมือปราบมาวาดรูปสถานที่เกิดเหตุก่อนจึงจะเข้ามาทำความสะอาดได้ คราบเลือดพวกนี้ทำความสะอาดได้ยากนัก ดีที่มีผู้คิดผงฟอกคราบสกปรกแบบใหม่ออกมาขาย ทำให้การทำความสะอาดทำได้ง่ายขึ้น
นัยว่า...คนที่ทำการค้าผงฟอกคราบนี้เคยเป็นขันทีในวังมาก่อน ทำหน้าที่เก็บกวาดการลอบสังหารนับครั้งไม่ถ้วน เพราะความเบื่อหน่ายที่ต้องทำความสะอาดคราบเลือดซ้ำแล้วซ้ำเล่าจึงได้คิดค้นสิ่งนี้ขึ้นมา
“ขยันมาบุกจริงๆ จวนแห่งนี้ เจ้าดู เอะอะฟัน เอะอะฆ่า ตอนข้ามาทำงานอยู่ที่ใหม่ๆ ก็เคยกลัวนะผี แต่ตอนนี้คิดว่าแม้แต่ผีก็คงจะสับสน”
“ทำไมเล่า” สาวใช้อีกคนที่หิ้วถังน้ำรีบถาม
“ตายซ้ำตายซ้อนจนไม่รู้พวกใครเป็นใครอย่างนี้ สุดท้ายแม้แต่ผีก็ยังแยกพวกไม่หรอกแล้วข้าว่า”
หว่านอิ๋งอิ๋งยืนฟังเสียงสนทนาของสาวใช้ทั้งสี่แล้วก็หัวเราะหึๆ
“เจ้าฟังสิ สาวใช้พวกนี้แต่ก่อนแค่ได้ยินเสียงกระบี่ก็หวีดร้องจะเป็นจะตาย ทุกวันนี้แม้แต่ศพพวกนางก็ไม่กลัวแล้ว”
“ก็เห็นอยู่บ่อยเยี่ยงนี้ ก็เลิกตื่นเต้นเป็นธรรมดา ว่าแต่เจ้าเถอะ เหตุใดจึงได้ลงมือรวดเร็วนัก ”
เจียงลี่จังถอนหายใจเฮือกใหญ่ วางกระบี่ลงบนโต๊ะ ทรุดตัวลงนั่งแล้วรินน้ำชาขึ้นมากระดกสองสามจอก
“ดีนะ ที่ข้าระวังตัวเหมือนที่เจ้าเตือน ไม่อย่างนั้น ข้าคงจะได้เป็นวิญญาณสหายของใต้เท้าฉีไปแล้ว เมื่อครู่พวกมันย่องเข้ามาทางหน้าต่าง ข้ากำลังคิดจะเอนหลังที่เก้าอี้ตัวนั้นพอดีก็เลยเหลือบเห็นเข้า”
หว่านอิ๋งอิ๋งทำหน้าเคร่งเครียด
“เวรยามในจวนเทียนโต่วแน่นหนาเพียงนี้ พวกมันยังเข้ามาได้ คงจะแฝงกายอยู่ที่นี่มานานแล้ว”
“ข้าก็คิดเช่นนั้น”
สายตาของหว่านอิ๋งอิ๋งมองเลยไปด้านหลังสหายมองใบหน้าสงบนิ่งของฉีหรง
“เจ้าปกป้องชีวิตของเขาไว้อย่างนี้ หากวันใดเขาฟื้นขึ้นมา ข้าจะบอกเขาตอบแทนเจ้าด้วยร่างกายดีหรือไม่ ”
“จะบ้าหรือ ข้าก็แค่เฝ้าเขาแทนเจ้า เอาเป็นว่าให้เขาตอบแทนเจ้าไม่ดีกว่าหรือ ”
“ไม่ได้ๆ ข้าไม่เหมาะกับบัณฑิตหรอกเพราะข้าทำสิ่งใดก็ไร้ระเบียบ ส่วนเจ้าชอบหาความรู้และยังเป็นคนทำทุกอย่างเรียบร้อยเหมาะกับเขามากกว่า”
“เหลวไหลใหญ่แล้ว พวกขุนนางมีภรรยาหลายคน ข้าไม่ปรารถนาจะข้องเกี่ยวด้วยหรอก” เจียงลี่จังเม้มปาก
“เออๆ ไม่เอาก็ไม่เอา ดูเจ้า เสื้อผ้าเลอะเลือดไปหมดแล้ว รีบไปอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าเถอะ เดี๋ยวข้าจะเฝ้าเขาเอาไว้เอง”
พวกองครักษ์พามือปราบเข้ามาตรวจตราสถานที่และเก็บศพออกไปข้างนอกจวน หว่านอิ๋งอิ๋งนั่งเฝ้าอยู่ข้างเตียงของฉีหรงไม่ยอมขยับไปที่อื่นเพราะเกรงจะมีคนสวมรอยมาฆ่าเขาอีกรอบ
หลิวเฉิงอาบน้ำเสร็จก็มานั่งจิบชา เขาหยิบเอาเศษเชือกที่เก็บมาได้ออกมานั่งพิจารณา เศษเชือกสีแดงเกลียวคลิปทองยาวประมาณครึ่งฝ่ามือสะดุดตาของชายหนุ่มยิ่งนัก
“เคยเห็นจากที่ใดกันนะ ”
“บ้านที่หัวหน้าหลิวซื้อเอาไว้ มีเพียงเรือนขนาดกลางกับเรือนครัว ซ้ำเรือนนั้นยังมีห้องนอนเดียว ท่านพ่อข้าเห็นว่าหากพวกเขามีแขกไปมาหาสู่จะไม่สะดวกจึงสร้างเรือนนอนให้หลังหนึ่งเพื่อเป็นเรือนหอ เรือนใหญ่จะได้มีไว้ต้อนรับแขกเหรื่อ” “ท่านพ่อเจ้าช่างใจป้ำเสียจริง” ซิวอี้เซิงเอ่ยชม “ท่านพ่อบอกว่าหัวหน้าหลิวรับใช้ท่านพ่อมานาน เสี่ยงชีวิตมาก็หลายคราว นี่คือสิ่งตอบแทนที่เขาสมควรจะได้รับแล้ว” ระหว่างที่มีการแห่ขบวนเจ้าสาว มีหญิงสาวมากมายมายืนดูอยู่สองข้างทาง พวกนางล้วนส่งเสียงทวงคืนหัวหน้าหลิวกันเสียงดังลั่น “เอาหัวหน้าหลิวของพวกเราคืนมา!” “หว่านอิ๋งอิ๋ง! เจ้ามันเป็นจอมฉก!” ไห่ฮ่าวที่ขี่ม้าอยู่ข้างๆ เกี้ยวหัวเราะเบาๆ ไปตลอดทาง ส่วนเจ้าบ่าวทำหน้าปุเลี่ยนๆ หญิงสาวทั้งหลายเพิ่งจะซื้อบันทึกการเดินทางเล่มล่าสุดของหลิวเฉิงไปอ่านเมื่อสองเดือนก่อนทว่าในเล่มกลับมิได้กล่าวถึงหว่านอิ๋งอิ๋งแม้แต่น้อย พอได้รู้ว่าหัวหน้าองครักษ์หนุ่มต้องแต่งงานกระชั้นชิดเช่นนี้ พวกนางล้วนทำใจไม่ได้ หว่านอิ๋งอิ๋งแหวกผ้าม่านข้างเกี้ยวออกมามองไห่ฮ่าว ไห่ฮ่าว แ
“อ๋า! พวกเขาสองคนคลุมเครือกันมานานแล้วน่ะสิเจ้าคะ” “องครักษ์ทั้งหมดก็พอจะรู้นะ แค่พวกเขาไม่กล้าเย้าต่อหน้าเพราะกลัวไห่ฮ่าวจะโมโห แต่ฝ่ายหลินเต๋อ เขาเปิดเผยชัดเจน” หลิวเฉิงอมยิ้มเมื่อนึกถึงยามที่องครักษ์หน้าใสของสกุลซิวมาคอยพูดคุยอยู่ใกล้ไห่ฮ่าว ...ทุกคนพอจะมองออกว่าหลินเต๋อชอบไห่ฮ่าวแต่ฝ่ายถูกชอบยังคงสงวนท่าทีมาโดยตลอด... “ท่านพูดเช่นนี้ แสดงว่าที่ผ่านมาไห่ฮ่าวมีท่าทีเย็นชาแต่แท้จริงก็มีใจให้กับหลินเต๋อใช่หรือไม่เจ้าคะ ” “อืม...ก็ทำนองนั้น” “ครั้งนี้เป็นท่านที่กระตุ้นให้เขาหึงหวงจนทนไม่ไหวหรือพี่เฉิง ” หลิวเฉิงหัวเราะเบาๆ “ก็ทีเขายังทำให้ข้าตกที่นั่งลำบากเรื่องเจ้านี่นา เหตุใดข้าจะไม่อยากเอาคืน ” “นี่ข้าดูไม่ออกเลยนะเจ้าคะว่าท่านเป็นคนเจ้าคิดเจ้าแค้น” หลิวเฉิงไม่ต่อความ เขายิ้มน้อยๆ ให้กับหญิงคนรัก “เจ้าคอยดูพวกเขาสองคนคืนนี้ก็แล้วกัน” ในงานเลี้ยงจวนเจ้าเมืองฉู่จิ้งคืนนั้น ไห่ฮ่าวดูสงบเสงี่ยมผิดปกติ เขาค่อยๆ จิบสุราในจอก ก่อนจะยกจอกสุราขึ้นแต่ละครั้งก็หันไปมองหน้าองครักษ์หนุ่มของสกุลซิว
“หัวหน้าหลิว ท่านไปรู้เรื่องนี้มาจากผู้ใด” “ข้าได้ยินเจียงลี่จังเล่าให้เสิ่นฮูหยินฟังน่ะสิ” “หืม พวกนางสนใจเรื่องของหลินเต๋อด้วยหรือ” “อืม...แม่นางเจียงบอกกับเสิ่นฮูหยินว่าคุณชายจ้าวน่าจะชอบหลินเต๋อเพราะเทียวไล้เทียวขื่อมาคฤหาสน์สกุลซิวแทบทุกวัน ที่สำคัญคุณชายจ้าวผู้นี้แสดงออกอย่างชัดเจนว่าชอบบุรุษมานานแล้ว” “ท่านจะมาเยาะเย้ยหรือคิดจะมาช่วยข้า ” “ไห่ฮ่าว ตอนที่ข้าถูกจงกว้านซีท้าประลอง เจ้าก็ยังยืนดูข้าอย่างมีความสุข มาถึงตอนนี้ยังกล้าถามข้า เจ้าไม่เคยได้ยินหรือว่า...การแก้แค้นเป็นสิ่งหอมหวาน” หลิวเฉิงหัวเราะเบาๆ แล้วหันไปสั่งเสี่ยวเอ้อที่มายืนรอให้สั่งอาหารอยู่ด้านหลัง “เอาขนมแป้งถั่วเขียวมาหนึ่งจานกับชาเลิศรสหนึ่งกา” เสี่ยวเอ้อรับคำแล้วถอยห่างออกไป “วันนี้ข้าจะเลี้ยงชาดีเจ้าเอง ชาให้ดื่มเปล่าๆ พวกนี้เจ้าอย่าดื่มเลย มันดับความร้อนรนในใจเจ้ายามนี้ไม่ได้หรอก” ยิ่งมองเห็นหลินเต๋อพูดคุยและหัวเราะกับคุณชายผู้นั้นอย่างรื่นรมย์ ในใจของไห่ฮ่าวก็ราวกับมีเพลิงมาสุม “ก่อนหน้านี้ข้าเห็นหลินเต๋อคอยมาว
ใบหูของหญิงสาวแดงจัด นับตั้งแต่คืนที่นอนบนเตียงด้วยกันในคราวนั้น ทั้งสองก็ยังไม่มีโอกาสได้พลอดรักกันอีก “ท่านก็อย่าเข้าไปในหอคณิกาอีกเล่า ข้าไม่อยากให้สตรีอื่นมาแตะต้องท่านแม้เพียงปลายนิ้ว” หลิวเฉิงหัวเราะเบาๆ จูบปลายใบหูนางคราหนึ่ง“ดีใจจริงที่ได้ยินเช่นนี้ ข้านึกว่าเจ้าจะไม่หวงข้าเสียแล้ว”หว่านอิ๋งอิ๋งแนบศีรษะลงที่ต้นคอของชายคนรัก“ท่านเป็นสามีข้านะ ไม่หึงท่านแล้วจะให้หึงผู้ใด ”“ได้ๆ ข้าให้เจ้าหึงข้า มาเถิดให้ข้าปักปิ่นทองให้เจ้า หมดไปตั้งหลายตำลึงเชียวนะ”คืนนั้นหลิวเฉิงดึงดันไม่ยอมกลับห้องนอนของตน เขาขอนอนกอดนางอยู่บนเตียงพร้อมสัญญาว่าจะทำเกินกว่านั้นแต่...สัญญาของบุรุษเมื่อได้ขึ้นเตียงแล้วมักไม่ซื่อตรง กว่าหว่านอิ๋งอิ๋งจะได้หลับนอนเขาก็เอาแต่วนเวียนจูบนางครั้งแล้วครั้งเล่าเช้าวันต่อมา ไห่ฮ่าวเห็นปิ่นทองปักอยู่บนศีรษะขององครักษ์หญิงก็รู้ว่าตนเองกลายเป็นพวกที่ต้องกินอาหารสุนัขอีกคราแล้ว“พอพวกท่านสามีภรรยาคืนดีกัน ข้าก็กลายเป็นหมาหัวเน่าสินะ”หว่านอิ๋งอิ๋งได้ทีก็หันมาทำสายตาดุ“ไห่ฮ่าว เอาไว้ถึงเมืองฉู่จิ้งก่อนเถอะ ข้าจะฟ้องหลินเต๋อ” ไห่ฮ่าวเ
“แค่ผงนิทราเท่านั้น ไม่ใช่ยาพิษ” สีหน้าของหว่านอิ๋งอิ๋งยังไม่คลายความโมโห “พวกเจ้าทั้งหมด ลงมาจากเตียงเดี๋ยวนี้!” มิจฉาชีพทั้งสามๆ ค่อยๆ ลงจากเตียงอย่างระมัดระวัง หน้าของพวกมันดูคล้ายนักโทษที่กำลังจะถูกประหาร ฉับ! ฉับ! ฉับ! “ว้าย!” เสียงร้องของหญิงทั้งสองดังขึ้นพร้อมกัน หว่านอิ๋งอิ๋งตวัดปลายกระบี่ฟันแขนเสื้อของคนทั้งสาม ทีละคนจนขาดหวิ่นทั้งสองข้าง “หากเจ้าแตะต้องสามีของข้าอีก ข้าจะฟันมือของเจ้าทิ้งเสีย” “ขะ ข้า ข้าไม่กล้าอีกแล้ว แม่นาง โปรดไว้ชีวิตเราด้วย!” เสียงร้องของคนในห้องทำให้เสี่ยวเอ้อที่อยู่ด้านนอกรีบผลักประตูเข้ามา แขกเหรื่อที่อยู่ห้องใกล้ๆ เองก็ตกใจ พวกเขารีบเปิดประตูออกมามุงดูเหตุการณ์ “คนของหอแห่งนี้วางยานอนหลับสามีกับสหายของข้าแล้วคิดจะปลดทรัพย์ พวกท่านดูสิ! หากข้าไม่ตามมา ป่านนี้ข้าวของเงินทองคงสูญทั้งหมดแล้ว” คนรอบข้างส่งเสียงฮือฮาประณามการกระทำของคนทั้งสามที่นั่งคุกเข่าตัวสั่นงันงกอยู่ต่อหน้าหญิงสาวชุดดำที่ถือกระบี่อย่างน่ากลัว เถ้าแก่เนี้ยเจ้าของหอหญิงง
เขาเบือนหน้ากลับมามองหญิงสาวที่ยืนอยู่ข้างๆ เมื่อคืนมีการเลี้ยงฉลองการเปิดตัวคู่หมั้น เขาก็ถูกไห่ฮ่าวกับจงกว้านซีมอมเหล้าจนต้องแกล้งฟุบ จากนั้นตกดึกจึงค่อยย่องไปหานาง “อิ๋งอิ๋ง เจ้าต้องเลิกเรียกข้าหัวหน้าหลิวได้แล้ว ต่อไปต้องเรียกว่าพี่เฉิงจึงจะเหมาะสม” เขากระซิบยิ้มๆ นางช้อนสายตาอ่อนหวาน รับคำอุบอิบ “เมื่อคืนเจ้าเขียนบันทึกเรื่องข้าหรือยัง อย่าลืมเขียนเรื่องที่ข้าจูบเจ้าลงไปด้วยเล่า บางทีสตรีทั้งหลายที่ซื้อไปอ่านจะได้ตระหนักกันเสียทีว่าข้ามีภรรยาแล้ว ต่อไปพวกนางก็จะเลิกสนใจข้า” “ข้าไม่เขียนหรอกเจ้าค่ะ ทำเช่นนั้นจ้งซูกับจ้งหนิงก็เสียลูกค้าแย่” หญิงสาวปฏิเสธพร้อมทั้งเดินหนีไป หลิวเฉิงรีบเดินตามนางกลับมาที่รถม้า “แล้วเจ้าไม่กลัวเสียข้าไปบ้างหรือ สตรีพวกนั้นล้วนแต่ให้ความสนใจให้ตัวข้า เจ้าเป็นภรรยาไม่รู้สึกหึงหวงบ้างหรือไร ” “ไม่เห็นเป็นไรเลย พวกนางก็แค่ชื่นชม ท่านเองก็ไม่ได้ชอบพวกนางเสียหน่อย อย่างไรท่านก็ต้องแต่งงานกับข้าอยู่ดี” หญิงสาวยืดอกอมยิ้ม ชายหนุ่มพลันรู้สึกหงุดหงิด ที่ผ่านมาเขาเป็นฝ่ายหึงหวงนางอยู่ฝ่ายเ







